580619_ธรรมาธรรมะสงคราม วิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธ ตอน​ ๑ .doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์19 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580619_ธรรมาธรรมะสงคราม วิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธ ตอน ๑

พ่อครูว่า...มีคำถาม จากคุณ มุ่ย อยู่ ฮ่องกง ว่า... กราบฝากถามพ่อครูให้หน่อยนะคะ,เรื่องร่างกายของคนเรานั้นเกิดจากพ่อและแม่เอานี้เข้าใจค่ะ,แต่ดวงวิญญาณหรือจิตวิญญาณนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไรคะ???ขอกราบคารวะอย่างสูงนะคะ? พ่อครูตอบ ...อยากรู้บัดนี้ก็ได้ ตากระทบรูป วิญญาณก็เกิดปั๊ป ที่ในจิตเรานี่แหละ เราต้องตามรู้ให้ได้ที่ไหน ก็ที่หทยรูป สภาวะของเราที่อ่านจิตออก ใจเรา จิตเราเป็นอย่างนี้ๆ แล้วอ่านอาการออกจริงๆนะ จิตใจนั่นแหละคือวิญญาณ เมื่อตากระทบรูป หูกระทบเสียง นี่แหละวิญญาณแท้ๆวิญญาณสดๆซิงๆ เป็นความจริงในความจริงเมื่อมีญาณปัญญาอ่านออก ไม่ใช่ว่าไปเรียนไสยศาสตร์เข้าฌานแล้วเห็นวิญญาณเทวดา ผี หรืออื่นๆ เป็นของปลอม เป็นความจำเป็นสัญญาไม่ใช่ความจริง

วิญญาณอยู่กับปัจจุบัน ต้องอ่าน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คนตาทิพย์ต้องเห็นวิญญาณอย่างที่ว่า ถ้าใครไปนั่งหลับตาแล้วเห็นวิญญาณเป็นผี เป็นเทวดา เป็นสัตว์นรกอย่างนั้นน่ะหลอก ต้องเห็นวิญญาณอย่างนี้จึงตรงตามพระอนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์

ในวิญญาณจะแจกเป็นเจตสิก ๓ คือเวทนา สัญญา สังขาร นี่คือเจตสิก ๓ ของวิญญาณ แล้วเราก็ไปรู้รายละเอียดของ เวทนา สัญญา สังขาร

สัญญาคือความจำ ดีไม่ดีปั้นเองเองก็นึกว่าเป็นความจำ ไม่ได้มีหลักฐานอะไร แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเห็นบักต้อง(กระท้อน)อยู่ตรงหน้าโทนโท่เลย หรือเห็นคนเห็นอะไรต่อหน้านี่แหละ ขณะนี้คือความจริง สุขทุกข์คือเป็นความจิรง แล้วก็จำไว้ในอนุสัยอาสวะ ยึดติดไว้นี่แหละคือความโง่ แล้วทำงานเป็นอาสวะแตกตัวไม่เลิกไม่คลายง่ายๆ เพราะไม่เรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ดี

พระพุทธเจ้าท่านบริภาษภิกษุสาติ ภิกษุสาติมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า "เราย่อมรู้ทั่วถึ

อ่านต่อ

งธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดง ว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น” ภิกษุเหล่านั้นปรารถนาจะปลดเปลื้องภิกษุสาติจากทิฏฐินั้น จึงซักไซ้ ไล่เลียงสอบสวนว่า ท่านอย่ากล่าวอย่างนี้ ท่านอย่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค การกล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ไม่ดีเลย เพราะพระผู้มีพระภาคมิได้ตรัสอย่างนี้เลย ดูกรท่านสาติ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น พระผู้มีพระภาคตรัสแล้วโดยปริยายเป็นอเนก ความเกิดแห่งวิญญาณเว้นจากปัจจัยมิได้มี. (มหาตัณหาสังขยสูตร พตปฎ. ล.๑๒ ข.๔๔๐)

วิญญาณคือสภาพรู้อย่างหนึ่งในชีวิต ชีวิตก็อาศัยวิญญาณนี่แหละเป็นสุขทุกข์ ฉลาดหรือโง่ ก็อยู่ที่จิตวิญญาณนี่แหละ บางทีท่านก็เรียกมโน เกิดขึ้นได้อย่างไร(วิญญาณ) เกิดขึ้นได้เพราะกระทบสัมผัส

ตั้งแต่เป็นอุตุ เป็นพลังงานในโลก แล้วพัฒนาเป็นพีชะ เป็นพืช เร่ิมเป็นชีวะก็เป็นพลังงาน แล้วพัฒนามาเป็นจิตนิยาม ที่มีเวทนา มีวิญญาณ เกิดจากการกระทบสัมผัส เป็นภาวะ เรามีญาณหยั่งรู้ได้ เป็นธรรมะสอง

สองอย่างนี่ วิทยาศาสตร์ก็แบ่งเป็นสอง ขนาดนิวเคลียร์ก็แบ่งเป็นฟิวชั่นกับฟิชชั่น เป็นสองอย่าง แล้วรวมธาตุแตกธาตุได้ ทางวิทยาศาสตร์เคมีเขาก็ทำได้ แต่ของพระพุทธเจ้าเป็นทางนามธรรมที่ลึกละเอียดมากกว่า

สรุปคือสิ่งที่เกิดมาในโลกก็เป็นไปตามยถากรรม แต่มนุษย์นี่เป็นตัวป่วนตัวทำลายโลกได้อย่างร้ายแรง จึงต้องเกิดศาสนามาแก้ไขมนุษย์ ทางเทวนิยมก็ได้ระดับหนึ่ง แต่แบบพุทธนี่แก้ได้ให้ดีตลอดไปไม่เวียนกลับ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ยืนยันว่าเที่ยงแท้เลย

พระพุทธเจ้าสามารถเปลี่ยนจิตนิยามให้กลายเป็นพีชนิยาม จนกลายเป็นอุตุนิยามได้ ท่านทำได้ ท่านถึงตรัสว่าไม่รู้ที่ต้น ใครจะรู้ก็ว่ากันไป แต่ท่านรับผิดชอบจุดนี้ก็สุดประเสริฐแล้ว อาตมาว่าไม่จำเป็นต้องรู้ที่ต้น จริงเท็จก็ไม่มีใครตัดสิน ตอนนี้ธรรมะที่เรากำลังอธิบายกันอยู่ในขณะนี้ มันเป็นพุทธชีวะที่เอาฟิสิกส์และเคมีมาผนวกกันเพื่อไขความลับของอุตุนิยามที่จะกลายเป็น(ภวันติ)พีชนิยาม และกลายเป็นจิตนิยาม ผู้รู้ก็จะรู้ได้จากปฏิกิริยาของกรรมนิยามกับธรรมนิยาม จึงสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่ารหัสแห่งพันธุกรรมเท่านี้ๆยังเป็นพีชนิยาม ต้องมีจีโนมทำหน้าที่ถึงขั้นนี้จึงจะเป็นจิตนิยาม ผู้มีวิชชา(พ้นอวิชชา)แบบพุทธจึงจะรู้แจ้งรู้จริงข้อมูลในพันธุกรรม(จีโนม)ทั้งหมดรู้แจ้งรู้จริงเส้นแบ่งความเป็นเผ่าพันธุ์ของชีวะออกจากกันได้ จากจีโนมนี่เอง(เส้นแบ่งความเป็นผี เทวดา สัตว์นรก) จีโนมเป็นธรรม ๒ที่ผู้อวิชชาก็จะไม่รู้ว่า มันคือ นิวตรอนที่เป็น potential energy อยู่โดยแท้ แต่สำหรับผู้มีวิชชาก็จะสามารถรู้จักรู้แจ้งความเป็นธรรม ๒นี้ ถึงอาการที่เป็น kinetic energy ได้ ผู้ยังไม่รู้(อวิชชา) หรือยังมิจฉาทิฏฐิในอาการ-เพศ(ลิงค์=ความต่าง)-นิมิต-อุเทศของรูปธรรมกับนามธรรม โดยเฉพาะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอาการของความเป็นกาย ที่มีทั้งความเป็นรูปและเป็นนาม โดยเฉพาะรูปและเป็นนามของเวทนา และเวทนาในเวทนาทั้งหลาย จึงไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นจีโนม(genome)หรือนามธรรมขั้นชีวะนี้ที่ทำหน้าที่แน่ชัด คือหน้าที่เป็นเพศแม่(มาตา) และหน้าที่เป็นเพศพ่อ(ปิตา)ในการแยกความเป็นสัตว์โอปปาติกะ(จิตนิยาม) กับความเป็นพืช(พีชนิยาม)ซึ่งรู้ได้จากความเป็นจีโนมอันมีหน้าที่ชัดเจนนี้แล DNA ก็ดี ยีนก็ดี จีโนมก็ดี ที่เป็นจีโนมระดับพีชนิยาม หรือระดับจิต นิยามที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ยิ่งเห็นจริงจึงเป็นความตรัสรู้ของพระองค์ที่ทราบหน้าที่แน่ชัดทั้งหมด ถึงขั้นทรงยืนยันทฤษฎียิ่งใหญ่ได้ว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา การปฏิบัติธรรมของพุทธจึงสามารถเรียนรู้ไปถึงความเป็นอิตถีเพศหรือพลังงาน electron และต้องสามารถถึงขั้นมีการทำใจในใจ(มนสิการ)ของตน จนกระทั่งจัดการ(อภิสังขาร)ให้ความเป็นอิตถีเพศกลายเป็น(ภวันติ)ปุริสเพศหรือเอกบุรุษ อย่างถูกต้องถ่องแท้(โยนิโส)สำเร็จ(พหุทธา ปิ หุตวา เอโก โหติ_พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ) นั่นคือ ต้องมีสัมมาทิฏฐิในข้อที่ ๗ ได้แก่ ความเป็นเพศแม่(มาตา) และข้อที่ ๘ ได้แก่ ความเป็นเพศพ่อ(ปิตา) ในความเป็นรูปและนามกันจริงๆ จึงจะปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะปฏิบัติมรรค อันมีองค์ ๘ได้ผลจริง(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๒ เป็นต้นไป) ความเป็นเพศแม่(มาตา) เพศพ่อ(ปิตา)ในขั้นนี้เป็นเรื่องอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมกันแล้ว ผู้ที่ยังเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ยากที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธบรรลุผลจริงได้กระทั่งจัดการทำความเป็นอิตถีลิงค์ (เพศแม่)ให้กลายเป็น(ภวันติ)ปุงลิงค์(เพศพ่อ) ได้สำเร็จ ไปตามลำดับ กระทั่งที่สุดจัดการทำความเป็นปุงลิงค์ ให้กลายเป็น(ภวันติ)นปุงสกลิงค์(ไม่มีเพศ คือพ่อขั้นพระเจ้า) ก็ถือว่า เป็นอุตตมโปริส(อุตตมบุรุษ) ซึ่งสูงถึงยอดสุด,ความเป็นของสูงสุด(อุตตมตา) ต้องรู้สัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องต้นของการปฏิบัติธรรมเลย และอาศัยอาหารในการคงอยู่ จะอาศัยศีลพรต หากเป็นมิจฉาทิฏฐิ ก็เหมือนคนเดินทางไกลกันดาร พอเดินไป ก็เสบียงหมด ก็ฆ่าลูกกินเสียเลย แล้วก็บอกว่าลูกเราไปไหนหนอๆ มันมืดมัวโมหัน เลอะเทอะ ฆ่าลูกทำเป็นเนื้อย่าง ก็ยังไม่หมด ก็ถามหาลูก คิดถึงลูกนะ แต่ว่าอำมหิตสุดเลย เห็นแก่ตัวถึงขนาด ผู้จะเดินทางสู่นิพพานแล้วก็มาอ้างเช่นนี้

อย่างพระในศาสนาพุทธที่บวชมาทำหน้าที่เหมือนผู้รู้ แต่ทำหน้าที่เหมือนพนักงานรัฐ เป็น ขรก.นี่บวชไม่ได้นะ แต่ทุกวันนี้เป็นหมดแล้ว รับเงินประจำตำแหน่งกันแทบหมดแล้ว ขออภัยที่พูดนี้ให้ผู้รู้ถอนออกมาเสีย มันจะไม่เหลือแล้วศาสนาพุทธมันเน่าไปหมดแล้ว แต่เขาก็ว่าเขาก็เจริญด้วยลาภ ยศ สรรเสริญกันจะหาว่าเน่าได้อย่างไร? เพราะเมื่อไม่เข้าใจธรรมะสัมมาทิฏฐิก็ยาก

ผู้ใดไม่สามารถอ่านจิตอ่านภาวรูป ก็ยากจะปฏิบัติได้ผล ต้องอ่านอาการ ซึ่งเป็นกิริยาของนามธรรม ถ้าคุณอ่านไม่ออกจริงๆก็ไม่รู้จะสอนอย่างไร เช่นใจมันโกรธ มันไม่มีสีเส้นแสงนะ คุณต้องอ่านให้ออก อาการโลภ ราคะ หรือสุข/ทุกข์ เป็นเบื้องต้นเลย หากอ่านไม่ออกก็ไม่ต้องไปเรียนแล้วธรรมะพระพุทธเจ้า

ยังมีความสามารถที่มีนัยสำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ ผู้เป็นโพธิสัตว์จะสามารถอนุโลมปฏิโลมเข้าอาศัยเพศแม่(อิตถีลิงค์)-เพศพ่อ(ปุงลิงค์)-ไม่มีเพศ(นปุงสกลิงค์) ซึ่งคือ สภาวะ ๓ เพศ(ไตรลิงค์)ได้เท่าที่โพธิสัตว์แต่ละท่านจะสามารถทำได้ตามบารมี ก็มีอีกเป็นความพิเศษยิ่งๆขึ้นไปที่เป็นประโยชน์แก่โลก-แก่คนอื่นยิ่งๆขึ้น ซึ่งพ้นความเป็นประโยชน์ตนไปแล้ว(ไม่มีอััตตา=พลังงานอนัตตา) อิตถีลิงค์คืออิเล็กตรอน ส่วนโปรตอนนี่มันเป็นปุริสภาวะเป็นตัวนิ่ง แต่มันแรงกว่านะ จะทำอย่างไรให้อิตถีลิงค์หรืออิเล็กตรอนมาเป็นลักษณะบวกหรือนิ่งแบบโปรตอนได้

ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องศึกษาเรียนรู้ภาวะรูป ๒(ปุริสินทรีย์และอิตถินทรีย์) อันมีความแตกต่างกันหรือมีเพศ(ลิงคะ) หรือยัง มีความเป็น ๒ ด้วยนัยสำคัญ คือ ธรรมะ ๒ (เทฺว ธัมมา)นี้กันจนสามารถสัมผัสรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวรูป ๒ด้วยปัญญาอย่างมีของจริงหรือความจริง จึงจะชื่อว่า ผู้มีมรรคผล เช่น เราต้องเรียนให้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัญญาและ สังขาร(นี้คือ ธรรม ๒) โดยเฉพาะเวทนา ซึ่งเป็นภาวะที่จะต้องมีให้ผู้ปฏิบัติธรรมเรียนรู้อย่างยิ่ง จึงจะบรรลุธรรมได้ หากไม่มีเวทนาหรือไม่มีความรู้สึก,อารมณ์ให้ศึกษาเรียนรู้ ก็หมดสิทธิ์จะรู้แจ้งความเป็นนิโรธหรือไม่ใช่นิโรธ(นิโรธนั้นแบบพุทธต้องมีเวทนามีความรู้สึก แต่ถ้าดับเวทนาก็ไม่ใช่นิโรธ) เพราะสัมมานิโรธของพุทธนั้น ไม่ใช่นิโรธที่เกิดในภวังค์หลับตาสะกดจิตจนดับดำมืด(กิณหะ) แล้วกลายเป็นพรหมลูกฟักกลิ้งโค่โล่ ไม่มีธาตุรู้ทำงานอยู่ในขณะนั้นเลย (เหมือนพ่อแม่ลูกเดินทางข้ามทางไกลกันดารนึกว่าไปนิพพาน แต่แท้จริงเดินไปหานรก เมื่อไหร่จะถึงนิพพาน มีลูกอีกแสนคนก็ฆ่าลูกกินหมด จะอีกกี่ชาติจะไปถึงนิพพาน) อย่าไปหลงเอาแต่นั่งหลับตาเข้าไปในภวังค์ แล้วก็ไปดับเวทนา กระทั่งเป็นคนไม่มีความรู้สึก เป็นคนไม่สามารถรับรู้อะไรเลย แล้วหลงผิดว่านี่คือ ภาวะความเป็นนิโรธของพุทธ ทุกวันนี้ก็ยังยึดอย่างนี้ อย่างนั้นมันมิจฉาทิฏฐิ ขอยืนยันนิโรธที่สัมมาทิฏฐิของพุทธนั้น มันมีเวทนาที่เป็นธรรมะ ๒(เทฺว ธัมมา) และสามารถทำให้เป็นหนึ่ง(เอกัคคตา)อย่างเห็นๆ ไม่ใช่ความดับอย่างไม่รู้ไม่เห็น แต่เป็นความดับที่รู้ๆเห็นๆอย่างแจ้งๆ(สัจฉิ)พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง(ตัณหาทุติโย ปุริโส) ท่องเที่ยวไปตลอดกาลยืดยาวนาน(พตปฎ. เล่ม ๒๑ ข้อ ๙) มีปรกติอยู่ด้วยเพื่อนสอง(สทุติยวิหารี)เพราะผู้นั้นยังมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง(ตัณหา หิสส ทุติยา) ผู้สามารถดับตัณหาให้เป็นผู้มีปรกติอยู่ผู้เดียว(เอกวิหารี) ไม่มีเพื่อนสอง เพราะจิตสิ้นตัณหาในธรรมะ ๒นั้นแหละ(ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ)ได้สำเร็จจริง ในเวทนานี้นี่เอง(พตปฎ. เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐) อันเป็นแดนที่สามารถทำให้หลีกออกจากเพื่อนสองหรือหลีกออกจากหมู่ อยู่ผู้เดียว (เอโก วูปกัฏโฐ) ซึ่งก็คือ สามารถอยู่ด้วยความเป็นหนึ่ง(เอโก)หรืออยู่แต่ผู้เดียว(พตปฎ. เล่ม ๑๘ ข้อ ๖๖-๗๐) ก็ปฏิบัติกันในความเป็นเวทนา รวมลงอยู่ในเวทนา นี่เอง ซึ่งเวทนานี้แหละที่มีความเป็นเวทนา ต่างๆอันต้องรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า อย่างนี้คือเวทนา ๒ อย่างนี้ๆคือเวทนา ๓ อย่างนี้ๆเวทนา ๕ อย่างนี้ๆเวทนา ๖ อย่างนี้ๆเวทนา ๑๘ อย่างนี้ๆเวทนาๆ ๓๖ ถึงที่สุดอย่างนี้ๆเวทนา ๑๐๘ ว่า มันคืออะไร? อย่างไร? ในจิตเรา และสามารถทำกับมัน-จัดการกับมันได้ (อภิสังขารหรือมนสิกโรติ) คือ ให้มันลดละ จางคลายลง(วิราคะ)กระทั่งที่สุดมันดับ(นิโรธ) อย่างรู้แจ้งเลย มี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกา(แสงสว่าง)คือจักขุมาปรินิพพุโพติ นั่นคือ จิตนิยาม อันเป็นพลังงานทางจิตวิญญาณของคน ผู้ที่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงถึงขั้นที่เรียกว่ากรรมนิยามและธรรมนิยาม เท่าที่มีปัญญาบารมีจริงพอ จึงจะสามารถจัดการกับเวทนาในเวทนาได้ ชัดมั้ยว่า เวทนานี้แลที่เป็นตัวการสำคัญ ซึ่งเป็นแดนที่จะเข้าไปจัดการ ต้อง มีการทำใจในใจให้ถ่องแท้(โยนิโสมนสิการ) พระพุทธเจ้าตรัสว่า เพราะอาศัยเวทนาจึงเกิดตัณหา(เวทนัง ปฏิจจ ตัณหา ; พตปฎ. เล่ม ๑๖ ข้อ ๕๙) พีชนิยามมีแต่สัญญาและสังขารจึงไม่มีพลังงานที่เป็นตัวการ(คือเวทนา)สำคัญที่ตนมีตนเป็น จนมีผลกระทบออกไปทำร้ายทำลายชีวิตอื่น พลังงานของมันต่ำลง สูงขึ้นในระดับที่ยังไม่มากพอจนเป็นผลเสียผลดีต่อชีวะอื่นเกินที่มันมี แต่กระนั้นก็ดี พลังงานของพีชนิยาม ทำงานไปก็ไม่ใช่ว่าจะคงที่อยู่เท่านั้นตลอดกาลทีเดียว ในจำนวนจีโนม(genome)ของมันก็ยังมีมากมีน้อยไปตามจริง แต่ยังไม่มีพลังงานสะสมที่มีความเข้มข้นของดีเอ็นเอ(DNA)ในนิวเคลียสของมันจนเป็นพิษภัยออกไปรบกวนนอกดีเอ็นเอของมัน พีชนิยามจึงยังไม่เป็นภัยแก่ชีวะอื่นเพราะมีแค่รูป-สัญญา-สังขารจึงเป็นชีวะในโลกที่ถือว่า ยังไม่มีโทษ แต่มีคุณต่อโลก ต่อสัตว์ ต่อชีวะอื่น พีชนิยาม คือ ชีวะที่ยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ มีแค่รูป-สัญญา-สังขาร(ไม่มีเวทนา)ส่วนโลกชีวะที่ถึงขั้นวิญญาณ ที่มีรูป, เวทนา,สัญญา,สังขารและวิญญาณ ที่บาลีว่า จิตนิยามนั้น ก็มีครบทั้งรูปและนามครบขันธ์ ๕ ซึ่งมีเวทนาและมีวิญญาณ นี่เองที่เป็นตัวเลวที่ร้ายได้สุดๆ และเป็นตัวดีที่มีคุณค่าประโยชน์ได้สูงสุดวิเศษยิ่งจริงๆ เพราะมีเวทนาและวิญญาณนี้แหละตัวการใหญ่ ที่ทำให้จิตนิยามถึงขั้นได้ชื่อว่า ผู้สร้างโลก-สร้างจักรวาล หรือผู้ทำลายโลก-ทำลายจักรวาล เวทนาและวิญญาณจึงเป็นจีโนม(genome)ที่เป็นรหัสในดีเอ็นเอ ซุึ่งบรรจุอยู่ในนิวเคลียสของเซลล์[นิวเคลียสคือ ส่วนที่เป็นใจกลางของเซลล์, มวลที่มีประจุบวกภายในอะตอม ประกอบด้วยนิวตรอนและโปรตรอน] พลังงานหรือชีวิตินทรีย์ของ genome มี ๒ แตกต่างกัน(เพศ=ลิงค์)เป็น ๒ เสมอ ที่เป็นธรรม ๒ ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงได้ ด้วยอาการ-ลิงค์-นิมิต-อุเทศ และสามารถจัดการปรับแต่ง(อภิสังขาร) ความแตกต่างกันตามที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ได้ถึงสภาวะของพลังงานทางจิตในตน และทำที่สุดจัดการปรับแต่ง(อภิสังขาร)ชีวิตินทรีย์ของเพศ(ลิงค์) จนหมดสิ้นความเป็นเพศ คือไม่มีเพศหรือเป็นกลาง(neutron)ได้จริง นั่นคือ จัดการปรับแต่งได้ถึงพลังงาน neutron ใน nucleus สำเร็จ เพราะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงพลังงานที่เป็นธรรม ๒ซึ่งเป็นพลังงานเวทนา ๒ใน genome อันเป็นรหัสพันธุกรรมตัวละเอียดใน Chromosome และเป็นผู้สามารถจัดการกับปริมาณ(มัตตัญญู)พลังงานของธรรม ๒คือ nuclear fission (พลังงานที่กระจายออกไปเป็นธาตุเบา) และพลังงานของ nuclear fusion(พลังงานที่หลอมละลายกันเป็นธาตุหนัก) ซึ่งแตกตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่(chain reaction)ออกไปเป็นพลังงาน nuclear fission กับ nuclear fusion เมื่อได้รับการกระทบสัมผัส(ปฏิฆสัมผัสโส)ให้อยู่ในสัดส่วนที่เป็นประโยชน์สูง-ประหยัดสุดได้ ด้วยความสามารถอย่างแท้จริง ผู้สามารถทำธรรม ๒(เทฺว ธัมมา)ให้รวมพลังกันกลายเป็นรวมตัวเป็นธรรมหนึ่งเดียว(เอกสโมสรณา) และที่สุดกลายเป็นพลังงานอุเบกขาเวทนาที่มีประสิทธิภาพยิ่ง(เอกัคคตา) ถึง ๕ ประเภทคือ ปริสุทธา(ความสะอาด)-ปริโยทาตา(สะอาดอยู่ได้แม้จะถูกกระทบกระแทก)-มุทุ(จิตหัวอ่อน)-กัมมัญญา(การงานที่ทำได้อย่างดีวิเศษ)-ปภัสรา(สะอาดผ่องใสอยู่เสมอ)ได้สำเร็จจริง เพราะมีปัญญาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นคุณ(คุณะ)ความเป็นโทษ(อาทีนวะ)ของภาวะนั้นๆจริง และมีสติที่ทรงพลังอำนาจยิ่ง(อธิปไตย) มีปัญญาที่ทรงพลังเหนือภาวะนั้นๆ(อุตตระ) จึงกลายเป็นพลังงานทั้งปัญญาทั้งเจโต สามารถควบคุมพลังงานนั้นได้สำเร็จจริง ผู้จัดการกับเวทนาได้สำเร็จจริง จึงสามารถแปรพลังงานใน isotope ได้สำเร็จผู้ปฏิบัติมีมรรคผล จึงสั่งสมพลังงานเป็นอินทรีย์ ๕(ศรัทธินทรีย์-วิริยินทรีย์-สตินทรีย์-สมาธินทรีย์-ปัญญินทรีย์) และที่สุดสำเร็จเป็นผลธรรมถึงขั้นมีพละ ๕(ศรัทธาพละ-วิริยพละ-สติพละ-สมาธิพละ-ปัญญาพละ) อันเป็นโลกุตรภูมิ เพราะขันธ์ ๕ที่เป็นรูปูปาทานักขันธ-เวทนูปาทานักขันธ-สัญญูปาทานักขันธ-สังขารูปาทานักขันธ-วิญญาณูปาทานักขันธถูกชำระล้างอุปาทานออกไปสำเร็จจริงจนกระทั่งอุปาทานหมดสิ้นเกลี้ยงจากจิตรูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ ที่เป็นขันธ์ ๕ของสัตว์ผู้ชื่อว่า อรหันต์ จึงเป็นปรมัตถธรรมต้องเรียนรู้กันอย่างสำคัญมาก เพราะละเอียดลึกซึ้ง(นิปุณา)ซับซ้อนยิ่ง หากใครยังไม่สัมมาทิฏฐิ หรือแม้จะสัมมาทิฏฐิแต่ปฏิบัติยังไม่สามารถบรรลุผลบ้างแล้วอย่างเพียงพอ จึงยากมากที่จะพูดกันรู้เรื่อง ในยุคพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นยุคปลายของ ภัทรกัปป์ของศาสนาพุทธแล้ว มนุษย์ที่มีพอจะบรรลุพุทธธรรมขั้นโลกุตระนั้นเหลือน้อยเต็มที จนพระองค์ปริวิตกว่าถ้าทรงประกาศศาสนาขึ้นแล้ว จะมิเสียของหรือ...!? พระพุทธองค์ทรงมีพระปริวิตกปานนั้น แต่ด้วยพระมหาเมตตา-กุรณาอย่างสูงยิ่ง(ดังที่พูดกันด้วยบุคคลาธิษฐานว่า มีสหัมบดีพรหมมาอาราธนาให้ทรงประกาศศาสนานั่นเอง) จึงได้ทรงตัดสินพระทัยประกาศความเป็นศาสนาพุทธ และพระองค์ตั้งพระทัยสอนคนแค่ให้บรรลุอรหัตตภูมิเท่านั้น คือ ทรงสอนแค่ใบไม้กำมือเดียว ไม่ทรงสอนพิสดารอย่างกว้างขวางลึกล้ำมากมายเป็นใบไม้ทั้งป่า หมายความว่า พระองค์ทรงสอนเพื่อสร้างศาสนาให้มีพระอรหันต์เท่านั้น ไม่เจตนาสอนอย่างกว้างไกลลึกล้ำพิศดารมากมายหลากหลายเต็มพุทธภูมิสัมบูรณ์ ชัดๆก็คือ ทรงสอนให้คนบรรลุกันแค่อรหันต์เป็นหลัก ไม่ได้ตั้งพระทัยที่จะทรงสอนภูมิรู้ที่เป็นพุทธขั้นโพธิสัตว์ อย่างชัดเจนละเอียดไปจนกระทั่งครบโพธิสัตวภูมิให้รู้แจ้งกันสัมบูรณ์ทั้ง๙ ภูมิ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน