580623_ธรรมาธรรมะสงคราม วิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธ ตอน ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580623_ธรรมาธรรมะสงคราม วิทยาศาสตร์ทางนามธรรมของพุทธ ตอน ๓

พ่อครูว่า...วัน อังคารที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๘ ขึ้น ๘ ค่ำเดือน ๘ ปีมะแม วันนี้เราก็มาต่อ พระพุทธเจ้าเน้นศึกษานามธรรม แล้วจะเข้าใจในวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น เคมี ฟิสิกส์ ชีวะก็ตาม เพราะมันคลุมหมดเลย มันเป็นธรรมะสอง ในโลกเขาก็มีสองคือ พลังงานกับสสาร หรือ รูปกับนาม หรือ กายกับจิต แม้ทางโลกเขาก็ทิ้งพลังงานละเอียดที่ถึงขั้น ๒ ไปเลย แม้แต่นิวเคลียร์ฟิวชั่นที่กระจายทิ้งไปเลย และเขาก็ไม่สามารถสลายพลังงานหรือสสารได้เด็ดขาด เขารู้ว่ามันไม่หายไปไหนมันเปลี่ยนสภาพไปเท่านั้น

ของพระพุทธเจ้ารู้ว่า พลังงานเมื่อเกาะตัวถึงเป็นชีวะ ที่ถึงจิตนิยามแล้ว ถ้าไม่มีพลังงานพิเศษที่เรียกว่า ไฟฌานเข้าไปสลาย ก็ไม่สามารถสลายการจับตัวของพลังงานจิตนิยามได้ ของพระพุทธเจ้าเป็น

พลังงานสำคัญที่ถึงจิตนิยามมันต่างกับอุตุ กับพีชะ นั้นตรงที่เวทนา แล้วเวทนานี่แหละเป็นธรรมะสอง แม้เราดับเวทนาในเวทนาจนสุดแล้ว จบ เวทนาที่ควรดับดับสิ้นไปแล้วก็เหลือเป็นอรหันต์ เป็นคุณภาพจิตที่มี อุเบกขา ๕ ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ประภัสสนา เป็นพลังงานพระเจ้าที่รู้ชัด ไม่เหมือนเทวนิยมที่ไม่รู้ชัด ก่อนจะมาเป็นเวทนาสะอาดก็จะมีพลังงานทางกาย ที่เรียกอีกอย่างว่า genome อาตมามองว่า genome มาจากคำว่า gene + one คือ gene ที่เป็นหนึ่ง

ในนิวเคลียสของเซลล์มีพลังงาน gene + DNA + genome ซึ่ง genome คือเหมือนเวทนา ถ้าดับ genome ที่ไม่สะอาดไป ก็เหลือ genome ที่สะอาดเหลืออยู่ ทำให้เป็นหนึ่งได้จากสอง แล้วก็มีโดยส่วนสองได้ จึงกลายเป็น X และ Y ได้โดย ทำได้ทั้งสองแบบ

เพศหญิงคือ XX ส่วนถ้าเป็นเพศชายจะเป็น XX แล้ว แถม Y ด้วย ผู้ควบคุม Y ได้ ก็ให้ขา X หด กลายเป็น Y ได้ แล้ว ตัว Y นี

อ่านต่อ

้จะมีสัญลักษณ์ เพศชาย และหญิงในนั้น

ถ้ามีสองอย่างจะไม่เป็น ๐ กับ ๐ แต่จะเป็น ๐ กับ ๑ ขึ้นมา เพราะ ๐ ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว ผู้ถึงสุญญตา สามารถปรับแต่งเพศ จนหมดเพศได้ เป็นนปุงสกลิงค์ เรียกว่าเป็นกลาง เหมือนกับไม่มีเพศ ไม่ใช่แบบกระเทยนะ แต่เป็นกลาง เป็น นิวตรอน เป็นนปุงสกลิงค์ การทำให้เป็น ๐ กับ ๑ นี่ทำได้เฉพาะสายพระพุทธเจ้า และรู้ว่า ๐ นี้เรียกลำลองนะ ก็ต้องมี ๑ อยู่ด้วย แต่ว่าถ้าแตกสลายไปก็ไม่มีอะไรเหลือเลยนะ เป็นชีวะที่ ๐ ได้ เป็นสสารและพลังงานของโลกเลย ไม่มีทางจะกลับมาอีกเลย แต่พลังงาน สสารก็พัฒนากลับไปกลับมาได้ จากอุตุมาเป็นพีชะหรือเป็นจิตนิยาม ก็เป็นของใหม่ ไม่มีของเก่าแล้ว จะมีมของเก่าก็คือมีกิเลสคล้ายๆอันเดิมน่ะ ไม่ใช่ของเดิม

อย่างพระพุทธเจ้าท่านจากพระเวสสันดร แล้วมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ มาเป็นพระพุทธเจ้าก็ไม่ใช่อันเดียวกันนะ ในรูปธรรมก็ไม่ใช่อันเดียวกัน ตัวตนบุคคลเราเขา อาการ ๓๒ คนละแท่งเนื้อ แม้แต่จิตวิญญาณก็ไม่ใช่อันเดียวกัน จะเรียกลำลองว่าเป็นพระพุทธเจ้ามาเกิด จะเรียกระลึกชาติก็ได้ มันก็ฝังในธาตุสัญญา ก็ระลึกได้ แต่ต้องรู้ว่าองค์ประกอบเปลี่ยนไปแล้ว ในขณะเราทำกรรมปัจจุบันก็เป็นวิบากใหม่ แล้วบวกลบ คูณหารกับวิบากเก่า รวมกันแล้วก็อันใหม่ ไม่ใช่อันเก่า

แต่อันที่จะเป็นอดีตแล้วกลายเป็นอนาคตต้องผ่านปัจจุบัน ปัจจุบันเป็นตัวแปรสุดยอดแล้ว จะเที่ยงแท้หรือสะเด็ดยาดก็อยู่กับปัจจุบัน ถ้าปัจจุบันใช่ อดีตก็ใช่ แล้วอนาคตก็ใช่แน่นอน เป็นสูญแน่นอน ทำสูญเป็นอดีตแล้วก็หายไป แต่มันยังไม่หายคือ ถ้าสามารถมีพลังงานไม่ยอมหยุดหรือหยุดไม่เป็นมันก็อยู่เช่นนั้น จนกว่าจะสามารถทำพลังงานของตนให้หยุดเป็น แล้วหยุดจริง เลิก ตัดสันตติ มีแต่ชรตาไป ไม่จับตัวแล้วไม่มีฟิวชั่น มีแต่ฟิชชั่นที่เหลือน้อยมากเพราะจัดการได้ตั้งแต่ปัจจุบัน แม้อนาคามีก็เข้าหาสูญ แต่จะอยู่ไปก็ตามฐานะ คือ สุทธาวาส ๕ ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)

พระพุทธเจ้าก็ไม่เกิดในภพสุทธาวาสนี้ อาตมาก็ปฏิบัติแบบนี้มาตลอด พระพุทธเจ้าตรัสเลยว่า สุทธาวาส ๕ นี้พระพุทธเจ้าไม่เอา แต่ถ้าคุณจะเอาสุทธาวาสนี้ก็จะอยู่ในฐานะใดฐานะหนึ่งใน ห้านี้ แต่ถ้าจะตั้งใจพากเพียรไปก็หมดได้ ในฐานะ ๕ นี้

พระพุทธเจ้าก็ตรัสรู้เรื่องรูป นาม หรือสสารและพลังงานนี่แหละ เราปรับแต่งนิวตรอนหรือนิวเคลียส สำเร็จ เพราะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ธรรมะสอง

เวลาจะทำงานจะเกิดการเคลื่อนที่ ยิ่งมีอะไรมาปฏิฆสัมผัสโส เราก็จะต้องทำงานร่วม หากไม่สัมผัส นิ่งเฉยๆเราก็ไม่ได้ทำอะไร ถ้าออกมาทำงานโดยมีปัญญาสูง ก็จะประมาณออกมาได้อย่างประโยชน์สูง ประหยัดสุด

และเป็นผู้สามารถจัดการกับปริมาณ(มัตตัญญู)พลังงานของ “ธรรม ๒”คือ nuclear fission (พลังงานที่กระจายออกไปเป็นธาตุเบา) และพลังงานของ nuclear fusion (พลังงานที่หลอมละลายกันเป็นธาตุหนัก) ซึ่งแตกตัวเป็นปฏิกิริยาลูกโซ่(chain reaction)ออกไปเป็นพลังงาน nuclear fission กับ nuclear fusion เมื่อได้รับการกระทบสัมผัส(ปฏิฆสัมผัสโส)ให้อยู่ในสัดส่วนที่เป็น “ประโยชน์สูง-ประหยัดสุด”ได้ ด้วยความสามารถอย่างแท้จริง ก็จบ

ซึ่งถ้าร่วมกันอยู่ หรือถ้าสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ แล้วจะเกิด “รส”จากการกระทบสัมผัสเสียดสีกัน(ปฏิฆสัมผัสโส)นั้น “รส”ที่ว่านั้น มันคือความเย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง อันเป็นธรรมดาที่ต้องเกิดในความรู้สึกตามลักษณะแห่งสิ่งที่มีที่เป็นนั้นเท่านั้น เย็น-ร้อน-อ่อน-แข็ง เป็นต้นนี้เท่านั้น ที่เป็นภาวะจริงของ physics

“อารมณ์สุข-อารมณ์ทุกข์”มันไม่มีจากไหนๆหรอก แต่คนไปสร้าง “สุข-ทุกข์”ขึ้นมาใส่จิตตนให้เป็น “ความรู้สึกหรืออารมณ์เท็จ”

ถ้าไป “สมมุติ”ว่า เย็นอย่างนั้นชอบใจ เมื่อได้ เมื่อมี เมื่อเป็น แล้วสุข นี่แหละเท็จ ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ก็เกิดในตนอยู่ ยังไม่หมดไปจากอนุสัยเย็นอย่างนี้ไม่ชอบใจ ถ้าได้ ถ้ามี ถ้าเป็น แล้วทุกข์ “เวทนา”นี้แหละ “เท็จ”(อลิกะ)

ความไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็เกิดในตนอยู่ ยังไม่หมดไปจากอนุสัย หรือร้อนอย่างนี้... หรืออ่อนอย่างนี้.... หรือแข็งอย่างนี้ ชอบใจ ถ้าได้ ถ้ามี ถ้าเป็น แล้วสุขไม่ชอบใจ ถ้าได้ ถ้ามี ถ้าเป็นแล้วทุกข์

ความอยากได้ อยากมี อยากเป็น หรือไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ก็ต้องเกิด ต้องมีอยู่ในอนุสัยตนเท่านั้นเอง ถ้าทำให้มันไม่มีไม่อยาก หรือไม่มีอยากได้ คือมันไม่ดูดไม่ผลัก หรืออันไหนที่ควรร่วมด้วยที่เป็นประโยชน์คุณค่าก็ทำ อย่างไม่ได้เสพรสอะไร พอตรวจดูได้ไหมในชีวิตเรา นอกจากเราไม่สุขไม่ทุกข์แล้วเรายังรู้ว่าอันนี้ควรทำ อันนี้ไม่ควรทำ แต่ถ้าจำนนว่าอันนี้ไม่ควรทำแต่ต้องทำ เพราะอยู่ในอำนาจบังคับ เหมือนทาส ถูกบังคับให้ทำในสิ่งที่ไม่ควร เช่น เอ็งเป็นทาส จงเอาหัวจิ้มขี้ควายก็ต้องทำ เป็นต้น สารพัดจะทำ หรือว่าในสังคม อันนี้เรารู้ว่าไม่ควรทำ รู้ว่าจะเสีย แต่หมดสิทธิ์ที่จะขวางไม่ให้เขาทำก็มี เราจะอยู่อย่างจัดสรรได้ดี

ผู้รู้แจ้งจริง และทำได้จริง จนกระทั่งไม่มี “อาการสุข-อาการทุกข์”(เวทนา)เกิดขึ้นในจิตอีกเลยตลอดไป ก็ย่อมไม่มี “อยากได้-อยากมี-อยากเป็น” หรือไม่มี “ไม่อยากได้-ไม่อยากมี-ไม่อยากเป็น”กันอีก

นี้คือ “อาการหนึ่งเดียว”ที่เป็นอาการรู้แจ้งในภาวะที่เราสัมผัสอยู่นั้นเท่านั้นว่าคืออะไรตามที่มันมีอยู่จริง “เวทนา”(ควมรู้สึก)ที่เหลือของเราก็รู้แค่ “อาการแท้”ของภาวะนั้น

หรือแม้เป็น “อาการ ๒”ขององค์ประชุมรูปกับนาม(กาย)ก็ไม่มีสุขและไม่มีทุกข์แล้ว อย่างสนิทแห่งอาการ(อุเบกขาเวทนา) นั่นเอง

ผู้สามารถทำ “ธรรม ๒”(เทฺว ธัมมา)ให้รวมพลังกันกลายเป็น “รวมตัวเป็นธรรมหนึ่งเดียว”(เอกสโมสรณา) และที่สุดกลายเป็นพลังงาน “อุเบกขาเวทนา”ที่มีประสิทธิภาพ”ยิ่ง(เอกัคคตา) ถึง ๕ ประเภทคือ “ปริสุทธา(ความสะอาด)-ปริโยทาตา(สะอาดอยู่ได้แม้จะถูกกระทบกระแทก)-มุทุ(จิตหัวอ่อน)-กัมมัญญา(การงานที่ทำได้อย่างดีวิเศษ)-ปภัสรา(สะอาดผ่องใสอยู่เสมอ)”ได้สำเร็จจริง

หรือทำให้ “สูญ”สิ้นไปเป็นอื่นหมดเลย ไม่เหลือ “ตัวตนของภาวะเก่า”นั้นอีกนิรันดร์

ผู้สามารถควบคุม nuclear ได้ จึงเป็น nuclear reactor (อาริยบุคคล) ที่แท้จริง ผู้สามารถใช้งาน “อุเบกขาธาตุ”ที่มีคุณสมบัติอันวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม) ๕ ประการดังกล่าวนั้นทำงานอยู่อย่างมีคุณค่าอันวิเศษ(อุตตริมนุสสธรรม) ไม่มีโทษ มีแต่คุณ อยู่ในสังคม

ในมูลสูตร ๑๐ ๑. มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . ๒. มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . . ๓. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . ๔. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . ๕. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) . . . ๖. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . ๗. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันรู้ยิ่งยอด ๘. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง ๙. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา). = สอุปาทิเสสนิพพาน. ๑๐. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘)

ปัญญาเป็นภาวะลึกแหลมตัดสิน วินิจฉัย หรือธัมวิจัยเป็นตัวบงการ ส่วนสติคือตัวรู้ทันได้รอบได้เร็วได้ทันได้ครบ ส่วนตัวปัญญาเป็นตัวเลือกเฟ้น คัดเลือกตัดสิน วินิจฉัย สั่งการ จึงเป็นอนุตตรธรรม เป็นธรรมะที่เหนือกว่าคนอื่นเขา ที่เป็นโทสะไม่ทำทำแต่สิ่งที่เป็นคุณ เป็นคนทำอะไรอยู่เหนือมนุษย์เขา

อมตบุคคลนี่คือพระเจ้าที่แท้จริง แต่ไม่ได้สั่งการใครนะ ใครทำชั่วก็ได้ชั่วได้นรกของเขาเอง ไม่มีการสั่งใครลงนรกได้เหมือนพระเจ้า แต่จะช่วยเขาด้วยหากช่วยได้

เพราะมี “ปัญญา”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น “คุณ”(คุณะ)ความเป็น “โทษ”(อาทีนวะ)ของภาวะนั้นๆจริง และมี “สติ”ที่ทรงพลังอำนาจยิ่ง(อธิปไตย) จึงรู้ทันภาวะนั้นๆ และมี “ปัญญา”ที่ทรงพลังเหนือภาวะนั้นๆ(อุตตระ)” อย่างมีประสิทธิภาพ “อยู่เหนือ”ได้จริง จึงกลายเป็น(ภวันติ)พลังงานทั้งปัญญาทั้งเจโต สามารถควบคุมพลังงานนั้นได้สำเร็จจริง ผู้จัดการกับ “เวทนา”ได้สำเร็จจริง จึงสามารถจัดการพลังงานใน isotope ได้สำเร็จ

ผู้ปฏิบัติมีมรรคผล จึงสั่งสมพลังงานเป็น “อินทรีย์ ๕”(ศรัทธินทรีย์-วิริยินทรีย์-สตินทรีย์-สมาธินทรีย์-ปัญญินทรีย์) และที่สุดสำเร็จเป็น “ผลธรรม”ถึงขั้นมี “พละ ๕”(ศรัทธาพละ-วิริยพละ-สติพละ-สมาธิพละ-ปัญญาพละ) อันเป็นโลกุตรภูมิ

เพราะ “ขันธ์ ๕”ที่เป็น “รูปูปาทานักขันธ-เวทนูปาทานักขันโธ-สัญญูปาทานักขันโธ-สังขารูปาทานักขันโธ-วิญญาณูปาทานักขันโธ”ถูกชำระล้าง “อุปาทาน”ออกไปสำเร็จจริงจนกระทั่ง“อุปาทาน”หมดสิ้นเกลี้ยงจากจิต “รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ” ที่เป็น “ขันธ์ ๕”ของสัตว์ผู้ชื่อว่า อรหันต์ จึงเป็น “ปรมัตถธรรม”ที่เรียนรู้กันอย่างสำคัญมาจนจบ ซึ่งละเอียดลึกซึ้ง(นิปุณา)ซับซ้อนยิ่ง

หากใครยังไม่สัมมาทิฏฐิ หรือแม้จะสัมมาทิฏฐิแต่ปฏิบัติยังไม่สามารถบรรลุผลบ้างแล้วอย่างเพียงพอ จึงยากมากที่จะพูดกันรู้เรื่อง แม้รู้ก็เพียงตรรกะ(รู้เหตุผล)เท่านั้น

ในยุคพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นยุคปลายของ ภัทรกัปป์ของศาสนาพุทธแล้ว มนุษย์ที่มีพอจะบรรลุพุทธธรรมขั้นโลกุตระนั้นเหลือน้อยเต็มที จนพระองค์ปริวิตกว่าถ้าทรงประกาศศาสนาขึ้นแล้ว จะมิ “เสียของ”หรือ...!?

พระพุทธองค์ทรงมีพระปริวิตกปานนั้น แต่ด้วยพระมหาเมตตา-กุรณาอย่างสูงยิ่ง(ดังที่พูดกันด้วยบุคคลาธิษฐานว่า มีสหัมบดีพรหมมาอาราธนาให้ทรงประกาศศาสนานั่นเอง) จึงได้ทรงตัดสินพระทัยประกาศความเป็นศาสนาพุทธ

และพระองค์ตั้งพระทัยสอนคนแค่ให้บรรลุ “อรหัตตภูมิ”เท่านั้น คือ ทรงสอนแค่ “ใบไม้กำมือเดียว” ไม่ทรงสอนพิสดารอย่างกว้างขวางลึกล้ำมากมายเป็น “ใบไม้ทั้งป่า”

หมายความว่า พระองค์ทรงสอนเพื่อสร้างศาสนาให้มี “พระอรหันต์”เท่านั้น ไม่เจตนาสอนอย่างกว้างไกลลึกล้ำพิศดารมากมายหลากหลายเต็ม “พุทธภูมิ”สัมบูรณ์ ชัดๆก็คือ ทรงสอนให้คนบรรลุกันแค่ “อรหันต์”เป็นหลัก ไม่ได้ตั้งพระทัยที่จะทรงสอน “ภูมิรู้ที่เป็นพุทธขั้นโพธิสัตว์” อย่างชัดเจนละเอียดไปจนกระทั่งครบ “โพธิสัตวภูมิ”ทั้งหลายให้รู้แจ้งกันสัมบูรณ์ทั้ง ๙ ภูมิ

พระองค์จึงไม่ทรงเสียเวลาพยากรณ์หลายสิ่งหลายอย่างก่อน ให้เนิ่นช้า เช่น พยากรณ์เรื่องอัตตา เรื่องโลก เรื่องชีวะ ฯลฯ ก่อน ทรงสอนให้เริ่มต้นรู้ขั้นต้นของการปฏิบัติ และขั้นกลาง ขั้นปลาย ที่จะบรรลุ “อรหันต์” แล้วพาปฏิบัติให้ “ดับอัตตา-ดับโลก” รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ชีวะ”ให้ได้บรรลุอรหันต์กันเร็วๆ ให้เพียงพอที่จะนำพาพระพุทธศาสนาไปได้ตามเหมาะสมกับยุคปลายสุดท้ายของภัทรกัปป์นี้เท่านั้น

ซึ่งก็ปฏิบัติเพื่อ “ดับอัตตาในตน” เพื่อ “เปลี่ยนโลกในตน” เพื่อ “กำจัดอินทรีย์แห่งชีวะในตน”นั่นแหละ พระองค์จึงมุ่งสอนให้ “สัมมาทิฏฐิ”เป็นเบื้องต้นแล้วให้เริ่มปฏิบัติเพื่อกำจัด “อัตตา”ในตนกันเลย ดับ “โลกที่เป็นโลกียะ”ในตนกันเลย จัดการกับ “ชีวิตินทรีย์(พลังงานของความมีชีวิต)ของอกุศลจิต”ของตนกันเลย กระทั่งสามารถบรรลุธรรมมีสภาวะรองรับเพียงพอ เมื่อมีพื้นฐานพอนั้นแหละ

พระองค์จึงจะพยากรณ์ความเป็น “อัตตา”ก็ดี ความเป็น “โลก”ก็ตาม ความเป็น “ชีวะ”ก็ตาม อย่างพิสดารสู่ฟังตามสมควร ไปตามลำดับ

พระพุทธสมณโคดมจึงตรัสว่า พระองค์ทรงสอนแค่ “ใบไม้กำมือเดียว” ไม่กว้างลึกพิสดารเป็น “ใบไม้ทั้งป่า” ความรู้ใน “ภูมิโพธิสัตว์”จึงไม่ค่อยบริบูรณ์เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในยุคต้น-ยุคกลางของภัทรกัปป์

พระพุทธสมณโคดมจึงมุ่งให้เร่งเริ่มต้น “ปฏิบัติ”กันเป็นหลัก ไม่เนิ่นช้าแม้เพราะเพื่อเรียนรู้ปริยัติหลากหลายก่อน

พุทธศาสนานั้น ต้องปฏิบัติไปตามลำดับขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย จึงจะบรรลุธรรม ซึ่งเป็นลำดับที่ลาดลุ่ม ลึกเหมือนมหาสมุทรไม่โขลกเขลก อย่างน่ามหัศจรรย์ยิ่ง นี่ก็สำคัญมาก ที่ทุกคนจะต้อง “ปฏิบัติ”ให้เป็น “ขั้นต้น-ขั้นกลาง-ขั้นปลาย”กันจริงๆ ตามที่พระวจนะในพระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๑๐๙จึงจะสามารถ “เห็น”(ปัสสติ) ด้วยการรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น “โลก” และความเป็น “อัตตา”อย่าง “สัมมาทิฏฐิ”แท้จริง แล้วจะสามารถเกิด “สติ”เป็น “อธิปไตย”(อำนาจที่เป็น “ใหญ่”กว่าโลก-กว่าอัตตา”เป็นคุณลักษณะของอำนาจโดยธรรม) และเกิด “ปัญญา”เป็น “อุตตระ”(ความรู้ที่พิเศษ “ยิ่ง”ที่สูงกว่า-พิเศษกว่าความรู้ปุถุชนสามัญ)ได้จริงตามลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัส “มูลสูตร ๑๐”(พระไตรปิฎก เล่ม ๒๔ ข้อ ๕๘)ไว้เป็นหลัก เมื่อนักวิทยาศาสตร์มองหาทฤษฎีรวมของจักรวาล เขาลืมพลังที่มองไม่เห็นซึ่งมีอานุภาพสูงสุดนี้ไปเสีย ความรักคือแสงซึ่งให้ความสว่างแก่ผู้ให้และผู้รับ ความรักคือแรงโน้มถ่วง เพราะมันดึงดูดคนบางคนเข้าหาคนอื่น ความรักคืออำนาจ เพราะมันทวีคูณสิ่งที่ดีที่สุดที่เรามี และช่วยให้มนุษยชาติไม่ดับสูญไปในความเห็นแก่ตัวอย่างมืดบอดของตนเอง ความรักคลี่คลายเผยตัวออกมา เรามีชีวิตอยู่และตายเพื่อความรัก ความรักคือพระเจ้าและพระเจ้าคือความรัก

พลังนี้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่างและให้ความหมายแก่ชีวิต นี่คือตัวแปรที่เรามองข้ามมาเนิ่นนานจนเกินไป ที่เรากลัวความรักอาจเป็นเพราะมันเป็นพลังงานเพียงอย่างเดียวในจักรวาลที่ มนุษย์ยังไม่รู้จักขับเคลื่อนได้ตามใจปรารถนา

เพื่อให้มองเห็นภาพความรักได้ พ่อจึงขอแทนค่าสมการที่ขึ้นชื่อที่สุดของพ่ออย่างง่าย ๆ แทนที่จะเป็น E (พลังงาน) = mc 2 (มวล x ความเร็วแสง) 2 ถ้าเรายอมรับว่าพลังงานที่จะเยียวยาโลกได้สามารถได้มาโดยผ่านความรักคูณด้วย ความเร็วแสงยกกำลัง 2 เราก็จะได้ข้อสรุปว่า ความรักเป็นพลังที่ทรงอานุภาพที่สุดที่มีอยู่ เพราะมันไม่มีขีดจำกัด

หลังจากที่มนุษยชาติประสบความล้มเหลวในการใช้และควบคุมพลังงานอื่น ๆ ในจักรวาลที่ขัดขวางเราแล้ว จึงเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราจะหล่อเลี้ยงตัวเองด้วยพลังงานอีกประเภทหนึ่ง

หากเราต้องการให้ species ของเราอยู่รอด หากเราต้องการค้นหาความหมายของชีวิต หากเราต้องการช่วยโลกและสิ่งมีชีวิตที่มี sense รับรู้ซึ่งอาศัยอยู่ในโลกแล้วละก็ ความรักคือคำตอบเดียวที่มี

เราอาจจะยังไม่พร้อมที่จะผลิตระเบิดรัก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่มีแสนยานุภาพพอที่จะทำลายความเกลียดชัง ความเห็นแก่ตัว และความโลภ ซึ่งย่ำยีโลกได้อย่างราบคาบ แต่ทุกคนก็มีเครื่องกำเนิดความรักเล็ก ๆ อันทรงพลังอยู่ในตัว ซึ่งรอคอยการปลดปล่อยพลังงานออกมา

เมื่อเราเรียนรู้ที่จะให้และรับพลังงานจักรวาลนี้ เราก็จะพิสูจน์ได้ว่าความรักพิชิตทุกสิ่งทุกอย่าง สามารถก้าวข้ามทุกอย่างไม่ว่าสิ่งใด ทั้งนี้เพราะความรักคือแก่นแท้แห่งชีวิต

พ่อเสียใจที่ไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่อยู่ในหัวใจของพ่อ ซึ่งเต้นเพื่อลูกอยู่เงียบ ๆ มาตลอดชีวิต ออกมาได้ บางทีอาจจะสายเกินกว่าจะขอโทษ แต่โดยที่เวลาเป็นสิ่งสัมพัทธ์ พ่อจึงต้องบอกลูกว่า พ่อรักลูก และเพราะลูกพ่อจึงบรรลุคำตอบขั้นสุดท้ายนี้ได้!”

พ่อของลูก /Albert Einstein.... Credit: Rafael Téllez-Girón

“อธิปไตย”หรืออำนาจที่เป็น “ใหญ่”กว่าโลก-กว่าอัตตา”เป็นคุณลักษณะของ “อำนาจโดยธรรมคืออำนาจที่เป็นธรรม” (ธรรมาธิปไตย)ที่ผู้สัมมาทิฏฐิจริงจะได้จริง และ “อุตตระ”หรือความรู้ที่พิเศษ “ยิ่ง”ที่สูงกว่า-พิเศษกว่าความรู้ปุถุชนสามัญ นี้ ผู้สัมมาทิฏฐิจริงจะได้จริง จึงจะเป็น “ธรรมาธิปไตย”(อำนาจที่เป็นคุณธรรมพิเศษ ซึ่งเป็นคุณ เป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษย์ชาติอย่างแท้จริง)จากการปฏิบัติธรรมแบบพุทธซึ่งเป็น “คุณวิเศษ”(อุตตริมนุสสธรรม)ที่เป็น “คุณสมบัติ”เหนือสามัญในความเป็น “มนุษย์ชมพูทวีป”ขั้นสูงสุดถึงขั้นอรหันต์ ซึ่งมีได้เป็นได้ในบุคคลที่มี “สูร”(ภาวะหรือกาย) “สติมันโต”(มีสติตื่นเต็มทั้งภายนอกภายใน) “โลกนี้”ที่นี่เท่านั้น ที่จะบรรลุพรหมจรรย์สู่ “ปรโลก”(โลกอื่น โลกอีกแบบหนึ่งที่ต่างจากโลกปุถุชน ที่พ้นไปจากโลกปุถุชน)อย่างสัมมาทิฏฐิได้(อิธ พรหมจริยวาโส)

“โลกนี้”ที่นี่เท่านั้น ที่จะปฏิบัติให้บรรลุพรหมจรรย์สู่ “ปรโลก”ได้(อิธ พรหมจริยวาโส) ที่อื่นทวีปอื่นที่มนุษย์จะปฏิบัติให้เป็น “มนุษย์อุตตรกุรุทวีป”สูงสุด ไม่มี และ “สัมมาทิฏฐิ”แท้ที่อาตมาว่ามานั้น ก็คือ “สัมมาทิฏฐิ ๑๐” อันเป็นประธานของการปฏิบัติ ซึ่งประกอบด้วย “มรรค ๗ องค์” จึงจะเกิด “สัมมาสมาธิ”ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน “มหาจัตตารีสกสูตร”(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๒-๒๘๑)

“โลก ๒”ที่มีมากหลากหลายแบบ ดังที่ยกอ้างมาให้ดูกันแล้ว โลก ๓ -โลก ๖ ต่างๆที่กล่าวถึงมาทั้งหลาย และอธิบายเพื่อเข้าใจ ไปปฏิบัติได้ มาพอสมควร

“โลก” คือ “โลกธรรม ๘” นั้นแหละที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยในโลกที่ผู้ยังอวิชชาหลงติดยึด และวนเวียนเป็น “โลก” ไม่หยุดวน เพราะไม่มี “ธรรมะที่เป็นหนึ่ง”(เอกกัคคตา) จึงยังมีภาวะ ๒ ที่จะมี “สังขาร”เป็น “อารมณ์สุข-อารมณ์ทุกข์” หากจะมี “อารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์”)(อทุกขมสุข)ก็เป็นแบบ “พักยก”เท่านั้น ยังไม่พ้นอวิชชา คือ “เคหสิตอุเบกขาเวทนา”

ซึ่งยังไม่ได้ปฏิบัติอย่าง “สัมมาทิฏฐิ”จนกระทั่งเป็น “อารมณ์ไม่ทุกข์-อารมณ์ไม่สุข”ที่ “ไม่สุขไม่ทุกข์คืออุเบกขา”แบบสิ้นเหตุแห่งทุกข์แห่งสุข(เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา)สัมบูรณ์แท้จริง ชนิดที่เที่ยงแท้(นิจจัง)ยั่งยืน(ธุวัง)ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่เปลี่ยนแปลงอีก(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้(อสังหิรัง) ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง) ตามที่อาตมาเคยพูดเป็นคำบาลี ๖ คำนี้มาบ่อยๆ ซ้ำซากจนน่าเบื่อ

ดังนั้น ผู้ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “โลก” ไม่มี “โลกวิทู”(ความรู้แจ้งในความเป็นโลก) ตามทฤษฎีอันวิเศษพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่หมด “โลก”ในตน ยังไม่สิ้นความเป็น “โลก”กระทั่งเป็นผู้ประเสริฐสุดสิ้นทุกข์ สิ้นภัยในโลก อยู่เป็นผู้มี “โลกนิโรธ”ได้จริงอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ตกเป็นทาส “โลก”หรือ “โลกีย์”ที่มี “ลาภ-ยศ-สรรเสริญ-สุขโลกีย์”เป็นธรรมดาของปุถุชนผู้ “หลง”(โมหะ)ผู้ “ติดอยู่”(อุปาทาน)เขาย่อมเสพ ย่อมแสวงหา ย่อมหวงแหน ย่อมแย่งชิง ย่อมต่อสู้มาให้ตน จนร้ายจนแรง

ส่วน “อัตตา”หรือ “ตัวตน”นั้น ก็คือภาวะของ “จิตใจ”นั่นแหละเป็น “ตัวตนจริงๆ” ซึ่งจะต้องเรียนรู้ “จิต-เจตสิก-รูป-นิพพาน”ให้ได้จนสำเร็จ จาก “รูป-เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ” อันเป็นอยู่อย่างมีเหตุมีสมุทัยเป็นปัจจัยต่อกันและกันที่เกิด “ปฏิจจสมุปบาท”ทั้งสาย อนุโลม-ปฏิโลมกันอยู่

มันก็เหมือนสายของ chromosomes อันเป็น “ธรรม ๒”ของ “ชีวะ”ที่เรียกว่า เพศชาย กับเพศหญิง หรือใน chromosomes ก็สามารถแยกเป็น ๒ คือ autosome(โครโมโซมในร่างกาย) กับ sex chromosome(โครโมโซมเพศ) โดยโครโมโซมจะเป็นการจับคู่กันของโครโมโซม ๒ ตัว ที่มีลักษณะต่างกันคือ โครโมโซม x เป็นตัวกำหนดเพศหญิง และโครโมโซม y เป็นตัวกำหนดเพศชาย ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าโครโมโซม x

ปุถุชนใช้ X ไม่เป็นก็ใช้ข่มผู้หญิง แต่ผู้เป็น XY ที่เป็นอาริยบุคลจะใช้ พลังงาน Y ได้ อย่างลหุตา ถ้าเป็น เลข ๗ จะเป็นตัวทำงาน แต่ถ้าเป็นตัวเต็มคือเลข ๙ ในประเทศไทยมีทั้งเลข ๗ และเลข ๙

นี่คือ “ธรรม ๒”(เทฺว ธัมมา)ซึ่งมีส่วนที่แตกต่างกัน และเป็น “นามธรรม”ขั้นปรมัตถธรรม พระพุทธเจ้าทรงแยกเป็น “รูป”กับ“นาม” “รูป”หมายถึง “ภาวะที่ถูกรู้”(เป็น object) ส่วน “นาม”หมายถึง “ธาตุรู้หรือภาวะที่เข้าไปรู้”(เป็น subject) นั่นคือ จะต้องรู้จัก “นามรูป”(ภาวะนามธรรมของเราเองที่ “ถูกรู้” ซึ่งจะรู้ได้ด้วยสัญญาหรือปัญญาของตนเองนั่นเอง)

และจะสามารถเรียนได้จาก “นาม ๕” คือ เวทนา-สัญญา-เจตนา-ผัสสะ-มนสิการ กับ “รูป ๒๘”คือ มหาภูรูป ๔ กับ อุปาทายรูป ๒๔ (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๑๔) ในตัวเราของเรานี่เอง อันเป็น “ธรรม ๒”หรือเรียกว่า“กาย”(องค์ประกอบของ “รูป”กับ “นาม”)เราจึงจะสามารถได้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็น “เซลล์เพศหรือกายของชีวะ”ที่ถูกสร้างขึ้นมาแต่ละ “อัตตา”จะมีโครโมโซมเพศคือโครโมโซมที่ต่างกัน(ลิงค์)เพียงชุดเดียว

โดยที่เซลล์เผ่าพันธุ์ของเพศชาย(สเปิร์มหรือ kinetic energy)จะมี “เซลล์เผ่าพันธุ์” ซึ่งชีวิตของคนเขาค้นพบว่ามีโครโมโซม ๒ ชนิดคือ ๒๒ + x หรือ ๒๒ + y ส่วนชีวิตของสัตว์นั้น สัตว์แต่ละชนิดจะแตกต่างกันไปทั้งในความเป็น “รูปธรรม”และ “นามธรรม” ก็ขอผ่าน เรามาพูดเฉพาะเรื่องของมนุษย์ มนุษย์นั้นเซลล์เผ่าพันธุ์ของเพศหญิง(ไข่หรือนิวเคลียสของเซลล์)จะมีโครโมโซมได้เพียง ชนิดเดียว คือ ๒๒ + x ดังนั้น โอกาสในการเกิด “ชีวิตินทรีย์”ของเพศหญิง(โครโมโซม ๔๔ + xx)ก็ดี “ชีวิตินทรีย์”ของเพศชาย(โครโมโซม ๔๔ + xy)ก็ดี จึงเท่ากันในส่วนที่เป็น xx ทั้ง ๒๒ คู่ คู่ที่ ๒๓ เท่านั้นที่ต่างกันของเพศชาย เพศหญิง คือเพศชายก็ xy เพศหญิงก็ xxในแบบ “เทวนิยม”ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม ไม่สามารถเปลี่ยนแปลง “เวทนาในเวทนา”ได้ หรือผู้ยังไม่รู้(อวิชชา)ความเป็น “โลกุตรธรรม” แม้แต่ชาวพุทธที่ยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ ก็ไม่สามารถจัดการกับ “เวทนา”ให้เป็น “เนกขัมมสิตเวทนา”ได้(ยังไม่สัมมาทิฏฐิใน“เวทนา ๑๐๘”) ไม่สามารถทำ “กายในกาย”ให้เป็น “ธรรมกาย”ได้ [การสะกดจิตเข้าไปในจิต มีแต่รูปจิต-อรูปจิต] ไม่สามารถทำ “จิต”เป็นโลกุตรธรรมได้ แม้แค่ทำ “เนกขัมมสิตเวทนา”ก็ไม่ได้

ผู้ไม่มี “ธรรมกาย”จึงอย่าอวดโอ่พล่อยๆ ตราบใดที่ใครยังไม่มีพลังหรืออำนาจที่เหนือชั้นสามัญ(พลังงานที่เป็นโลกุตรธรรม) คนผู้นั้นก็ไม่สามารถทำพลังงานที่เป็น “นิวเคลียสของชีวะ”ในตนที่มีการสัมผัสกระทบกระแทก(ปฏิฆสัมผัสโส)ให้ภาวะโลกียะนั้นเปลี่ยนแปลงไปเป็นภาวะ “โลกุตระ”ได้ ก็ไม่เป็นธรรมกาย

เพราะฉะนั้น จึงขึ้นอยู่กับ kinetic energy ที่เป็นพลังงานเข้าทำปฏิกิริยากับนิวเคลียสของชีวะว่า จะเป็นพลังงานอันมีคุณวิเศษที่เป็นพลังงานขั้น “สัตบุรุษ”หรือไม่ ต้องเป็นพลังงานของ “สัตบุรุษ”จริงจึงจะเข้าไปทำการกระทบสัมผัส(ปฏิฆสัมผัสโส) นิวเคลียสนั้น จนมีพลังเปลี่ยน genomes(จีโนมส์)ใน chromosomes ไปจนถึงใน gene ใน DNA ทำอิตถินทรีย์กลายเป็นปุริสินทรีย์ได้ จาก “ธรรม ๒”กลายเป็น(ภวันติ) “เวทนาที่รวมลงเป็นหนึ่ง”[เทฺว ธัมมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ]

นั่นคือ จากเคหสิตเวทนา(โลกียธรรม) สุขเวทนา-ทุกขเวทนากลายเป็น “เนกขัมมสิตเวทนา”(โลกุตรธรรม) ถึงขั้นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา หรืออารมณ์ไม่สุขไม่ทุกข์ ชนิดที่เป็นพลังงานของ “คุณวิเศษอาริยบุคคล”แท้ๆไม่ใช่แค่ “เคหสิตอุเบกขาเวทนา”แน่ๆ

และการเปลี่ยน “เพศ”(ลิงคะ)นี้ย่อมไม่ใช่การกร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน