580614_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมะสองรวมเป็นหนึ่งที่เวทนา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580614_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ธรรมะสองรวมเป็นหนึ่งที่เวทนา
ส.ฟ้าไทว่า...ตอนนี้ที่บ้านราชฯและชาวอโศก มีกิจกรรมธงเขียว ก็คือ ๓ อาชีพกู้ชาติ และรณรงค์ขายปุ๋ยในราคาถูกให้แก่ประชาชนในฤดูกาลปลูกข้าว พ่อครูเคยมีดำริให้ทำโครงการข้าวแสนตัน แต่ทำยาก แต่ถ้าทำปุ๋ยแสนตันทำได้ คือต้องทำให้ดินดีก่อนแล้วต้นไม้ก็จะมีแล้วฝนจะตกตามฤดูกาลไม่แห้งแล้ง
เมื่อวานไปศีรษะอโศก มีพายุฤดูร้อน ต้นไม้หักแต่ไม่ค่อยมาทับบ้าน มันลงข้างบ้าน บ้านไม่เป็นอะไรสักหลัง อาตมาว่า ๓ อาชีพกู้ชาติที่พ่อครูดำริ ถ้าเป็นอาตมาก็คิดไม่ออกว่าจะกู้ชาติได้อย่างไร แต่พ่อครูคิดออกได้ แสดงว่ามีญาณปัญญาอันยาวไกล ทุกวันนี้ก็เห็นชัดเจนว่าไปได้ คนต้องมาอาศัยสิ่งนี้
เรื่องสุขภาพดี อะไรก็ฮือฮา แล้วคนก็ต้องการของไร้สารพิษ ก็ต้องมากับปุ๋ยอินทรีย์ จึงไร้สารพิษ แล้วสุขภาพก็จะดี อย่างปัญหาขยะในกทม.เขาติดป้ายรณรงค์กัน ไม่ให้คนทิ้งขยะ เหมือนต่อว่า ไม่ควรทิ้งขยะลงในน้ำ ซึ่งสมัยโบราณ เขาต้องมีประเพณีไหว้พระแม่คงคา วันเพ็ญเดือน ๑๒ ขอขมาที่เราได้ทิ้งอะไรลงแม่น้ำให้เน่าเสีย
จนมาอีสาน มีปัญหาแห้งแล้ง ก็ใช้เงินเป็นแสนล้านเพื่อผันน้ำให้ทั่วถึงก็ต้องดูกันต่อไปว่าจะได้หรือไม่ ก็มาดูว่าพ่อครูมีญาณปัญญาจะทำอย่างไรให้มนุษยชาติพ้นภัย เหมือนในหลวงที่พาทำเศรษฐกิจพอเพียงให้ไทยอยู่รอด แล้วโลกจะอยู่รอดด้วย ทำอย่างไรจะให้คนปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ เหมือนอย่าพ่อครูบอกว่า สำนักอื่นก็มีฟีเวอร์ ขนาดนิกรก็มี เณรคำก็มี พระพยอมก็มี แต่พ่อครูไม่มีฟีเวอร์ แต่ถ้าฟีเวอร์คนมีปัญหามากมาย ไม่ใช่โลกุตระ แต่โลกุตระนี้จะไม่ฟีเวอร์ อาตมาก็ไม่รู้ว่าสมัยพระพุทธเจ้าฟีเวอร์ไหม? (พ่อครูแปลฟีเวอร์ว่าตื่นเต้นชื่มชอบรุนแรงจนคลั่งไคล้) ในสมัยโบราณสมัยพระพุทธเจ้าคงไม่มีใครคลั่งไคล
อ่านต่อ
้หรอก ก็ค่อยๆเป็นไป ขนาดเป็นอย่างพระพุทธเจ้ายังไม่มีฟีเวอร์เลย แล้วเป็นพระโพธิสัตว์ก็คงไม่มี เพราะเป็นเรื่องยาก แต่ทำได้ เอาง่ายๆอย่างชาวอโศกยังไม่เห็นฟีเวอร์พ่อครูเลย (พ่อครูว่า..ทำได้ผลแล้วจะสงบรำงับก็ไม่ตื่นเต้นเหมือนโลก)
วันนี้พ่อครูคงมาได้พูดถึงธรรมะสองอย่าง หรือจะเป็นก๋วยเตี๋ยวกับไอติม เห็นว่ากินกันแล้วเหมือนไม่เคยพบไอศกรีม เด็กบางคนบอกว่าอโศกรำลึกไม่กินข้าวเลย การเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวกับไอติมนี่น่าจะเป็นผลเสียนะ อันนี้ธรรมะสองแบบไม่ได้เรื่อง มอมเมากัน แต่ธรรมะของพระพุทธเจ้าที่พ่อครูจะอธิบายคือธรรมะสองที่เป็นเวทนา แบบโลกีย์กับโลกุตระ
พ่อครูว่า...อาตมาก็สอนไปบรรยายไปเรื่อยๆ เป็นเรื่องที่อาตมาเลือกและมั่นใจว่า เป็นงานที่ดีที่สุดที่อาตมาคิดว่าดีแล้วได้แล้วเป็นแล้ว เป็นติดต่อกันมาหลายชาติแล้ว ชาตินี้ก็มาทำต่อ พูดเช่นนี้ก็ทำให้หลายคนหมั่นไส้ เหมือนระลึกชาติได้
ซึ่งคำสอนแบบนี้ ไม่มีทางเป็นไปได้หรอกถ้าไม่มีของเก่า โดยเฉพาะชาตินี้อาตมาไม่ได้เรียนธรรมะมาก่อนเลย แล้วเอาอะไรมาสอน ก็เอาของเก่าชาติก่อนมาสอน เพื่อจะยืนยันให้เห็นว่า คนสั่งสมได้ ถ้าถึงขั้นเร่ิมต้นจากจิตนิยามแล้ว เป็นพลังงานที่วิวัฒนาการจากอุตุ มาเป็น พีชะ มาเป็นจิตนิยาม
จิตนิยามคือสัตว์โลก แต่สัตว์เดรัจฉานไม่สามารถเรียนรู้ กรรมนิยาม ธรรมนิยามได้ พลังงานไม่มีคุณภาพพอจะเรียนรู้โลกุตรธรรมได้ อย่างว่าแต่สัตว์เลย แม้คนที่เกิดมาได้อาการ ๓๒ แล้วก็ไปหลงในอาการ ๓๓ ดาวดึงส์ เป็นเรื่องสุขใจพอใจชอบใจบำเรอใจตนแค่นี้ แล้วฉลาดก็เพื่อได้สิ่งบำเรอ ให้ตนได้รับเสพเสวยผลโลกีย์หนักหน้าไปเรื่อย เขาก็ว่าเขาฉลาด แต่จิตวิญญาณเขาไม่มีภูมิพอจะเรียนรู้สภาวะของ โลกุตระหรือที่เป็นกรรมที่เป็นธรรมะ โดยเฉพาะแยกโลกุตระกับโลกีย์ออก
แม้จะจบดร.มากี่สิบใบ ถ้าไม่มีบารมีสะสมมาก็แยกแยะโลกียะกับโลกุตระไม่ออก เรื่องจริงเป็นเช่นนั้น เกิดมาได้อัตภาพ เป็นจิตนิยาม ตั้งแต่เดรัจฉาน จนมาเป็นคน การได้พบพุทธศาสนาได้สัมผัสได้ฟังได้เรียนรู้ก็แค่นี้ก็เป็นเกณฑ์แห่งบารมีแล้ว มนุษย์ในโลก เจ็ดพันล้าน ได้ฟังได้ยิน แต่เขาก็ไม่สะดุดว่าอันนี้น่าได้น่ามีนะ หรือแค่ผ่านหู หรือจะไม่ได้สัมผัสเลยตั้งแต่เกิดจนตายในชีวิตว่าพุทธศาสนาเป็นเช่นไร นั่นคือสิ่งจริงของกรรมวิบากของสัตว์โลก
บางคนได้ผ่านสัมผัสมีภูมิธรรมแล้ว แต่ได้ทำกรรมหนักถึงอนันตริยกรรม แม้จะได้สัมผัสหมู่กลุ่มก็มาร่วมไม่ได้ ร่วมได้ก็ต้องออกไป เป็นอจินไตยกรรมวิบากแท้จริง อาตมาสรุปได้ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้วฟังเป็นเข้าใจได้รู้แล้ว ก็อย่าช้าเลย พูดไปเหมือนหลงใหลคลั่งไคล้ศาสนาพุทธ แต่ว่าถ้ารู้แล้ว มีเวลาแรงงานเท่าไหร่ก็มาทุ่มโถมปฏิบัติ เพราะชีวิตนี้มันวนเวียนในวัฏสงสารยาวนาน
พระพุทธเจ้าว่า กัปหนึ่งคือเอาผ้าใยบัวมาพาดผ่านภูเขาปีละครั้งให้ภูเขาราบเรียบได้ คือเวลาที่ใช้ พูดแล้วไม่ต้องคิดเลยว่ายาวนานเท่าไหร่ มันเกิดที่เราจะคาดคิด วิทยาศาสตร์เขาคำนวณเวลา ๑ ปีแสงคือ ระยะทางที่แสงเดินทางเป็นเวลา ๑ ปี ก็ไม่รู้ยาวแค่ไหน ทางพระพุทธเจ้าท่านศึกษามาหมดแล้วทั้งวิทยาศาสตร์และทุกศาสตร์ ผ่านมาหมดแล้ว ขออภัยแม้อาตมาก็เคยผ่านมาแล้ว มาเป็นโพธิสัตว์ต้องมาศึกษาจริงๆ ตั้งแต่ขั้นต่ำที่เราไม่ควรเป็น ผ่านมาแล้วก็ศึกษาขั้นสูงที่เรายังไม่เคยพบเคยเป็น ต้องศึกษาทุกอย่างที่มนุษย์เป็นได้หรือสัตว์เป็นได้ในมหาจักรวาลนี้ ต้องศึกษาอย่างสัมผัสจริงเป็นจริงด้วย และพระโพธิสัตว์บางทีต้องไปเป็นเดรัจฉานหรือไปเกิดในหมู่คนเลวก็เป็น ต้องศึกษาจริงเป็นชาติ ๆ เป็นอจินไตยเกินกว่าคิดได้เดาได้
พระพุทธเจ้าศึกษาโดยภาษาอาตมาเห็นว่าอันนี้จบแล้วคือ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) คำว่าภวันติคือกลายมาเป็น หรือรวมมาเป็น คือเวทนามารวมเป็นอันเดียวกัน ไม่ว่าธรรมะสองอย่างไหนก็แล้วแต่ ควรจะมาศึกษาที่เวทนานี้ ที่อาตมาบรรยายทุกวันนี้ ถึงขั้นเอาสองอย่างในนิวเคลียสคือโปรตอนกับอิเล็กตรอน ก็คือธรรมะสอง หรือว่านิวเคลียส กับอิเล็กตรอนก็คือสองอย่าง ในนิวเคลียสก็มีสองของมันแล้ว แล้วจากอะตอม พวกนี้แหละ ระเบิดออกมาอย่างที่ว่า ถ้าใครมาปฏิฆสัมผัสโส ได้ขีดแตกระเบิดออกมา ก็เป็นนิวเคลียร์รีแอคชั่น ไอโซโทป กระจายไปอย่างไม่สิ้นสุด
ของพระพุทธเจ้าเน้นรับผิดชอบชีวะที่เป็นมนุษย์ ไม่ว่าโลกลูกไหนก็มีมนุษย์นี่แหละตัวร้าย ถ้าโลกไหนมีแค่ชีวะที่เป็นพืชกับสัตว์ ต่อให้สัตว์ใหญ่อย่างไดโนเสาร์มันก็ทำลายโลกไม่ได้มันก็สูญพันธ์ไปเอง แต่มนุษย์นี่แหละมันทำลายโลกให้แตกเลย โลกต้องแตกเพราะมนุษย์ไม่รู้กี่รอบ พระพุทธเจ้าจึงค้นพบจุดหยุดชั่ว เลวในความเป็นมนุษย์ได้ จึงมีบทสรุปว่า มโนบุพพัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา จิตเป็นประธานของสิ่งทั้งปวง พลังงานที่สั่งสมเป็นนิวเคลียส เป็นธรรมะสอง ถ้ามีนิวตรอนตัวเลวร้าย
ในนิวตรอนมันก็มีสองอีก แตกออกมาเป็นพลังงานนิวเคลียร์ฟิชชั่นกับ ฟิวชั่น แตกกระจายร้ายแรงด้วย ทำลายทั้งวัตถุและชีวิต รู้กันดีแล้วก็เหลือแต่ว่าทำอย่างไรให้คนมีลักษณะของนิวเคลียร์เหมือนกันกับทางวัตถุ แล้วเป็นตัวกำหนดด้วย คนจะมาสร้างระเบิดนิวเคลียร์ไว้ ถ้าไม่มีคนไปกดระเบิดมันก็ไม่เกิดอะไร เพราะฉะนั้นหยุดมนุษย์ให้ได้ แต่ตั้งแต่ต้นทางแล้วก็หยุดที่ต้องอย่าสร้างระเบิด และต้องเริ่มที่ต้องไม่มีจิตรุนแรงเลวร้ายต่อกัน จึงจะไม่ไปสร้างสิ่งที่จะไปทำร้ายทำลายกันได้ แต่จะอยู่กันอย่างมี
สาราณิยธรรม ๖ ๑. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง ๒. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง ๓. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง ๔. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรมแห่งสาธารณโภคี) ๕. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) ๖. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (ล.๒๒ ข. ๒๘๒-๒๘๓) จุดสูงสุดของพระพุทธเจ้า คือจิตของคนที่มีหนึ่งเดียว แต่สังคมของคนที่อยู่อย่างสาราณียธรรม ๖ ส่วนจิตของคนคือพุทธพจน์ ๗ ก็เป็นธรรมะสอง นี่คือสุดยอดของความรู้พระพุทธเจ้าที่ท่านค้นพบและมาประกาศให้คนรู้
ธรรมะสองอย่างนี้คือนิวเคลียสของสันติภาพมีสองอันนี้ เมื่อเราแตกตัวนิวเคลียสสันติภาพจะกระจายออกเป็นสาราณียธรรม ๖ ที่ไอสไตน์ว่าเป็น A bomb of love ของไอสไตน์นี่แหละ
อาตมาพาทำสร้างสังคมที่มีพลังงานชนิดนี้ มีกัมมันภาพรังสีเพื่อสันติภาพ มีกระทบสัมผัส ปฏิฆสัมผัสโส อย่างควบคุมได้เป็นลหุตา แล้วก็ต้องมีมุทุตา จิตหัวอ่อน แล้วมีกัมมัญญตา มีกรรมกิริยา สามารถจัดให้เกิด ประมาณอย่างลหุตา ให้เบาไม่รุนแรงแต่ประมาณว่าแรงเท่านี้จึงเป็นการกระทบสัมผัสที่เกิดพลังงานได้ ประโยชน์สูง ประหยัดสุด
แต่ต้องคำนึงว่าอย่าให้แรง คือลหุตา คือให้เบาแค่นี้ ผู้รู้จะเข้าใจว่าเบาแค่ไหน พอหลายๆเบาก็ควบแน่นเป็นธาตุหนักที่มีประสิทธิภาพ
สุดจบเลย พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้ รูป ๒๘ ลักษณะแล้วทำได้ เมื่อทำได้หมดถึงขั้น ๑๙ คือมีวิญญัติ มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ แล้วลงมาเหลืออีกวิการรูป ๕ และลักขณรูป ๔ ก็เป็นเรื่องของผู้ที่ควบคุมการใช้ได้
เป็นความรู้ที่ยิ่งใหญ่จากพระพุทธเจ้า ถ้าคนรู้จะต้องมาเอากัน แต่จะไม่มีการฟีเวอร์ตื่นเต้นใหญ่โตคลั่งไคล้เหมือนเอลวิส เพรสเลย์ แฟนๆมารุมกันทึ้งกันจนเสื้อผ้าขาดก็มี แต่ของศาสนาพุทธนี่ ขนาดอาตมาประกาศอรหันต์ยังเฉยเลยไม่เห็นตื่นเต้นเลย เขาไม่เชื่อ เขาไม่คิดว่าอรหันต์เป็นแบบนี้ เขาก็ตั้งสภาพอรหันต์ในใจเขาว่าเป็นอีกแบบ อาตมาเข้าใจ รู้ความจริงไม่แปลกอะไร ก็มีแต่มุ่งมานะอุตสาหะให้ได้มาเรื่อยๆ
อย่างอาตมาพาพวกเราฝ่ากระสุนปืนในสนามรบทางการเมืองอันนั้นก็เป็นการใช้ความสงบ สยบความรุนแรง เขาก็ว่าโม้ แต่ว่ามันเป็นนามธรรม ที่ว่าทำไมเขาหยุด หรือใครเป็นคนสั่ง หรือเขากลัวอะไร ทั้งที่ผู้บังคับบัญชา ทั้งตนเองเหตการณ์ว่าต้องปราบให้เรียบแต่สุดท้ายมาเจอความสงบไม่ต่อสู้มีแต่นอนลง ยกมือไหว้ ช่วยเหลือศัตรูอีก เหตุปัจจัยดูเล็กน้อย แต่ว่าเป็นเครื่องแสดงชี้บ่งว่า ใครที่มีอำนาจต้องถอยต้องหยุดต้องสงบ ความสงบสยบความรุนแรงได้ นี่แหละคือ เอา A bomb of love ไประเบิดใส่ A bomb of Bad ที่ไม่สงบนี้ได้เลย
มาเข้าสู่ความหมายของ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เวทนานี่คือตัวไข ให้ศึกษาให้ดี ให้ศึกษาให้ทะลุปรุโปรงทั้งเวทนา ๑๐๘ ต้องทำเวทนาให้สูงสุด เป็นเอกบุรุษ เป็นเอกัคคตา ให้เป็นอุตตมโปริสสะ หรืออีกนัยคือจนกลายเป็นพลังงานนิวตรอนที่ภาษาพระพุทธเจ้าว่าเป็น นปุงสกลิงค์ มันไม่มีเพศ แต่เป็นเพศที่ควบคุมได้แล้ว จึงกลายเป็น cyclic order มีสองในนั้นทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงส่ง เกิด จิตที่เป็นพุทธพจน์ ๗ ๑. สาราณียะ (รู้จักระลึกถึงกัน คำนึงถึงคนที่ควรเอื้อ) ๒. ปิยกรณะ (รักกันสัมพันธ์ดี-ปรารถนาดีต่อกัน) ๓. ครุกรณะ (เคารพกัน รู้จักฐานะ รู้จักคุณวุฒิ) ๔. สังคหะ (สงเคราะห์เกื้อกูลช่วยเหลือกัน) ๕. อวิวาทะ (ไม่วิวาทแตกแยกกัน) ๖. สามัคคียะ (พร้อมเพรียงกัน มีพลังรวมยิ่งใหญ่) ๗. เอกีภาวะ (เป็นปึกแผ่น มีน้ำหนึ่งใจเดียวกัน) (โกสัมพีสูตร พตปฎ. ล.๒๒ ข.๒๘๒-๒๘๓)
อย่างพวกเรานี่ไม่มีรั้วรอบมาก ให้คนเข้ามาได้แต่เขาก็เข้ามายาก เพราะหลายนัยยะ จะเข้ามาทำลาย จะเข้ามาปล้นก็ดี แม้แต่จะเข้ามาเอาสิ่งนี้ที่เห็นว่าดีก็ไม่ง่าย เปิดอิสระไม่ได้ปิดบังหรือกั้นรั่ว ดูแลควบคุมถือปืน มีกับระเบิดไม่ใช่เลย แม้แต่ควายเขาก็ไล่มาให้กินผักเรา ไร้สารพิษด้วย เขาก็ว่าทั้งงามทั้งดีไม่มีพิษ แม้วัว ควายก็ไม่มีพิษมันก็โดดใส่ คนก็สมรู้ร่วมคิด ก็ไล่ใส่เลย คนที่นี่ก็ไม่รุนแรง แต่ที่อื่นเขารุนแรงฆ่าตายหมด นี่คือนัยละเอียดที่เกี่ยวข้องกันทั้งสิ้น สอดประสานส่งเสริมหรือขัดแย้งรวมกันอยู่ ถ้าเราเองไม่รุนแรงอยู่ได้ ถ้ารุนแรงจะเกิดวิวาทะ ก็ขัดแย้งกันพอเหมาะจะอยู่ได้ จึงเกิดสามัคคี
สามัคคีคือความขัดแย้งอันพอเหมาะ แต่สามัคคีถ้าไม่มีความขัดแย้งกันเลย อันนั้นไม่ใช่สามัคคี เป็นการบรรลัย มีแต่ไปหาชรตาที่่จะเย็นลงและเสื่อมลงเรื่อยๆ สูงสุดมันจะเสื่อมไปเอง ยิ่งมีปัญญาจะควบคุมความเสื่อมได้ อะไรควรเสื่อมก็ให้เสื่อมไป แต่ไม่ทำร้ายมัน เช่นนิวเคลียร์ฟิชชั่นก็ควบคุมได้ปล่อยพลังงานไปอย่างไม่เป็นพิษ มีไอโซโทปต่อกันไปไม่ถ้วน ลดลงเป็น half life จนไม่เหลือเลยก็จบ แม้นิวเคลียร์ฟิวชั่นก็เป็นสิ่งที่เลือกเอาไว้แล้วเอามาใช้เป็น xx เมื่อใช้ก็เป็น xy
ผู้เป็นเอกบุรุษมีพลังงานสองอย่างคือ มี xx และ xy ทั้งสองอันนี้รวมเป็น ห้าจุด แล้วจะเป็น ๖ หรือ๗ หรือ๘ หรือ๙ ก็ควบคุมได้หมด
ผู้สามารถควบคุมพลังงานสุดยอดที่เป็นพลังงานจิตนี่และพระพุทธเจ้ารับผิดชอบอันนั้น ส่วนอันอื่นเป็นธรรมชาติที่จะอยู่นานแต่ที่สุดก็เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป แม้วิทยาศาสตร์ก็ว่า พลังงานกับสสารจะเปลี่ยนไปมานิรันดร ส่วนผู้ทำลายคือคน นอกนั้นก็ไปตามธรรมชาติ คือสุดยอดของความรู้ที่พระพุทธเจ้าทิ้งไว้
ลักษณะ ๔ อุปจยะ(เกิด) สันตติ(ต่อ) ชรตา(เสื่อม) อนิจจตา(ไม่เที่ยง) ถ้าตัดสันตติก็ปล่อยให้หายไปทีละครึ่งเป็นhalf life ที่ลดลงจนสูญ ถ้าจะต่อก็ต่อให้มีสันตติ
ผู้ทำได้จะมีความรู้ใน ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ จะควบคุมไม่ให้มีชาติ แต่สัญชาติจะมีเป็นพื้นฐานของคนอยู่แล้วหรือสัตว์ก็ตาม มันอยู่ในอนุสัยลึก สั่งการอัตโนมัติ ส่วนโอกกันติคือหยั่งลงสะสม ถ้าสะสมอวิชชาก็คือกิเลส ตัวร้ายที่สั่งสม จนเป็นตัวร้ายสุดของโลก จะเกิดปรากฏชั่วคราวอย่างฮิตเลอร์เป็นต้น อย่างเมืองไทยก็มี ให้เห็นเป็นคราวๆ สั่งสมพลังงานทำชั่วร้าย
เมื่อควบคุมได้ มีวิชชา โอกกันติสั่งสมสิ่งเป็นพิษก็เป็นการเกิดที่เป็นอวิชชา ส่วนคนมีวิชชาจะสั่งสมส่ิงที่ดีไม่เป็นพิษ ควบคุมพลังงานได้ สั่งสมแต่คุณไม่มีโทษ ผู้ใดมีปัญญาหยุดพลังงานพิษได้คือ นิพพัตติ สร้างความเกิดสายนิพพาน ฝีมือผู้เป็นถึงอรหันต์ก็ทำให้เกิดอภินิพพัตติ แล้วเจริญเป็นโพธิสัตว์ไปตามลำดับ จะสร้างสิ่งเป็นประโยชน์สร้างความเกิดให้แก่โลก แต่ถ้าปรินิพพานก็แล้วแต่
ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ถ้ามีสองแล้วก็จะมีส่วนต่างที่เป็นทศนิยมเสมอ ถ้าจะให้ไม่มีก็ลดทศนิยม ให้เหลือเป็น ๐ ไปได้แต่ถ้าจะให้มีทศนิยม บวกอยู่ก็เป็นอุปจยะ ในลักษณะอุปจยะ สันตติ หรือชรตา จึงเป็นอนิจจัง ไม่เที่ยง จะลบหรือบวกจะ๐ ก็ได้ ถ้าใครมีวิชชาก็ควบคุมได้ คนอวิชชาคุมไม่ได้ ลักขณรูป ๔ นี้สมบูรณ์แล้ว
คนอวิชชาควบคุมกิเลสไม่ได้ เพราะเขาไม่รู้ว่าไม่ดี แต่ว่าคนที่รู้ทั้งรู้ว่าไม่ดีแต่กลบเกลื่อนไปว่าเป็นสิ่งดี อันนี้ชั่วยกกำลังร้อยยกกำลังหมื่นเลยนะ อาตมาเห็นลีลาคุณยิ่งลักษณ์ พูดต่อหน้าบีบน้ำตา แต่ว่าลับหลังไปหัวเราะร่าเลย คนอย่างนี้ตกนรกไม่รู้เท่าไหร่เลย ขออภัยหากเขาฟังจะโกรธ แต่คุณจะตกนรกนานมากนะอย่าไปนับว่ากี่ปีแสง
แล้วธรรมะสองอย่าง รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง
ธรรมะสองอย่างนี้ทั้งสองส่วนรวมลงที่เวทนา
ในพจนานุกรม ก็แปลต่างกันไปบ้าง แต่ไม่ว่าจะเป็นสองอย่างอะไรกับอะไร ในประดารูปกับนาม ในสสารกับพลังงาน หรือในโปรตอนกับนิวตรอนก็ตาม แล้วรูปกับนามจะกลับไปกลับมาด้วย แม้แต่องค์ประชุม รูป/นาม ที่เรียกว่า กาย ก็เน้นนามเป็นสำคัญ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมของมหาภูตรูปทั้ง ๔ นี้ว่า กายบ้าง จิตบ้าง มโนบ้าง (ที่จริงคำว่าร่างกายนี้ บาลีมาจาก กาย) แต่คนอ่านก็งงสิว่า กายคือจิต มโน วิญญาณ
ดังนั้น ธรรมะสองส่วนรวมลงที่เวทนาจึงเป็นหลักการสำคัญมากของศาสนาพุทธ หากไม่สามารถพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม สี่คำนี้หากพิจารณาไม่เป็นไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะพิจารณา เวทนาในเวทนา ตามพระพุทธเจ้าทรงเน้นในความรวมลงเป็นอันเดียวกันกับเวทนาโดยส่วนสอง คือยังไม่ทิ้งสอง เพราะตราบใดยังมีคำว่ามี ก็ต้องมีสอง อย่างน้อยก็ ๐ กับ ๑
พระพุทธเจ้าไม่เรียกกาย อันเป็นที่ประชุมของมหาภูตรูปทั้ง ๔ ว่าไม่ได้เรียกว่า สรีระ หรือร่างแต่อย่างใด ทั้งๆที่ระบุชัดๆว่าเป็นที่ประชุมของมหาภูติทั้ง ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม อันเป็นสสารหรือวัตถุ อยู่แท้ๆเลย ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ ก็คือเป็นรูปอยู่โต้งๆ ที่จะรู้ได้ด้วยการสัมผัสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ด้วยทวารปสาทรูป ประสาท องค์ประชุมภายนอก แต่กายนี้เป็นกึ่งนอกกึ่งใน ถ้าเอามาแต่รูปไม่เอานามก็ไม่เรียกกาย แต่ถ้าเอาแต่นามไม่เอารูปมีแต่นามคือสัญญาก็ไม่ใช่ของจริงเป็นแต่สัญญา พระพุทธเจ้าให้ศึกษาจัดการที่จะเป็นพิษข้างนอกก่อนแล้วจะศึกษาข้างในทีหลัง แต่แม้เป็นอนาคามีก็ต้องมีภายนอกอยู่ ท่านคุมพิษภายนอกได้ ทำงานไปนิวเคลียร์ฟิชชั่น อนาคามีจัดการพิษเสร็จหมดแล้ว แล้วทำงานกับที่ท่านอยู่กับตัวตั้งเป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น เป็นชรตาไป หรือไปทำงานร่วมกับอันอื่นไม่เป็นพิษแล้ว
อันหนึ่งเป็นตัวรู้ อันหนึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้ อวจรกับภายในภายนอก เป็นโคจรรูป ร่วมกับปสาทรูป ล้วนเป็นองค์รวมของรูป/นาม คือกาย เกิดภาวะสองให้เจ้าตัวได้เรียนรู้ปฏิบัติจัดการ เป็นอภิสังขาร คือคุมได้ แต่ถ้าคุมไม่ได้คุณก็สังขารด้วยอวิชชาไปกับโลก นี่คือเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยของรูป/นามทั้งหลาย
มีภาวะสองที่ผลักดันให้เกิดความเคลื่อนไหว เป็นความดันความแรง แม้คุณจะหยั่งไม่ถึงสิ่งพลังแฝงเป็นอนุสัยหรือเป็นอาสวะแตกตัวแต่คุณคุมไม่ได้มันก็ทำงานตามฤทธิ์ แต่ก็ไปควบคุมจัดการอย่าให้เป็นพลังพิษได้จริงก็จัดการสำเร็จ เป็น เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย สี่คำนี้เหมือน อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ล.๑๖ ข.๖๐ นี่แหละ ที่เป็นธรรมะสอง
เมื่อมีผัสสะจะมีเวทนา มีการสัมผัสทางทวาร ๖ ถ้าเราดับผัสสะเสีย ได้เวทนาจะเป็นไปได้ไหม? การดับผัสสะ จะไม่ได้หมายถึงว่าไม่เอาผัสสะ แต่ว่าผัสสะแล้วเกิดพลังงานร้ายก็จัดการพลังงานร้ายออก เป็นเคหสิตเวทนาตัวร้ายให้หมดฤทธิ์
เมื่อไม่มีผัสสะโดยประการทั้งปวง ในพระไตรฯว่าไว้ คนก็เลยหนีเข้าป่าเขาถ้ำ หนีไป ชีวิตก็ตายไปสะกดเข้าไว้ไม่เกี่ยวข้องมันก็ง่ายแล้วก็หลงว่าจบได้ แล้วก็มีอยู่เป็นนิรันดร คนไม่สามารถปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าโดยมีผัสสะเป็นสมุทัยตามมูลสูตร มีนิทานของชาวอาริยชน มีเหตุปัจจัยแก่กันและกัน เป็น ๑ ๒ ๓ ๔ แตกตัวเป็น ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ คุมแล้วเป็นพลังงานที่ไม่เป็นพิษ
ถ้าเข้าใจอันนี้ไม่ได้ การจะมารู้จักรูปกาย กับนามกาย
ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบ เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงเกิดผัสสะ ดูกรอานนท์ การบัญญัตินามกาย ต้องพร้อมด้วยอาการ เพศ(ลิงค) นิมิต อุเทส เมื่ออาการ เพศ นิมิต อุเทส นั้นๆไม่มี(คือคุณไม่ได้เรียน ไม่ได้ศึกษาก็เท่ากับคุณไม่มี) คุณต้องรู้อาการของมันแล้วต้องรู้ความต่างใน ๒ นี้แล้วก็กำหนด นิมิต เครื่องหมายเอาว่านี่คือเพศหญิง เพศชาย อันนี้เป็นโปรตอน นิวตรอนในนิวเคลียสกับ อิเล็กตรอน
มันไม่มีเหมือนกัน ถ้ามีสองเป็นต้นไป คนจะรู้ความต่างของเพศ จึงต้องมาศึกษาภาวรูป ๒ เมื่อเกิดปฏิกิริยามันก็จะเป็นภาวรูป ๒ คือ เทว ธัมมา แล้วก็ต้องมาศึกษาอิตถีภาวะกับปุริสสภาวะ ทำอิตถีภาวะให้เป็นปุริสสภาวะให้สลายอิตถีภาวะ อันไหนไม่ให้เกิดก็ไม่ทำ ปล่อยไปมันก็เป็นไอโซโทปเป็น chain reaction ที่ไม่มีพิษติดตามไปแล้ว
ในการบัญญัตินามกายต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทส เมื่อ ไม่มี อาการ เพศ นิมิต อุเทส การสัมผัสแค่เพียงชื่อ (อธิวจนสัมผัสโส) ในรูปกาย จะเป็นไปได้หรือไม่?...ก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้กำหนดรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คุณแยกไม่ออกเพราะไม่ได้ฟังอุเทสจากผู้รู้ แม้รู้แล้วไม่ไปทำการกำหนดก็ไม่มี แม้แต่ที่จะไปกำหนดเรียกชื่อในรูปกายจะพึงปรากฏไหม เช่น คำว่า สังกัปปะ ๗ นี่มันก็จะเป็น วจีสังขาร เป็นตัวรวม ยังไม่มีชื่อ แต่เป็นสภาวะ วจีสังขาร
มันจะเกิดอะไรก็แล้วแต่ ถ้าดับกามวิตก พยาบาทวิตกได้ แล้วมาผ่าน อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นพลังงานที่จะส่งออกเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติแล้ว ทำได้ปั๊ปก็เป็นผลของวจีสังขาร
ถ้าคุณจะผ่านนิโรธก็ต้องเกิดที่จิตสังขารก่อนแล้วค่อนจะออกไปเป็นวจีสังขาร ที่ประมาณแล้ว จะอนุโลมก็ได้ เรียกว่าชื่ออะไรคุณก็กำหนด เช่น ชื่อว่า เป็นแรง ๕๐ ดีกรีหรือแรง ๒๐ ดีกรี สภาวะ แรงเท่าใดคุณก็กำหนดขนาด ให้ลหุ อย่าให้เป็นพิษ เบาไว้เสมอ อาตมาทำงานจะชกแค่ ๗๐ ส่วน ไม่ชก ๘๐ หรือ๙๐ เอาแค่นี้ก่อน ออกแรงไปแค่ ๗๐% ก็พอแล้ว ส่ิงเหล่านั้นคุณจะเรียกพลังงานเหล่านี้ว่าอะไร จะชื่ออะไรก็แล้วแต่ เป็นไทยก็ภาษาไทย เป็นแขกก็เป็นภาษาแขก หรือว่าเป็นภาษาวิทยาศาสตร์ แต่แม้ไม่มีชื่อมันก็ออกไปเป็นสภาวะอยู่ดี ถ้ารวมเป็นจิตสังขารแล้วก็ควบคุมเสร็จหมด มโนบุปปัง คมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา
อาตมาว่ายังไม่ค่อยเก่งที่จะสื่อออกไปต้องอาศัยสมณะปัจฉาฯที่ช่วยกันสื่อ ตามแต่ละจริต อาตมามีปัจฉาฯหลายรูปนะ
ดูกรอานนท์การบัญญัติ รูปกาย ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทส ต้องกำหนดบัญญัติเป็นชื่อเรียกว่าอาการใดเช่น ร้อน/หนาว ชอบ/ชัง อิฏฐารมย์/อนิฏฐารมย์ จะบัญญัติได้ต้องรู้อาการก่อน ก็เป็นอธิวจนะคือการกำหนดชื่อ แต่นี่รูปกาย ก็ต้องรู้ด้วยอาการ เพศ นิมิต อุเทส แต่เมื่อ อาการ เพศ นิมิต อุเทส ไม่มี การกระทบสัมผัส ด้วยปฏิฆสัมผัสโส จะเป็นไปได้ไหม?...ก็ไม่ได้
จะบัญญัติรูปกายแท้ๆต้องไปที่นามธรรม ข้างใน เช่นคุณจะเรียกนี่่ว่าโปรตอนหรือนิวตรอน แต่ถ้าจะกำหนดอธิวจนะก็ต้องมีการกระทบสัมผัส เกิดสภาวะของ ความดีคือบวก หรือพลังงานว่างหรือ๐ ก็ต้องสัมผัสแล้วรู้ว่ามันต่างกันนะ จะกำหนดอธิวจนะหรือชื่อของมันได้ต้องสัมผัสแล้วแยกแยะว่าต่างกันอย่างไรได้ก่อน จึงจะใส่ชื่อเข้าไปได้ แต่พวกที่สร้างวิมานหลอกคนที่เขากำลังทำกันนี่มันนรกอเวจีแท้ๆเลย
การบัญญัติ นามก็ดี รูปกายก็ดี ต้องพร้อมด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทส เมื่อ อาการ เพศ นิมิต อุเทส นั้นๆไม่มี การสัมผัสเพียงแต่ชื่อ ก็ดี การสัมผัสด้วยการกระทบก็ดี ถ้ารูปกายต้องมีการกระทบส่วนนามกายนั้น มีแต่อธิวจนสัมผัสโส แต่ถ้ารูปกายต้องมีปฏิฆสัมผัสโส แล้วไม่มีการกระทบด้วย อาการ เพศ นิมิต อุเทส จะเป็นไปได้ไหม? ก็ไม่ได้
เมื่อไม่มี อาการ เพศ นิมิต อุเทส ผัสสะจะเป็นไปได้ไหม?...ก็ไม่ได้เลย เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย แห่งผัสสะ คือนาม/รูป แต่ถ้ามันแตะกันนิ่งๆไม่เกิดอะไร แต่จะเกิดอารมณ์ความรู้สึกต้องมีผัสสะ มีสัมผัส ของสองสิ่งแล้วเกิดสิ่งที่สามหรืออาการที่ ๓ ถ้าไม่เกิดอันที่สามก็มีแค่รูป/นาม หรือโปรตอน/นิวตรอนก็อยู่อย่างหมุนรอบตัวของมันมีพลังงานในตัว แต่ที่จริงมันทำงานแตกตัวมียีนส์ มันผสมพันธ์กันในตัว ถ้าเป็นอุปจยะจะแตกตัวเร็ว แต่ถ้าเป็นชรตาจะแตกตัวเป็น ไอโซโทป มีhalf life สลายไป ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าสามารถลดพลังงานได้มีปรินิพพานได้
ผู้มีอนาคามีผล กับอรหัตตผล ต่างกันที่ว่าควบคุมพลังงานเหล่านี้ได้ต่างกัน ถ้าอนาคามีแล้วคือเหลือพลังงานในระดับของ อนาคามี ๕ ท่านถือว่าเสื่อม ชรตาแล้วจะค่อยๆหายไป แต่ถ้าเป็นอรหัตตผล ส่ิงเหล่านี้ เรียกว่าได้ว่าอรหันต์จะปรมาณะเอาที่อกนิฏฐาหรืออย่างเลวก็อสังขารปรินิพพายี ไม่ต้องทำอะไรมากไม่ต้องจัดการสังขารอะไรมากก็ ๐ ได้ แต่ถ้าอกนิฏฐา คือสูงสุดแล้ว ก็ถือว่าปัดเศษให้เป็นอรหันต์ได้ แต่ถ้าเผื่อว่าเป็นสสังขาร หรืออุปหัจจะ(ต้องทำด้วยสามารถ)หรืออันตราปรินิพพายี(สูญตามยถากรรมไม่มีเวลาให้นับ น่ากลัวไม่รู้จะสูญเมื่อไหร่) ก็ยังปัดไม่ได้ เป็นอนาคามีอยู่ ถ้าเหลือเศษน้อยก็ปัดได้
อนาคามีก็ทุกข์ระดับ กิลมถะ แต่ถ้าอรหันต์ที่ยังมีชีวะก็มีทรถะ คือทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้หรือใจก็รู้ว่าอันนี้มันหนักแต่ก็ไม่เป็นไร รู้ว่าลำบาก ทุกข์ โทมนัส กิลมถะ กับทรถะ ก็มีสภาวะต่างกัน แม้อนาคามีไม่ทุกข์ก็มีกิลมถะคือทุกข์ภายในแต่อรหันต์ท่านก็มีแต่ทรถะ
ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เป็นหลักการสำคัญมากของพุทธหากไม่สามารถพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม โดยเฉพาะเวทนาในเวทนาที่พระพุทธเจ้าว่าคือธรรมะโดยส่วนสองนี้ ถ้าไม่สามารถรู้และทำสภาวะนี้ได้ก็ไม่สามารถบรรลุธรรม แต่แม้ไม่มีภาษาก็มีสภาวะได้ แต่มันยากที่จะทำสภาวะโดยไม่มีสภาวะแต่ถ้ามีพยัญชนะแล้วไปทำสภาวะจะง่าย คุณเรียนปริยัติ ปฏิบัติ แล้วก็จะได้ปฏิเวธ แต่ถ้าให้มีปฏิเวธแล้วค่อยเรียนปริยัติ ก็ได้แบบฟลุ๊กๆ
คำว่ากายนี่ คนไทยเอามาใช้เป็นภาษาไทยว่า กายคือ ร่าง เป็นนิยามเด็ดขาดแล้วไม่ได้เข้าใจว่ามีนามไปร่วมด้วยคือเจ๊งกับเจ๊งเลย จะไปทำกายในกาย กายคตาสติ หรือสัมผัสวิโมกข
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive