560207_ รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง..ใช้ไฟฌานจัดการกิเลส.docx
เนื้อหาในไฟล์
560207 รายการสงคราม สังคม ธรรมะ การเมือง โดยพ่อครู เรื่อง..ใช้ไฟฌานจัดการกิเลส
พ่อครูจัดรายการที่ชั้น 2 เฮือนศูนย์ สูญ บ้านราชฯ วันนี้มีนร.ทั้งตัวเล็กตัวโตมาฟังธรรมด้วย พ่อครูว่า… ธรรมะพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต) ความสงบแบบพุทธนั้นมีนัยที่ลึกซึ้ง (คัมภีรา) ไม่ใช่สงบแบบทั่วๆ ไป ที่นิ่งดูสงบ แต่ของพุทธนั้นจิตสงบ ซึ่งอาจดูกายกรรม วจีกรรมจะดูไม่สงบ ดูวุ่นอยู่ แต่ทำงานขยันทำกุศล คนทั่วไปจะเดาเอาแต่ภาพภายนอกว่า ไม่สงบ คาดเดาเอาไม่ได้ ที่ผ่านมา ได้อธิบายในปฏิปทาสูตรท ี่ พระพุทธเจ้า ท่านตรัสในเรื่องสัมมาปฏิปท า กับมิจฉาปฏิปทา สัมมาแปลว่าถูก มิจฉาแปลว่าผิด ซึ่งคำว่าถูกก็ไม่ได้หมายถึงว่าผิดทั่วๆ ไป คำว่าผิดก็ไม่ได้หมายถึงผิดตามสมมุติทั่วไป เช่น ผิดกฎหมาย แต่คือผิดจากทิฏฐิหรือทฤษฏีของพระพุทธเจ้า ดังนั้นคำว่า มิจฉาหรือสัมมา จึงไม่ได้ใช้อธิบายความผิดถูกทางโลก เช่น รัฐธรรมนูญ เป็นต้น แต่โดยความจริงนั้น คือความผิดถูกจากคำสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งคำสอนของพระพุทธเจ้า เช่น คำว่า อวิชชา ซึ่งแปลว่า "ไม่รู้" หรือ "โง่" ซึ่งไม่ได้ใช้กับความโง่ทั่วไปแต่อย่างใด แต่คำว่าอวิชชานั้นแปลว่าไม่รู้ คำว่าวิชชาคือรู้ รู้ในศาสตร์ของพระพุทธเจ้า หรือธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมะพระพุทธเจ้าคือคำสอนที่ทำให้รู้จักกิเลส แล้วลด ร ะดับกิเลสให้ได้ ดังนั้นความรู้ในศาสตร์ต่างๆ ทั่วโลกนั้นไม่ใช่วิชชา แม้แต่สอนพุทธศาสน์ แต่อธิบายไม่เข้าเป้า ไม่รู้
อ่านต่อ
จักการละหน่ายคลายจางจากกิเลส ก็คือความอวิชชาทั้งสิ้น ในนิยามของพระพุทธเจ้า ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตีวงตีกรอบเอาเฉพาะเท่านั้น เพราะพระองค์เห็นว่า คำสอนของพระพุทธเจ้าท่านนั้น ครอบคลุมไปทั้งหมด คือคลุมความเป็นชีวิตของมนุษย์ทั้งหมด และคลุมสังคมทั้งหมด นอกจากนั้นยังเป็นศาสนาที่ไม่ได้ไปทำลายความรู้ความสามารถทางเทคนิค ความสามารถทำมาหากิน การปกครองการเป็นอยู่ในหลายแขนง ศาสนาพุทธก็ไม่ได้ไปขัดแย้งหรือล้มล้างความรู้เหล่านั้น เพราะศาสนาพระพุทธเจ้านั้นมี "โลกะวิทู" คือรู้ความเป็นไปของโลก ว่าอย่างนี้ดี (กุศล) อย่างนี้ไม่ดี (อกุศล) ศาสนา ของพระพุทธเจ้า อยู่กับสังคม ไม่หนีสังคม เจริญกันไปเป็นขั้นๆ ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ขั้นแรกคือโสดาบัน ต่อไปเป็นสกิทาคามี อนาคามี และอรหันต์ ในที่สุด ยิ่งเด็กๆ ยิ่งดี ยังไม่มีความวุ่นวาย ยังสะอาดอยู่ ก็จะเรียนรู้ได้ดีและอยู่กับสังคมเขาไปได้ และไม่ได้ตกความรู้ทางโลก แต่ถ้าความรู้นั้นทำให้ตนเองและสังคมเสื่อมเสีย เราก็ไม่ทำ มีคำสอนให้รู้จักความควรไม่ควร รู้ผิดรู้ถูก เพราะตัวกิเลสเป็นตัวพาให้โง่ ถ้าลดกิเลสจะฉลาด ที่ฉลาดในคุณธรรม รู้การลดกิเลส และรู้การอยู่กับโลกกับสังคมอย่างลึกซึ้ง ทางโลกเขามีความรู้ความสามารถมากมาย แต่เขาไม่รู้ว่าหลายศาสตร์นั้นมอมเมาซับซ้อน ทำให้เกิดความเสื่อมแก่ตนและสังคม มันหลอกว่าดูดี แต่แท้จริงทำลายสังคม เช่น พระพุทธเจ้าสอนให้อย่าโลภ คือการไม่ต้องการเอามาเป็นของตนมากขึ้น คนก็มองตื้นๆว่า ถ้าเราไม่โลภเลย ทำไปซังกะตาย ไม่มีความปรารถนา ไม่ให้มีให้เป็น จะกลายเป็นคนเฉื่อยไร้สาระ ไร้ประโยชน์ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ การขยันหมั่นเพียร ทำให้ได้มากๆ นั้นทำเลย และทำแล้วไม่ขี้เหนียวหอบหวงไว้ คือไม่โลภ แล้วแบ่งแจกจ่ายเจือจาน มีจิตปรารถนาดีต่อกัน ทำงานสร้างสรรให้ได้ แต่กิเลสเอาเป็นของตัวของตน หวงแหน อยากได้ของตัวมากๆ ใครมาเอาต้องแลกเปลี่ยนมาให้ได้มากกว่าเดิม อย่างนี้โลภ การทำงานสร้างสรรทั้งแรงกาย แรงความคิด เราก็ช่วยเหลือเจือจานกัน ไม่ใช่ว่าเอาค่าแรงงานมากๆ ซึ่งคนในระดับสูงจะทำงานได้มาก เพราะมีความสามารถมาก มีความรู้มากกว่าเขา สร้างสรรอะไรได้เยอะและดีกว่าเขา นั่นคือการได้เปรียบในความเป็นจริงอยู่แล้ว แต่ถ้าเราไปตีค่าความรู้ความสามารถนี้ให้มากยิ่งขึ้นอีก แทนที่เราจะสร้างทำแล้วแจกจ่ายเกื้อกูลแก่คนอื่นให้มาก อย่าเป็นคนหวงแหนให้ตนได้มาก ตีราคาให้สูงเพื่อให้ได้กลับมามากๆ อีก ถามว่า อย่างที่ทำดีได้มากๆ แล้วเอาไปแบ่งแจกจ่ายเจือจานแก่คนอื่นให้มากๆ กับ ทำได้ดีมากๆ แล้วหอบหวงไว้ เอาไปตีราคาให้สูง ทำกำไรให้แก่ตนมากๆ นั้น อย่างไหนดี กว่ากัน ...นร.ตอบว่าอย่างแรกคือทำได้มากแล้วแบ่งแจกจ่ายเจือ จานนั้นดีกว่า ไม่ต้องเอาคนฉลาดมากมายก็ตอบได้ เด็กๆ ก็ตอบได้ แต่คนมีกิเลส เสริมกิเลส โดยเฉพาะผู้นำที่เป็นตัวอย่างในสังคมนั้นทำเป็นตัวอย่าง ขี้เหนียวเห็นแก่ได้ แล้วไปยกยอกันว่าคนนี้มีเกียรติ มียศ แล้วเอาไปเบ่งอำนาจ ให้คนยอม คนหงออีก สังคมก็เลยเลวร้ายขึ้นทุกทีๆ ถ้าไม่เรียนรู้จิตตัวโลภของตนที่โลภ อยากได้มากๆ อยากให้ได้ความใหญ่โตอีก พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า บาป เรีย ก ว่า เลว พระพุทธเจ้าสอนว่าจิตมี กิเลสเป็นอาคันตุกะ พ ระพุทธเจ้าให้วิจัยอ่านแยกแยะกิเลสออกจากจิตให้ออก ให้เรียนฝึกฝนปฏิบัติ ประพฤติ จนจิตหยั่งรู้อาการจิตของตนได้ จึงเป็นสิ่งประเสริฐทำให้มนุษย์พัฒนาเป็นอาริยะ อย่างเป็นสัจธรรม ไม่ย้อนแย้งเลย ความรู้พระพุทธเจ้าเปิดเผยสั่งสอนมา 2,500 กว่าปีแล้ว แล้วก็ใช้กันมาเรื่อย คนก็สอนกันมาผิดเพี้ยนไปเยอะเลย ให้ไปตรวจสอบให้ดีว่าสิ่งที่ อาตมา ได้พูดนั้นเป็นจริงไหม? ที่พูดนั้นทวน ก ระแสย้อนแย้งแต่ถูกต้องไหม? ถ้าเห็นว่าดีก็ลองฝึกฝน ถ้าไม่ลองปฏิบัติดูจะไม่รู้หรอก มันต้องมีผลเกิดกับตน จะมีสภาวะรองรับความจริง การที่เอาแต่ตรรกะคิดนึกนั้นไม่ได้จริง จะว่าถ้าเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าสูตรหนึ่งสูตรใด เข้าใจให้เป็นสัมมาทิฏฐิ แล้วปฏิบัติให้เป็นสัมมาปฏิบัติก็บรรลุธรรมได้ เช่น ปฏิจจสมุปบาท ที่ได้สอนกันมา [20] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาปฏิปทา เป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ อย่างนี้ นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา ฯ [21] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณ จึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เรียกว่า สัมมาปฏิปทา ฯ เราต้องรู้วิธีปฏิบัติที่สัมมา ดังนั้นเราต้องรู้มิจฉาด้วย พระพุทธเจ้าท่านตรัสในมหาจัตตารีสกสูตรว่า สัมมาทิฏฐิเป็นประธานของมรรค 8 องค์ เราต้องปฏิบัติมรรค เพื่อให้ดับกิเลส อย่างรู้เห็นเหตุที่แท้จริงตั้งแต่สักกายะ ซึ่งเมื่อเรียกให้ชัดไปเลยว่าคือ ตัณหาอันเกิดจากการสังขาร ที่มีทั้ง กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร วจีสังขารคือสังขารในจิตออกเป็นวจีในจิต แต่ยังไม่ออกมาเป็นวาจาภายนอก ยังอยู่เป็นคำพูดในจิต เราจะสามารถหยั่งรู้ดักรู้ได้เลย ในขั้นตอนทั้ง 7 ของการสังกัปปะ (ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา) คือ ต้องเรียนรู้ในแต่ละสภาวะขององค์ธรรมทั้ง 7 ว่ามีอาการ ลักษณะอย่างไร
_ มีผู้ถามมาว่า การปหานกิเลสใน "ตรรกะ" เป็นการทำฌานเพื่อสั่งสมสมาธิพุทธ หรือคือ จิตที่มี อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ....ใช่หรือไม่...? พ่อครูตอบ... ใช่ ในการตรรกะนั้นเป็นการเริ่มดำริ ซึ่งธรรมดาจะมีกิเลสราคะ โทสะ โมหะ มาปรุงร่วม เราก็อ่านวิจัยเข้าไปให้เห็น ตัวกิเลสที่มาปรุงร่วม ให้เป็นรสชาติ เราก็ทำการงดเว้น เราไม่ให้มันได้สมใจเราก็จะเห็นตัวอยาก ตัวดิ้น เราต้องทำการ อารติ วิรติ เวรมณี คือ การงด การเว้น การขาด นี่คือการทำฌาน คือไม่ให้มัน สิ่งที่เราสมาทาน เราก็กระทบมัน แล้วไม่ให้มัน ก็จะเห็นอ่านอาการที่มันดิ้น ก็จะเห็นตัวจริงของมัน ดังนั้นการทำฌานของพระพุทธเจ้า จึงต้องปฏิบัติอย่างลืมตา มีผัสสะ จึงจะได้ปฏิบัติจริง ผู้ที่ปฏิบัติตรงตามธรรมพระพุทธเจ้ายืนยันว่าจะลดละกิเลสได้จริงๆ คำว่าฌาน สมาธิ ที่เป็นสัมมาปฏิบัติ ซึ่งไม่เหมือนกับที่คนเขาทำกันมาสืบทอดกันมาว่า การทำฌาน ทำสมาธิ คือการไปนั่งหลับตาทำสมาธิ แบบนั้ น พระพุทธเจ้าก็เคยปฏิบัติผิดมา และเป็น การออกนอกทางของพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกก็มีการเน้นเรื่องเหล่านี้มากเลย เช่น ในการปฏิบัติปฏิจจสมุปบาท คือการทำให้กิเลสลดได้ คือการทำฌาน ทำให้จิตตั้งมั่ น คือภาคเจโต การปฏิบัติในภาคปัญญา คือจับการดำริในกาม ในพยาบาท ซึ่งเมื่อจับมันได้ ไม่ให้มันมาปรุงร่วม การปรุงแต่งต่อไป การดับก็เป็นภาคเจโต การปรุงนั้นเป็นภาคปัญญา ซึ่งเจโตและปัญญาก็จะช่วยกัน ท่านบอกวิธีปฏิบัติว่า ให้พิจารณาว่าตัวเหล่านี้นั้น ไม่เที่ยง เป็นเหตุแห่งทุกข์ และก็กำจัดมันออกไป เราอยากเป็นคนดีก็ต้องกำจัดสิ่งไม่ดีออกจากจิต กำจัดโดย กดข่มมัน (วิกขัมภนะ) และก็พิจารณาว่ามันไม่เที่ยง มันผ่านมาก็ผ่านไป แม้ให้มันสมใจมันก็หายไปหยุดอยาก แม้ไม่ให้มันกดข่มดื้อดึงไม่ให้มัน มันก็ผ่านไปอยู่ดี จะอยากแรงขนาดไหน ขนาดอยากยาเสพติด ฮึดฮัดก็น้อยราย ก็ตั้งใจสู้มัน เราเก่งกว่ามัน สู้มันได้ ไม่ตายหรอก เมื่อสู้ได้จะเห็นว่ามันไม่เก่งเท่าเรา เราลดละได้ เราจะมีปัญญา เป็นไฟกองวิเศษเป็นพลังแห่งความรู้ ไปทำลายตัวที่ทำให้เสื่อมต่ำเหล่านี้ เพราะธรรมดาสามัญทุกคนแม้แต่โจรก็ยังอยากทำความดีมากกว่าความไม่ดี ดังนั้นเวลาทำไปจริงๆ ไฟปัญญาจะสูงกว่าไฟกิเลส จิตก็เป็นพลังงาน กิเลสก็เป็นพลังงาน ถ้าเราแพ้ก็โดนพลังงานกิเลสเล่นงาน ถ้าเรามีไฟแห่งปัญญาสูงจริงจะไปลด ร ะดับกิเลส จึงเป็นการดับกิเลสด้วยปัญญา เรียกว่าวิธี "วิปัสสนา" หรือวิปัสสนาญาณ แต่การกดข่มสมถะก็เป็นอุปการะบ้าง เบื้องต้นต้องทำวิกขัมภนปหาน กดข่ม จนทำได้เป็นครั้งคราว จนทำได้เก่งทำได้ชำนาญขึ้น เรียกว่า สมุทเฉทปหาน เมื่อทำไปก็จะรู้วิธีทำฌานแบบลืมตา มีผัสสะ จนได้แข็งแรงดีขึ้นก็จะรู้วิธีทำได้ แล้วก็ทำซ้ำทำทวน ให้กิเลสสงบได้รำงับได้ คือ ปฏิปัสสัทธิปหาน จนสมบูรณ์ เรียกว่า นิสสรณปหาน เรียกว่าได้อย่างสลัดออกเลย เด็ดขาดทิ้งไปเลย ฆ่าได้ทันที ยกตัวอย่างเหมือนกับว่า เราเอาอะไรที่ปลิงกลัวมาทา พอปลิงเกาะ ก็ร่วงผล็อยไปเลย เหมือนกิเลสก็จะร่ว ง ผล็อยไปเลย คือทำได้ชำนาญกิเลสตายแล้วตายเลย เป็นอัตโนมัติ เที่ยงแท้ถาวร ไม่กลับกำเริบเลย สรุปวิธีปฏิบัติของพระพุทธเจ้า มี 2 ทาง 1 . ปฏิจจสมุปบาทในทางที่กิเลสมันเกิด เพราะจิตมันอวิชชา ไม่รู้สังขาร วิญญาณ อายตนะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ชรา มรณะ โศกปริเทว ทุกข โทมมนัส อุปายาส 2 .ปฏิจจสมุปบาทในทางที่จะให้ดับ ดับที่ไหนคือ ดับที่เหตุ การดับเหตุนั้นลึกซึ้ง คือให้ดับตัวตนกิเลส คือสักกายะ อัตตา เมื่อมีผัสสะ ตากระทบรูป เกิดวิญญาณ ก็อ่านตัวผี ตัวที่เป็นเหตุให้เกิดวิญญาณอกุศล การปฎิบัติให้เกิดกิเลสก็คือมิจฉา ส่วนการปฏิบัติที่ทำให้ลดกิเลสก็คือสัมมา ในสูตรต่างๆที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้มี วิปัสสีสูตร [23] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่าเมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะ อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย . การโยนิโสมนสิการ คือการกระทำใจในใจเป็นและได้ ไม่ได้หมายความว่าแค่คิด แต่พิจารณาคืออ่านเห็นของจริงในจิตว่ามีตัวเกิดอย่างไร ตัวปฏิบัติให้มันดับได้อย่างไร ผู้ใดทำโยนิโสมนสิการเป็น ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะ ผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงจะมี สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูป เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูป จึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชา มีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้าง เกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ [24] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะ จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มีอุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ… เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ ไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้น แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ อันนี้ความเจริญแห่งปัญญา วิชชา แสงสว่างนี้ คืออาภัสรา ความสว่างนี้เป็นปัญญา (แสงสว่างเสมอด้วยปัญญาไม่มี) ความลึก ซึ้งอันนี้คือสภาวธรรมที่ผู้มีสภาวธรรมเข้าถึงวิชชา เป็นอาภัสราพรหม
_ อยากให้ญาติธรรมได้ขึ้นมาพูดคุยกับพ่อครูอีก อย่างที่เคยจัด....?..ได้เห็น แม่แบบ รู้สึกว่าดีค่ะ พ่อครูตอบ ... ก็เห็นว่ามีรายการลักษณะเช่นนี้อยู่ รับไว้พิจารณา _ ผมอยากถามว่าเป็นนร.ยังไม่มีกำลังพอจะตัดกิเลส เช่น ของหวาน เห็นก็กินทุกที เห็นไม่ได้เป็นต้องกินทุกที กลัวจะหมดอีกด้วย จะทำอย่างไรดี พ่อครู ตอบ...กิเลสนั้นเป็นเรื่องเหลวไหล เรื่องเหล้า อะไรต่างๆ ที่มามอมเมาหลอกล่อ แล้วไปอวิชชาโง่หลงตามเขาหลอก ว่าเป็นอย่างนี้ คำว่าอร่อยนั้นเป็นของไม่จริง เด็กนร.ก็ทำกิเลสพวกนี้ดับได้ สมัยพระพุทธเจ้าเด็ก 7 ขวบก็เป็นอรหันต์แล้ว ลองตั้งใจตั้งศีล อย่าไปกินขนม ขนมมีหลายชนิด ชนิดไหนที่เราชอบมากให้เลิกกินก่อน ไปกินขนมอื่นก่อน ตั้งสัจจะว่าเราจะไม่กินขนมนี้อีกเลย จะเห็นกิเลสมันทำงาน มันอยาก พิจารณาให้ดี มันไม่เที่ยง แค่ติดขนมไม่ให้มันกินก็ไม่ตาย ไม่กินขนมกินแต่ข้าวก็ไม่ตาย ขนมมันมาหลอกกันเต็มโลก ไม่มีกิเลสก็สบาย ไม่ดูดดึง กินก็ไม่ได้รู้สึกอร่อย ดีไม่ดีก็เลี่ยงซะมันหวาน บางคนติดหมากพลู คนที่ไม่ติดไปกินหมากกับพลู กินแล้วก็จะหน้าเบ้ ไม่ใช่ของน่าติดน่าได้ แต่ก็เอาใจไปหลงติด จิตอวิชชาโง่ ไปติดมันเลย ให้มาศึกษาดีๆ แล้วเลิกละให้ได้ หลวงปู่ ชาตินี้ถูกเขาหลอกให้ชอบ แต่ว่ามันได้ล้างกิเลสมาในชาติก่อนๆ เช่น เหล้า บุหรี่ ชาตินี้ก็ไม่ได้ชอบกินเลย แต่แล้วก็ถูกสังคมเขาหลอกว่า เป็นชายไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้านั้นไม่แมน ก็ไปหัดกินหัดดื่ม แต่มันก็ไม่ติดเหมือนเขา เขาหลอกก็ไปตามเรื่องกับเขา ดังนั้นถ้าเราได้ละเลิกลดกิเลสได้จริง จะทำให้เราไม่เป็นคนโง่ ของเสพติดที่รู้ได้ง่าย อย่าไปติดยึดตามเขา แม้จะเป็นขนม ก็ลองดู อ่านใจเป็นจะเห็นเลยว่า พอตัวสมุทัยละได้ รสอร่อยจะลดลงไปด้วยจะเห็นความจริงว่า แต่ก่อนเราโง่อวิชชาจริงๆ พิสูจน์ได้ เป็นเรื่องจริง ในกิเลส ลาภ ยศ สรรเสริญ มาลดละแล้วจะเห็นว่าชีวิตไม่ต้องมีสิ่งเหล่านั้นก็อยู่ได้ และชีวิตก็มีประโยชน์ต่อโลกต่อสังคม อย่างหลวงปู่ก็มีคนมาให้ใช้มากมาย ไม่ได้ขาดแคลนหรอก _ทำอย่างไรจึงละการกินขนมได้ เพราะดิฉันติดมากเลยค่ะ เห็นทีไรอยากกิน ขอให้เป็นของหวานก็แล้วกัน _เมื่ออายตนะกระทบผัสสะ เช่น เห็นทุเรียน ที่เคยชอบกินมาก ก็อยากกินทันที แต่มีสติรู้ทัน พิจารณาจนจิตคลายหน่ายไม่อยากกิน จิตก็เกิดปีติ สุข อุเบกขา...อย่างนี้คือทำฌานใช่ไหม? พ่อครู ตอบ … ใช่ และจะให้ดีควรทำอย่างให้พิจารณาให้เห็นว่ามันไม่เที่ยง ถ้าสู้เฉยๆ แล้วมันลดไปเองก็เป็นวิกขัมภนะ แต่ถ้าพิจารณาเห็นไตรลักษณ์ (ถ้าสามัญลักษณ์นั่นจะเห็นว่ามันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปซึ่งเกิดเป็นสามัญ) แต่การพิจารณาแบบไตรลักษณ์ที่ลึกซึ้งนั้นคือ จะเห็นว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ และแท้จริงมันไม่มีตัวตน มันหายไป และยิ่งกระทบสัมผัสมันก็ลดลงเรื่อยๆ จะหายไปตลอดกาล เห็นอย่างนี้เรียกว่า "ปัจจัตตลักษณ์" (คือลดละกิเลสได้ด้วยญาณปัญญาของตนมีไฟฌานที่เผากิเลสได้เฉพาะตน) _อยากให้พ่อท่านอธิบายปหาน 5 ในเรื่องการถูกใช้บ่อยๆ? พ่อครู ตอบ … ให้พิจารณาบ่อยๆ เห็นให้ได้ อ่านให้ออก ในองค์ธรรมของสังกัปปะ 7 แยกแยะวิจัยธรรม กำจัดเฉพาะตัวกิเลส ที่ไปปรุงร่วม อย่างที่มี ผัสส ะ ไม่ต้องหนีสังคม ทำอยู่ในกรรม การงาน อาชีพ ซึ่งเราก็ละมาตั้งแต่อาชีพที่มิจฉา เราก็มาทำอาชีพที่สัมมา มาเรียนรู้กัมมันตะ วาจาที่สัมมา แล้วอ่านสังกัปปะ 7 ให้ออก อยู่ในชีวิตประจำวันไม่ต้องหนีโลก โดยอ่านผัสสะที่มาทางทวารทั้ง 6 เกี่ยวข้องทั้งนอกและใน ไม่ใช่ไปหลับตา เอาแต่ใจในใจ แต่ทำที่ใจนั้นแหละสำคัญ ให้รู้จักนามรูป (คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) _ขอให้พ่อครูอธิบายปหาน 5 พ่อครู ตอบ … ปหาน 5 คือการกำจัดกิเลส วิกขัมภน ปหาน คือการกดข่ม ลืมๆ ทิ้งๆ มันไป การไปนั่งหลับตาคือตัวแท้ของการกดข่มวิกขัมภนะเลย มีแต่อยู่ในภพ ไม่มีของจริง ถ้าปฏิบัติ ของจริงต้องทำทั้ง 6 ทวาร การกดข่มก็ช่วยได้เป็นอุปการะ ตทังคปหาน คือการทำได้ชั่วคราวอย่างวิปัสสนาวิธี คือการพิจารณาให้เห็นว่า กิเลส มันไม่เที่ยง มันเป็นเหตุแห่งทุกข์ และเราทำให้มันหมดลงไปได้ สมุทเฉท ปหาน คือทำได้เก่งขึ้นอีก ปฏิปัสสัทธิปหานคือ ทำซ้ำทำทวน 5 . นิสสรณปหาน คือทำได้อย่างเที่ยงแท้ _ผมไม่ชอบคนๆหนึ่ง พยาบาทมากๆ เขากวนสุดๆ เขาว่าคนใต้มันมึน จะแก้นิสัยเขาได้อย่างไร? พ่อครู ตอบ … ให้บอกผู้ใหญ่ ให้บอกอย่างให้ข้อมูลอย่าใส่ใข่ การให้ข้อมูลกับการฟ้องนั้นต่างกัน อย่าไปเกลียดเขา คนไม่ดีนั้นน่าสงสาร และเขาก็บาปเสียหายต่อตนและผู้อื่น หยุดเลย อย่าไปทำใจโกรธ (โกโธ ทุมฺ เมธ โคจโร) คือเลวอย่างฉลาด คือคนโกรธเป็นคนปัญญาทราม คือฉลาดในเชิงโง่ซับซ้อน ถ้าใจเรามีโกรธอย่าไปคิดเอาฉลาดอย่างอื่นทั้งสิ้น เราต้องเอาออกให้เร็วที่สุด ถ้าอ่านอาการจิตออก มันมีอาการโกรธอย่างหยาบ กลาง ละเอียด เล็ก บรรจุซองละเอียดอย่างไร ให้ kick it out ดีดมันออกไปเลย มันพาเราทุกข์ มันไม่พาเราเจริญ มันพาเราเสื่อม มันไม่เที่ยง มันไม่ดีสักอย่าง _มิติที่ 4 คืออะไร? พ่อครู ตอบ … มิติที่ 4 ในความรัก 10 มิติ คือหมายถึงสังคมนิยม มิติที่ 1 คือ คนคู่ เห็นแก่เราสองคน เห็นแก่ตัวกิเลสจัดๆ.... มิติที่ 2 คือ ปิตปุตานิยม หรือพันธุนิยม คือเห็นแก่พ่อ แม่ ลูก มิติที่ 3 คือ ญาตินิยม คือขยายเผื่อแผ่สู่ญาติ กว้างขึ้นอีกเอื้อเฟื้อเจือจาน มิติที่ 4 คือ สังคมนิยม มิติที่ 5 คือ ชาตินิยม มิติที่ 6 คือ สากลนิยม คือไม่ยึดมั่นถือมั่นในวงแคบ มิติที่ 7 คือ เทวนิยม คือมีจิตที่รักเผื่อแผ่เพื่อมวลมนุษยชาติ อย่างศาสดา ศาสนาต่างๆ มิติที่ 8 คือ อเทวนิยม คือ ผู้ที่ได้ศึกษาในมิติต่างๆที่เป็นขั้นต้น เจริญมาตาม ลำดับ มาเป็นแบบพุทธ อย่างน้อยเป็นอนาคามีขึ้นไป มิติที่ 9 คือ นิพพานนิยมหรืออรหันต์นิยม มิติที่ 10 คือ พุทธภูมินิยม _โสดาบันเป็นความรักมิติที่เท่าใด พ่อครู ตอบ … อย่างน้อยน่าจะมิติที่ 4 เป็นต้นไป _เคยฟังธรรมะหลวงตาบัวว่า เวลาบรรลุธรรมจะมีแสงสว่าง เป็นแบบใด? พ่อครู ตอบ… อย่างนั้นไม่ใช่แสงสว่างที่พระพุทธเจ้าว่านั้น หมายถึงว่า วิชชาหรือความรู้ยิ่งเปรียบเหมือนแสงสว่างเท่านั้นเอง _ชาวอโศกอุบล ควรมีชั่วโมงปฏิบัติบ้าง เพื่อสร้างสภาวะรองรับผัสสะ พ่อครู ตอบ … เราปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา มรรคองค์ 8 นั้นปฏิบัติตลอดเวลา ถ้าสัมมาทิฏฐิจะไม่ต้องเสียเวลาไปปลีกปฏิบัติ _ทำไมร่างกายของคนจึงมีลักษณะเช่นนี้ ทำไมมีแขนสองข้าง นิ้วทำไม่มี 5 นิ้ว และไม่เท่ากัน พ่อครู ตอบ... มันจะเป็นอย่างนี้หรืออย่างไหนอย่าไปคิด เราเอาร่างกายที่ได้มาปฏิบัติธรรม มาทำสิ่งดีงาม อันนี้เป็นประโยชน์กว่าไปคิดฟุ้งซ่าน _อยากให้หลวงปู่อธิบายคำว่าสารนิพนธ์ พ่อครู ตอบ … คือข้อเขียน คำประพันธ์ของเรา ที่มันมีสาระ ที่กำหนดหมายว่าคือสาระของเรา ในแง่ต่างๆ เป็นประสบการณ์ จะเอาตั้งแต่เราอยู่สัมมาสิกขามา หรือจะนานกว่านั้นก็ได้ เป็นการบรรยายประสบการณ์ตนเอง เป็นประโยชน์ ส าระ _เมื่อก่อนกลัวผี ตอนนี้เลิกกลัวผีได้เลย ตั้งแต่ฟัง FMTV ฟังธรรมะพ่อครูมา...สามารถทำปหานได้....มีความสุขมากครับ...อยากให้พ่อครูจัดคิวเทศน์ ว่าอันนี้เทศน์อย่างต้น อย่างกลาง อย่างปลายครับ พ่อครู ตอบ … เรามีธรรมะหลายรายการ หลายผู้หลายท่าน แต่ละท่านก็มีศิลปะในการบรรยายธรรมตามขนาด ของ อาตมา ก็มีอย่าง อาตมา ต้องเทศน์ จบ....