560420_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และส.เพาะพุทธ เรื่อง อนุสสติ ๑๐ อย่างไรให้ถึงอรหันต์.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข10 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560420_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และ ส.เพาะพุทธ เรื่อง อนุสสติ 10 อย่างไรให้ถึงอรหันต์ ส.เพาะพุทธว่า … วันนี้วันที่ 20 เมษายน 2556 เปิดรายการที่สันติอโศก วันนี้จะได้เรียนรู้เรื่อง กายคตาสติ คำว่ากาย ปกติเราจะนึกถึงร่างกาย แต่คำอธิบายของพ่อครูมีรายละเอียดมากกว่านั้น เป็นเรื่องของภาวะจิตด้วย ได้ไปทบทวนคำถามที่มีคนถามว่า พ่อครูว่าพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปชื่อพระ ศรีอริยเมตไตรย พ่อครูตอบว่าไม่ใช่ พระ ศรีอริยเมตไตรย เป็นชื่อตำแหน่ง เช่นเดียวกับตำแหน่งนายกฯ ดังนั้นถ้ามีพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปก็คือตำแหน่งพระ ศรีอริยเมตไตรย แต่จะชื่ออะไรก็แล้วแต่อีก พ่อครูว่า...มีคนว่าสีของ อาตมา เปลี่ยนไป ท่านฟ้าไทว่าสีของท่านฟ้าไทตกใส่ อาตมา ก็ว่ากันแบบสนุกๆ แต่ที่จริงเพราะแดดที่บ้านราชฯแรงมาก อาตมา ก็ไปดูแล ไปช่วยเหลือ วิ่งดูอยู่ในบ้านราชฯ ก็ผ่านงานที่เราถือว่างานหนักงานใหญ่ เราได้ขยายทั้งแนวกว้าง แนวลึก ทั้งในรายละเอียด และพวกเราก็ต้องเร่งรัด มีหลายอย่างต้องรีบทำให้ทันกับงาน เช่น พืชพันธ์ุธัญญาหารที่เราไปบังคับไม่ได้ เร่งมันไม่ได้ เราก็ต้องหาวิธีโด๊ปมัน ทั้งสิ่งไม่มีชิวิตก็ต้องเร่งทำ เช่น เรือใหญ่ และอุปกรณ์ต่างๆ ก็เหน็ดเหนื่อย อาตมา ก็ได้รู้ประสิทธิภาพพวกเรา เห็นถึงน้ำใจพวกเราด้วย ต้องขอบคุณพระพุทธเจ้าด้วย เพราะที่เรามาทำร่วมกันมาช่วยกันเป็นพันคน ก็ไม่ได้จ้างใครสักคน เขามาด้วยสมัครใจด้วยภูมิปัญญา อาตมา ก็บอกสิ่งดี เขาเห็นดีก็มาช่วยกันทำ เราไม่มีอามิสทั้งรูปธรรม นามธรรม เราใช้ความจริงแท้ๆ ประกาศออกไป เขาก็เข้าใจเต็มใจมาทำเอง มีปัญญารู้เอง หนักหนา เร่งงาน ลำบาก แต่ก็เสร็จทัน อาตมา ซาบซึ้งเคารพในบุญบารมี กุศล คือ ตลอดงานไม่มีอุปัทวเหตุเลย แต่อาจมีบาดเจ็บเล็กน้อยบ้าง แต่ว่าที่เป็นอุปัทวเหตุน่ากล

อ่านต่อ

ัวหนักหนา ไม่มีเลย อันนี้ อาตมา ถือว่าเป็นทั้งจิตวิญญาณพวกเราที่ได้ฝึกฝน สังวรระวัง ไม่ประมาท ทั้งบุญบารมีกุศลด้วย ใครจะหาว่าหลงเทวนิยม หลงบุญบาปก็ได้ จริงๆคำว่า บุญ นั้นลึกซึ้ง แปลอย่างแท้ๆว่า คือการชำระกิเลส กิเลสลดเท่าไหร่ก็เป็นบุญเท่านั้น แต่ว่าคนไม่ดีก็อยากดี อยากละกิเลสก็เอามาใช้ จนทุกวันนี้อะไรก็เป็นบุญ ได้สมใจบำเรอกิเลสก็เป็นบุญ ภาษาคำว่า บุญ จึงเปลี่ยนไป ดีที่ อาตมา ก็มีภูมิรู้ และได้ค้นคว้ามา คำว่าบุญ มีภาษาบาลีว่า สนฺตานํ ปุนาติ วิโสเธติ คือ การชำระจิตสันดานให้หมดจด สันตานังคือ สันดาน ปุนาต ิ คือการชำระ วิโสเทติคือหมดจด นี่คือคำแปลจาก พจนานุกรม บาลี-ไทย ฉบับภูมิพโลภิกขุ เขาว่าได้สมใจกิเลสก็ถือเป็นบุญของเรา ดีได้ทุจริตโกงเขามาได้ก็ถือว่าคือผู้มีบุญบารมี ก็ผิดไปตั้งแต่ไหนๆแล้ว บุญนั้นต้องชำระกิเลสอย่างไม่ใช่แค่กดข่ม แต่ต้องมีวิปัสสนาวิธี บุญนั้นต้องชำระกิเลสอย่างไม่ใช่แค่กดข่ม ต้องมีวิปัสสนาวิธี ซึ่งไม่ง่ายเพราะจิตเป็นนามธรรม ไม่มีสรีระ รูปร่าง ตั ว ตน โฉมกาย เส้นสีอะไรหรอก แต่คนก็ไปมีอุปาทานว่ามันมีรูปร่าง โฉมกาย แม้แต่จะเป็นแสงสีเสียงก็เป็นสสารหรือพลังงานอยู่ในตัว ที่เป็นรายละเอียดที่ยากจะเข้าใจ อาตมา เรียกจิตว่า เป็นพลังงาน เมื่อกล่าวแรกๆ พวกที่เล่นพลังจิตก็ว่า อาตมา ว่าพูดไม่ถูก อาตมา ก็อธิบายมาเรื่อยๆ คำว่าพลังงาน นั้นแม้แต่ธาตุวัตถุก็เป็นพลังงาน ไอสไตน์ค้นพบพลังงานในระดับละเอียดลึกซึ้งไประดับนิวเคลียส และก็สามารถรู้ว่านิวเคลียสนั้นไม่เที่ยง มันแตกตัวได้ มันสลายธาตุตัวนี้ได้ จึงเกิดพลังนิวเคลียร์ที่เกิดจากนิวเคลียส จนมาใช้ทุกวันนี้ เป็นสิ่งที่ไอสไตน์ค้นพบ ของพระพุทธเจ้าก็ค้นพบสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน มันสัมพันธ์ต่อเนื่องกันอยู่ ฟักตัวอยู่ ซึ่งธาตุรู้ที่จับกันอยู่ด้วยอวิชชา ซึ่งอวิชชาเป็นพยัญชนะ แต่คนที่จะสลายอวิชชา ทำให้ธาตุอวิชชาแตกสลายนั้น สลายธาตุจิตวิญญาณได้ พระพุทธเจ้าค้นพบอันนั้น ที่พูดนี้ไม่ใช่ว่าเอามาจากตำรา แต่ได้ปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าจนสลายธาตุจิตวิญญาณนี้ได้จริง แม้สลายได้สลายเป็นแล้ว เราก็สามารถอยู่กับสิ่งที่เราไม่รับมาเป็นตัวเราแล้ว และเราจะต้องเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ได้ เราก็เลือกสิ่งที่จะเกี่ยวข้อง เราก็ถือว่าสัมพันธ์กันอยู่ หรืออาศัยกันอยู่ คำว่าอาศัยกันอยู่คือเหตุปัจจัย ถ้าไม่อาศัยกันก็แยกสลายจากกัน เพราะสุดท้ายสิ่งที่จะสลายคือสิ่งที่อาศัยกัน เช่น ดิน มันเกาะกันอยู่ด้วยความเหนียวของน้ำ ของดิน ของพลังงาน อย่างน้ำมันเกาะกันอยู่เป็นก้อน แม้แต่ตัวน้ำเอง คือธาตุ H2O ถ้าใครแยก O กับ H ได้ มันก็ไม่มีธาตุน้ำ (เพราะน้ำคือการรวมตัวกันของ H และ O) นี่คือความสัมพันธ์ที่เกาะตัวกัน เมื่อไม่สัมพันธ์กันก็หายไป นี่คือการไขความตั้งแต่ภาวะของธาตุในนิวเคลียส ธาตุของจิตก็เกาะเกี่ยวกัน สัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ จะเกิดตัวหนึ่งเรียกว่า "อายตนะ" แม้แต่ มนายตนะ กับธรรมายตนะ มันไม่สัมผัสกันเลย แต่มันก็อยู่ด้วยกัน ธรรมะคือสิ่งทรงไว้ ยังไม่สูญไป ยังมีอยู่ กับอีกอันหนึ่งเราเรียกด้วยพยัญชนะว่า มนะ มันอยู่ด้วยกัน ไม่เรียกว่าสัมพันธ์กัน แต่มันอาศัยกันอยู่ พระพุทธเจ้าจึงไม่เรียกว่าอายตนะ พระพุทธเจ้าเรียกอายตนะว่ามันไม่ตั้งอยู่ มันเกิดขึ้น แล้วทำหน้าที่ของมันแล้วก็สลาย แต่ในจิตนั้นมันอยู่ด้วยกัน มีมนายตนะ มันสัมพันธ์กันโดยไม่สัมผัส แต่ทวารนอกนั้น มันต้องสัมผัสกัน จึงจะมีสัมพันธ์ ดังนั้นในจิตนั้นมันอยู่ด้วยกันตลอด มันเกิ น กว่าอายตนะ แต่ไม่มีภาษาจึงเรียกว่า มนายตนะ ญาณ คือจิตที่เป็นจริงได้ จะเป็นจริงได้ ต้องทำ ฌาน และสมาธิ ฌานต้องมีปัญญาประกอบ คำว่า ฌาน ทุกวันนี้เพี้ยนไปแล้ว คำว่า ฌาน นั้น รากศัพท์เดิมคือ ไฟ เป็นไฟกองใหญ่ ไฟพิเศษ มีประสิทธิภาพสูงจนสามารถทำลายกิเลส มันมีคุณสมบัติสูงที่จะสลายไฟราคะ-โทสะ-โมหะ ที่เป็นพลังงานแต่ละชนิด เมื่อเราสามารถทำจิตให้เกิดฌาน ฌานใดต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญาไม่เรียกว่าฌาน ถ้าไฟไม่มีปัญญาจะไหม้แหลกราญ เมื่อมีปัญญาก็จะมีความรู้ที่รู้ว่าควรกำจัดอะไร ไม่ควรกำจัดอะไร เหมือนกับคนที่เก่งเรื่องช่าง เขาก็ใช้ไฟควบคุมได้ในการทำงาน เราก็ใช้ไฟฌานแบบควบคุมได้ ตัวความร้อนต้องอาศัยความรู้ ฌานต้องประกอบด้วยความรู้ที่เรียกว่า ญาณ หรือวิชชา ในการใช้ไฟฌานกำจัดกิเลส เราเรียนมาว่าวิปัสสนาวิธีหรือสมถะวิธีคืออย่างไร จนกำจัดได้ แยกเหตุปัจจัยที่มันรวมกันได้ พระพุทธเจ้าว่า จิตมันเกิดเพราะเหตุปัจจัย ไม่มีเหตุปัจจัยมันไม่เกิด ต้องพิสูจน์แต่ของหยาบก่อน การไปนั่งสมาธิก่อนนั้นผิดทาง มีคน Sms ว่า … ชีวิตที่ถูกบงการจะให้วิญญาณหลุดพ้นไม่ได้ สมาธิหลับตาอย่างเดียว นำพาจิตถึงนิพพานได้ และกายนอกบงการจิต ทำใจในใจยังถูกบงการอยู่ดี อวิชชายากจะนำจิตถึงว่างเปล่าได้ และก็ว่ากล้าอ่านออกอากาศไหม? พ่อครูว่า … อ่านแล้วก็ว่าโวหารบางอย่างถูกต้อง แต่บางอย่างก็ไม่อ่านเพราะของคุณ 8705 นั้นหยาบคายขนาดหนักเลย คือแสดงถึงสัญชาติญาณแท้ ก็คิดว่าคงจบกันเท่านี้ ไม่เกี่ยวข้องแล้วกับ 8705 ก็คบหากันมาพอสมควร แต่นี่หยาบมากเกินก็ต้องหยุดแล้ว (ท่านจันทร์ก็เห็นด้วย ต้องวางพรหมทัณฑ์ ไม่ออกอากาศแม้แต่ sms ก็ต้องคัดกรอง บอกไปยังเจ้าหน้าที่ด้วย ) เป็นอันทราบว่าจะต้องพรหมทัณฑ์ 8705 เท่าที่คบมาบางอย่างก็เอามาเป็นประโยชน์ได้ แต่ต่อมาก็เหลวไหล เลวร้าย ก็ต้องของด แต่ที่คุณ 8131 ยืนยันชัดเจนว่า สมาธิหลับตาอย่างเดียวนำพาจิตวิญญาณถึงนิพพานได้ โดยไขความว่า ถ้าสัมผัสกายนอกก็ต้องถูกบงการไปที่ในใจอยู่ดี แล้วมันจะสงบได้อย่างไร ซึ่งเป็นความเห็นที่น่าสงสารมาก เพราะความเห็นของพระพุทธเจ้าตรงข้ามเลย อย่างบางสายสอนว่า อย่าส่ ง จิตออกนอกตัว แล้วทำใจให้สะสมพลังงาน แต่ไม่มีพลังปัญญา ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ ที่ คือความจริงที่พิสูจน์ได้ จิตวิญญาณก็พิสูจน์ได้ แต่อย่างเขาทำมันคลุมเครือ ไม่ชัดเจนชัดแจ้ง ที่ อาตมา จะขยายนั้น ต้องมีการสัมผัสสัมพันธ์ข้างนอกข้างในอยู่ตลอดเวลา _ 8131 ว่า … สมาธิหลับตากับลืมตาใครมีก่อน และใครจิตสะอาดกว่า และสมาธิไหนต่อแดนนิพพานจิตว่างกว่ากัน ถ้าแน่พอตอบมา หรืออวิชชาจนหลงลืมทารกเสียแล้ว พ่อครูว่า … ไม่เข้าใจคำว่า หลงลืมทารก แต่จะตอบ... พระพุทธเจ้าว่า ท่านไม่รู้จักที่ต้น เช่นว่าวิญญาณเกิดตั้งแต่เมื่อไหร ่ พระพุทธเจ้าว่าท่านไม่รู้ที่ต้น แต่รู้ว่ามีอวิชชาเป็นเหตุปัจจัย ถ้ารู้แจ้งกำจัดอวิชชาก็จะรู้จัดการเหตุปัจจัย ถ้าสัมผัสสัมพันธ์แล้วไม่เกิดกิเลสล่ะ นี่สิยิ่งใหญ่ ไม่เกิดอวิชชา ไม่เกิดกิเลส ไม่เกิดผูกพัน แต่อาศัย เราก็รู้อาศัยได้ เราอาศัยจิตวิญญาณได้ ไม่ต้องเสียภาษี ส่วนคำว่า อาลัย คือแปลว่า ที่อยู่ มีเชิงของอาศัยและปักอยู่ เป็นภาษาละเอียด พ่อครูว่า … สมาธิหลับตากับลืมตาอันไหนมีก่อน ถ้าใครคิดว่าสมาธิหลับตามีมาก่อน คุณก็หลงว่าสมาธิหลับตาชนะ แต่ที่จริงมันไม่แน่ ก่อนหรือหลังไม่จำเป็นต้องรู้ ที่จะต้องรู้คือ เมื่อสัมพันธ์แล้วคุณติดยึดหรือไม่ คุณทำไม่ได้ก็ถูกผู ก (สังโยชน์)ไว้ คุณสามารถไม่ผูกได้หรือไม่เมื่อสัมผัสอยู่ ซึ่งเป็นภาวะจริงที่เกิด แม้ไม่รู้มันก็ผูกอยู่ดี แต่คนที่รู้แล้ว เข้าใจแล้ว ไม่ผูกได้แล้ว ท่านทำลายความยึดในโลกได้แล้ว ตั้งแต่โลกอย่างหยาบ ไปจนถึงละเอียด อย่างหยาบที่เราควรรู้ เป็นสมาธิที่รู้อะไรควรทำก่อนหลัง นั้นคือสมาธิที่ควรทำ ดั้งนั้นสมาธิหลับตาหรือลืมตาอะไรเกิดก่อน นั้นพระพุทธเจ้าสอนให้ลืมตาทำแล้วส บาย หลับตาทำก็ส บ ายแน่นอน แต่ถ้าหลับตาทำสบายได้ ลืมตาทำแล้วไม่สบายอย่างที่คุณว่า กายนอกบงการจิต ทำใจในใจยังถูกบงการอยู่ดี ก็เพราะคุณสู้มันไม่ได้ คุณอ่อนแอมากเลย จึงยืนยันชัดเจนว่าคุณไม่มีทางดับกิเลสได้เลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องมี สติ องค์โพชฌงค์คือมีสติก่อน แล้วจึงมีธัมมวิจัย คือต้องมีสัมผัสก่อน การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าต้องรู้จักชาติ ตัวชาติเป็นตัวศึกษา ท่านแบ่งชาติไว้ 5 คือ (ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) อาตมา ก็อธิบายตามความรู้ของตัวเองว่า แต่ละความหมายของชาติมีความหมายอย่างไร ในพระไตรปิฏก ท่านแปล ชาติ คือความเกิด สัญชาติคือความบังเกิด โอกกันติคือความหยั่งลง นิพพัตติคือการเกิด อภินิพพัตติคือความเกิดจำเพาะ ภพ มี กามภพ คือภพที่เกี่ยวเนื่องกับภายนอกทวาร 5 เป็นภพหยาบที่ต้องรู้ก่อน เขาถามว่าสมาธิหลับตากับสมาธิลืมตาอันไหนเกิดก่อน เพราะมันนานแล้วที่พระพุทธเจ้าสอนมา พระพุทธเจ้าก็ปฏิบัติผิดมาก่อน 6 ปี จนตรัสรู้ท่านจึงมาสอนลืมตา แล้วสอนให้รู้หยาบ กลาง ละเอียด อาตมา ก็เคยหลงปฏิบัติผิด หลับตามาก่อน ในปฏิจจสมุปบาท ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 หลายสูตรท่านอธิบายได้ มีข้อสังเกตว่า มีภพท่านแจกไว้ 3 อย่าง คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ ส่วนอุปาทานท่านแจกไว้ 4 (กามุปาทาน ทิฏฐุปาทาน สีลัพ พตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน) แต่พอไปถึง ตัณหา ท่านตรัสถึง ตัณหา 6 (แทนที่ท่านจะตรัสถึงตัณหา 3 ) หมายความว่า จะศึกษาปฏิจจสมุปบาท ต้องศึกษาตัณหา 6 แต่ต้องเข้าใจในตัณหา 3 ไปด้วย ก็คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ แต่ว่าคนไปจัด กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา คนมักแปลผิดเรื่องวิภวตัณหา ว่าเท่ากับอรูปภพ แต่ที่จริงวิภวตัณหานั้นสูงกว่าอรูปภพอีก อายตะก็มี 6 แล้วก็มีนามรูป ท่านก็ให้แยก มี 5 อย่าง พอไปถึงวิญญาณก็วิญญาณ 6 อีก หมายถึง ตา หู จมูก ลิ้น กาย เป็นหลัก เพราะอายตนะเกิดเพราะมีสัมผัส เมื่อสัมผัสก็เกิดสัมพันธ์ ถ้ามีปัญญาก็ควบคุมสัมพันธ์ได้ แต่ถ้าไม่มีปัญญาก็จะมั่ว เอาตัวพิษภัยมาสัมพันธ์กัน ดีไม่ดี ก็ผสมพันธ์ุกันนัวเนีย เช่น มีกามมาผสม สังขารก็เป็นกามสังขาร เป็นอสุจิ(คือความไม่สะอาด) มันจึงเป็นรากศัพท์ของการผสมพันธ์ุ ผู้ใดมีปัญญาแยกแยะตัวผีร้ายได้ คือตัวกาม ที่เกิดจากการสัมผัสทวารนอก ท่านแบ่งที่หยาบมากคือ "อบาย" คือแบ่งออกไปเป็นอันหยาบทำก่อน ทำทีเดียวไม่ไหว ต้องทำระดับอบายก่อน เมื่อสัมผัสสิ่งนี้แล้วก่อกิเลสก็ทำก่อน ปฏิบัติตามลำดับตามพระพุทธเจ้าต้องลดละเรื่องหยาบก่อน ศีล 8 ให้ระวังในรูปสวย รูปงาม เรายังไม่ไหว ก็เอาศีล 5 ลดละเรื่องหยาบก่อน ถ้าเพ่งที่เอาเรื่องเพศผู้ชายผู้หญิง เรื่องเมถุนธรรมก่อน เราเอาแค่มีผัสเดียวเมียเดียวก่อน ถ้ามากกว่านี้ไม่ไหวแล้ว หยาบเกินแล้ว ที่มี 6 คือต้องสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ส่วนใจนั้นมันโดยปริยาย อย่างคนตายไม่มีธาตุวิญญาณ แต่ว่าตาหูจมูกลิ้นกายเขาก็มีอยู่ แต่เขาสัมผัสแล้วเขาก็ไม่รู้อะไร เพราะมันไม่มีใจ ดังนั้นคุณไม่ต้องแยกหรอก คือให้เข้าใจว่า เมื่อสัมผัสนอกก็จะรู้โดยปริยายในใจ แต่บางคนเป็นเอ๋อ เป็นบ้า เขาอยู่ในภพ เขาเห็นอย่างไรก็ไม่เกี่ยว ได้ยินอย่างไรเขาก็ไม่รู้ด้วย คือมันไม่รับ แต่คนนั่งหลับตาเจตนาไม่รับ นอกจากไม่รับแล้วก็หลับตา ปากก็หุบ แต่หูแม้ได้ยินเขาก็ตัดได้อีก รับเสียงมากระทบแต่เขาสามารถดับไม่รับความรู้จากหู จากกลิ่น จากเย็นร้อน อ่อนแข็ง แล้วเขาก็หลงว่าเก่งอีก แต่มันผิดธรรมชาติ ไม่อยู่ในชีวิตปกติ แต่ว่าถ้าคุณอยู่อย่างปกติ แต่ไม่ให้มันมีอำนาจเหนือเรา เราอยู่เหนือมัน และเรายังสามารถอาศัยมันใช้ได้ เช่น คนสามารถจับงูได้ รีดพิษงูมาทำ เซ รั่มได้ รู้ว่าเกินไปแค่ไหนจะเป็นโทษ เอามาแค่ไหนมาใช้ประโยชน์ นี่คืออำนาจปัญญารู้สามารถกำหนดได้ นี่คือการอยู่เหนือ การปฏิบัติพระพุทธเจ้าจึงให้ทำตั้งแต่ของหยาบก่อน ต่อไปพ่อครูจะได้สาธยายเรื่องสำคัญ เอกธัมมาทิบาลี อีกนัยหนึ่ง [ 179 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือ พุทธานุสสติ (มาจากคำว่าพุทธและอนุสสติ คือ ตามรู้ความเป็นพุทธะ) ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แลอันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียวเพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้เพื่อนิพพาน ฯ [ 180 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งที่บุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ธรรมอย่างหนึ่งคืออะไร คือ ธัมมานุสสติ... สังฆานุสสติ...สีลานุสสติ... จาคานุสสติ...เทวตานุสสติ... อานาปานสติ... มรณสติ... กายคตาสติ...อุปสมานุสสติ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมอย่างหนึ่งนี้แล อันบุคคลเจริญแล้ว กระทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อความหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน ฯ พ่อครูว่า … ทั ้ งหมดต้องมีสติ เป็นตัวนำก่อนเลย แต่ไม่ใช่ว่า มีสติ รู้ นิ่ง เฉย อย่างนั้นผิด เราต้องรู้รอบ รู้กุศล อกุศล และรู้ว่าต้องกำจัดเหตุแห่งอกุศล แต่กุศลเราก็อาศัยแต่ไม่ยึด ถ้าไม่ชัดเจนแต่หยาบ-กลาง-ละเอียด ก็จะล้างไม่ได้หรอก ถ้าไม่ทำมา แม้อยากจะเอาออกในตัวละเอียดคุณก็ทำไม่ได้หรอก เพราะคุณไม่สามารถทำมาตั้งแต่ตัวหยาบ เป็นเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลาย คำว่า พุทธานุสสติ ท่านแยกว่าต้องตามรู้อะไรอีก ธัมมานุสสติ... สังฆานุสสติ...สีลานุสสติ... จาคานุสสติ...เทวตานุสสติ... ส่วน อานาปานสติ คือ หมายความว่ารู้ลมหายใจเข้าออกที่เป็นกาย จะทิ้งกายไม่ได้ แม้แต่ลมหายใจที่ละเอียดคุณก็ต้องพ้น ให้รู้ทุกเวลาที่เรามีลมหายใจเข้าออก ต้องมีสติเป็นตัวปฏิบัติ เช่นใน อนุสสติ 10 ใน มรณสติ ถ้าคุณยังมีลมหายใจเข้าออกคุณก็ไม่ตาย แต่แม้แต่ลมหายใจเข้าออกคุณก็ไม่รู้แล้ว คุณทิ้งลมหายใจเข้าออกไปอยู่ในภพ นี่คือคุณตาย คือมรณะ คือคนที่นั่งหลับตาเข้าภวังค์ ไม่รู้ลมหายใจเข้าออก เราจึงควรมีสติรู้กายคตะ คือ มีการดำเนินไปกับองค์ประชุมหยาบก่อนเถอะ ก่อนไปเรียนรู้ในภพที่ตายแล้ว คือตายแล้วต้องทิ้งทวาร 5 หมดอยู่ดี เราจึงต้องเรียนรู้กายคตาสติก่อน จึงจะไปเรียนเรื่องละเอียดต่อไป กายคตาสติ คือพยายามใช้ธาตุรู้ของเราไปรู้ มีตั้งแต่ สติ สัมปชัญญะ รู้ว่าเรามีกิเลส แล้วมีวิธีจัดการกำจัด คนทั่วไปก็ระงับได้ มีมารยาทสังคม ทำตามสัญชาตญาณ มันก็ทำการกดข่มระงับ ให้ไม่ออกไปหรือออกไปพอสมควร จะให้ออกไปแค่ไหนจึงเหมาะ เป็นต้น สัมปชัญญะ = ความรู้ต่อจากการมีสติรู้สึกตัว สัมปชานะ = ความรู้สึกตัวในการปฏิบัติอยู่ สัมปาเทติ = เหตุไปสู่การละเลงเพื่อสัมปัชชติ สัมปัชชติ = ความรู้จากการแยกแยะขจัด สัมปาเปติ = การสังเคราะห์กันขึ้นอย่าง อวจร สัมปฏิสังขา = ญาณรู้จักการทบทวนกระทำซ้ำ . สัมปัชชลติ = เข้าสู่การโหมไหม้ สว่างเรืองรอง สัมปัตตะ, สัมปันนะ = การเข้าบรรลุผล . สัมปฏิเวธ = ความรู้ที่รู้แจ้งแทงตลอด สติจะต้องนำพาปฏิบัติอยู่ตลอดเวลา เมื่อคุณมีพุทธานุสสติ เรียนรู้ความเป็นพุทธะตาม ตั้งแต่ปริยัติ เมื่อปฏิบัติก็ได้สิ่งทรงได้ไว้ เป็นธรรมะ คุณก็ตามรู้สิ่งที่ได้นี้ให้เป็นแก่นแกน เป็นกอง เป็นสังฆะ เมื่อได้สมบัตินี้มาซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับของพระพุทธเจ้าได้ ก็เป็นคนที่มีธรรมะอันเป็นของพุทธ ซึ่ง พุทธ-ธรรม-สงฆ์ นั้นแยกกันไม่ได้ คือ เอกธัมมาทิบาลี ต่อจากนั้นเป็น ศีลานุสสติ คือหลักเกณฑ์ปฏิบัติตามแต่ละคนกำหนด ถ้าเข้าใจว่าทำเพื่อละหน่ายคลาย ก็ต้องรู้ว่า ปฏิบัติศีลให้เกิดอะไร ใน กิมัตถิยสูตร ๑. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) . ๒. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) ๓. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) สมาธิ (จิตมั่นคง) ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . วิราคะ (คลายกิเลส) วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) พ่อครูว่า … ต้องปฏิบัติตามลำดับ ศีล พิสูจน์ศีลไปทีละระดับ เพื่อให้เกิดการจาคะ คือการเอาออก เมื่อเอาออกได้ก็มี จาคานุสสติ ก็มีจิตสูง จิตเจริญก็มี เทวตานุสสติ (เทวดามีเทวดาหลอกกับเทวดาอุบัติเทพและวิสุทธิเทพ) เทวดาหลอกคือสมมุติเทพ คือบำเรอกาม บำเรออัตตาตนเอง เราต้องเลิกจากเทวดาเท็จทางอบายมุขก่อน เมื่อลดละได้เป็นเทวดาสูงขึ้น ก็จะถึงความสงบ อุปสมานุสสติ คือ ผู้ถึงซึ่งความสงบจากกิเลส ต้องละอัตตา คือโอฬาริกอัตตา-มโนมยอัตา-อรูปอัตตา โดยต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย (กาเยน ผุสิตวา วิหารติ) สัมผัสให้ครบคือ สำเร็จอิริยาบถอยู่ และต้องสัมผัสอยู่ทุกอานาอาปานะ ทุกมรณสติ คือมีสติรู้ว่าตายอย่างไร คือตายอย่างไม่ตาย ตายอย่างมรณะ หรือตายอย่างอรณะ(กิเลสตาย) ผู้อรณะคือผู้ตายที่ไม่ตาย เรียกอรณะว่าอมตะ คืออมตะบุคคล [ 236 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดไม่บริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นไม่บริโภคแล้ว ดูกรภิกษุทั้งหลาย กายคตาสติอันชนเหล่าใดบริโภคแล้ว อมตะชื่อว่าอันชนเหล่านั้นบริโภคแล้ว พ่อครูว่า … คุณก็จะรู้จักมรณะ(การตาย) ตายอย่างร่างกายตาย ตายอย่างกิเลสตาย ตายอย่างคนที่ไม่ยอมตาย คืออมตะบุคคล แต่เป็นผู้ที่รู้จักตาย ใน มูลสูตร 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) . . 2 . มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) . . . 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) . . . 4 . มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) . 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) . . . . 7 . มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) . กัปตันยิ่ง 8 . มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) . สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) พ่อครู ว่า… เวทนาเป็นตัวหลัก เป็นแดนปฏิบัติ เป็นที่ประชุมลง เกิดเป็นเวทนาแล้วก็เกิดทั้งกาย ดั้งนั้นกายในกายเกิดจากอะไร? เกิดจากกายนอก เมื่อเกิดสัมผัสกายนอกมันก็จะมาเกิด กายในคือเป็นความรวมกันประชุมกันอยู่เป็นสภาวะ แต่ก็รู้และไม่ทิ้งกายนอก ยังรู้อยู่สัมผัสอยู่หลัดๆ ณ บัดนี้ วิหารติ(สำเร็จอิริยาบถอยู่)แม้สัมผัสอยู่ อย่าง กาเยสผุสติวา วิหารติ ( คำว่ากายคือต้องรวมทั้งนอกและใน และมีนามกาย สุดท้ายทรงไว้ก็คือธรรมกาย) (ทรงไว้) คำว่าธรรมกายนี้ ไม่ได้เห็นอย่างมโนมยอัตตาที่เป็นตัวใสๆหรอก แค่ทรงไว้ซึ่งธรรมะทุกระดับ โสดาบันก็คือมีจิตมีสภาวะของโสดาบัน เห็นด้วยอาการ ลิงค นิมิต ไม่ใช่เห็นเป็นวัตถุแท่งก้อนใสๆอย่างนั้น ไม่ใช่ไปปั้นมโนมยอัตตาเป็นรูปใส แต่เป็นความสะอาดจากสิ่งที่เราล้างออก สำคัญคือต้องรู้ว่าเราล้างอะไร ล้างอย่างถาวรด้วย ไม่เหลือเลย ตรวจสอบได้ด้วยอากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ และสัญญาเวทยิตนิโรธ คำตอบว่า ลืมตากับหลับตาอันไหนมาก่อน ก็ตอบว่าอันไหนมีประโยชน์กว่าก็เอาอันนั้นก่อน ในความหมายคำว่า สติ ตามอนุสสติ สติจึงเป็นตัวที่ต้องเข้าใจอย่างละเอียดเลยว่า มีกายคตาสติ มรณสติ อานาปานสติ ซึ่งไม่ใช่อนุสสติ อาตมา ตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่า อันนั้นตามรู้ แต่อันนี้ตามเป็น อย่างอานาปานสติคุณก็ต้องตามเห็น ต้องมีสติรู้ลมหายใจเข้าออก แล้วคุณก็ต้องเป็นมรณสติให้ได้ มีสติรู้การตาย ต้องรู้ว่าตายอย่างไรที่คุณจะทำได้ จนเป็นอมตบุคคล ถ้าคุณมีจิตวิญญาณทำได้แล้วคุณจะไม่กลัวตายหรอก การตายก็คือสภาวะอย่างหนึ่งเท่านั้นเอง แค่ร่างกายตาย ถ้าคุณมีจิตวิญญาณที่เข้าใจการตายดีพอ จนกระทั่งสามารถควบคุมและทำมันได้ ว่าเป็นวิญญาณที่มีหลักประกันตั้งแต่โสดาบันเป็นต้นไป คุณจะทำบาปน้อยลง เพราะคุณชำระกิเลสเป็น คุณจะเริ่มไม่ค่อยกลัวตายทางร่างกาย เพราะคุณทำตายเป็น ตายแบบอสังกุปปัง ไม่กลับกำเริบไม่ฟื้นอีก ทุกลมหายใจเข้าออกคุณก็รู้ว่าปฏิบัติอย่างไร ตามเห็นความสงบ อุปสมะ คือสงบที่ไม่ใช่สงบหยาบ แต่สงบอย่าง สันตา ปณีตา นิปปุนา(ละเอียดลึกซึ้งอย่างนิพพาน) สงบอย่างไม่มีตัวนิวแซนให้ไม่สงบเลย มีองค์คุณอุเบกขา ( ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมันยา ปภัสสรา ) สว่างแจ้งอยู่ตลอดเวลา ไม่มีมืดสักเวลา แม้แต่นอนหลับก็ไม่มืด คือสว่างด้วยปัญญา คนที่มีฐานอนาคามีขึ้นไป จิตสงบจากกิเลสไปได้เยอะเลย โดยเฉพาะกามภพ หมดหยาบไปได้เยอะจึงมีละเอียดให้รู้อยู่ในภพเท่านั้น ก็จะรู้ว่าโลกโลกียะทางตาหูจมูกลิ้นกาย โลกธรรมนี่ ท่านหมดทุกข์หมดสุขกับมันแล้ว ท่านสัมผัสแตะต้องก็อทุกขมสุข ท่านจะหลับตาหรือลืมตาก็ไม่ทุกข์ไม่สุขแล้ว อนาคามีดับแล้วในกามานุสัย ปฏิฆานุสัย ทิฏฐานุสัย เหลือแต่มานานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย พระอนาคามีก็ดับภพกามราคะสังโยชน์กับปฏิฆะสังโยชน์ เหลือรูปราคะ อรูปราคะ มานะก็อยู่ในใจเท่านั้น ทีนี้คุณเห็นผลว่าที่ปฏิบัติมานั้นได้ดี ดีที่ได้ธรรมะ ดีกว่าได้ยอดเพชรยอดทอง ดีกว่าได้มหาสมบัติในโลก ดีกว่าได้โลกทั้งโลกอีก แบกหนักตายเลย มันหลุดพ้นมา มันสบาย เพราะฉะนั้น ลืมตาคุณก็ไม่มีปัญหา คุณอยู่เหนือมันแล้ว หลับตามันก็ไม่เข้าไปกวนคุณแล้ว คนที่มีอนาคามีภูมิขึ้นไปนอนหลับจึงฝันหรือมีนิมิตเรื่องราวที่จะคิดจะนึก ตื่นอยู่ที่จะรับรู้จะปรุงแต่ง จะคบหาสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่ก็ไม่มีเรื่อง รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส หรือโลกธรรม เข้าไปยุ่งกับอนาคามีภูมิ เรื่องพวกนี้คุณไม่เอาเข้าไปข้างในแล้ว หรือข้างในของคุณไม่มี หรือจะลืมตาสัมผัสอยู่กับ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ท่านจะอาศัยใช้สอยก็ได้ อนาคามีจะนอนสบายขนาดไหน แล้วถ้าอรหันต์จะหลับสบายขนาดไหน ท่านจันทร์ว่านอนสอนเทวดา เทวตานุสสติ คือ จิตสูง ผู้ที่มีจิตสูงในระดับอนาคามี พอนอนก็มีแต่เรื่องธรรมะ มีแต่เรื่องดีๆ โดยเฉพาะอนาคามีที่ยังมีทรถา ยังมีความกระวนกระวายอยู่ ก็ยังมีสังโยชน์เบื้องสูง ก็จะมีแต่เรื่องดีๆมาคุยกัน เราคุยกับเทวดาในตัวท่านเอง พระพุทธเจ้าท่านเหนือเทวดา มาร พรหม จึงไม่มีว่าเทวดามาสอนพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้ามีแต่คุยกับเทวดา จิตหรือปัญญาอะไรจะสูงกว่าพระพุทธเจ้า ถ้าท่านจะคุยกับเทวดาก็เทวดาของท่านเอง ที่ท่านตรัสว่าคุยกับเทวดานั่นตรัสเป็นบุคคลาธิษฐานเท่านั้น เพื่อสื่อให้เข้าใจ ท่านจันทร์สรุป … ในอนุสสติ 10 พุทธานุสสติ คืออะไร ก็คือสั่งสม 9 ตัวหลังของอนุสสติที่เหลือ พุทธานุสสติไม่ได้แค่ระลึกถึงพระพุทธเจ้า แต่ว่าให้ตามรู้ความเป็นพุทธะในตัวเราเอง เราปฏิบัติจากนอกไปหาใน จากหยาบไปหาละเอียด การมีสติต้องมีปัญญา ไม่ใช่แค่รู้นิ่งเฉย นั่นไม่พาบรรลุธรรม คนจำนวนมากคือคนตาย คือคนที่มีลมหายใจแต่ไม่ได้กำหนดรู้ตามลมหายใจตนเอง ไม่ต่างจากคนตายไปแล้ว เราได้เรียนรู้ทั้งสัมผัสคือทางกาย สัมพันธ์ทางใจ เราต้องเรียนรู้คู่กัน.........จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน