560208_รายการเรียนอิสระ(ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท..เรื่อง จิตว่างมิใช่สร้างภพ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข12 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

560208 รายการเรียนอิสระ (ตามสำนึก) โดยพ่อครูและส.ฟ้าไท… เรื่อง จิตว่างมิใช่สร้างภพ

ส.ฟ้าไทเปิดรายการที่ชั้น 2 เฮือนศูนย์ฯ.....รายการนี้หลายตอนที่ผ่านมาเน้นเรื่องปฏิจจสมุปบาท โดยเฉพาะเรื่องวจีสังขาร ที่เราจะตัดกิเลสได้โดยการปหาน 5 เมื่อวาน พ่อครู ได้พูดถึงข้อปฏิบัติที่จะลดละอวิชชา คือสัมมาปฏิบัติ เราควรมาเรียนรู้การดำเนินไปของชีวิตของกิเลส พ่อครู มีความพากเพียรมาก ไม่เคยได้ยิน พ่อครู บอกว่าย่อท้อ สอนชาตินี้จนถึงชาติต่อไป เราเจอครูเช่นนี้ก็เป็นบุญของชีวิต เราต้องมาลดละให้ได้

พ่อครู… ก่อนจะได้พูดถึงธรรมะ ก็ขอบอกแจ้งแก่ผู้สนใจ เรื่องวันโพชฌังคาริยสัจจายุของคุณจำลอง ศรีเมือง ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 11 - 12 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ปฐมอโศก ที่ อาตมา ตั้งงานโพชฌังคาฯ ขึ้นมา มีเจตนาให้มนุษย์สังสรรกันให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่ให้เกิดโทษ ซึ่งทุกวันนี้วันเกิดของเขาเป็นวันมอมเมาตนเองและสังคม และให้ชื่อนี้ (โพชฌังคาริยสัจจายุ) สำหรับผู้ที่จะจัดงานวันเกิดครบรอบ 77 ปี 7 เดือน 7 วัน ถ้าผู้ที่เป็นที่รู้จักในสังคม ก็จะมีคนมาร่วมงานมาก แล้วใช้องค์ประกอบนี้ทำงานสร้างสรร มีการปรุงแต่งตามฐานะอันเหมาะควร เป็นยัญพิธีเพื่อลดละกิเลสไม่ให้เป็นการกลบสาระ ถ้าจัดแล้ว เ ป็น การทำให้เกิดการเสียหายเปลืองเปล่าก็ไม่ควรจัด วันโพชฌังคาริย สัจจายุนี้ ไ ม่ใช่จัดเฉพาะ อาตมา แต่ใครจะเอาไปจัดเพื่อให้เกิดความเป็นคุณค่ากันขึ้นก็ให้เอาไปทำ ไม่ใช่ไปจัดมอมเมากันให้เละเทะ ผลาญพร่ามากขึ้นมีโทษมากกว่าประโยชน์ก็ให้แก้ไขกัน งานจัดที่ปฐมอโศก ซึ่งคุณจำลองเป็นคนสร้างบ้านหลังแรกของปฐมอโศก ตั้งแต่ พศ. 2528 - 252 9 มาถึงปีนี้ก็เกือบ 30 ปี นานพอสมควร เรื่องที่จะพูดก็คือปฏิปทา คือมรรค หรือทางปฏิบัติ ถ้าไม่ตรงแล้วจะได้ผลไม่ตรง คนที่ตีหั

อ่านต่อ

วคน ถ้าตีไม่ถูกหัวก็ตาย ถ้าทำผิดก็ไม่ได้ผล หรือได้ผลอย่างมิจฉา มันต้องถูกทางตามที่พระพุทธเจ้าหมายจึงได้ผล ซึ่งถ้าเข้าใจผิดอย่างตื้นเขินว่า ปฏิบัติสมาธิก็ไปนั่งเอาสิ แล้วจะได้ปัญญา ส่วนศีลก็เคร่งคุมเอา...อย่างนี้เป็นต้น ปฏิจจสมุปบาทนั้นคือตัวแท้ของการปฏิบัติ ก็คือจรณะ 15 วิชชา 8 หรือศีล สมาธิ ปัญญา คือไตรสิกขานั่นเอง ถ้าเข้าใจผิดหรือเข้าใจไม่ได้ก็ปฏิบัติผิดๆ วิธีปฏิบัติท่านให้ไว้สั้นๆ คือ ทาน ศีล ภาวนา การภาวนานั้นไม่ใช่การปฏิบัติ แต่เป็นผลของการปฏิบัติ ทาน กับ ศีล จึงเกิดผล(ภาวนา) ซึ่งเขาเพี้ยนไปแล้ว เข้าใจว่าคือการท่องบ่นคำสอนของพระพุทธเจ้าคือภาวนา ก็ไปกันใหญ่ ซึ่งการเกิดผล(ภาวนา )ของพระพุทธเจ้านั้นทำให้เกิดที่ใจเป็นหลัก แต่มีเกิดที่กาย วาจาด้วย แต่ต้องที่ใจเป็นหลัก เกิดที่กายวาจานั้นไม่เที่ยงแท้แน่นอน เพราะการกระทำทางกาย วาจา ก็มาจากใจนั้นเองที่สั่งการ ถ้าไม่เข้าใจให้ครบ ก็ผิดทาง เข้าใจอย่างแยกส่วน การปฏิบัติศีลก็แค่กดข่ม ไม่ให้ผิดศีล ปฏิบัติสมาธิ ก็เอาแต่ไปนั่งให้ใจมันสงบ ซึ่งสมาธิของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ใช่เอาแต่ไปนั่ง และก็มีสำนวนในพระไตรฯว่า ให้นั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น แล้วปฏิบัติ อานาปานสติ 16 ขั้นตอน ก็ไปยึดเอาแต่ตรงนั้นว่า นั่นคือการทำสมาธิให้จิตสงบ แต่ว่านั่นยังไม่เข้าใจพอ อานาปานสตินั้นเกี่ยวเนื่องกับมหาสติปัฏฐานด้วย ท่านอธิบายอย่างไม่ได้แยกกันเลย โดยเฉพาะมหาจัตตารีสกสูตรท่านระบุไว้เลยว่า "อริโยสัมมาสมาธิ" นั้นเกิดอย่างไร ท่านบอกไว้ชัดๆว่า "ข้อปฏิบัติที่จะให้เกิดสมาธิที่เป็นเหตุ เป็นองค์ประกอบให้เกิดสัมมาสมาธิ หรืออริโยสัมมาสมาธิ ว่า [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้างฯ ยืนยันว่าไม่ใช่ไปนั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่น กำหนดรู้ลมหายใจ แต่นั่นคือองค์ประกอบในการทำเตวิชโช คือการนั่งทบทวนตนเอง ดังนั้นจึงมั่นใจว่าท่านที่ให้คนปฏิบัติอยู่ทั่วไป มีลูกศิษย์ลูกหาเป็นใหญ่เป็นโตทั่วบ้านเมืองนั้น ไม่มีผลลดกิเลส มีแต่คนที่ปฏิบัติอย่างนั้น จะไปโกงกินบ้านเมืองอยู่อย่างที่เห็นกันเต็มบ้านเต็มเมือง การปฏิบัติสมาธิ การปฏิบัติศีล การจะให้เกิดปัญญาก็ต่างกัน ที่เข้าใจผิดคือปัญญาที่ท่านเข้าใจว่า ปัญญาจะเกิดเอง โดยการปฏิบัตินั่งสมาธิให้จิตสงบ ใจมันใส ใจมันไม่มีนิวรณ์ (ไม่มีกาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา) และท่านว่ามีฌาน สมาธิ คือการสงบจากอาการกิเลส มันก็ได้จริงถ้านั่งสมาธิ เขาก็ได้สภาวะที่ไม่มีนิวรณ์เหมือนกันทั่วโลก เมื่อจิตมันใส ท่านก็ว่าให้ยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนา แล้วก็ระลึกครุ่นคิด จะเห็นความละเอียดลออ ทำความเข้าใจอะไรได้ง่าย มีความเฉลียวฉลาดในการรู้ธรรมะได้ ท่านก็ถือว่านั่นคือปัญญา แต่ดีไม่ดีปรุงแต่งขึ้นฟุ้งซ่านมาก็เรียกว่าปัญญา ซึ่ง อาตมา ว่าไม่ใช่ ไม่ใช่การรู้ความจริงตามความเป็นจริง แต่คือการปรุงแต่งขบคิดเอา แล้วการทำสมาธิแบบลืมตา เมื่อเจอผัสสะ จะเห็นอาการอยากภายนอก แล้วรู้ว่าภายในมีอะไรมาร่วมปรุงแต่ง จะเห็นความจริงตามความเป็นจริงของนามธรรม (ซึ่งรูปธรรมนั้นเห็นจริงตามจริงได้ง่ายอยู่แล้ว) ซึ่งปัญญานั้นผู้รู้ว่าคือการเห็นความจริงตามความเป็นจริง แต่ต้องมีการผัสสะทางทวารทั้ง 6 จริง มีการต่อเนื่องกันจากภายนอกสู่ภายในจริง แม้แต่ว่ามีการต่อสู้กับกิเลส มีอนุปัสสี 4 จนสั่งสมอดีตของความสูญให้ครบพร้อม เป็นอนาคตที่เที่ยงแท้ ปฏิจจสมุปบาทสายเกิด คือมีอวิชชาเป็นเหตุแรก เป็นตัวตั้ง ก็จะไม่รู้สังขาร วิญญาณ นามรูป อายต นะ ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน ภพ ชาติ ก็ไม่รู้ ความเกิดแห่งกองทุกข์ทั้งมวลก็เกิด พออวิชชาดับด้วยการสำรอกไม่เหลือจริง ไม่ใช่เอาแต่ขบคิด แต่จะสำรอกไปทีละขั้นตอน อวิชชาไม่ใช่ดับทีเดียวพรวด แต่จะค่อยๆ ดับ ค่อยๆ สำรอกจนไม่เหลือ ในวิภังคสูตร ท่านก็ย้อนปฏิจจสมุปบาทสายดับว่า .... [6] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุดผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะเป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพ ความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชราและมรณะฯ [7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด ความบังเกิด ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติฯ (ชาติมีสัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ) ชาติอะไรที่เราไม่ควรให้เกิด ก็คือกิเลส เราไม่ควรให้เกิดทั้งกาย วาจา อา ส วะ ก็ไม่ควรให้เกิดที่ใจ แ ม้ จะไม่ให้เกิดกิเลสเมื่อเราต้องทำการอนุโลมเพื่อช่วยคนอื่น เราไม่ควรทำให้เกิดบาป เพราะเราไม่ได้มาทำเอา ลาภ ยศ สรรเสริญ ทำไปแล้วได้บาปจะทำไปทำไม ตัณหาที่สำคัญคือ ตัณหา 3 (กาม-ภว-วิภวตัณหา) แต่ในวิภังคสูตรนี้ พระพุทธเจ้าท่านให้พิจารณา ตัณหา 6 เวทนา 6 ที่เกิดจากการกระทบสัมผัสทางทวาร 6 นี่คือการแจกแจง(วิภังค์) ในปฏิจจสมุปบาท จึงชัดเจนว่ า ถ้าไม่เปิดทวารทั้ง 6 ก็ปฏิบัติผิด หรือไม่ได้ผลลดกิเลสจริง แม้แต่ผัสสะท่านก็ให้ พิ จารณ า ผัสสะ 6 จากนั้นก็เป็นอายตนะ 6 อีก ส่วนนามรูปท่านก็หมายถึง เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ นี้เรียกว่านาม ซึ่งมหาภูตรูปก็คือรูป ส่วนรูปที่อาศัยมหาภูตรูป 4 ก็คืออุปาทายรูป นามและรูปคืออย่างนี้ เมื่อปฏิบัติเราต้องใช้ทั้ง เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ คือการทำใจให้ถ่องแท้ ลงไปถึงที่เกิดของกิเลส นี่คือการทำสมาธิลืมตา คือเมื่อมีการกระทบนอกแล้วใจเรามีกามสังกัปปะ พยาบาทสังกัปปะ วิหิงสาสังกัปปะหรือไม่ เราก็ปฏิบัติที่สังกัปปะ 7 แม้แต่วิญญาณ 6 ก็ให้ดูการเกิดกิเลสที่ทวารทั้ง 6 ให้ปฏิบัติ สังขาร 3 มีกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังจาร โดยเฉพาะวจีสังขาร พระพุทธเจ้า ท่านว่าให้ปฏิบัติที่จิต ที่มีทั้ง วิปัสสนา (ตรรกะ วิตรรกะ สังกัปปะ) และจิตที่มีสมถะ (อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา) ก่อนไปเป็นวจีสังขาร ส่ วนอวิชชานั้นคือการไม่รู้ในอริยสัจ 4 ท่านสรุปในสูตรนี้ว่า อวิชชาคือความไม่รู้ใน 4 อย่าง นี้ เมื่อปฏิบัติ คุณต้องรู้ว่าส่วนอดีต (ปุญญาภาคิยะ อุปธิเวปักกา) ที่ทำไปเป็นสัมมาหรือไม่ คือการทำให้ลดกิเลสได้ เป็นส่วนแห่งบุญ เป็นผลแก่ขันธ์หรือไม่ เป็นนิโรธหรือไม่ ให้ตรวจดูโดยมีอ่านเวทนาทั้ง 108 แยกเวทนาที่เป็นเนกขัมมะ และเคหสิตะออกได้ แล้วมีวิธีกำจัดเหตุได้ มีทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา มีสัมมาปฏิบัติ อ่านผลที่เป็นเนกขัมมะ นี่คือปัญญาที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง เห็นตั้งแต่ว่ากิเลสมันอ้วนโตเพิ่มขึ้น แล้วเราทำให้มันลดลงได้ จนหมดได้ แล้วก็ทำทวนซ้ำจนสั่งสมอดีตอย่างเพียงพอ จนมั่นใจว่าส่วนอดีตนั้นมันสูญจนมันเป็นของเที่ยง ผ่านการปฏิบัติใน 3 กาละของเวทนา 108 ปฏิบัติไม่ได้หนีจากโลกโลกีย์ เป็นเคหสิตะ เราก็เห็นว่ามันกระทบสัมผัสเราอยู่เป็นปัจจุบัน แต่จิตเราอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ปัญญาก็มีอินทรีย์พละ จนทำเคหสิตเวทนา ให้เป็นเนกขัมสิตเวทนา ทำจนได้เองเป็นอัตโนมัติ สั่งสมจะไม่ต้องวิตกวิจาร เป็นตถตา เป็นการบรรลุสูงสุด มีการตรวจสอบในทุกผัสสะ จนสั่งสมความสูญ มากี่ท่า ท่าไหนก็เป็นสูญ ก็จะมีญาณรู้ ว่าตนจบกิจแล้ว เป็นตัวเที่ยง เป็นนิโรธสมบูรณ์ เพราะปฏิบัติเวทนา 108 ทั ้ งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็เป็นสูญ ดังที่ท่านอธิบายไว้ในอวิชชา 8 ที่ในข้อที่ 7 ว่ามีการรู้ทั้งอดีตและอนาคต สามารถพยากรณ์ได้ว่ากิเลสสูญ.... ในสัมมาทิฏฐินั้น ให้เชื่อมั่นว่า ชาตินี้มี ชาติหน้ามี มีการสั่งสมภูมิธรรมมาต่างกัน อย่าง อาตมา นั้นมีสยังอภิญญา คือมีอภิญญาเป็นของตนเองมาก่อน และก็บอกอย่างไม่ได้จะมาเอาอะไร ไม่ได้อวดดิบอวดดี แต่พอประกาศโพธิสัตว์คนก็ว่าโพธิสัตว์ระดับไหน จึงต้องบอกว่าระดับ 7 ซึ่งถ้าบอกว่าระดับ 4 ระดับ 5 ระดับ 8 มันก็ผิดจากที่เป็น ซึ่งในสัมมาทิฏฐิ 10 ในข้อที่ 10 นั้นว่าไว้คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) จิตที่มันเกิดก็คือการมีชาติ ในปฏิจจสมุปบาท ส่วนภพนั้นก็คือความวนเวียนในโลกทางจิตวิญญาณ สิ่งที่วนเวียนเกิดอยู่คื อ โอปปาติกะสัตว์ ส่วนการทานนั้นทำอย่างไรให้มีผลชำระกิเลส ก็ต้องดูความวนในจิตที่ทำทานแล้วเกิดความโลภเพิ่มขึ้น หรือว่าทำให้ความโลภลดลง พวกเราที่มาศึกษาปฏิบัติก็เข้าใจแล้วกล้าทาน เสียสละ ออกมาลดละออกมา มาจนกัน จนอีหลีอีหลอ ทิ้งฐานะที่เคยมีมากมาย มาหมดเนื้อหมดตัว ทิ้งมาหมด กลับไปก็ไปไม่ได้แล้ว ที่นี่ไม่มีสัญญาอะไรที่มาประกันไว้ว่า ถ้าไปไม่รอดจะให้ทุนไปทำต่อ ก็ไม่ได้ประกันอย่างนั้น แต่เราอยู่ไปก็จะเกิดภูมิปัญญาว่า พึ่งตนเองรอดอยู่แล้ว ไม่ต้องไปนั่งขอทานก็รอด ไม่ต้องไปแย่งงานเขาด้วย อย่างคนที่เขาเอามาออกทีวี ที่ช่วยคนอื่นเข็นผักในตลาด ไม่ค่อยเอาเงินอะไร ใครให้มาก็เอาบ้างไม่เอาบ้าง ไปกินข้าวใครเขาก็ให้กิน แกก็มีชีวิตอยู่รับใช้สังคมไป แกก็อยู่ได้ รูปฌานแบบไปนั่งสมาธินั้นคือการสร้างภพ แม้แต่อรูปฌานก็ไปสร้างอรูปของอรูปฌาน ก็คือ "ความว่าง" นั่นเอง อรูปฌาน มี 4 ระดับ 1.) อากาสา นัญจายตนะ เ นื้อหาหลักคือคำว่า อากาส สนธิกับคำว่า อายตนะ ซึ่งทางรูปธรรม อากาศหมายถึงที่ว่างหรือท้องฟ้า ถ้าทางนามธรรมก็คือ อารมณ์ว่างๆ อาการของนามธรรมที่ว่างใส ผู้ปฏิบัติก็พยายามสร้างอารมณ์ภายในจิตใจให้เกิดอาการ ว่างๆ แจ่มใส เวิ้งๆ ว้างๆ ประหนึ่งท้องฟ้าที่สะอาดขาวโปร่งใส ไปไกลไม่มีที่สุด ในความเป็น "อรูปฌาน" นิ่ง หลับตาปฏิบัติสะ กด จิตแบบนี้ ก็ทำต่อ "รูปฌาน" ที่ทำได้แล้ว คือสร้างอารมณ์จาก "วางเฉย" ให้ "ว่าง" หรือให้สะอาดใสยิ่งกว่าความเป็น "อุเบกขา" ที่ตนทำได้นั้นยิ่งๆขึ้นไปอีก ตามที่ตนเข้าใจซึ่งก็คล้ายคนส่วนใหญ่ที่เข้าใจเรื่อง "ฌาน" กันในยุคนี้ คือ จากที่จะมีอารมณ์เฉยๆ มีความรู้สึกกลางๆไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ก็จะสร้างหรือทำใจให้เข้าไปเป็น อารมณ์ที่ว่างๆ เวิ้งว้าง ดั่งท้องฟ้าที่สะอาดขาวใสโล่งโปร่งทะลุไปไกลอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตามแต่ใครจะกำหนดภาวะที่ตนเข้าใจในความเป็น "อากาส" เท่าที่ภูมิปัญญาของตนมี นักปฏิบัติผู้ใดสร้าง "ภพ" ซึ่งเป็น "แดนเกิด" (สัมภว) ที่เรียกว่า "อากาสานัญจายตนะ" (อากาสานัญจายนตภพ) สำเร็จได้ ก็เป็นผู้บรรลุภพแห่ง "ที่ว่าง" หรือมีความรู้สึก (อารมณ์, เวทนา) ประหนึ่งได้เข้าสู่ท้องฟ้ากว้างไกลอันเวิ้งว้างว่างใ ส สะอาดปราศจากธุลีใด แล้ว "เสพรส" จากที่ว่างนั้น ซึ่งไม่ใช่ "ความรู้สึก" (เวทนา) อัน "ว่าง" จากกิเลสเลย ผู้ปฏิบัตินี้แค่ได้ความว่าง(อากาสปฏิลาโภ) เสพอารมณ์ "ที่ว่างใส" อันเวิ้งว้างนั้น อยู่อย่างนั้นเป็นการเข้าสู่ "ภพ ” ภพหนึ่งเท่านั้น แล้วเสพอารมณ์ที่เป็น "อากาส" โดย "ตนเอง" ขณะเข้าสู่ "อากาสานัญจยตนณาน" นี้ ตนเองก็ยังไม่รู้ตัว มีแต่เสพ หมายความว่า “ ตน เองยังไม่รู้ตัว" ว่า ตัวเราคือใคร ซึ่งในขณะนั้นจะมีแต่ "ความรู้สึกเสพรสว่าง" ( เวทนา) นี้ ขณะนี้เองที่ชื่อว่า "อากาสานัญจายตนฌาน" คือตัวเองยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ชื่ออะไร อยู่ที่ไหน กำลังทำอะไร เพื่ออะไร หรือไม่รู้อะไรอื่นต่างๆ จะได้แต่จมด่ำดิ่งอยู่กับการเสพรสนั้น (เสพรสว่าง) "ธาตุจิต" ยังเป็นแค่ “ เวทนาเสพ" ยัง "จมดิ่งอยู่แต่กับรสเสพ" ยังไม่ใช่ "วิญญาณ" ที่บริสุทธิ์ ยังเป็นแค่ อารมณ์เสพ(เวทนา) ซึ่งเป็น "อารมณ์ของสัตว์โอปปาติก" อยู่ และ "ตัวเองก็ยังไม่รู้ตัว" เพราะด่ำดิ่งจมอยู่กับอารมณ์เสพนั้นอย่างลืมตัวไปเลย ภาวะของ "อากาสานัญจายตนสัตว์" นี้จึงได้แก่ "อารมณ์ว่างๆเท่านั้น" จิตใจหรือวิญญาณจมอยู่ใน "ความเป็นสัตว์เต็มตัว" เพราะยังไม่ได้ลดละ ภพ - ชาติ แต่อย่างใด "วิญญาณ" ขณะนี้อยู่ในความเป็นสัตว์เต็มสภาพ ลืมความเป็นตัวเองไปเลย ยัง "ไม่รู้ตัวเอง" นั่นเอง จึงยังมิใช่ "ธาตุรู้" (วิญญาณ) ที่รู้ตัวของตนเต็มตัว ต่อเมื่อ "ธาตุรู้" อันคือ "วิญญาณ" ได้ทำหน้าที่รู้ตัวว่า เป็นเรา รู้ตัวเองเต็มตัว ว่าตัวเองคือใคร และขณะนี้ตัวเรากำลังอยู่ในแดนแห่งความว่าง รู้ตัวแล้วว่าเมื่อกี้นี้ เรายังไม่รู้ตัว มีแต่อารมณ์จมดิ่งดื่มด่ำอยู่กับรสเสพ ลืมตัวไปชั่วระยะหนึ่ง เมื่อผู้นี้เข้าสู่ภาวะ "รู้ตัว" ผู้ปฏิบัตินี้ก็เข้าสู่ความเป็น "วิญญานัญจายตนฌาน" ณ บัดนี้ แล้วก็เป็นผู้เสพ "ภพแห่งวิญญาณ" ที่สามารถสร้าง "ภพ" ในภวังค์อันเป็น "อรูปภพ" ให้แก่ตนได้ปานฉะนี้ ต่อไป ฌานหรือสมาธิ แบบที่ไม่สัมมาทิฏฐิแบบพุทธ นี้ก็จะเป็น"ภพ" เป็น"ชาติ"ตามนัยนี้ "วิญญาณ" มีความตื่นจากที่ได้ลืมตัวไปชั่วขณะ บัดนี้วิญญาณแห่งความเป็น "ตัวเอง" เกิดขึ้นใน"อรูปฌาน" แล้ว หลังจากมีแต่ "เวทนา" จ มดิ่งดำกฤษณาลืมตัวอยู่กับ "ความว่าง" (อากาส) ตกอยู่ใน "อากาสานัญจายตนภพ"มาชั่วครู่ ตอนนี้ ตื่น (ชาครติ) และรู้สึกตัวจาก "ภพ" เดิม(อากาสานัญจายตนภพ) นั้น มีสัมปชัญญะ (ความรู้ตัวมากขึ้นต่อจากสติเข้าไปสู่แนวลึกภายใน) รู้ตัว ว่าตนเองเป็นใครที่เสพอารมณ์นี้อยู่ มีสัมปัชชัญญะได้มากขึ้น แต่ยังไม่มากถึงขั้นมีสัมปชาน (ความรู้สึกตัวต่อจากสัมปชัญญะสูงขึ้นไปอีก) จึงไม่มีภูมิรู้ถึงขนาดจะ "รู้ความจริง" ถึงขั้นแยก "ภพ - ภูมิ" ออก ว่าตนเอง ณ บัดนี้ (สัมปติ) อยู ่ใ น "อรูปภพ" หรืออยู่ใน "กามภพ" หรืออยู่ใน "รูปภพ" ผู้นี้ก็จะยังไม่มีภูมิสามารถรู้แจ้ง ในเรื่อง "ภพ" เรื่อง "ชาติ" หรือเรื่อง "อัตตา" ที่มี "อธิปัญญาสิกขา" ที่เจริญพัฒนาด้วยไตรสิกขาถึงขั้นเกิดสัมมาญาณพอรู้ได้ เพราะคนผู้นี้ยังตกอยู่ใน "ภพ" นั้นด้วยอวิชชา ยังมี "วิชชา" หรือโลกุตรภูมิไม่ถึงขั้น จนสามารถรู้ธรรมะขั้นนี้ได้ จึงไม่มีภูมิรู้พอ ว่าตนเองอยู่ใน "กามภพ" นะ ขณะนี้หรือรู้ตัวเองว่า เป็นตัวเองตกอยู่ใน "รูปภพ" นะ ขณะนี้ หรือตอนนี้ ตนเองอยู่ใน "อรูปภพ" นะ เพราะยังไม่เรียน ยังไม่ได้ฝึกตนเพื่อรู้แจ้งเรื่อง "ภพ" ต่างๆ ซึ่งมีตั้งแต่ขั้น "กามภพ" แถมยังต้องแยกเรียนรู้ "อบายภพ" ที่เป็นเบื้องต้นของ "กามภพ" ก่อนเสียอีก เป็นต้น แล้วจึงจะรู้แจ้งจริงใน "รูปภพ" และ "อรูปภพ" เป็นลำดับ ความรู้ในเรื่อง "ภพ-ชาติ-อัตตา" ยังไม่มีมากพอ จึงไม่สามารถรู้แจ้งจริงในความเป็น "ชาติ" เป็น "ภพ" โดยเฉพาะความเป็น "อัตตา" ต่างๆ "วิญญานัญจายตนฌาน" ขั้นที่ ๒ ของ "อรูปฌาน" ที่ยังไม่สัมมาทิฏฐินี้ ณ บัดนี้ จึงเป็น "อัตตา" อยู่ตามภูมิตน เพียงแต่ วิญญาณหรือภาวะธาตุรู้ของคนผู้นี้ รู้สึกตัวขึ้นมาจาก "เวทนา" ก ลับมาสู่ความเป็นตนเองเต็มสภาพของ "วิญญาณ" ของตนเองจากที่ "จมดิ่ง ” หลงดำฤษณา อยู่กับ "รสเสพ" นั้นแล้ว บัดนี้กลับมา "ฟื้นคืนความรู้ตัว" แล้ว ตอนนี้อยู่ใน "ภพ" ที่เรียกว่า "วิญญานัญจายตนภพ" ซึ่งมิใช่ "การดับ ภพ ” แต่อย่างใด แต่กลับยิ่งสร้าง "ภพใหม่" ขึ้นมาอีกลึกลับไกลเวิ้งว้างออกไปจาก "ภพ" แห่งมนุษย์สามัญ จึงยิ่งลึก ยิ่งลับจาก "ภพสามัญ" ของคนธรรมดาโลกเข้าไปอีก เมื่อได้ "ภพอรูป" ขั้นนี้ ผู้นี้ก็ "เสพภพ" นี้ต่อไป ซึ่งเป็นภพ "ที่ว่าง" (อากาส) แต่ขณะนี้อยู่ในฐานะของผู้ "รู้ตัวเอง" แล้วมี "วิญญาณ" อันเป็น "สัตว์โอปปาติกะ" ของตน ทำงานเต็มสภาพแล้ว มีเวทนา-สัญญา-สังขาร ทำงานตามหน้าที่ของเจตสิกด้วยอวิชชาอยู่ในภวังค์เท่านั้น และจมอยู่แต่ในภวังค์คือ ภพภายใน ไม่มีส่วนรับรู้เกี่ยวเนื่องกับภายนอกเลย ปิดสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย(กามทวาร) ทั้งหมดอยู่ แล้วก็ “รู้” เฉยอยู่อย่างนั้น ความว่าง(อากาส) ก็สว่างใสกว้างไกลไปไม่มีที่สิ้นสุด (อนันตัง อากาโส) วิญญาณสิงสู่เสวย “ภพ” นี้อยู่ ก็ถือว่า นี่คือ ภูมิ “วิญ ญ านัญจายตนฌาน” ของการปฏิบัติ “ฌาน” ในแบบนี้ ซึ่งผู้สร้าง “ภพ” นี้ได้สำเร็จ ก็กำลังเสพ “อากาส” หรือเสวยอารมณ์ว่างๆสว่างใสนี้อยู่อย่างภาคภูมิใจ “ภพ” นี้แล คือ ภพ “อาภัสสราพรหม” ซึ่งเป็น”ภพ” จริงๆ เพราะไม่ได้ “ดับภพ” อะไรเลย แต่ยิ่ง “เกิดภพ” ยิ่งขึ้น เป็น “ภพแห่งความสว่างใสมีรัศมีซ่านแผ่ไปไกล” อะไรก็ว่าไป ตามแต่จะ “สร้าง” ได้ และรู้สึกเอาได้ ซึ่งเป็นความรู้สึกอย่างผู้เสวยภพนี้อยู่ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ จิตของท่านผู้นี้จึงบรรลุความเป็น “อาภัสราพรหม” นี่คือ การบรรลุธรรมของ “เทวนิยม” “อาภัสรา” คือ ความสว่างใส ซึ่งตรงกันข้ามกับความมืด ที่ศัพท์บาลีว่า “กิณหะ” เป็น “อาการ” ของจิตใจที่รู้สึกอย่างนั้นอยู่จริงๆ เป็นเรื่องของ “ น ามธรรม” เองโดยเฉพาะแท้ๆ ไม่ใช่ปรากฏการณ์ของธรรมชาติที่เป็นรูปธรรมหรือไม่ใช่เรื่องของวัตถุธรรมเลย จึงยิ่งทำให้ผู้ปฏิบัติตามแบบนี้ ลัทธินี้หลงซ้ำหนักเข้าไปใหญ่ว่า นี่แหละคือ “ปรมัตถ์” เพราะมันเป็นเรื่องของ “จิตเจตสิก” ล้วนๆ “อภิธรรม” แท้ๆ นอกจากจิตไม่เกี่ยวอื่นใดเลย มันก็จริงอาต มา ไม่เห็นขัดแย้งเลย อาตมารู้ได้ ถ้าเป็นทางรูปธรรมหรือวัตถุธรรม ความสว่างใสก็คือ สภาวะที่มันเป็นปรากฏการณ์ของธรรมชาติภายนอกจิตใจ ซึ่งเป็นภาวะภายนอกต่างหากจากจิตวิญญาณ คนจะเอา “ตา” ไปสัมผัสมันหรือไม่สัมผัสมัน มันก็เกิดของมันตามธรรมชาติของมันไม่เกี่ยวกับคน มันก็สว่างใสของมันเองอยู่แล้ว ตามความเป็นตัวของมันเอง นั่นคือความจริงของธรรมชาติ เป็นของ แ ท้ทางรูปธรรม ฟิสิกส์รู้กันดี ถ้ามีใครมี “ตา” ไปสัมผัสมัน ก็เห็นว่ามันสว่างใสตามความเป็นจริงที่มันเป็นอยู่ จะสว่างอย่างใดก็เห็นอย่างนั้น แต่ถ้าหลับตาก็ไม่เห็นความสว่างนั้น เพราะหากคนหลับตาลง ก็จะมีแต่ความมื ด (กิณหะ) เท่านั้นในขณะหลับตาสนิท ย่อมไม่ได้สัมผัสกับความสว่างที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติ ดังกล่าวมาแล้ว จึงมีแต่ความมืดตามสัจธรรมในขณะหลับตา นี่คือ ความจริงแท้ของสัจธรรม แม้ทางฟิสิกส์ แต่ที่ใครก็ตามรู้สึกว่า มีความสว่างใสอย่างนี้บ้างหรือมีแสงสีอย่างอื่นบ้าง เกิดหรือมีอยู่ในขณะหลับตานั้น นั่นมันคือ “มโนมยอัตตา” คือ “อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ” ซึ่งเป็น อุปาทานทั้งนั้น เป็นปรากฏการณ์ที่เจ้าตัวปั้นขึ้นเองพากเพียรทำขึ้นมาจนสำเร็จ จึงเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นหลอกตนเอง เป็นเท็จ (อลิกะ) แท้ๆ ผู้ยังไม่สามารถเข้าใจในสัจธรรมๆ เหล่านี้ ก็จะยังอวิชชาอยู่ ยังไม่รู้แจ้งใน “ความมี” ของสรรพสิ่ง และหรือยังไม่รู้แจ้งใน “ความมีที่เป็นปรากฏการณ์หลอก” หรือยังไม่รู้แจ้งใน “ความไม่มี” ที่จริงแท้ ได้ถูกต้องกันง่ายๆ ส่วนอาภัสรา หรือ ความสว่างใส ที่เป็นภาวะเกิดอยู่ในจิตใจของผู้ “ทำฌาน” แบบนั่งหลับตาสะกดจิตเข้าไปในภวังค์ ที่เรากำลังกล่าวถึงอยู่ขณะนี้ เพราะตามจริงมันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เป็นจริง ตามที่วิทยาศาสตร์ทางฟิสิกส์ ได้พิสูจน์ยืนยันแล้วว่า ตามนุษย์ไม่สามารถรับแสงสว่างใสอย่างที่ภายนอกมีนั้นได้ แต่มันเป็นปรากฏการณ์ที่ตนสร้างขึ้นมาเองในจิตใจ เป็นปรากฏการณ์หลอกตนเอง ซึ่งเป็นของเท็จ(อลิกะ) เป็นสมมุติธรรมเท่านั้น คือธรรมะที่จริงโดยสมมุติ หรือธรรมะที่รู้ร่วมกันแล้วยอมรับว่าจริงร่วมกันของ ค นหมู่หนึ่ง ยังไม่ใช่ปรมัตถธรรม ซึ่งเป็น”อัตตาที่สำเร็จด้วยจิต” เรียกว่า มโนมยอัตตา เพราะตนสามารถสร้างความสว่างใสนี้ขึ้นมาด้วยตนเองจนสำเร็จ ไม่ใช่แสงสว่างใสที่เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติแท้ ในความเป็นคนนั้นถ้า ห ลับตาลงสนิท แสงสว่างใส (อาภัสสร, ปภา, อาโลกา) ที่ว่านี้จะไม่ปรากฏให้สัมผัสเห็นแต่อย่างใด ผู้ใดเห็นแสงสีต่างๆ ไม่ว่าใดๆ อันไม่ใช่ความมืด (กิณหะ,กัณหะ) เมื่อหลับตาสนิทจึงเป็นเท็จ (อลิกะ) ธรรม คือภาวะที่ทรงอยู่ในใจไม่มี “ชาติ” (ไม่ใช่ธรรมชาตินั่นเอง) โดย เ ฉพาะ“ชาติ” ที่เกิดด้วย “อวิชชา” ผู้ที่ “พ้นอวิชชา” คือผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “ชาติ” สัมบูรณ์ และอาศัย “ชาติ” ที่เป็น “ธรรม” เท่านั้น ไม่งมงายไปกับ “ธรรมชาติ” ที่เกิดใดๆ ในโลกนั้นทั้งภายนอกและภายในจิตใจ ธรรมเป็นได้ทั้งรูป หรือเวทนา หรือสัญญา หรือสังขารหรือวิญญาณ ถ้าเป็น “ความเห็นร่วม” หรือเป็น “ความจริงโดยสมมุติ” หรือ “ภาวะที่สมมุติรู้ร่วมกัน” ก็เป็นแค่ สมมุติธรรม ซึ่งอาจจะเป็นความเห็นที่ร่วมรู้กันมากทั่วไปส่วนใหญ่ด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ใช่ “ความจริงที่จริงแท้หรือจริงที่ประเสริฐยิ่ง ดียิ่ง มีคุณค่ายิ่งจริงแท้กว่า” ที่เรียกว่าปรมัตถธรรม ผู้ที่เรียนมายังไม่สัมมาทิฏฐิ หรือยังอวิชชาอยู่ก็จะเข้าใจภาวะต่างๆ ที่เป็นปรากฏการณ์ขั้นภายในจิตนี้ยากมาก ภาวะ “ความใสสว่าง” นี้ถ้าศึกษาให้ดีตาม พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในความเป็น “วิญญาณฐ ื ติ 7 ” หรือ “สัตตาวาส 9 ” ก็จะเห็นสัจธรรม เข้าใจในความเป็นฌาน ทั ้ งที่เป็นแบบพุทธและแบบที่ไม่ใช่พุทธ อย่างมีนัยสำคัญ “วิญญาณฐ ิ ติ 7 ” หรือ “สัตตาวาส 9 ” ในข้อที่ 3 พระพุทธเจ้าตรัสว่า “สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกันแต่มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น สัตว์พวกอาภัสรา” สัตว์ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงนี้ คือความเป็นสัตว์ในจิตใจ (โอปปาติกสัตว์) ได้แก่ จิตใจหรือจิตวิญญาณเป็น “สัตว์อาภัสสรา” เป็นสัตว์(จิตใจ) เสพความสว่างใส อยู่ใน “ภพ” ที่สร้างขึ้นมาเอง แล้วตัวเองก็เกิดเสพเป็นผู้เสวยสุขอยู่ ซึ่งความสว่างใสนี้ ถ้าเป็นภาวะแบบไม่ใช่พุทธ ก็จะมีการกำหนดหมาย(สัญญา) คนละอย่างกัน กล่าวคือ “ภพ” ของอาภัสสราพรหม หรือเทวดาขั้นเสวยแดนที่ว่างสว่างใสนี้ ก็เป็นการกำหนดตามความรู้ ความเห็น หรืออุปาทานว่า ต้องเป็นปรากฏการณ์เช่นที่ตนเห็นว่าว่าง ความสว่างใสตาม ที่ ตนกำหนดหมายยึดไว้นี้ก็เป็น “ภพ” ที่เป็นความสว่างใสเกิดขึ้นในใจจริง อย่างนี้แหละมันว่าง มันสว่างใสเป็น “ภพ” ให้ผู้บรรลุได้เสพอยู่อาศัย ผู้นี้ก็มีความสว่างใส(อาภัสสรา) นี้จริง แต่ไม่ใช่แสงสว่างตามธรรมชาติหรือไม่ใช่ของจริง ที่แม้แต่ภายในใจคนที่ต้องเกิดต้องมีกันทุกคน มันเป็น “อัตตาหรือรูปที่สำเร็จด้วยใจ” ที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า “มโนมยอัตตา” แต่ถ้าเป็นแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิแล้ว ภูมิที่ได้หรือที่บรรลุก็จะไม่สร้าง “ภพ” ไม่เป็นภพเป็นชาติ แต่การบรรลุภาวะของ “องค์ประชุม” หรือกายที่เราอาศัยก็จะเป็นภาวะที่ว่าง สว่างใสอยู่โดยปราศจากการสร้างใดๆ ในจิตใจจะสะอาดสว่างปราศจากกิเลส เป็นภาวะที่สะอาดสว่างใสเหมือนแสงสว่างเกิดขึ้นในใจเรา ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นภาวะแห่ง “จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เรา” (จักขุ อุทปาทิ ญาณ ปัญญา อุทปาทิ วิชช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน