580407_ทวช.ปลุกเสกฯ บ้านราชฯ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม ๒.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580407_ ทวช. ปลุกเสกฯ โดยพ่อครู บ้านราชฯ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม 2
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 7 เมษายน 2558 เป็นวันแรม สี่ค่ำ เดือนห้า ปีมะ แ ม ที่ราชธานีอโศก วันที่สามของงาน เราก็มาปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 39 กัน อาตมาบรรยาย เรื่องโลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม ต่อ
คำว่าโลก กับคำว่า อัตตา สองคำนี้อยู่ในอธิปไตย 3 ที่แปลว่ากำลัง ฤทธิ์แรงหรือพลังงาน ไม่ใช่พลังงานสสาร ฟิสิกส์ แต่เป็นพลังงานเกิดจากกายกรรม วจีกรรม โดยเฉพาะพลังงานทางใจ ที่จะพาให้กาย วาจา เกิดพฤติกรรม โดยเกิดจากใจ เป็นองค์รวมพฤติกรรมของมนุษย์ที่มี นัจจะ คีตะ วาทิตะ
นัจจะ คือกิริยาทางกาย ท่าทาง ออกไปที่แขนขา เนื้อตัว ขับเคลื่อนเป็นกิริยาต่างๆ ไม่ว่าจะกระพริบตา เอี้ยวแขนไกวขา มีอิริยาบถ ทั้งหมดเกิดจากจิต แล้วออกไป สัตว์เดรัจฉานก็เคลื่อนไหว คนก็เคลื่อนไหว แล้วคนก็จับอาการกิริยา ของ กาย
คำว่า กาย คำนี้ลึกซึ้ง ซึ่งคำว่ากายนี้ ปัจจุบันเขาหมายถึงแค่รูปธรรม ไม่เชื่อมต่อกับนามธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดพลาดอย่างมาก อันที่จริง กายก็เกี่ยวข้องกับภายนอกด้วย พหิทา รูปานิ เกี่ยวแม้เรากระทบสัมผัสทางทวาร 5 สัมผัสแล้วเกิด กาย โดยมีเงื่อนไขว่าต้องมีจิตเข้าประกอบ
เช่น ตาเห็นพระอาทิตย์ เมื่อมีนามธรรมมาร่วมด้วย พระอาทิตย์ก็คือกายของเราด้วย เมื่อเรามีนามธรรมสัมผัสเห็น สิ่งนั้นก็เป็นองค์รวม ของสิ่งที่รวมกันอยู่ และสำคัญต้องมีนามธรรมเข้าร่วมด้วย แต่ถ้ามีแต่พระอาทิตย์ก็ไม่เรียกว่ากาย แม้แต่ตัวเราก็ไม่เรียกว่ากาย ถ้าไม่มีนามธรรมประกอบ ที่เรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ถ้าไม่มีนามธรรมไปประกอบกับ มหาภูตรูป 4 ดิน น้ำ ไฟ ลม ที่เป็นธาตุสสาร ก็ไม่เรียกว่ากาย กายต้องมีนามธรรมประกอบไปกับรูปธรรมเสมอ
อ่านต่อ
แม้สิ่งที่อยู่ไกลแค่ไหน แต่เราสัมผัสได้ด้วย กายข้างนอกที่เรียกว่า รูปกาย ถ้ามีนามไปร่วมด้วย คำว่า กาย คำนั้น คือ จิต คือมโน คือวิญญาณ ในพระไตรฯ ล. 16 ข. 230 พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง
อันนี้เป็นความผิดพลาด ของนักปฏิบัติที่แยกส่วนปฏิบัติ เช่นเข้าใจคำว่า กายคือ ร่างภายนอก เวลาปฏิบัติกาย ก็ย่างหนอเดินหนอก้าวหนอ นั่งหนอ เดินหนอ ยุบหนอ พองหนออยู่ข้างนอกไม่ได้เข้าถึงจิต ที่พระพุทธเจ้าว่าให้พิจารณาอย่างสำคัญด้วยซ้ำไป แต่ก็ต้องมีสำเร็จอิริยาบถอยู่คือให้รู้ข้างนอกด้วย อย่างในวิโมกข์ 8 1 . รูปี รูปานิปัสสติ คือให้รู้รูป 2 . คืออัชฌัตตังอรูปสัญญีเอโก พหิทารูปานิปัสสติ คือมีทั้งนอกและในร่วมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ต่อเนื่องสัมพันธ์เป็นองค์รวมจากนอกถึงใน รูปถึงนาม มีสัญญากำหนด และโดยตนไม่เกี่ยวกับคนอื่น แต่ไม่ได้หมายถึงคนเดียว ไปผู้เดียวมาผู้เดียว แต่รวมเป็นหนึ่ง ตั้งแต่ภายนอกมาถึงภายใน รวมทั้งภายนอกและภายใน เราก็สัญญา ตั้งแต่กามโลก เข้าถึงภายในเป็นรูปโลก อรูปโลก ต้องสัมผัสอยู่ อย่างวิโมกข์ 8 เป็นองค์รวมทั้งหมดเป็นวิโมกข์ ต้องไม่ขาดกันในทุกขณะ ประชุมรวมกันไม่ขาดตั้งแต่ ข้อ 1 ถึง ข้อ 8 ของวิโมกข์ 8
ในข้อ 8 เป็น สัญญาเวทยิตนิโรธ เพราะว่าล่วงพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ด้วยประการทั้งปวง แล้วเป็นผู้พ้นอวิชชาด้วย เป็นนิโรธ มีโลกนิโรธ ด้วยมีสัญญา ไม่ได้ดับสัญญา สัมผัสอยู่รู้อยู่ด้วยสัญญา ไม่ได้ดับสัญญาเป็นอสัญญีสัตว์ ใครไปดับสัญญาก็เรียกว่าอสัญญีสัตว์ แต่ของพระพุทธเจ้าให้มีอายตนะของสัญญา จึงเป็น อสัญญีสัตตายตนะ ที่ต่างกับ อสัญญีสัตว์
กายคือ หมวดแห่งเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร ก็ไม่ได้ดับสัญญา แต่มีอาตนะอยู่ แม้ปฏิบัติจนถึงปลายสุดก็มีอสัญญีสัตตายตนะ กับ เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นการนิโรธ อย่างแจ้ง อย่างมี จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง (อาโลกา) มีสติตื่นเต็มรับรู้ ต่างกับนิโรธแบบดับสัญญาดับเวทนา เป็นพรหมมิจฉาทิฏฐิเรียกว่าสุภกิณหา แล้วนึกว่าเป็นสิ่งน่าได้น่าเป็นในความดับดำนั้น เรียกว่า กายอย่างเดียวกันแต่สัญญาอย่างเดียวกัน ในวิญญาณฐีติ ข้อที่ 4 นี้ มีรูปและนามเหมือนกันไม่ได้หายไปไหน แต่มิจฉาทิฏฐิ สัญญาว่านิโรธนั้นคือดับ หมายเอาว่าดับทุกข์ดับสุข
นิโรธฤาษี เขานั่งหลับตามสมาธิดับปี๋ไปเลย แบบอาฬารอาบส และอุทกดาบส ในเมืองไทยถ้าพูดถึงนิโรธ จะเข้าใจว่าต้องไปนั่งหลับตาดับปี๋ ไม่รับรู้สึกอะไร คำว่า นิโรธจึงคือความดำดับ แล้วไปเห็นว่าเป็นสุภะ คือสิ่งที่น่าได้ น่ามี น่าเป็น เป็นโชคที่น่าได้ น่ามีของมนุษย์ที่ไปกำหนดหมายเช่นนั้น
แต่สิ่งที่น่าได้น่ามีคือ ความไม่ทุกข์ไม่สุข แต่เขาไม่รู้เรื่องอะไร ไม่รู้สุขทุกข์เลย นี่คือมิจฉาทิฏฐิ กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียกวัน อันหนึ่งนอกของเขตพุทธ ของพุทธไม่เอาแบบนี้ แต่เรียนรู้ได้ เป็น Meditation ต่างกัน Concentration ที่เป็นสมาธิลืมตา เป็นมนุษย์ชมพูทวีป เป็นชาคริยา บุคคลตื่นเต็มไม่ใช่คนนอนหลับ
คำว่าโลก กับคำว่าอัตตา โลกคือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับชีวิตเรา แล้วเราไปจำ ไปยึดเป็นเราเป็นของเรา ส่วนธรรมะของพระพุทธเจ้าสอนให้จำได้ ว่าอะไรคือสัญญาตัวแรก และอะไรเป็นสัญญาตัวสุดท้าย เป็นอรหันต์แล้วกำหนดรู้นิโรธเป็นเช่นไร ของพระพุทธเจ้า รู้เห็นนิโรธเป็น สัจฉิกตวา ทำได้แล้ว ก็รู้ เห็นแล้ว เสร็จแล้วก็รู้เห็นแจ้งๆ เรียกว่า สัจฉิ ไม่ใช่ว่าอย่างไม่รู้
ผู้สามารถรู้โลกสมุทัย รู้โลกนิโรธ ก็ยังมีโลก เรียกว่า อาโลกา คือเห็นๆ สว่างแจ้ง ไม่ได้ดับ ไม่ใช่ว่านิโรธคือไปดับโลก อย่างอโลกา อย่างนั้นไม่ใช่ แต่ต้องเป็น อาโลกาหรือ อาโลกสัญญาคือกำหนดรู้โลกที่สว่าง จึงเห็นแจ้งในความเป็นโลก รู้จักโลก เรียกว่า อาโลกา ในขณะดับก็เห็นแจ้งโลกด้วย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา อาโลกา
อัตตานี้เป็นนามธรรมลึกไป คนในโลกไม่ได้เรียนเป็นสามัญ หรือเรียนเผินๆ ถ้าไม่ผ่านหลักสูตรพระพุทธเจ้าจะไม่ได้เรียนรู้อัตตาอย่างสัมบูรณ์ อัตตานี่เป็นเรื่องใหญ่ เห็นฤทธิ์ของคนชื่อใต้แต่ไปเกิดอยู่เหนือไหม จนทุกวันนี้ยังบงการอาละวาดอยู่ไม่ยอมหยุดไม่ยอมจบ
ผู้เรียนรู้ ก็จะรู้อัตตา เช่นเราขัดแย้งกับคนนี้ จะเสียบรรยากาศ หรือเราขัดแย้งกับที่ประชุม เราก็จะยึดว่าของเราถูกๆ ทั้งที่สัจจะไม่มีในโลก มีแต่ความสมมุติเท่านั้นที่ตกลงรวมกัน เท่านั้น หากนิพพานแล้ว ไม่ยึดมั่นเป็นเราเป็นของเราหรอก เพื่อนเขาเห็นเป็นคะแนนรวมกันหมด แต่เราเห็นต่าง เราก็ไม่ยึด เหลือแต่อัตตาของเรา ถ้าเรายังมีอัตตา นอกนั้นของโลก เราคืออัตตา คะแนนเสียงทั้งหมดคือโลก นั่นคือสมมุติสัจจะ อรหันต์หมดอัตตา ก็ไม่ยึดแต่อยู่กับโลก ผู้ใดยึดอยู่ก็คือมีอัตตา
แม้คะแนนเสียงน้อย ใช้เยภุยยสิกา ก็ตัดสินในกรณีขัดแย้ง พระพุทธเจ้า ให้หลักอธิกรณสมถะ 7 มีข้อหนึ่งคือ เยภุยยสิกา คือตัดสินด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้ชนะ เมื่อชนะแล้วก็เป็นสัจจะเรียกว่าสมมุติสัจจะ ผู้ใดเห็นแก่ว่าตนถูกไม่เอากับหมู่ก็คือคนมีอัตตาไม่ยอม คือผู้ไม่เรียนรู้อัตตาไม่รู้สมมุติสัจจะ ปรมัตถสัจจะ ถ้าหมู่เห็นร่วมว่าอันนี้ถูกอันนี้คือสัจจะ ถ้าลงคะแนนแล้วเสียงข้างมากชนะแม้ครึ่งคะแนน พระอรหันต์ท่านก็จบ แต่อนาคามีอาจเหลืออรูปอัตตานิดๆ ก็แล้วแต่ แต่อรหันต์ท่านหมดแล้ว ไม่ยึดเลยแม้อรูปอัตตา หรือสังโยชน์ใดๆ ไม่มีตัวเราของเรา ง่ายจะตายไป
เมื่ออธิบายประชาธิปไตย ว่า ประชาชน มีอำนาจ คนก็เลยว่า ตนเองก็ต้องมีอำนาจเท่ากับนายกฯ สิ มันต้องเท่ากันสิ ประชาธิปไตยนี่นา หน้าที่สมมุติที่ต่างกัน นายกฯ ได้รับมติให้เป็น นายกฯ เขามีหน้าที่สิทธิกำหนดต่างกัน จะมีส่วนเท่ากัน คือ ปฏิบัติตนให้เป็นอรหันต์ได้เท่ากับ นายกฯ หากคุณเป็นอรหันต์ได้ก่อน นายกฯ คุณชนะเลย แม้ขอทานก็มีสิทธิ์ตรงนี้เท่ากับ นายกฯ ไม่ใช่ว่าสมมุติใดๆ ก็ต้องเหมือนกันไม่ใช่ ไม่เหมือนในหน้าที่สิทธิ์
สิทธิที่จะปฏิบัติดี ปฏิบัติชั่วได้ เท่ากันทุกคน ผู้ใดยึดว่าเราเป็น ประชาชน ต้องเท่ากัน แล้วฉันต้องมีอธิปไตย ว่ากูต้องมีพลังแรง แสดงออกได้ จะว่าใครก็ได้ แย้งใครก็ได้ ด่าทอใครก็ได้ คือคนไม่เข้าใจสภาพความจริงอันลึกซึ้งก็ไปยึดว่าประชาธิปไตย คือ เราก็มีอำนาจ คือไปยึดว่าเป็นตัวกูของกู ยิ่งเรียนมากรู้มากก็จะว่าตนมีอธิปไตย เป็นระดับนักการเมืองก็ใหญ่ในนักการเมือง จะเป็นนักบวชก็ใหญ่ในนักบวช ก็แล้วแต่อยู่ในองค์กรไหน แล้วไปยึดเอาเปลือกมาเป็นอำนาจ ไม่เอาแก่น
แก่นที่ไม่มีตัวตนคือไม่ยึดเปลือก แก่นของพุทธคือวิมุติ คำว่าวิมุติเป็นธาตุรู้เป็นนาม ส่วนนิโรธเป็นรูป คำว่านิโรธเป็นเพศหญิง ส่วนวิมุติเป็นธาตุบุรุษ นิโรธเป็นตัวเป็น ไม่เป็นเอก ส่วนวิมุติคือตัวรู้ เป็นเอก เป็นปัญญา
ผู้ใดหลงผิดก็ไปยึดประชาธิปไตยสร้างอัตตาแก่ตัวเอง
สภาที่มีแต่อรหันต์จะง่ายมากไม่ถกเถียงเอาเป็นเอาตายแน่ เพราะสมมุติสัจจะนั้นจริงในความเป็นโลก เพราะไม่มีอัตตา ส่วนในปรมัตถ์นั้นอัตตามีจริง แต่อรหันต์นั้นหมดอัตตาแล้ว นโหติ ในพระไตรปิฎก
" พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่า สัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ " [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า " ดูกรกัจจานะ โลกนี้โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทยัง) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธ) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี (โลเกอัตถิตา น โหติ) โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วย อุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง (น อุเปติ) ไม่ถือมั่น (น อุปาทิยติ) ไม่ตั้งไว้ (นาธิฏฐาติ) ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา (นาธิฏฐาติ อัตตา เมติ) ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้น มีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ " (กัจจานโคตตสูตร ล. 16 ข. 43 )
สรุปแล้วต้องเรียนรู้โลก และอัตตา จนดับโลกดับอัตตาได้ นี่แหละคือธรรมะที่เรียกว่า โลกกับอัตตา สองคำนี้ เราไม่มีโลก (นโหติ) เราไม่มีอัตตา (นโหติ) มีแต่ธรรมะหนึ่งเดียว เพราะธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่ง ในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ธรรมะสองจะรวมลงที่เวทนา แต่ยังไงก็ยังมีสองอยู่
เราจะมีแต่เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาอย่างเดียว อย่าง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) มันเป็นเวทนาอุเบกขา แต่ก็รู้โลก เป็นอาโลกา มีโลกวิทู ไม่ได้ดับ อสัญญีสัตว์ มันรู้หมด แต่เป็นหนึ่งเดียว แต่เราก็ยังอยู่กับโลก มีอัตตา ที่ไม่ยึดถือทั้งโลกและอัตตา มีแต่พลังธรรมาธิปไตย
ผู้ศึกษาทฤษฎีพระพุทธเจ้าเข้าใจโลกและอัตตาและดับโลกดับอัตตาได้ คือผู้มีอธิปไตยอันยิ่งใหญ่ ที่จะทำงานให้กับโลกอย่างดีที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่คนโกนหัวห่มจีวรเท่านั้นที่เป็นได้ แต่คนปกตินี่แหละเป็นได้ แล้วไปเป็นผู้บริหาร เป็นนายกฯ จะบริหารประเทศได้อย่างดีที่สุด
ถ้าอาตมาอยู่ไปอีก 70 กว่าปี น่าจะเห็นคนมีคุณธรรมของศาสนาพุทธเป็น นายกฯ อาตมาไม่เหมาะหรอก เพราะชาตินี้ไม่ได้มารับหน้าที่จะไปบริหารประเทศ แต่มีหน้าที่มาสอนธรรม
มนุษย์ชมพูทวีป มีสติมันโต ตื่นเต็มรู้ทั้งนอกและใน ครบ 6 ทวาร ตอนนี้ไทยเรามีองค์รวมของโลกอย่างไร เมืองไทยตอนนี้เป็นชมพูทวีป แต่ก่อนนี้เป็นอินเดีย แล้วเมืองไทยนี้จะเป็นที่รวมศูนย์ของคุณธรรมในโลก โดยเร ิ่ มขึ้นในยุคของ พระมหาจักรีวงค์ ที่ชื่อว่า ภูมิพลอดุลยเดช หยั่งลงแล้วเกิดในลำดับ 9 ต่อไปไทยจะเป็นแหล่งชมพูทวีปของโลกไม่ใช่อินเดียเท่านั้น ขณะนี้ไปจนกว่าจะสิ้นกลียุค เมืองไทยจะเป็นศูนย์กลางของคุณธรรม
มาเรียนรู้โลกกับอัตตาให้ดี ทุกวันนี้โลกประชาธิปไตย สองร้อยกว่าประเทศในโลกที่เป็นประเทศประชาธิปไตย จะหยั่งลงรู้ทั้งโลกและสังคม อย่างตอนนี้ นายกฯ จะไม่เน้นเหมือนอาตมา อย่าง นายกฯ ประยุทธ ก็กำลังทำงานที่จะสัปประยุทธโลก กำลังจะประกาศประชาธิปไตยไปให้แก่โลก แล้วจะมีนามธรรมซ้อนมีทั้ง ในหลวง ขออภัย โพธิรักษ์ ก็ยังอยู่ ที่จะนำพาพลังงานนี้ไปให้แก่โลก
พระพุทธเจ้าอันเป็นพระบรมศาสดาของโลก ได้ทรงค้นพบ เรียกว่าตรัสรู้ ในศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้ชาวพุทธ แม้นักปฏิบัติธรรม นักบวช ภิกษุของพุทธ ล้วนไม่สนใจศึกษาอย่างเป็นลำดับ และปฏิบัติให้บรรลุไปตามลำดับกันแล้ว จนกระทั่งสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโลก และอัตตาบริบูรณ์สัมบูรณ์ ธรรมที่บรรลุเป็นลำดับนี้แลที่เป็นความน่าอัศจรรย์ (อัจฉริยัง) อันไม่เคยมี ไม่เคยได้ยินมาก่อน (อัสสุตตัง อัพภุตธัมโม) มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 1 ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109 ) มีสิกขา มีกริยา และมีปฏิปทาไปตามลำดับ เรามีสิกขา แล้วจะไปทำกิริยาโดยมีปฏิปทาที่ถูกตรง โดยศึกษาปริยัติ แล้วไปปฏิบัติให้ได้ผลเป็นปฏิเวธ
(พระไตรปิฎก ล. 31 ข. 620) ท่านตรัสว่า โลกุตรธรรมมี 46 ไปตามลำดับ ลำดับที่ 1 คือกายในกาย ในสติปัฏฐาน 4 อยู่ในโพธิปักขิยธรรม 37 จะได้คุณธรรมไปตามลำดับ เป็นบุคคล 8 แล้ว มีนิพพานอีก 1 รวมเป็น 9 จะมีการปฏิบัติไปตามลำดับ แต่จะมีปฏิสัมพัทธ์ซับซ้อนไป เพียงเท่านี้แหละ เพียงแค่ไม่ศึกษาไปตามลำดับ ไม่กระทำไปตามลำดับ ไม่ปฏิบัติไปตามลำดับ จึงไม่เป็นเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลาย ที่ลาด ลุ่ม ลึกไปโดยลำดับกันจริงๆ ต้องมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยการอย่างมีลำดับ ต้องมาลดโลก ลดอัตตา มาอยู่นี่เห็นอัตตากันเยอะ แล้วมาปฏิบัติลดอัตตากัน
ชาวอโศกรู้โลกทิ้งโลกมาได้ดี แต่แบกอัตตามาด้วยทำให้อาตมาหนัก อัตตาไม่ได้รู้ง่าย สำนึกให้ดีว่าชาวอโศกต้องรู้อัตตาแล้ววางอัตตาให้ดี อะไรควรทำจะได้ทำ บางคนทำน้อยเกินจริง ตนเองเหมาะจะทำ หมู่ว่าเหมาะจะทำแต่สะดิ้งไม่ทำ
เป็นเรื่องน่าอัศจรรย์มาก ที่มีการปฏิบัติธรรมเป็นลำดับ ตั้งแต่รู้สักกายะ แล้วละสักกายะ ล้างกิเลสไปสะสมเป็นธรรมะที่ทรงไว้ตั้งในจิตเรา คุณก็ทำไปโดยกาย เวทนา จิต ธรรม ปฏิบัติสัมมัปปธาน 4 ทำจนเกิด เป็น อนุรักขณาปธาน ซึ่งตรงกับ อาเสวนาภาวนาพหุลีกัมมัง เป็นอเนญชาภิสังขาร เราก็ทำโดยอิทธิบาท 4 จะเกิด อินทรีย์ 5 พละ 5 อินทรีย์เป็นมรรค พละเป็นผล ทำได้เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ที่ต่างกับ เคหสติอุเบกขาเวทนา ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส เรียงลำดับ เบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ไม่ใช่เรียนลัด หากคุณมีบารมีจะพาสชั้นเอง แต่ถ้าหลงตัวมีบารมี แต่ที่แท้คุณ ก.ไก่ นึกว่าฉันเรียนระดับ ดร. ก็บ้าอยู่เช่นนั้นไม่ได้เรื่องอะไร แต่ถ้าคุณมีบารมีจะไม่ช้าหรอก อย่าไปถือตัวอย่าไปถือดี ทำไปเถอะ ให้ลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่สะดุดอะไร ราบลื่นยิ่งกว่าหน้ากระจก นี่คือความมหัศจรรย์ของธรรมะพระพุทธเจ้า ทุกวันนี้สงสารที่ไปนั่งหลับตาทำจะให้บรรลุ ซึ่งต้องระดับอนาคามีจึงทำเตวิชโชรู้ภายในได้อย่างจริง ของพุทธให้อยู่กับสัมผัส ปัจจุบัน เปิดทวาร จิตจะเร็วแววไว มีชวนจิต อย่างอาตมาดูทีวีได้ทีละหลายจอ พิมพ์งาน คนมาปรึกษาอีก คุณพูดนี่กว่าจะถึงหูอาตมา อาตมาคิดอะไรไปหลายอย่างแล้ว คุณประชุมไปสิ อาตมาก็ฟังได้ทำงานได้ ต้องมาฝึกเป็นลำดับอย่าอวดดี อ่อนน้อมถ่อมตนไว้ แล้วจะเร็ว แต่ทุกวันนี้เขาถือว่าข้าใหญ่ข้าดี อัตตาโต เมืองไทยต้องมาลดอัตตากันจะได้เร็ว แต่ไม่ใช่ว่าน้อยเกินไป ทั้งที่ควรทำแต่ก็ทำน้อยเกิน เป็นมานะอีกแบบหนึ่ง มันควรนำมาใช้ให้ได้สัดส่วนให้ดี เรายิ่งต้องการคนดี คนมีความรู้ความสามารถ อย่าเห็นแก่ตัว อย่าขี้เกียจ ทำน้อยเกิน เรามีความสามารถทำได้แต่ไม่ทำ มีสองอย่างคือขี้เกียจ หรือว่ากลัวทำได้ไม่ดี จะถูกว่า ต้องทำแล้วให้เขาว่าได้จึงจะได้แก้ไข แต่ไม่ได้ลองความสามารถถึงจะได้แก้ไข จิตเราไม่อยากอวดดีนี่ดีแล้ว แต่มาทำเถอะ แล้วมาทำดีให้เต็มที่ ไม่ต้องอยากอวดดี แต่ทำให้เต็มสามารถ ทำไปผิดคนท้วงมา เราก็ตรวจสอบ แม้เราพิจารณาแล้วเราถูก แต่เขาไม่ให้ทำก็หยุดทำไปทำอย่างอื่นมีอะไรให้ทำอีกเยอะ ให้เป็นกอบเป็นกำ
มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอไม่ล้นฝั่งฉันใด ธรรมวินัยของเราก็ฉันนั้น บ้านราชฯ นี้ก็คงจะไม่เต็มหรอกนะ ไม่เต็มและไม่ล้น ยืดหยุ่นได้เสมอกับความเหมาะสมนี่คือ คนไม่มีอัตตา ไม่มีโลกธรรม ไม่มีกามไม่มีอัตตา นี่คือคนมีปัญญา
พระพุทธเจ้าตรัสกับปหาราทะ... มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉันใด สาวกทั้งหลายของเรา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 2 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ
แม้แต่คนไม่ละเมิดศีลข้อใดข้อหนึ่งที่เราทำได้แล้ว ถ้ายังทำไม่ได้ก็ต้องมีละเมิดบ้าง แต่ถ้าเราทำได้แล้วก็จะไม่ไปเพ่งคนอื่น จะอนุโลมปฏิโลมคนอื่น จะรู้จักจัดสัดส่วนประมาณ สัปปุริสธรรม 7
"ปหาราทะ มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบก ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอ เสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าหางไกลจากสงฆ์ พระสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา ปหาราทะ ข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดความชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 3 ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
สังคมทุกวันนี้มีผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดความชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้นเขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขานี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 3 ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ