580409_ตอบปัญหาฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์-๑-งานปลุกเสกฯ-ปี๒๕๕๘.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์349 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580409_ ตอบปัญหา ฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ 1 โดยพ่อครู งานปลุกเสกฯ ปี 2558 ราชธานีอโศก

พ่อครูว่า…วันนี้วันที่ 9 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก ตอนนี้เป็นวาระของการ พ่อครูว่า ปัญหา ฆ่ากิเลสให้บริสุทธิ์ ในงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 39 ก็มีนักศึกษาปริญญาโท มาถามปัญหา ยุทธศาสตร์การทำงานกับสังคม แบบสาธารณโภคี คำถาม จาก นศ.ป.โท ถามพ่อครู ในงานปลุกเสกฯ _ นมัสการ กราบเรียน หลวงปู่ ข้าพเจ้า นางสาวอุรินธา เฉลิมช่วง เป็นนักศึกษาระดับปริญญาโท ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นับถือศาสนาพุทธตามทะเบียนบ้าน และมีโอกาสได้เข้าร่วมโครงการอบรมศีล 8 ที่สันติอโศก เพื่อเรียนรู้วิถีปฏิบัติของชาวอโศกในเบื้องต้น ขณะนี้สนใจทำวิทยานิพนธ์ เรื่องกระบวนการตลาดอาริยะของชาวอโศก เนื่องจากตลาดอาริยะเป็นตลาดที่มีแนวคิดและการปฏิบัติที่ขัดแย้งกับตลาดที่ เป็นอยู่ในปัจจุบันที่เน้นในเรื่องของกำไรที่เป็นตัวเงินเพียงอย่างเดียว อีกทั้งวิถีปฏิบัติของชาวอโศกนั้นยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งขณะนี้เริ่มมีผู้ศึกษาและนำไปปฏิบัติอยู่จำนวนไม่น้อย แต่กิจกรรมของชาวอโศกนั้นสามารถสะท้อนภาพของเศรษฐกิจพอเพียง และการพึ่งพาอาศัยกันได้อย่างเป็นรูปธรรม ก่อนที่จะทำความเข้าใจในเรื่องของกระบวนการตลาดอาริยะนั้น ควรที่จะทำความเข้าใจถึง ประวัติความเป็นมา แนวคิด หลักธรรม วิถีปฏิบัติ โครงสร้างและการจัดการองค์กรของชาวอโศกในภาพรวมกว้างๆ ก่อน เพื่อเชื่อมโยงรายละเอียดไปถึง เรื่องการศึกษาตลาดอาริยะต่อไป ทั้งนี้ขอกราบเรียนถามหลวงปู่ ในประเด็นที่หนึ่ง คือ ภาพรวมของความเป็นอโศก ดังนี้ 1. เท่าที่ศึกษาจากเอกสารที่เกี่ยวกับอโศก ในเรื่องของนโยบายพรรค 19 ด้าน จะถือว่าเป็นยุทธศาสตร์ของชาวอโศกในการทำงานกับสังคมได้หรือไม่

อ่านต่อ

อย่างไร พ่อครู ว่า… ได้ … นโยบายด้าน การเมือง นโยบายด้าน การบริหาร นโยบายด้าน กฎหมาย นโยบายด้าน กระบวนการยุติธรรม นโยบายด้าน เศรษฐกิจ นโยบายด้าน การเงิน นโยบายด้าน กสิกรรม นโยบายด้าน อุตสาหกรรม นโยบายด้าน วิทยาศาสตร์ นโยบายด้าน การสื่อสาร นโยบายด้าน สิ่งแวดล้อม นโยบายด้าน สังคม นโยบายด้าน ศาสนา นโยบายด้าน การศึกษา นโยบายด้าน ศิลปะ นโยบายด้าน วัฒนธรรม นโยบายด้าน สาธารณสุข นโยบายด้าน บริโภค นโยบายด้าน ความสัมพันธ์ระหว่างชาติ นโยบายทั้ง 19 ด้าน เราทำตามธรรม ไม่ได้เอาไปข่มเบ่งใคร เอาตามปัจจุบันธรรมว่า ขณะนั้น ในยุคนั้นๆ สังคมมีค่านิยม หรือมีสิ่งที่เขารับรู้ เขากำลังฮิตหรือสนใจกันอยู่ก็ต้องรู้ว่าสังคมเขามีเช่นนั้น เราก็เข้าใจ 1 . นโยบายด้านการเมือง การทำงานของเรา ตั้งพรรคเพื่อฟ้าดินตั้งแต่ปี 2543 แม้เราจะมีพรรคการเมือง 1 . เราก็ไม่ได้คิดอยากตั้งพรรคการเมือง และเราก็ไม่คิดว่าเราจะไปร่วมการเมืองได้ และ 2. เราประกาศตนเองว่าเราเป็นนักธรรมะ และ 3. เรารู้ว่าค่านิยมการศาสนากับการเมืองเขาแยกกัน เราจะเข้าไปก็ไม่ได้ เรารู้ว่าเขายึดถือกัน ตัวเราก็เท่านั้น เราก็เลยไม่ได้เข้าไปไม่ยุ่งเกี่ยว ทั้งที่เห็นว่าบางกาละเราก็น่าจะไปแสดงความคิดเห็น ส่วนตั้งพรรคการเมืองก็จำนนว่า มีคนตั้งพรรคไม่สำเร็จ ก็เลยมายกให้เรา เขาว่าต้องมีสมาชิกห้าพันคนเป็นพื้น จึงตั้งพรรคได้ เขาเห็นว่าเราน่าจะตั้งพรรคได้ แนวคิดใกล้เคียงกับเขาด้วย เขาเลยพยายามจะให้ตั้ง เขาตั้งชื่อ มีโลโก้มาเสร็จเลย เขาชื่อพรรค " สหกรณ์ " เราก็ใช้โลโก้นี้ เขาว่าขอแล้ว ตั้งไม่สำเร็จ ก็เลยโอนมาให้เราหมดเลย ให้เราดำเนินการรับมา เขายัดเยียดเซ้าซี้มา เราก็เลยว่าตั้งก็ตั้ง เป็นพรรคสหกรณ์ พอตั้งแล้ว พวกสหกรณ์ก็มาบอกว่าเอาชื่อเขามาตั้งชื่อพรรคได้อย่างไร เราก็เลยต้องคิดชื่อใหม่ พอได้ชื่อว่า " เพื่อฟ้าดิน " ต่อมามีกลุ่มประชาชนออกประท้วง ตอนคุณสนธิ พันธมิตรประท้วง เราก็พามวลชนเราออกไปร่วมเรารู้ว่า เขาจะว่าว่าการศาสนาไปยุ่งทำไม เราก็รู้ แต่เราก็จำเป็นต้องไปช่วย เพราะว่ามีแต่การเมืองที่เละเทะ การเมืองขาดธรรมะไม่ได้ เราก็เลยตัดสินใจทำตามแบบพวกเรา ไปให้เกิดความสงบ ไม่ให้เกิดความเดือดร้อนรุนแรง เราไม่ได้ทำเพื่อโลกธรรม เราทำงานการเมืองภาคประชาชน ตั้งแต่ปี 2549 เข้าไปครั้งแรก ที่สนามหลวง ธรรมยาตรา อาตมานำหน้าทัพ เดินนำขบวนแดดร้อนเปรี้ยงพื้นถนนราชดำเนิน เดินไปถึงสนามหลวง เริ่มต้น จนต่อเนื่องมาเรื่อยๆ คำว่า นโยบายการเมืองคือ เราจะทำเพื่อมวลประชาชน เราไม่ได้ทำเพื่อแย่งอามิสอะไร เราจริงใจ ก็พิสูจน์ตนเองมา 2 . นโยบายด้านการบริหาร คือการทำประโยชน์เพื่อสังคม ทั้งรัฐศาสตร์และเอกชนคนทั่วไป เราศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าให้ได้แล้วเราใช้ สัปปุริสธรรม 7 มหาปเทส 4 มาใช้ เราประกาศเลยว่าเราทำงานการเมืองภาคประชาชน ในฐานะเราเป็นพลเมืองไทย เราก็ร่วมทำการเมืองภาคประชาชนไม่เคยคิดว่าเราจะไปสมัคร ส.ส. หรือไปรับตำแหน่งหน้าที่ของภาครัฐ เราไม่เคยคิด เพราะเรารู้ดีว่า นโยบายการเมืองเรา ประชาธิปไตยคือ การทำเพื่อประชาชน โดยไม่ได้หาอามิส เราถือว่าการหาเสียงไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยนั้นประชาชนต้องไม่ถูกครอบงำความคิดมาเลือกเรา แต่ให้เขาเห็นตามภูมิเขาว่าเราเป็นอย่างไร เหมาะจะไปทำหน้าที่ภาครัฐได้ ให้ประชาชนเลือกจริงๆ เราไม่หาเสียง แต่เราทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ ถ้าประชาชนเขาเชื่อถือ จะมาเลือกเราไป ก็จะไตร่ตรองดู แม้เขาจะบอกว่าคุณเหมาะจะไปรับตำแหน่ง แม้จะเลือกเราก็ต้องมาขอคิดว่า มองเราผิดหรือไม่ เราไม่ถึงอย่างนั้นด้วย เราไม่ได้อยากไปเป็น เราทำตามประมาณตน ให้เหมาะสม การบริหาร เราจึงจะทำในภาคประชาชน และตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ด้านการเมืองเรามีทั้งภาครัฐและภาคประชาชน อาตมายังติดหูอยู่เลยที่ คุณชวน หลีกภัย ว่า การเมืองต้องมีในรัฐสภาเท่านั้น ไม่มีนอกสภา อาตมาก็ว่า ต่างกับเรานะ เราก็เข้าใจการเมืองรัฐสภา หรือแม้ข้าราชการก็คือนักการเมืองตัวสำคัญ แต่ ข้าราชการ เขาไม่เข้าใจการเมือง ว่าการเมืองคือผู้ได้ตำแหน่งหน้าที่ แล้วใช้อำนาจนั้น เขาไม่คิดว่าการเมืองคือการรับใช้ประชาชน ข้าราชการ ที่สมัครแล้วได้รับเป็น ข้าราชการ ก็ต้องไปทำเพื่อประชาชน รับใช้ประชาชน แล้วต้องทำให้ดี เพราะคุณรับค่าจ้างจากประชาชน อาตมานิยามว่า นักการเมืองคือผู้อาสาเสียสละ โดยไม่รับสิ่ง พ่อครูว่า แทน สมัครใจช่วยประชาชนด้วยใจจริง ไม่ได้เอาอะไรจากประชาชนเลย อาตมาจึงร่างนโยบายการเมืองไว้ 4 ข้อ ไม่ว่าจะการเมืองระบอบประชาธิปไตย ระบอบคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการหรือราชาธิปไตย ก็ตาม แต่ถ้าทำเพื่อประชาชนจริงไม่เห็นแก่ตัวแก่หมู่พวกตน ทำเสียสละจริงอย่างบริสุทธิ์ใจเต็มความสามารถเขา ก็คือ นักประชาธิปไตย เพราะเขาทำงานเพื่อประชาชน แม้จะมีคนเดียวหรือกลุ่มคณะเล็กๆ ก็ตาม ถ้าเขาเจตนาทำเพื่อประชาชนอย่างจริงใจ ซื่อสัตย์ไม่คอรัปชั่น นี่แหละคือนักประชาธิปไตย ในความหมายของอาตมา ผู้ที่ประกาศว่าตนเป็นประชาธิปไตย แต่เล่นพรรคเล่นพวก ใช้กลยุทธเพื่อให้ได้อำนาจ ดีไม่ดีก็มีหัวหน้าบริษัทถือเป็นใหญ่ ให้บริวารทำงาน แล้วเสแสร้งเรียกว่ า ประชาธิปไตย จะด้วยการซื้อหรือใช้วิธีหลอกล่อ ใช้อำนาจลาภยศมาใช้เป็นเครื่องล่อ ก็ไม่บริสุทธิ์ใจ ต้องให้เป็นว่าประชาชนเขานับถือคุณอย่างจริงใจ ไม่ต้องหาเสียงเลย แต่ถ้ามีความสามารถมากด้วย ก็ยิ่งทำเพื่อประชาชน 3 . นโยบายด้านกฎหมาย อาตมาเรียนรู้จากพระพุทธเจ้า ในสังคมที่หลากหลาย ก็ต้องมีกฎเกณฑ์ห้ามปรามหรือป้องกันไว้ หรือเป็นการส่งเสริม (อภิสมาจาร) เป็นศีลธรรมจรรยา ก็ไม่มีโทษทางกฎหมาย ใครทำก็ดี ใครไม่ทำก็ไม่ดี เป็น อิสรเสรีภาพ มีวิธีตัดสินด้วย อธิกรณสมถะ 7 เหมือนกับทางกฎหมายเขาเรียนกัน เช่น สัมมุขาวินัย คือพิจารณาความพร้อมโจทก์จำเลย มีข้อมูล พยานครบ อธิกรณสมถะ 7 1 . สัมมุขาวินัย ตัดสินในที่พร้อมหน้า ทั้งโจทย์และจำเลย พร้อมพยาน ตามพยานหลักฐาน 2 . สติวินัย ถือสติเป็นหลัก การยกเลิกความผิดเพราะเป็นพระอรหันต์ หรืออริยบุคคลที่จะไม่ทำผิดวินัยในข้อนั้นได้ 3 . อมูฬหวินัย ผู้หายจากเป็นบ้า การเลิกความผิดเพราะผู้กระทำผิดนั้นวิกลจริต หรือเป็นบ้า 4 . ปฏิญญาติกรณะ ทำตามที่รับ การตัดสินตามการยอมรับผิด คำสารภาพของผู้กระทำผิด 5 . ตัสสปาปิยสิกา ลงโทษแก่ผู้ผิดที่ไม่รับ การลงโทษพยานผู้ที่ไม่ยอมพูดในการสอบสวนของคณะสงฆ์ 6 . เยภุยเยสิกา การตัดสินตามมติเสียงข้างมาก 7 . ติณวัตถารกวินัย ดุจกลบไว้ด้วยหญ้า วิธีประนีประนอม การตัดสินยกฟ้อง เลิกแล้วต่อกัน (ในกรณีทะเลาะกัน) 4 .นโยบายด้านกระบวนการยุติธรรม 5 . นโยบายด้านเศรษฐกิจ เราทำสอดคล้องกันกับของพระพุทธเจ้าและของในหลวง เรามุ่งทำสาราณียธรรม 6 พุทธพจน์ 7 และวรรณะ 9 เรารู้ว่าคนจะมาจนนั้นมีน้อย แต่เรามั่นใจว่าทำถูกทาง ไม่เป็นหนี้ พึ่งตนเองรอด ทำให้มากให้เหลือแล้วเผื่อแผ่แบ่งปันคนอื่น นี่คือเศรษฐศาสตร์บุญนิยม ที่ตรงข้ามกับ เศรษฐศาสตร์ทุนนิยม 6 . นโยบายด้านการเงิน เราถือว่าเงินคือ เครื่องใช้อันหนึ่ง เหมือนโต๊ะเก้าอี้ แต่เงินคือเครื่องแลกเปลี่ยน หรือตั๋วแลกเงิน ใช้เหมือนวัตถุอุปกรณ์สังคม ไม่ใช่แก้วสารพัดนึกเอาไปฟาดหัวคนหรือจ้างผีโม่แป้ง จ้างเทวดามาล้างส้วม ไม่ใช่เลย แต่เราใช้เป็นเพียงอุปกรณ์ แล้วเราซื่อสัตย์สุจริต เราบังคับไม่ได้ แต่คนจะซื่อสัตย์จะต้องล้างกิเลสได้ ถ้าล้างได้เขาก็ไม่โกงจริง การเงินต้องซื่อสัตย์ และเงินคืออุปกรณ์ใช้งานหนึ่งเท่านั้น บางทีคนเห็นของทิ้งไว้ เป็นสิ่งของราคาอาจเป็นพันเป็นหมื่น แต่ก็ไม่ดูแล ไม่เอาใจใส่ แต่ธนบัตรใบละ 10 บาท หรือ 100 บาท ก็เก็บเลย ไม่ให้เปียกด้วย ถ้าเห็นตกอยู่ จะเก็บทันที ทั้งที่ค่าน้อยกว่าข้าวของทิ้งไว้อีก คนนี้เห็นเงินเป็นพระเจ้า 7 . นโยบายด้านกสิกรรม เราก็ทำการกสิกรรมให้มีประโยชน์ที่สุด ให้มีคุณค่าทางอาหาร ให้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค โดยให้สะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีพิษภัย แล้วเอามาแจกจ่ายเจือจานกัน แม้แต่นโยบาย ข้าวไม่ใช่สินค้า แต่ข้าวคืออาหาร ที่ต้องแบ่งปันกันกิน คำว่าแบ่งปันกัน อาจแลกเปลี่ยนบ้าง ให้ได้ทุน แต่ว่าไม่ใช่เอาไปใช้เอาเปรียบคนอื่น เพราะพระพุทธเจ้าว่า ข้าวเปลือกคือทรัพย์อย่างยิ่ง ที่เราต้องแบ่งปันกันกิน เป็นอาหารชั้นหนึ่งสร้างให้มาก ไล่แจกกันไป ใครเดือดร้อนก็แจก อาตมาถึงออกหลักเกณฑ์ 3 อาชีพกู้ชาติ คือ การกสิกรรมธรรมชาติ ปุ๋ยสะอาด ขยะวิทยา เราก็ทำให้มากให้คุ้ม พึ่งตนเองรอด เหลือก็แจกจ่ายสังคม อย่างน้อยเรามีกินก่อนพึ่งตนเองได้ มีเหลือก็แจกจ่าย 8 . นโยบายด้านอุตสาหกรรม เราไม่เก่งแต่ก็ทำเท่าที่ได้ อย่างโรงปุ๋ยเราก็ไม่มีเงินมากไปซื้อเครื่องมือมาก แต่เราก็พัฒนาตนไป แต่ก่อนเราต้องใช้ฟืนเผาเพื่ออบปุ๋ย ก็เสียทรัพยากร แต่ต่อมาเราก็ใช้วิธีใช้ลมพัดให้เย็นแทน ปรากฏว่า ทำให้จุลินทรีย์มีชีวิตได้ดีกว่าใช้ความร้อน ก็ได้วิธีใหม่ โดยใช้พัดลมให้ความเย็น ง่ายๆ ก็สำเร็จแล้ว ตอนนี้ปุ๋ยเราจุลินทรีย์ดีมาก อีกอย่างของเรามีเรือมาก บางลำลงน้ำได้ก็เรียกว่า " เรือเรือน " ส่วนลำที่ลงน้ำไม่ได้ก็เอาไปเป็น " เรือนเรือ " อาตมาตั้งชื่อไว้หลายลำเช่น เฮือนเฮือเอิ้นขาน วานดั้ย ใซ่ดี มีมา อย่ามี ดีโฮ 9 . นโยบายด้านวิทยาศาสตร์ เราก็ใช้ ไม่ปฏิเสธ ทุกวันนี้วิทยาศาสตร์มันเฟ้อ เอาไปใช้เป็นโทษภัยเยอะ เราก็เข้าใจ แม้อุตสาหกรรมทำอาวุธ หรือเทคโนโลยีไปช่วยคนผิด ไม่น่าส่งเสริม เป็นสินค้าที่ขายไปแต่เป็นภัยต่อสังคมเป็นสิ่งเลวร้าย แม้สิ่งมอมเมาอีกเยอะ 10 . นโยบายด้านการสื่อสาร ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องสื่อสารสู่สังคม โดยบริสุทธิ์ไม่ใช้เป็นงานแลกอามิส แต่ก่อนเราทำสื่อหนังสือ แต่ต่อมามีเทป ซีดี ดีวีดี ต่อมามีคอมพิวเตอร์ มีโทรทัศน์ เราก็พอทำได้เท่าที่ทำได้ อยู่ที่นโยบายว่า " สื่อสารเพื่อสื่อสาระ " ที่จะให้แก่ประชาชนไม่ใช้เป็นเครื่องมือแลกเปลี่ยนอามิส แม้แต่โทรทัศน์เราก็ไม่ใช้ไปหาเงินทอง หรือไปเรี่ยไรให้คนมาบริจาค ไม่ประกาศทั่วไป นอกจากประชาชนทั่วไป เป็นญาติธรรมจึงจะบริจาคได้ แต่คนนอกไม่ได้ จะมาขายสินค้าไม่ได้ ไม่เรี่ยไรด้วย เราก็ตั้งคณะสื่อสาร ทางด้านโทรทัศน์ วิทยุ ก็จะค่อยสอนกันไปให้เป็นนิเทศศาสตร์ออกไปทำงานให้สังคม ไม่ใช่ไปรีดนาทาเร้นสังคม เราเข้าใจสื่อสารเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติเช่นนี้ 11 . นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม เราพยายามทำให้สิ่งแวดล้อมไร้มลพิษ พึ่งพากัน น้ำพึ่งดิน ดินพึ่งไฟ ไฟพึ่งลม หมุนเวียนให้เหมาะสม สถานที่ชุมชนเราจะ มีน้ำ มีดิน มีต้นไม้ ธรรมชาติที่ควรมี อย่างบ้านราชฯ มีแต่น้ำกับดิน แต่ก่อนไม่มีหิน เราก็เหน็ดเหนื่อยขนหินมา ต้นไม้ใหญ่ก็ไม่ค่อยมี เราก็ทำให้มีต้นไม้ แม้การเคลื่อนไหวของน้ำก็เป็นพลังงาน เราก็ทำไป ทุกแห่ง ตั้งแต่อาตมาพาตั้งชุมชน อาตมาพาสร้างคลอง น้ำ ป่า เขา แม้แต่สันติอโศกมีน้ำตก มีลำธารไหล เขาก็สงสัยเวลาเข้าไปว่า อยู่กลางกรุงได้อย่างไร ที่ปฐมอโศก ศีรษะอโศกจนมาถึงราชธานีอโศก เราพยายามทำตามพระพุทธเจ้าให้มีสัปปายะ 4 คือ 1 . เสนาสนสัปปายะ 2 . บุคคลสัปปายะ ซึ่งสำคัญ คนนี่แหละคือ มิตรดี มีจิตใจร่วมกัน สหายดี (รู้จักสิ่งที่ควรได้ เรียกว่าประโยชน์ร่วมกัน) สังคมสิ่งแวดล้อมดี กัลยาณสัมปวังโก นอกจากนั้นก็มี 3 . อาหารสัปปายะ ก็ให้เหมาะสมพอเหมาะ สำคัญคือ 4 .ธรรมสัปปายะ มีธรรมะไม่ใช้พวกอธรรม ในนี้ นี่คือสัปปายะ 4 12 . ด้านสังคม ก็นับเนื่องมาทุกด้านมาประกอบกัน และจะรวมไปตั้งแต่ ข้อ 13 - 19 13 . ด้านศาสนา เน้นจริยธรรม คุณธรรม ถึงโลกุตรธรรมเลย 14 . นโยบายด้านการศึกษา อาตมาเห็นความล้มเหลวของการศึกษาทั่วไป เลยมาตั้งการศึกษาสัมมาสิกขาเอง มีปรัชญาการศึกษา ศีลเด่น 40 % เป็นงาน 35 % ชาญวิชา 25 % แต่ในวิชาการ 25 ส่วนของเรา ก็ทำให้ได้เต็มร้อย เท่าเขาได้ ไม่ให้ด้อยกว่าเขา แล้วก็ทำหลักเกณฑ์การศึกษา 15 . นโยบายด้านศิลปะ เดี๋ยวนี้ศิลปะเป็นอนาจารเยอะ และก็มอมเมาหลอกล่อ เอาเงินเอาทองจากประชาชน อาตมาจบอนุปริญญาด้านศิลปะ เรียนเพาะช่างอยู่ 5 ปี การศิลปะเราต้องทำเพื่อให้เกิดมงคลอันอุดม 16 . ด้านวัฒนธรรม คือศิลป์และศาสตร์ คือพฤติกรรมมนุษย์ และสังคม ถ้าทำเป็นหายนะ ไม่ดีก็คือหายนธรรม ไม่ใช่วัฒนธรรม ยกตัวอย่างง่ายๆ บางประเทศเขาทำจิตวิทยาเพื่อกลบเกลื่อนการเปลือยกาย เขารู้นะ แต่มาหลอกดูกัน เขาถือวัฒนธรรม ว่าไม่ถือกัน นอนเปลือยกายอาบแดด ไม่ถือกันแต่แท้จริงกิเลสมันสั่งให้ทำ อันนี้เรารู้ทัน ศาสนาถึงไม่ให้ทำ ศาสนาอิสลามเอาหนักให้คลุมหมดเลย แต่ทางอีกด้านให้เปลือยกายเลย มันคนละความคิด แต่จริงๆ คือ บ่อแห่งความเสื่อมในทางกาม ศาสนาพระพุทธเจ้ารู้ดี จึงไม่เอา 17 . นโยบายด้านสาธารณสุข 18 . นโยบายด้านการบริโภค พระพุทธเจ้าสอนไว้หมด จะเป็นบริโภคอาหารหรือยา ท่านถือว่าเป็น บริโภคเป็นอาหารภายใน ส่วนอุปโภคคืออาหารภายนอก อย่างเราทำตลาดอาริยะก็ทำอย่างไม่มอมเมา 19 . นโยบายด้านความสัมพันธ์ระหว่างชาติ เราจะไม่ถือว่าต่างชาติเป็นเหยื่อในการเอาเปรียบ แต่เราคบด้วยจริงใจ แม้การค้าเราก็ทำอย่างขาดทุนของเราคือกำไรของเรา เราทำไม่ได้ก็ทำในประเทศก่อน จนผลผลิตเรามากพอก็จะส่งไปต่างประเทศ หรือว่าผลผลิตเราดี เขาขอร้องมา เราก็จะช่วยเขา เราไม่ได้ตั้งราคาขูดรีดเขา และถ้าเขามีทุนรอนดีพอจะให้เราได้ ก็เอาเกินทุนได้ แต่ถ้าเขาไม่มีทุนพอเราก็ให้เขาอย่างขาดทุนได้ หรือให้เขาฟรีได้ เราจะคบอย่างมีมิตรสหาย ไม่ใช่ไปล่าเอาประโยชน์จากประเทศอื่น เรามีทูตไปประเทศอื่นให้ไปดูว่าเรามีอะไรจะช่วยเขาได้ ไม่ใช่ทูตที่จะไปเอาเปรียบเขา

_ บุญญาวุธหมายเลขต่างๆ คืออะไร มีความสัมพันธ์อย่างไร หรือไม่ กับนโยบายของพรรค หรือ มีความสัมพันธ์อย่างไรในการทำงานกับสังคม พ่อครูว่า… บุญญาวุธ ตอนนี้เรามี 7 ด้าน หมายเลข 1. ตลาดอาริยะ 2 . อาหารมังสวิรัติ 3 . กสิกรรมไร้สารพิษ 4 . สุขภาพบุญนิยม 5 . การศึกษาบุญนิยม 6 . การสื่อสารบุญนิยม 7. การเมืองบุญนิยม 1 . อาหารมังสวิรัติ คืออาหารไม่มีโทษภัย มีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ สุขภาพ และด้านศาสนาก็สร้างจิตเมตตาไม่สร้างบาปด้วย 2. ตลาดอาริยะ คือผู้ประเสริฐ ส่งเสริมการผลิตให้เพียงพอแก่การใช้ บริโภค ในชุมชน ส่วนเหลือ แจกจ่ายสะพัดสู่ชุมชนอื่น ในรูปการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ด้วยลักษณะเกื้อกูลตามหลักบุญนิยม หลักการแจกจ่าย และแลกเปลี่ยน หรือซื้อขาย ของบุญนิยม มีเจตนาตั้งใจเสียสละให้ได้มากที่สุดยิ่งๆ ขึ้นเสมอ ขั้นที่ 1 ขายในราคาพยายามให้ต่ำกว่าราคาตลาดให้ได้มากที่สุดเท่าที่สามารถ ขั้นที่ 2 ขายในราคาเท่าทุน ขั้นที่ 3 ขายในราคาต่ำกว่าทุนให้ได้มากเท่าที่สามารถ ขั้นที่ 4 แจกฟรี หรือให้เปล่า ตลาดอาริยะนี่เป็นบุญนิยม ขั้น ที่ 3 ถึง ขั้นที่ 4

มีคำถามเพิ่มเติมค่ะ _ อยากให้หลวงปู่ช่วยประเมินผล การดำเนินการตลาดอาริยะ ในรอบ 35 ปี ที่ผ่านมาว่าประสบผลสำเร็จแค่ไหน อย่างไร มีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข อย่างไรบ้าง และสัมพันธ์กับสัมมาทิฏฐิ 10 ใน 3 ข้อแรก (ทินนัง ยิฏฐัง หุตัง) อย่างไรบ้าง พ่อครูว่า … มีผลแน่ ปีนี้ สินค้ามากกว่าเก่า โดยเฉลี่ย เวลาขายก็ขายเต็มที่ บางทีวันที่ 3 ก็หมดแล้ว สรุปผลแล้วมีผลเจริญงอกงาม เป็นผลดีให้แก่สังคม ส่วนข้อบกพร่องก็มีบ้าง มันกว้างขึ้น ยากขึ้น สำเร็จแค่ไหนก็น่าพอใจ มีการชนะรายทาง จะให้คำนวณเป็นคณิตศาสตร์ อาตมาไม่สามารถคิดได้ละเอียด แต่เราเจริญตามประสาเรา กลุ่มเล็กๆ ทำด้วยใจ ถ้ารัฐบาลเอาไปทำบ้างจะดี ขออย่าให้ประชานิยมมาแฝงรับรองว่าจะเป็นงานช่วยประชาชนได้จริง อย่างแนวคิดตลาดอาริยะนี่แหละ รัฐมีหน้าที่เสียสละให้ประเทศชาติอยู่แล้ว รัฐมีหน้าที่ พ่อครูว่า แทนประชาชนอยู่แล้ว นี่คือพาณิชย์บุญนิยม แต่เขาก็ไม่ค่อยกระเตื้องเท่าไหร่ ปีนี้ทางราชการเขาก็จะมาเชื่อมต่อ เราก็ไม่สามารถไปชี้ได้ แต่ก็ให้เขาเห็นเราทำไปเอง อาตมาไม่มีหลักฐานให้พวกเราเรื่องตัวเลข เราจะทำตลาดอาริยะได้จริง เพราะกิเลสคนน้อยลงได้จริง ถ้าลดไม่ได้ก็จะเป็นการหลอกลวงเท่านั้น ถ้าลดกิเลสจริงจะเป็นผู้รับใช้สังคม ถ้าเป็นข ้าราชการ ประจำ หรือ ข้าราชการ การเมือง ก็สามารถทำนโยบายสร้างนักค้าขายที่กิเลสลดแล้วเป็นจริง จะเกิดปัญญาความเข้าใจ เป็นสัจจะ ถ้าเขาทำได้จะทำอย่างจริงใจ เพราะเขารู้ว่าทำกุศลก็ทำ แต่ถ้าเขาสอนให้รวยๆ ก็ต้องไปเอาจากคนอื่นก็เป็นอกุศลสิ ครอบงำกันไป ใครเชื่อก็เป็นเหยื่อพากันตกนรกหมกไหม้ เรายิ่งพยายามเร่งรัดให้มาจน เขาก็ยิ่งเร่งรัดให้ไปรวย ก็แล้วแต่ภูมิปัญญาของคน

ต่อไป พ่อครูว่า ปัญหาอื่นๆ จากคนอื่น

_1 .พระภิกษุผู้ต้องอาบัติปาราชิกแล้ว จะสามารถเป็นพระอาริยะระดับที่ 1 - 4 ได้หรือไม่ พ่อครูว่า… ก็ปิดประตูเลย โดยหลักการคือปฏิบัติธรรม ข้อแรกคือต้องมี มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี คนปาราชิกแล้วจะเข้าสู่หมู่มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีไม่ได้ นี่คือปิดประตูนิพพานเลย ขนาดคุณอยู่ในนี้ แล้วพากเพียรขยันยังยากเลย แล้วเขาจะได้อย่างไร? แต่ตอนนี้ ไม่เชื่อคำสอนพระพุทธเจ้า สมีอุ้มสมีก็พากันลงนรกทั้งคู่ เป็นเรื่องชัดเจน

_2 . เรียนถามว่า ผู้มีสภาวะแต่ไม่รู้บาลีจะมีหรือไม่? พ่อครูว่า ...ได้ ขอให้คุณพยายามฟังธรรม แม้จำภาษาเทคนิคไม่ได้ก็ต้องเข้าใจ เข้าใจลีลาอาการ ลิงคะ นิมิต ให้ได้ว่าอาการแบบนี้เป็นอย่างไร เป็นการยึดถือ อ่านให้ออก แล้วจะรู้กิเลสเห็นแก่ตัว โลภ โกรธหลง เห็นว่ามันไม่เที่ยง พาทุกข์ เป็นโทษภัย แล้วคุณมีปัญญาทำให้กิเลสห่อเหี่ยวสลายไป กิเลสไม่กล้าตอแยเลย กิเลสออกจากชีวิตเราเลย นี่คือปัญญาและเจโตแข็งแรง คุณรู้ลักษณะนามรูปอย่างถูกตัวตน นามธรรม แต่ถ้ารู้ภาษาด้วยก็ใช้ได้สะดวก ถูกจังหวะสภาวะเหตุการณ์ แต่แม้ไม่รู้จักชื่อแต่ใช้ได้ถูกต้อง ก็บรรลุอรหันต์ได้เหมือนกัน

_3 . ดิฉันคนข้างวัด มีเรื่องร้องเรียนพ่อท่าน ถึงสิ่งที่ประสพมาจากปะ ผู้น่าจะมีศีล เพราะทั้งกิริยาและคำพูดหยาบมาก จนดิฉันตกใจว่านี่หรือผู้มีศีล รู้ว่าปะท่านนี้ย้ายมาจากหลายพุทธสถาน เขียนมาครั้งนี้เพื่อว่าจะได้ไม่พบเจออีกต่อไปใช่ไหมคะ พ่อครูว่า… เอา..ก็ไปตรวจตัวเองก็แล้วกัน ในขุมทรัพย์ที่เขาให้มา

_4 . จากเพลงกลับบ้านเถิดลูก พ่อปลูกอโศกให้เจ้า...ถ้าลูกกลับบ้านแล้วทำอโศกเจ๊ง พ่อจะฆ่าลูกไหม? พ่อครูว่า… เห็นอาตมาเป็นมือประหารขนาดนั้นหรือ? ขออภัย อาตมาว่า ตามโจทย์ ถ้าลูกกลับบ้านแล้ว ทำอโศกเจ๊ง ก็อาจใช้ไม้เรียวหวด ไม่ถึงกับฆ่าหรอก อาตมาก็ไม่เก่งจะใช้หอกปากเสียด้วย แต่ถ้ารู้ว่าจะมาแล้วทำเสียก็อย่าเพิ่งมาก็แล้วกัน _5 . ถ้าสมบัติของพ่อ พี่ๆ เขาไม่แบ่งจะทำอย่างไร? พ่อครูว่า… ก็จะไปหวงทำไม มาแบกเป็นเราเป็นของเรา มันหนักนะ คุณอาจหมายว่า มาอยู่แล้วจะใช้อะไรที่นี่บ้าง เขาไม่ให้ เราก็ถือว่าเราไม่ดีพอ ไม่มีน้ำหนัก ก็ทำอย่างบริสุทธิ์ใจต่อไป มันหัดให้เราเจียมตัว ลดตัวตน มันได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้าไม่เสียสุขภาพ ก็ทนเถอะ หากทนไม่ไหวก็ออกไปก่อน ถ้าเดือดร้อนยังไงก็บอกผู้ใหญ่ได้

6 . อยู่กับสังคมภายนอก 22 ปี อยู่กับเนื้อสัตว์มา 22 ปี แต่ก็สัมผัสแล้วรู้สึกว่าหอมน่ากิน แต่ก็ไม่ได้อยากกิน สภาวะจิตเช่นนี้เป็นอย่างไร? พ่อครูว่า… ก็บอกว่าหอมน่ากิน แล้วจะรู้ว่าจิตคุณไม่ได้อยาก มันก็แค่รู้ว่าน่ากิน แต่คุณไม่อยาก แน่นะ ก็สมมุติว่า จิตคุณจำได้ แต่คุณไม่ได้อยากแล้วก็ชนะใช้ได้ อ่านว่าไม่ได้อยากมาบำเรอตนบำเรอใจ ว่าน่านะ อันนี้ หรืออันนี้ไม่น่านะ แต่ใจคุณไม่ได้อยากมาให้แก่ตัวก็ใช้ได้นะ

_7 . อยากถามว่าทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่ญาติพี่น้อง บิดามารดาที่ตายแล้วเขาจะได้รับไหม? พ่อครูว่า ... ไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนว่า กัมมัสโกมหิ แปลว่ากรรมเป็นของๆ ตน ใครทำก็เป็นของๆ คนนั้น ทำแล้วใส่อัตภาพเป็นวิบากเรา แม่ทำตั้งแต่เป็นๆ ทำเองแม่ก็ได้ จะเป็นกุศลหรือบาปก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่บุญ บุญคือการล้างกิเลส ล้างแล้วบุญก็หมดไป ถ้าล้างกิเลสหมดก็หมดบุญ คำว่าจะอุทิศบุญแก่กัน เป็นๆ ก็ทำไม่ได้เลย ใครทำก็เป็นของตน กรรมทายาโท ตายไปเราก็รับมรดกกรรมของตน เป็นของตนไม่หกตกหล่น ไม่ระเหยระเหิด ไม่หายไปไหน สะสมเป็นของเราหมด กุศลอกุศล แต่อะไรมากกว่าก็ออกฤทธิ์ กุศลเหมือนคนใจดี ไม่ค่อยตามไล่ แต่ว่าอกุศลเหมือนหมาไล่เนื้อ คอยไล่ตามไป วิธีการพระพุทธเจ้าคือให้หยุดทำบาป ทำแต่กุศล หมาไล่เนื้อจะวิ่งไล่ไม่ทัน อุทิศไม่ได้แปลว่าส่งไปให้ แต่แปลว่า การเจาะจง อุทิศมังสะ เขาก็ไปหมายว่า ฆ่าสัตว์มาให้ผู้นั้นๆ จะกินไม่ได้... เป็นเรื่องตลก ที่จริง การเจาะจง ท่านหมายความว่า มีคนฆ่าที่ครบองค์ 5 ปานาติบาต คือ สัตว์มีชีวิตก็รู้ว่ามีชีวิต เจตนา จงใจเจตนาฆ่า พยายามฆ่าสัตว์ตายลง ก็ครบเลย อุทิศ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน