580406_ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๙ บ้านราชฯ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม ๑.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580406_ ทวช. ปลุกเสกฯครั้งที่ 39 โดยพ่อครู บ้านราชฯ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม 1
พ่อครูว่า...วันนี้ วันที่ 6 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก งานของเรามีการเอื้อมเอื้อเกื้อกว้างมากขึ้น เราเจริญขึ้น แต่อย่างไม่เหมือนกับโลกปุถุชนสามัญ ที่อยู่ในภพของ โลกธรรม กามและอัตตา เป็นความเจริญอีกรูปหนึ่ง ความเจริญของอย่างของเขาแบบอริยะ หรืออารยะก็เจริญแบบของเขา แต่ของเราเจริญอย่างลึกซึ้งด้วยจิตจริง ลึกซึ้งด้วยปัญญา ที่เป็นปัญญาในระดับเดาไม่ได้ มันปฏิโสตัง ทวนกระแส
อย่างในหลวงเราตรัสว่า ในความก้าวหน้าที่เจริญในการปกครองต้องเอาแบบคนจน ท่านก็ตรัสในความหมายที่ลึกซึ้ง กว้างไกล วิเศษมาก คนทั้งโลกฟังแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่เห็นว่าน่าอัศจรรย์ย ิ่ งใหญ่ แต่อาตมามองเห็นความยิ่งใหญ่นี้มาก แล้วภาคภูมิใจในหมู่พวกเราที่เป็นได้ สอดคล้องกับในหลวงเราตรัส อาตมารู้ว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ คนก็อาจหาว่า อาตมายกยอในหลวงเล่นๆ แต่เขาไม่เข้าใจอย่างอาตมาเข้าใจ อาตมาไม่ได้พูดเล่นๆ และมีความจริงขั้นไหน คนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยหรอก
สังคมไทยเรามีเหตุการณ์พิเศษเกิดมนุษย์ชนิดนี้เป็นชุมชน หมู่เมืองแล้ว เป็นมนุษย์พันธ์ใหม่ที่เกิดด้วยกุศลกรรม กรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นเผ่าพันธ์ มีกุศลกรรมครบ กุศลกรรมบท 10 เช่นว่า เราจัดงาน ตอนนี้ต่อจากปลุกเสกฯ ก็เป็นตลาดอาริยะ เราจัดมาแต่ พ.ศ. 2533 มาถึงวันนี้ครั้งที่ 36 แล้ว ก็มีการร่วมกับทางจังหวัด เขาเชื่อมกับเราโดยเต็มใจ อาตมามุ่งมั่นคื น ชีวิตให้แม่มูน แม่น้ำมูนนี้ไม่มีน้ำเสียน้ำเน่ามากมายอะไร สะอาดกว่าเจ้าพระยา ของดีอย่างนี้อย่าฉลาดน้อยในการใช้
เรื่องตลาดอาริยะเราทำมา 30 กว่าปีแล้ว ปีนี้ ดูพวกเราจะไม่คึกคัก ดูจืดๆ ที่จริงน่าจะคึกคักนะ ทางจังหวัดเขาก็ประสานเราเต็มที่เลย ให
อ่านต่อ
้เราใช้เรือไป 7 ลำเลย กิจการเราก้าวหน้า แต่เจ้าภาพที่มาร่วมทำไมน้อยลง ถอยลง แต่ละกลุ่มแต่ละจังหวัดก็ถอยไป ไม่มีไฟเลย แต่ของเราไม่ได้เอาภพชาติ วิมานมาเป็นสิ่งที่หลอกลวงคน ซึ่งทุกวันนี้เขาเอากาม เอาภพชาติ ไปหลอกลวงคน ปั้นหลอกคน ย ิ่ งรูปภพ อรูปภพ คนไม่รู้จัก ก็เอาไปปั้นหลอกคนกันมากมาย
พระไตรฯ ล. 16 ข. 43 พระพุทธเจ้าตรัส เรื่องความมีกับความไม่มี
5 . กัจจานโคตตสูตร [ 42 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ครั้งนั้นแล ท่านพระกัจจานโคตต์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาค นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า พระพุทธเจ้าข้า ที่เรียกว่าสัมมาทิฐิ สัมมาทิฐิ ดังนี้ ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ จึงจะชื่อว่าสัมมาทิฐิ ฯ
[ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคลเห็นความเกิดแห่งโลก (โลกสมุทยัง) ด้วยปัญญาอันชอบ (สัมมาปัญญา) ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก (โลกนิโรธัง) ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบาย อุปาทาน และอภินิเวส แต่พระอริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ซึ่งอุบายและอุปาทานนั้น อันเป็นอภินิเวสและอนุสัย อันเป็นที่ตั้งมั่นแห่งจิตว่า อัตตาของเรา ดังนี้ ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่าทุกข์นั่นแหละ เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับ ย่อมดับ พระอริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้ โดยไม่ต้องเชื่อผู้อื่นเลย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล กัจจานะ จึงชื่อว่า สัมมาทิฐิ ฯ
[ 44 ] ดูกรกัจจานะ ส่วนสุดข้อที่ 1 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ ส่วนสุดข้อที่ 2 นี้ว่า สิ่งทั้งปวงไม่มี ตถาคตแสดงธรรมโดยสายกลาง ไม่เข้าไปใกล้ส่วนสุดทั้ง 2 นั้นว่า เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ ... ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ เพราะอวิชชานั่นแหละ ดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
จบสูตรที่ 5 ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ในมูลสูตร ท่านก็ตรั ส เวทนาคือสัมโมสรณา ผู้ใดไม่เข้าใจเวทนาในเวทนา ต่อให้ไปนั่งหลับตาทำสมาธิให้เก่งอย่างไร ก็จะได้แค่สร้างรูปภพ อรูปภพเท่านั้น
การปฏิบัติธรรมต้องอ่าน นามรูป ให้ออก โดยใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ เราต้องรู้สัญญา แล้วใช้ให้เป็น สัญญา เป็นเจตสิก 3 ของวิญญาณ หรือเป็นหมวดแห่งกาย คำว่า กายคือองค์ประชุม คือ เทฺว ธมฺมา ไม่ได้แปลว่าเดี่ยวๆ คือองค์ประชุม ทุกวันนี้เขาหมายคำว่า กายไปเป็นภายนอกเท่านั้นไม่เกี่ยวกับนามธรรม อันนี้ก็ผิดเลย
จุดเริ่มต้นปฏิบัติธรรมอยู่ที่ กายในกาย ถ้าไม่รู้จัก กาย ก็ปฏิบัติผิดแต่ต้นเลย ไม่มีทางพ้นสักกายทิฏฐิได้เลย เพราะเข้าใจกายอย่างแค่ธรรมอย่างเดียว ไม่ใช่ เทฺว ธมฺมา
วันนี้ตั้งใจจะอธิบาย ธรรมะสองอย่างคือ โลกหรืออัตตา อธิปไตยที่เป็นธรรม
เอามาแยกแล้วก็เรียบเรียงเป็นหัวเรื่อง จากคำว่า โลกาธิปไตย อัตตาธิปไตยและธรรมาธิปไตย ที่อาตมาว่าสมบูรณ์ในการให้ความหมายของมนุษยชาติ
1 . คนที่มีตนเป็นใหญ่ได้แล้ว (อัตตาธิปไตย) มีสติพิจารณาละอกุศล จนเกิดอธิปไตยให้แก่ตน คนที่เป็นใหญ่ได้นี่คือคนยิ่งเป็นเล็ก แต่คนที่ไม่มีอธิปไตยแบบของพระพุทธเจ้านี่ พอได้ใหญ่ก็ลืมเล็กของตนไปหมด กลายเป็นเบ่งมากเลย เหมือนบางประเทศพอรู้สึกว่าตนใหญ่ขึ้นมาก็เบ่งไปทั่วโลกเลย 2 . คนที่มีโลกเป็นใหญ่ (โลกาธิปไตย) มีปัญญาเพ่งพินิจไปกับการงานช่วยโลก โดยมีอิทธิวิธญาณต่างๆ มีจิตอันไม่หวั่นไหวกับโลกธรรม 3 . คนที่มีธรรมเป็นใหญ่ (ธัมมาธิปไตย) ประพฤติโดยทำธรรมนั่นแหละให้เป็นใหญ่ แล้วละอกุศล เจริญกุศล ละกรรมที่มีโทษ เจริญกรรมที่ไม่มีโทษ บริหารตนให้บริสุทธิ์ (อธิปไตยสูตร พตปฎ. เล่ม 20 ข. 479 )
โลก หรือ อัตตา อธิปไตยที่เป็นธรรม อธิปไตย หรือ อำนาจ ที่คนทั่วไปในโลกทุกวันนี้ เข้าใจและอยากจะให้เป็นนั้นคือ ให้คนทุกคนได้อำนาจเท่าเทียมกัน ประชาธิปไตย ที่คนในโลกเข้าใจกันว่า ประชาชนแต่ละคนต้องมีอิสระเสรีภาพเป็นของตนเองเต็มที่ และเข้าใจหรือเห็นว่า คนทุกคนแต่ละคนนั้นควรมีสิทธิ์คิดเห็นออกความเห็นของตัวเองได้เต็มที่ ทำอะไรตามความต้องการของตนได้เต็มที่ จึงมีคำว่า ประชาธิปไตย อันหมายความว่า อำนาจเป็นของประชาชนทุกคน ประชาชนได้ประโยชน์จากที่มีการเฉลี่ยมาให้อย่างสุจริตทั่วถึง โลก ทั้งโลกทุกวันนี้ มีค่านิยม ยอมรับนับถือ ความเป็น ประชาธิปไตยเกือบทั้งโลกกันแล้ว มีบ้างบางประเทศที่ยังชื่อว่าเป็น คอมมูนิสต์หรือสังคมนิยม อำนาจเต็มเป็นของคนกลุ่มเดียวเท่านั้น ไม่ให้สิทธิกลุ่มอื่น อย่างนี้ ถือว่าไม่ใช่ ประชาธิปไตย แม้คนกลุ่มนี้จะทำเพื่อ ประชาชนให้ได้รับประโยชน์อย่างสุจริต โดยคนกลุ่มนี้เสียสละเต็มที่สุดความสามารถเท่าที่ทำได้ อย่างไรก็ตาม ก็ชื่อว่า ประชาธิปไตย ไม่ได้ สำหรับคนที่ติดยึดได้แค่รูปแบบหรือหลักเกณฑ์ หรือยังมีบ้างที่ชื่อว่าตนเป็น เผด็จการหรือราชาธิปไตย อำนาจเต็มเป็นของคนผู้เดียว แม้ผู้เดียวคนนี้จะทำดีมากแค่ไหน ทำเพื่อผู้อื่นทั้งหมด ทำงานเต็มที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนให้เต็มที่ ไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเลย ก็ตาม เขาก็เรียกกันว่า เผด็จการ เพราะใช้อำนาจบาตรใหญ่คนเดียว แต่กระนั้น แต่ละคนก็พอรู้ถ้วนทั่วแล้วว่า การได้อำนาจเป็นของตนเองเต็มที่ นั้น คือความเป็นอิสระเต็มในความเป็นคน เพราะแต่ละคนล้วนมีความฉลาดรอบรู้หมดแล้วว่า ควรให้อำนาจเป็นของประชาชนให้ทั่วถ้วน ดีที่สุด ประเสริฐที่สุด ประชาชนแต่ละคนจึงเข้าใจว่า ตนต้องได้ อำนาจ เป็นของตน แต่ละคนจึงต่างก็ตั้งใจกระทำทุกอย่างที่สามารถจะทำได้ เพื่อให้ตนเอง มีอำนาจในตนเอง เพราะทุกคนต่างก็เป็นประชาชน ทุกคนจึงคือผู้สร้าง อำนาจให้แก่ตนเอง ทั้งนั้น และได้ความเป็น ตัวเองหรือตัวตนทั้งนั้น แต่ละคนจึง มีอำนาจเป็นของตนเอง กันทั้งสิ้น ได้มากหรือได้น้อย ตามที่ตนเองสร้างนั้นๆ นั่นก็คือ สร้าง จิตใจ ของตนเอง ให้เป็นเช่นที่ว่านี้จริงๆ คือ เป็น ตัวของตัวเอง ที่จะต้องยึดในใจว่า ตนเองต้องเป็นตนเอง คำว่า ตนหรือตนเอง คืออัตตา ตนต้องมี อำนาจ ของตนเอง ไม่ยอมให้ตนเอง เสียอิสระ ของตนไปตกอยู่ในอำนาจของใครเป็นอันขาด นี่แหละคือ อำนาจเป็นของตนเอง เป็น อัตตา ตามที่แต่ละคนกระทำให้ตนจริง แล้วเข้าใจว่าเราได้ทำความอิสระให้แก่ตนเอง โดยไม่รู้จักเลยว่า จริงๆ นั้น ตนเป็นอิสระจากโลก หรือยังเป็นทาสของโลกอยู่..? ตนเป็นอิสระจากความเป็นตน หรือยังเป็นทาสตนเองอยู่ ..? และ ความเป็นโลก ก็ดี ความเป็นตนหรืออัตตา ก็ดีนั้น ตนยังสร้างอำนาจ ยื้อแย่งโลกมาให้ตน ยังสร้างอำนาจยื้อแย่งความเป็นตนมาใส่ตนอยู่หรือเปล่า? ยื้อแย่งทั้งโลกและยื้อแย่งทั้งตน ...ใช่มั้ย? โลกคือ อะไร? เราต้องการโลกมาเป็นตน เป็นของตน หรือตนเป็นอิสระจากโลกได้แล้ว ยิ่งความเป็นตน (กู) ยิ่งละเอียดลึกล้ำ ตน หรืออัตตาคือ อะไร? เราต้องการตนมาเป็นตน หรือเราเป็นอิสระจากตนได้แล้ว? นี่แหละคือความเป็นจริง ในความเป็นประชาชนของคนในโลก ซึ่งล้วนยังยื้อแย่งโลก และยังยื้อแย่งตน ตนยังเบียดเบียนโลก และเบียดเบียนตนอยู่แท้ๆ ยังเป็นทาสโลก เป็นทาสตนเองอยู่แท้ๆ อิสระที่ไหนกัน? ยังสร้างอำนาจเพื่อได้มาซึ่งโลก ยังสร้างอำนาจเพื่อได้มาซึ่งตน ล้วนอยากมีอำนาจเป็นของตนเอง เป็นของประเทศตนเอง และได้พยายามกระทำกันอยู่ทั้งโลก ไม่ได้หมดโลก ไม่ได้หมดตน ความเป็นตัวตนจึงเป็นอำนาจของคนแต่ละคน ที่ต่างก็พยายามปฏิบัติ เพื่อตนจะได้มาให้ตนอยู่ทั้งนั้น ยังไม่หมดความเป็นโลกในตน และความเป็นตนในตนสนิทสัมบูรณ์ ยังเอาโลกมาเป็นตน ยังเอาตนมาเป็นตน ทั้งโลกและตนล้วนยังเป็นตน ความเป็นจริงเช่นนี้เอง ที่คนยังไม่หมดสิ้นตน หรือความยึดตนเป็นอัตตากันไปทั้งนั้นทุกคนแล้วในโลก ไม่มีใครอยากให้อำนาจหรืออธิปไตยไปเป็นของคนอื่น ตนจะไม่ยอมลดอำนาจเต็มของตนเสมอ อำนาจเต็มของตนนั้นแหละมันคือตนด้วยประการอย่างนี้กัน ของคนในโลก จึงเห็นแก่ตัวกันไปทั่วทั้งโลก นิยมความเห็นแก่ตัวกันอยู่ทั่วทั้งโลก แล้วใช้ภาษาสวย เป็นศัพท์โก้ๆว่า ประชาธิปไตย ซึ่งในศัพท์คำว่าประชาธิปไตยนั้นพรางไว้ด้วยคำว่า ประชาชน หรืออำนาจเป็นของประชาชน แต่แท้จริงแล้วคำว่า อำนาจเป็นของประชาชนนั้น แท้ๆ คืออำนาจเป็นของตนเองที่อาศัยคำว่า ประชาชน เพราะประชาชนก็คือตัวแต่ละคนนั่นเอง คือประชาชนแต่ละคน และแต่ละคนนั้นต่างก็เป็นตัวเองแต่ละคน ซึ่งก็คือตัวกูของกูกันอยู่อย่างเต็มตัวทั้งสิ้น และต่างก็หวงแหนอำนาจหรืออธิปไตยของกูกันทั้งสิ้น เพราะกูเป็นประชาชน...!!!!! ดังนั้น ทุกประเทศที่ประกาศว่า ประเทศของตนปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ทั้งที่ประกาศว่าตนปกครองด้วยระบอบสังคมนิยม หรือ คอมมูนิสต์ และทั้งที่ประกาศว่าตนปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตย หรือเผด็จการ จึงล้วนยังมีโลก ยังมีอัตตานั้นเอง เป็นตัวกูของกูอยู่ทั้งนั้น เพราะยังไม่สามารถพ้นความเป็นทาสโลก ทาสอัตตาได้สิ้นสนิทสัมบูรณ์ อย่างยั่งยืนเที่ยงแท้ตลอดกาล ไม่เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว ไม่มีอะไรหักล้างได้ ไม่กลับกำเริบ ตาม พระวจนะ จริง
คำว่า โลก กับคำว่า อัตตา 2 คำนี้แหละ ที่พระพุทธเจ้าอันเป็นพระบรมศาสดาของโลก ได้ทรง ค้นพบ เรียกว่าตรัสรู้ ในศาสนาพุทธ แต่ทุกวันนี้ชาวพุทธ แม้นักปฏิบัติธรรม นักบวช ภิกษุของพุทธ ล้วนไม่สนใจศึกษาอย่างเป็นลำดับ และปฏิบัติให้บรรลุไปตามลำดับกันแล้ว จนกระทั่งสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงโลก และอัตตาบริบูรณ์สัมบูรณ์ ธรรมที่บรรลุเป็นลำดับนี้แลที่เป็นความน่าอัศจรรย์ (อัจฉริยัง) อันไม่เคยมี ไม่เคยได้ยินมาก่อน (อัสสุตตัง อัพภุตธัมโม) มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ (อนุปุพฺพนินฺโน อนุปุพฺพโปโณ) มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง
ศีล 5 เป็นพื้นฐานของจิต ไม่ฆ่าสัตว์ท่านให้ศึกษา โทสมูลจิต ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกามนี่ท่านให้ศึกษา จิตโลภมูล หรือราคมูล ศีลข้อ 5 อบายมุข ยุคนี้อาชีพอบายมุขคือนักการเมืองมีทั้งนักการเมืองและนักการเมืองประจำ (ข้าราชการ) ทุกวันนี้กลายเป็นอบายมุขไปแล้วนี่คือด้านการงาน ส่วนด้านบันเทิงคือนักกีฬาและดารา ทุกวันนี้สื่อประโคมข่าวอย่างนี้มากมาย มีสื่อเรื่องคุณธรรม ธรรมะน้อยมาก มีแต่เอาเวลาแรงงานทุนรอนเอาไปส่งเสริมส ิ่ งเละเทะที่มากเกินแล้ว
ถ้าไม่หลงตัว เราเริ่มต้นปฏิบัติธรรมตั้งแต่ต้น อย่างคนที่มีบารมีแล้ว เรียน ก.ไก่ก่อนเลย ถ้ามีบารมีจะพาสชั้นไหม? ก็จะได้เลยพาสชั้น แต่ถ้าไม่มีบารมีก็สมควรแล้ว อย่าหลงตนว่าตนเรียนพาสชั้นได้ ทุกวันนี้คนคิดเช่นนี้ ทุกวันนี้คนมีโอกาสเรียนจบ ป.โท จบ ดร. มาแล้วมาตั้งราคาค่าตำแหน่งสูงเลย แต่คนที่เขาตั้งคือคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว คุณเองมีโอกาสดี มีทุนรอนให้ลูกหลานไปเรียนได้เปรียบเขาแล้ว ยังมาตั้งตำแหน่งให้สูงส่งกว่าคนอื่น แล้วไปควบคุมเอาเปรียบคนที่เขาทำมาเป็นรากฐานแล้ว แต่คุณไม่ได้ทำจริงเลยแต่เอาเปรียบเขามาก สังคมเลยเหลื่อมล้ำเดือดร้อน ถ้าคุณมีความรู้มากกว่าเขาแล้ว ถ้าสตาร์ทเร ิ่ มต้นเท่ากัน ถ้าคุณมีของจริงคุณจะพาสชั้นเอง แต่นี่เร ิ่ มต้นสตาร์ทก็ไม่เท่ากัน ยกให้พวกเรียนสูงได้เปรียบก่อนเลย
เช่นคนเรียนทหารนี่ ต้องให้มาเร ิ่ มต้นที่พลทหารเท่ากันเลย เพราะคุณได้ความรู้ได้เปรียบแล้ว คนอื่นเขาอยากเรียนแต่ไม่ได้เรียน อย่างน้อยคุณสมองดีกว่าเขานะ คุณสอบได้ได้เรียน แล้วคุณก็มีอิทธิพลอีก ก็ต้องให้เร ิ่ มต้นสตาร์ทเท่ากันสิ แล้วจะดีด้วย ถ้าคุณมาทำพื้นฐานเท่ากันแล้วคุณขึ้นไปได้ เขาก็จะยอมรับคุณด้วย อาตมาไม่ได้จะมาล้มล้างนะ แต่ว่าเจตนาให้แก้ไข ทุกวันนี้คนยอมรับกันทั่วโลกว่าเป็นความเสมอภาคกันแล้ว เป็นสิ่งที่ผิด
นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 1 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109 )
ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ฉันใด สาวกทั้งหลายของเรา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ดูกรปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเรา ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ 2 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ
อย่างเรื่องเนื้อสัตว์ พระพุทธเจ้าให้กินได้แค่สองอย่างคือสัตว์ตายเองกับเดนสัตว์กิน แต่สัตว์ที่ถูกคนฆ่าโดยครบองค์ 5 คือมีเจตนาฆ่า รู้ว่าสัตว์มีชีวิต มีเจตนาฆ่า ลงมือพยายามฆ่าแล้วสัตว์ตายลง ก็คือเจตนา นี่คืออุทิสมังสะ คือเจาะจง มุ่งหมาย จงใจ ที่จะฆ่า แต่เขาไปเบี้ยวบาลีว่า เจาะจงบุคคล ที่จริงคือเจาะจงฆ่าสัตว์ ถ้าใครชัดเจนแล้ว ไม่ใช่เดนสัตว์ที่คนฆ่า จะได้ไม่มีวิบากเวรภัยกับสัตว์ แต่ทุกวันนี้พระเลี้ยงสัตว์ป่า เลี้ยงเสือ เลี้ยงหมีควาย เป็นเรื่องนอกรีตพระพุทธเจ้าแล้วทำเบ่งใหญ่ โวยวาย เห็นแล้วน่าสังเวช คนเราไม่รู้กี่ชาติแล้ว ให้ตัดวิบากกันบ้าง พยายามตัดอย่างเมตตา อย่าให้สัตว์มานัวนัง เฉพาะวิบากกับคนนี่ก็มากแล้วนะ พระพุทธเจ้าว่าน่าประหลาดว่าลูกศิษย์พระพุทธเจ้านี้ แม้ชีวิตจะตายก็ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ละเมิดศีล ไม่ละเมิดธรรมวินัย ท่านก็ไม่ได้บังคับนะ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ตายก็ไม่ทำ ไม่โกหกสีขาว หรืออบายมุขไม่เอาแล้ว การปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ จะได้โดยไม่ยากไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 พวกคุณนี่มาอยู่กันเป็นชุมชนแต่ไม่ฆ่าสัตว์กันทั้งชุมชนเลย เด็กถึงคนแก่ไม่ฆ่าสัตว์เลย ตอนนี้เรามีลำธารแล้ว ก็มาคอยดูแลกัน เราถือว่านี่ไม่ใช่ลำธารสาธารณะนะ เป็นคลองส่วนตัวนะ คนก็จะมาจับสัตว์น้ำแน่นอน ก็ไม่มีปัญหาอะไร คลองนี้ชื่อคลองถอยหลังเข้า จะใช้ทำอะไรในการศึกษาหลายอย่าง ก็จะให้พวกคุณปฏิบัติเอง หลายคนก็รู้สึกว่าไม่ชอบ เดินออกเดินเข้าก็ยาก ดีแล้ว เราจะทำสิ่งที่ทำได้ยาก อย่าบ่น อาตมาพาทำอะไรก็ประมาณ คือชาตินี้ ก็แปลกเหมือนกันว่า ตั้งแต่เป็นหนุ่มออกมาสร้างบ้านเรือน อาตมาก็สร้างหิน สร้างน้ำตกแล้ว แต่ทำเล็กๆ พอมาเป็นหมู่บ้านแรกที่ปฐมอโศกก็ทำน้ำตก มาที่นี่ก็ค่อยขยายไปตามลำดับ พวกเราเข้าใจก็ไม่มีปัญหามาก จะเป็นสังคมชีวิตที่เป็นโมเดลเล็กๆ ที่คนมาเห็นจะเป็นสังคมสิ่งแวดล้อมดี
เรามีน้อยคน แต่มีคุณภาพ การค้าเรามีระบบบุญนิยม การกสิกรรม สื่อสาร การศึกษา และอื่นๆ เราก็จะประกอบกัมมันตะ เป็นองค์รวมพฤติกรรมของแต่ละคน ที่อาตมาย้ำเสมอว่าเรามีสาธารณโภคี ก็ได้จากคนจำนวนนี้ ถ้าสาธารณโภคี เกิดเป็นชุมชนระดับอำเภอ หรือจังหวัด คุณคิดดูว่าจะมีพลังรูปธรรมนามธรรมสะพัดสู่สังคมได้ขนาดไหน จะน่าทึ่งน่าอัศจรรย์ได้ขนาดไหน แต่ทำไมคนไปอัศจรรย์คนไปรวย ไม่มาอัศจรรย์คนมุ่งมาจน เห็นไหมว่าคนยังไม่เกิดปฏิภาณปัญญาว่าสิ่งน่าอัศจรรย์คืออะไร?
การไปรวยนี่มันทำร้ายเดือดร้อนแค่ไหนเขาก็ไม่รู้ ไม่มาเอาแบบนี้ แบบคนจน คนมามีคุณค่าต่อสังคม แบบคนจนนี่ เรื่องอัศจรรย์กว่าแบบคนรวยนะ เพราะเราเล็กไป ต้องมาทำให้ใหญ่กว่านี้ (เราไม่ได้อยากใหญ่นะ) แต่เราต้องทำให้มากจนคนตาบอดเห็นได้...จบ