580409_ทวช.ปลุกเสกฯ-ครั้งที่-๓๙-โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม-๔.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์355 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

580409_ ทวช.ปลุกเสกฯ ครั้งที่ 39 โดยพ่อครู ราชธรานีอโศก โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม 4

พ่อครูว่า.... วันนี้วันที่ 9 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก เป็นวันที่ 5 ของงานแล้ว ตอนบ่ายก็มีการตอบปัญหาในงานด้วย ซึ่งวันนี้ตอนบ่ายจะตอบประเด็นของ นักศึกษา ป.โท มาสัมภาษณ์ จะได้ความรู้เกี่ยวกับชาวอโศก และการพัฒนาการศึกษาด้วย

เมื่อวานนี้ เราได้พูดถึงเรื่องธรรมะอันน่าอัศจรรย์ 8 ข้อ อันไม่เคยมีมาก่อน คำว่า ธรรมะอันน่าอัศจรรย์ไม่ใช่ภาษาพูดโก้ๆ แต่เป็นคำตรัสจริงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งอาตมาว่าสังคมใกล้กลียุคยิ่งเห็นได้ชัดเจนมาก มันน่าอัศจรรย์ ว่าคนมองไม่ออกง่าย มันทวนกระแส ไม่น่าเป็นไปได้ มนุษย์ไม่น่าทำได้ อย่างพวกเราทำกันอยู่ น่าทึ่ง น่างึด น่ามหัศจรรย์ เป็นได้อย่างไร พากันตั้งหน้าตั้งตา พากันลดละ สละออก มาไม่มีตัวมีตน ซึ่งเป็นความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่จะมาแกล้งทำ หรือเล่นละคร มาเอาใจอาตมา มาทำให้อาตมาหลง

แต่ก่อนต้องหรูหราฟู่ฟ่าแก่งแย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ กามคุณ แย่งเบ่งข่ม อัตตา ยิ่งใหญ่ รู้ไหมว่าข้าใคร ข้าลูกใคร เราไม่ได้ทำ เราทำตรงกันข้าม ว่ามาทางนี้กันจริงๆ ไม่ใช่แค่ ปีเดียว แต่นี่ร่วมสี่สิบปี ถ้าเราได้พากเพียรปฏิบัติจริง ...ก็เห็นใจ ว่าไม่ใช่จะตรงสัมมาทิฏฐิทีเดียว แต่พวกเรานี้ถูกดัดมาเรื่อยๆ ดังอานิสงค์ของการฟังธรรม 5 ประการ เช่นได้ฟัง ได้ยินในสิ่งที่ไม่เคยได้ฟังได้ยินมาก่อน อัสสุตังสุนาติ อย่างที่เขาคิดกันทั่วโลก ไม่ได้คิดละหน่ายคลายออกจากโลกีย์ แต่สายฤาษีดาบสก็คิดจะออก เป็นวิธีการสามัญ ไปนั่งสะกดจิต หนีออกไป คนฉลาดอย่างธรรมกายใช้วิธีสะกดจิตแล้วไม่หนีโลก ซับซ้อนเอามาหลอกคน การ หนีไป เป็นการ สร้างอัตตา และการเข้าไปปล้นโลก มีสองทิศทาง

หนีไปก็ไป สร้างรูปภพ อรูปภพ ไม่เข้าใจอัตต

อ่านต่อ

า เพราะไม่มีจิตวิเคราะห์ ภาษาอภิธรรมคือ จิตวิเคราะห์ แต่ถ้าไม่เข้าใจกาย ที่คืองค์ประชุมของรูป นาม ที่เป็นเหตุปัจจัยกันแล้ว ว่ารูป และ นาม คืออย่างไร

พระพุทธเจ้าตรัส รูป 28 นี้สมบูรณ์แล้ว แต่ไม่ชัดกัน ก็น่าเห็นใจ เพราะไม่ใช่สิ่งจะรู้ได้เอง จะต้องอาศัยสัตบุรุษเสริมให้ จะถ่ายทอดให้ไปตามลำดับ แล้วไปถ่ายทอดกันต่อๆ ตามลำดับ เป็น ธัมมกถึก แล้วเป็น ปุโรหิตา แล้วเป็น คุรุ ถ่ายทอดกันไป

ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็น สัมมาสัมพุทโธ ที่ต้องมีผู้สั่งสมต้นตอ ส่งต่อกันมา เป็นตระกูลพุทธะ มาผสมไม่ได้เลย เป็น DNA ตายตัว ก็ต้องเอาเชื้อเดิมเข้าไป เชื้อพุทธหมดเลย มาเป็นผู้สืบสานศาสนา เมื่อหมดลงก็ต้องอาศัยพระพุทธเจ้าองค์ใหม่มาหยั่งลงสร้างศาสนาอีก พระพุทธเจ้าตรัสรู้เอง ตรัสรู้ชอบ เป็นเรื่องจริง อาตมาได้รับการถ่ายทอดมา แต่เขาไม่เชื่อง่ายๆ เพราะเป็นยุคใกล้กลียุค จะมีอเวไนยสัตว์มากขึ้นๆ ผู้พอมีภูมิปัญญามีเชื้อบ้างจะได้ ค่อยๆ สะสม ธุลีละอองของเชื้อมาได้ เพราะมันเป็นเรื่อง

คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พ ระไตรปิฎก เล่ม 9 ข้อ 37 )

เป็น ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ธรรมะสองนี่แหละจะรวมที่สัมโมสรณา คือเวทนา ที่เป็นจุดสำคัญในขันธ์ 5 ของเรา ถ้าไม่เรียนรู้เวทนา 108 แยก โลกุตระคือ เนกขัมสิตเวทนา ออกจาก เคหสิตเวทนา อ่านเวทนาในเวทนา จิตในจิต ตั้งแต่สังขารปรุงแต่งเป็นเวทนา ต้องอ่านเวทนาให้ออกแล้ววิเคราะห์เวทนาในเวทนา ที่มีจิต ที่มีราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นตัวตั้งของอวิชชา สราค สโทส สโมห แล้วพากเพียรให้มันลด เป็นวีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ด้วยโพธิปักขิยธรรม 37 แล้วกำจัด มันก็จะลดละ ทรงธรรมเพิ่มขึ้น ต้องเรียนอย่างสติปัฏฐาน 4 ถ้าไม่เรียน ปฏิบัติธรรมไม่สำเร็จ

แม้คำว่ากาย ถ้าไม่มีสัมผัส เอาแต่ในจิตๆ ก็ไปสร้างภพชาติ เป็นอาตมัน ส่วนทางโลกไปสร้างแต่ความฉลาด เป็นเฉกตา รู้โลก รู้เหลี่ยมโลก ที่จะมาเอาโลกธรรม คนหนึ่งก็สร้างโลก คนหนึ่งก็สร้างอัตตา เราต้องมาล้างอัตตาล้างโลก ล้างได้ก็ยิ่งมีอธิปไตย ยิ่งมีอำนาจ มีพลังธรรม เรียกว่าธรรมะ เกิดคุณสมบัตินี้

ถ้าเรียนรู้ธรรมะของพระพุทธเจ้าตามลำดับ ปฏิบัติไปตามลำดับ อนุปุพสิกขา ทำไปตามลำดับ อนุปุพกิริยา แล้วมีหลักเกณฑ์กระทำจริง ตามหลักมีปริยัติ ปฏิบัติจะเกิดปฏิเวธ เรียกว่า อนุปุพปฏิปทา เป็นเรื่องอัศจรรย์จริงๆ ที่มีการปฏิบัติไปตามลำดับ ฉันใด มหาสมุทรก็ลาดลุ่มลึกไปตามลำดับไม่โกรกชันเหมือนเหว ไม่สะดุดอะไร ฉันนั้น เป็นธรรมะที่น่าอัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมาก่อน

ชาวอโศก เราเกิดกลุ่มพฤติกรรมมนุษย์เป็น สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ มีการคิด การพูดสำนวนโวหาร อย่างชาวอโศกนี่ พอคุยๆ กับชาวบ้านเขา คุยๆ ไปเขาก็จะบอกว่านี่ชาวอโศกนี่ มันจะรู้เลย การพูดการคิด มันทิฏฐิสามัญตา เป็น DNA เดียวกันเลย เกิดแล้วชาวอโศกมีการหยั่งลง อย่างถาวรยั่งยืน อย่างไม่เสแสร้ง ถึงต้นราก ถึงมูลกา ของจิตวิญญาณ ถาวร ยั่งยืน ก็ตั้งอกตั้งใจสะสมพากเพียร

ปีนี้พวกเรา ชาคริยา ตื่นขึ้นเยอะ จิตมันพอเข้าใจ แต่แน่นอนกิเลสไม่ได้ล้าง เราพอสำนึก ก็อย่าได้ช้า นี่มีเหตุปัจจัยที่มีพื้นที่แดนของราชธานีอโศกก็ดูแน่นศาลาอยู่ ถ้ามารวมกันได้ขนาดนี้ (งานเรามีมากลูกรัก หมู่เราเล็กนักสุดเอ่ย) เราเป็นจุดใสเล็กๆ ท่ามกลางขอบฟ้ากว้าง พระพุทธเจ้าเตือนแล้วว่าเมื่อเรามาพบสิ่งที่เชื่อว่า " ใช่แล้ว " อย่าเสียชาติเกิดตายเปล่า การได้สุขด้วยกามด้วยอัตตา คุณยังสงสัยอะไรอีก สงสัยก็พิจารณาไตร่ตรองซ้ำๆ ขนาดเรารู้แล้วพากเพียรทำยังยากเลย วิบากเหมือนหมาไล่เนื้อ คนเราตายไปแล้ว ก็ต้องไปรับวิบาก นานเท่าไหร่ กว่าจะได้เกิดมามีร่างมนุษย์ เป็นพันๆ หมื่นๆ แสนๆ ปี ไม่ง่ายหรอก อาตมาไม่ได้พูดเดาส่งเดชนะ พูดอย่างไตร่ตรอง ว่าจะพูดกับพวกเราที่พอมีพื้นฟังได้

ความมหัศจรรย์ของธรรมวินัย ข้อแรกนี่แหละ ตัวเราเองน่าจะมาจัดลำดับ ทั้งที่น่าจะเป็นคิวของเรา แต่เราถูกโลกดึงไป เราไม่ได้มาแทรกหรอก ที่จริงมันคิวของเรา คนในโลกมี เจ็ดพันกว่าล้าน นี่ เราเผยแพร่บุญนิยมทีวีออกไป เราสู้หลายๆ ช่องของธรรมะเขาไม่ได้ เพราะเราปรุงอย่างจืด ดีไม่ดีขมเผ็ดด้วย ไม่เหมือนเขา คนดูไม่เท่าไหร่หรอก ก็จะได้รู้น้อย แต่เราก็ทำ เรารู้เหตุ องค์ประกอบว่าต้องเป็นเช่นนี้ ไม่ได้งง สงสัย ไม่ได้กลัวเรื่องน้อย แต่กลัวไม่จริง ที่พูดให้พวกคุณนี่ก็อยากให้พวกคุณจริง แล้วที่นี่จริงไหม? ...จริง! ถ้าจริงแล้วจะมาเอาไหม?

พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องน่าอัศจรรย์ 8 ข้อนี้เป็นจริง อย่างข้อสองนี้

" ปหาราทะ มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบท ที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ 2 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "

คำว่า ภิกษุเห็นแล้วอภิรมย์อยู่ ท่านอยู่ต่อหน้าภิกษุ ก็อันเดียวกับที่อาตมาพูดต่อหน้าพวกคุณ ภิกษุก็เข้าไปแสวงหาพัฒนาตน ว่าต้องเอาชีวิตไปใช้ตรงนี้ พวกเราก็นัยเดียว แต่ของพระพุทธเจ้านี้เข้มกว่า ของพวกเรานี่หลวมกว่า แล้วพวกเราฟังแล้วอภิรมย์อยู่ไหม? คำว่าอภิรมย์คือมีอารมณ์รื่นเริงในธรรม ซาบซึ้งเป็นธรรมรส มีรสชาติน่าลิ้มเล็ม ได้ยินได้ฟังความน่าอัศจรรย์นี้ไหม?

แม้ข้อแรก เป็นไปตามลำดับก็น่าอัศจรรย์ แต่ทุกวันนี้เขาไม่ไปตามลำดับ มันลัด มันเลอะ อย่างพวกนั่งหลับตานี่สูญเลย อีกพวกก็เลอะ โลกเลย มีสองแบบ หลง และ เลอะ การไปตามลำดับเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายนี่ต้องตามลำดับ เริ่มต้นก่อนเลย อย่าคิดว่าตนมีบารมีเหมือน พระยส แต่ถ้าเรามีบารมีจะพาสชั้นได้เลย ถ้าเริ่มต้นสูงชั้นสูงก็ตายไปเยอะแล้ว ชั้นสูงเกาะอะไรไม่อยู่ ก็ตกมาตาย แต่ถ้าเรามีบารมีจะไต่ขึ้นไปเร็ว

ที่พระพุทธเจ้าว่า ทั้งน่าประหลาดอัศจรรย์คือ คนมาปฏิบัติไม่ละเมิดศีล 5 แม้เหตุแห่งชีวิต คนที่ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ ไม่สำเร็จก็ต้องทน สู้ทนไม่ยอมละเมิดศีล ตายเป็นตาย ยิ่งคนได้แล้วจะไม่เปลี่ยนแปลง มีความถาวรมั่นคง

"ปหาราทะ มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอ เสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าหางไกลจากสงฆ์ พระสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา ปหาราทะ ข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดความชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้นเขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ 3 ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "

คนหลงยุคก็จะหลงใหญ่ ถ้าคนรู้จักยุค ว่าส่วนน้อยที่เป็นเนื้อเพชรเนื้อทอง ต้องเอาอันนี้ อย่าไปหลงโฟม พวกโฟมไม่มีน้ำหนักดู่ฟ่าม คนมีดวงตาจะมองอะไรชัดเจนออก จะไม่ช้า

"ปหาราทะ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสาย คือแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมหมด ถึงความนับว่า มหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิต ในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณะศากยบุตรทั้งนั้น ปหาราทะ ข้อที่วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณะศากยบุตรทั้งนั้นนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ 4 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "

ใครอยู่ทางโลกจะมีอะไรมา แต่มาในธรรมวินัยนี้จะเสมอกัน จิตผู้สูงแล้วจะสำนึกไม่หลงสูง จิตสามัญสำนึกของคนสูงจริง จะมีความรู้สึกว่าตนต้องทำตนให้ต่ำกว่าคนต่ำ เพราะคนต่ำเขาไม่รู้จักว่าตนต่ำ เขาจะนึกว่าตนสูงไปตามสำนึก เราต้องทำให้ตนต่ำกว่าเขาหรือเสมอเขา ถ้าเสมอเขาอาจไม่รู้ เราต้องทำให้ต่ำกว่าเขา เราต้องมีพฤติให้รู้สึกว่า เราต่ำกว่าเขาเสมอ คือในสำนวนโลก คือ โง่ให้เป็น ผู้สูงแล้วโง่ไม่เป็นทำงานใหญ่ไม่สำเร็จ อันนี้เป็นภาษิตจีน อย่างเราไปกับลูกก็จะทำเหมือนต่ำกว่าลูกเป็นต้น

" ปหาราทะ แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็ม เพราะน้ำนั้น ๆ ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วย อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น ปหาราทะ ข้อที่ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่าพร่องหรือเต็ม ด้วยภิกษุนั้น นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ 5 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "

ถ้ายังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ หากไม่มีเชื้อก็ไม่ได้ แต่ขอยืนยันว่าศาสนาพุทธยังมีเชื้อ ยังสัมมาทิฏฐิได้ พากเพียรเถอะ มีโอกาสอย่าปล่อยโอกาส

" ปหาราทะ มหาสมุทรมีรสเดียว คือรสเค็ม ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน พระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติรส ปหาราทะ ข้อที่พระธรรมวินัยมีรสเดียว คือ วิมุตติรส นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ 6 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "

รสนี้เป็นสุขสงบแท้จริงรสเดียว แต่ก่อนเรานึกว่าเราสนุกกับอบาย น่ามี น่าได้ น่าเป็น นึกว่าดี แต่พอเรามาลดละได้ เขามีอยู่ในโลกเต็มไปหมด สมัยก่อนที่อาตมาทำงานบันเทิง ก็ไม่ได้เต้นแร้งเต้นกาจัดจ้าน อย่างสมัยนี้มันลามกอนาจาร พิกลพิการ พิลึกพิลั่น วิตถาร แต่ก่อนอาตมายังไม่เต้นทวิสต์เลย แต่เดี๋ยวนี้มันอะไรมากมาย จัดจ้านมาก คนจึงออกมายากมาก คนออกมาได้นี่กราบตนเองร้อยครั้งเลย

"ปหาราทะ มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในพระธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ปหาราทะ ข้อที่พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในพระธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 นี้เป็นธรรมนี้น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏประการที่ 7 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "

เวทนาในเวทนา เข้าไปสู่จิตในจิต ในสุดเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา ก็สั่งสมเป็นอเนญชาภิสังขาร สั่งสมคุณสมบัตินี้จิตจะยิ่งมุทุภูเต เชิงปัญญาเร็วไว จิตเจโตเกิดดับได้ง่าย จะเอาหรือไม่เอาก็ได้ง่าย มุทุภูตธาตุ ปริสุทธา ปริโย ท าตา มุทุกัมมัญญา ปภัสสรา ข้อ 7 ของความมหัศจรรย์ธรรมวินัยคือมรรค ส่วนข้อ 8 คือผล

อย่านึกว่าโลกไม่มีฤทธิ์นะ มันดึงคนได้เก่งกว่าธรรมะนะ อาตมาเอาพวกคุณออกมาได้ ก็ชักคะเย่อแพ้ทุกวัน แต่ไม่เคยถอยสักวัน ได้แค่ไหนก็เอา อาตมาเปรยกันมาหลายปีว่า ถ้าบ้านราชฯ นี่ได้สักพันคนนะ... นี่ก็จองที่ดินกันจัง แต่จะมาอยู่ไหมนี่ ได้แต่จองจำ ถูกจองจำอยู่ข้างนอก เรื่องมหาสมุทรลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลนี่สำคัญ อย่าหลงตน...ตรวจไปตั้งแต่ ศีล 5 แล้วจะเพิ่มการศึกษากามาวจร ไปสู่ รูปาวจร ต่อไป เราตรวจสอบได้ว่าเราล้างอบายได้ไหม สิ้นอาสวะไหม? อาสวะบางอย่างสิ้นแล้วก็ต้องมาหาสังคม มิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี ไม่เช่นนั้นก็ต้องวนกับกายเก่า มีเหตุปัจจัยเดิมๆ ทำไมถ้าจะเข้ามาใกล้ ...ถ้าอาตมาเป็นแกน แล้วจะเข้ามาใกล้อาตมามากไม่ได้ กลัวกิเลสหายหรือไง จะมารักอาตมามากกว่ากิเลสไม่ได้หรือ... นี่พูดนี่ง้อมากนะ พูดอย่างอิตถีภาวะมากแล้วนะ

เราก็มาทำตัวเล็กๆ น้อยๆ นี่แหละ แล้วถ้ามีบารมีจะพาสชั้นเอง แต่ถ้าเราไม่สูงจริงนี่แหละ ระวังจะถูกอีด่าง โลกธรรม คาบไปเสีย เรามีอุปกิเลสอยู่ แค่ข้อ 1 ที่ไม่ปฏิบัติตามลำดับ จึงไม่เป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ที่ลาดลุ่มไปตามลำดับ แต่เพราะสังคมพุทธหลงผิดไปนั่งหลับตา ทำใจในใจอย่างหลงผิด เป็นฌานสมาธิหลับตากัน หรือย่างหนอก้าวหนอ แล้วคนบรรยายก็ไม่ได้ฟังอาตมาเลยท่านจมกับโลกเก่า อาตมาเห็นแล้วน่าสงสาร

มีคนท้วงว่าอาตมาใช้ศัพท์ meditation กับ concentration ผิด ..ใช่.. แต่อาตมาว่า ของพุทธนี่เป็น Supra concentration คือการอยู่ในชีวิตประจำวันนี่แหละ แต่มีการทำใจในใจได้อย่างพิเศษ คือมันไม่ได้หนีไปนั่งหลับตา แต่อยู่กับชีวิตประจำวัน ไม่เสียเวลา เสียอิริยาบถสามัญ จึงได้โดยไม่ยากไม่ลำบากในฌาน 4 เป็นธรรมดา สั่งสมธรรมะทรงอยู่ตลอดเวลา พอเข้าที่แล้วเป็นธรรม ด าเลย ทรงอยู่ถาวรแน่นอน จะอิริยาบถไหนก็มี ปริสุทธา ปริโย ท าตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา

ดูตื้นๆ เหมือนนิ่ง แต่ในภายในมีพลังภายในเป็น kinetic energy ดูเหมือนไม่มีอะไรแต่มีอะไรอย่างยิ่ง...ดูเหมือนมีอะไรมากมายแต่ไม่มีอะไรเลย ฟังแล้วงามไหม? ไม่งง

นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาประการที่ 1 ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ (พระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 109 ) เพียงเท่านี้แหละ เพียงแค่ไม่ศึกษาไปตามลำดับ ไม่กระทำไปตามลำดับ ไม่ปฏิบัติไปตามลำดับ จึงไม่เป็นเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลาย ที่ลาด ลุ่ม ลึกไปโดยลำดับกันจริงๆ

แต่เพราะหลงผิดมัวไปนั่งหลับตาทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ให้เกิดฌาน เกิดสมาธิอยู่ในภวังค์กัน โดยไม่รู้ว่านั่นคือการสร้างรูปภพ อรูปภพใส่ใจตน แล้วเชื่อว่า การทำสมาธิต้องวิธีนี้อย่างนี้เท่านี้แหละ นั่งเข้าไปแล้วศีลก็จะบริสุทธิ์เอง ศีลจะสูงเป็นอธิศีลเอง จากการบรรลุสมาธิหลับตานี่แหละ สมาธิก็จะบริสุทธิ์ได้เอง จากการนั่งสะกดจิตทำสมาธินี่แหละจะเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญา ได้จากในภวังค์นี้แหละ

เอาแต่ใจนี่แหละ ให้เป็นสมาธิอยู่ข้างใน อย่าไปหาเรื่อง หรือหารู้อะไรภายนอก หลับตาสร้างสมาธิให้แกร่งกล้า แน่วแน่ แบบในภายในเท่านั้น แล้วจะรู้อะไรต่ออะไรในโลกในเรื่องทั้งหลายทั้งหมดได้เอง สอนกันอย่างนี้จริงๆ

แม้ปัญญาที่หยั่งรู้โลกเป็นโลกวิทูได้ ก็จะเกิดเอง จากการนั่งสะกดจิตเข้าไปๆๆๆ แล้วจากสมาธินี่เอง จะเก่งวิเศษหยั่งรู้อะไรต่ออะไรได้อย่างลึกลับมหัศจรรย์...ว่างั้นเลย

ไม่ต้องมี อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา จากศีล 5 ได้ผลเป็นสัมมาสมาธิ สัมมาวิมุติเป็นขั้นต้น แล้วจึงสมาทานศีล 8 เป็นขั้นกลาง ปฏิบัติเจริญสมาธิ ปัญญาได้ผลต่อไป อย่างรู้โลกรู้สังคมอยู่ พร้อมทั้งจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่างตามพระวจนะ

จึงไม่ใช่บรรลุสมาธิ วิมุติแล้วอธิบายได้ว่า สมาธิและวิมุติของศีล 5 เป็นอย่างไร? มีบริบทแค่ไหน? สมาธิและวิมุติของศีล 8 เป็นอย่างไร? มีบริบทแค่ไหน? ศีลที่สูงกว่านั้น บริบทที่กว้าง ที่ลึกกว่านั้นยังไม่ต้องพูดถึงก็ได้ ทำแล้วได้ส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ได้อย่างไร?

บุญ คือ เครื่องมือของพระพุทธเจ้า ให้ไว้ในการใช้ชำระกิเลส ใช้ไปแล้วก็จะแหลมคมไปเรื่อยๆ เล็กลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายเมื่อกิเลสอาสวะอนุสัยหมด บุญก็หมดไปด้วย เป็นปุญญปาปริกขีโณ จะรู้ส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ หมดแล้วก็สิ้นบุญสิ้นบาป เราไม่ทำบาปอีกแล้ว บุญก็ไม่ทำอีกแล้ว เหมือนเราเอามีดไปตัดเชือก พอตัดเชือกขาดแล้ว ก็วางมีด ของพระพุทธเจ้านี่ขาดแล้วจริง นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ)

ซึ่งเห็นได้ว่า การปฏิบัติที่หลับตานิ่งเป็นสมาธิ นั้นไม่ใช่การปฏิบัติที่สมาทานศีล ตามฐานะของแต่ละคนอย่างเหมาะสมกับตน โดยเริ่มจากศีล 5 แล้วปฏิบัติมรรค 7 องค์จนกระทั่งเกิดสัมมาสมาธิ มีเอกัคคตาจิตในศีล 5 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหาจัตตารีสกสูตร (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 252 - 281 ) ไปเป็นลำดับ ตามจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่ง มีศีลเป็นอาริยะ มีสำรวมอินทรีย์เป็นอาริยะ มีสติสัมปชัญญะเป็นอาริยะ มีสันโดษเป็นอาริยะ และมีฌาน 4 เป็นสมาธิ มีปัญญาเป็นวิชชา 8 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 9 จากสูตรที่ 1 พรหมชาลสูตร ไปทีเดียว ที่ตรัสถึง ความเป็นโลกและเป็นอัตตา และสูตรอื่นอีก 12 สูตร ล้วนเป็นสูตรที่บรรยายถึงการปฏิบัติแบบพุทธแท้ๆ ที่มีแบบฉบับเป็นของพุทธเอง ทั้ง 12 สูตร ต่อจาก พรหมชาลสูตร ได้ผลเพียงพอแล้ว จากศีล 5 ได้แล้วจึงจะสมาทาน ศีล 8 และปฏิบัติต่อไปเป็นลำดับต่อเมื่อเจริญไตรสิกขาได้ดีพออีก แล้วจึงสมาทานศีล การปฏิบัติที่เป็นลำดับนี้ ถ้าสัมมาทิฏฐิจริง จะเป็นที่น่าอัศจรรย์ ที่ไม่เคยมีมาก่อนแน่แท้ แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้เพี้ยนไปแล้ว ก็จริงแสนจริง

เพราะไม่เป็นเบื้องต้น เบื้องกลาง เบื้องปลายนี้แหละ ที่ไม่สามารถบรรลุพุทธธรรมอย่างน่าอัศจรรย์ ของพระพุทธเจ้า ได้สะดวก และเรียบร้อยราบรื่น เหมือนมหาสมุทร ลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ แต่กลายเป็น ปฏิบัติไปแล้วหนักหนาเหน็ดเหนื่อย ไม่บรรลุ หรือโกรกชันเหมือนเหว อีโหลกโขลกเขลก ขลุกขลัก หรือขรุขระ หรือไม่ก็สะดุด สุดยาก งมๆ คลำๆ

เช่น ไม่ปฏิบัติตามจรณะ 15 วิชชา 8 ซึ่งเริ่มด้วยศีล แล้วปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 คือ สำรวมอินทรีย์ 6 อันเป็นการสำรวมทั้งตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วมีสติปัฏฐาน 4 อ่านกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ไปทุกอิริยาบถ แล้วก็ มีโยนิโสมนสิการ ไปตลอดเวลา โดยมีจิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) ได้อย่างพิเศษวิเศษจริงๆ สามารถจัดการกับสังกัปปะ 7 ดำเนินการทำใจในใจ (มนสิกโรติ) ให้เกิดสัมมาผลไปตามลำดับทุกกายคตาสติ อานาปานสติ อย่างเป็นลำดับได้จริงๆ เพราะสามารถวิเคราะห์วิจัยความเป็นกายและในความเป็นจิตอย่างสัมมาทิฏฐิ และสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงจิต เจตสิกเคหสิตเวทนา ที่เป็น มโนปวิจาร 18 โลกียะแล้ว ผู้ปฏิบัติก็สามารถทำให้เกิดผลเนกขัมมสิตเวทนา ที่เป็น มโนปวิจาร 18 โลกุตระได้สำเร็จ

ความเป็นฌานที่ได้ที่เป็นฌานแบบพุทธนี้ จึงต่างจากฌานแบบหลับตา เข้าไปเป็นฌานที่อยู่ในภวังค์อย่างชัดเจนว่า เป็นการได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบาก ในฌานทั้ง 4 นั้นคือ ฌานโลกุตระที่ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากจริงอย่างไร? ต่างจากฌานโลกียะที่ได้โดยยาก ได้โดยลำบาก อย่างไร?

จะชัดเจน เราลืมตาเราก็ทำฌาน เขาต้องหาที่หลับตาทำฌาน มันก็ง่ายกว่ากันอย่างไร? ของพระพุทธเจ้าจะทำฌานก็มี กายมุทุตา กายปาคุญญตา ปรับกายได้อย่างรวดเร็วทันที คำว่ากาย คือหมวดของเจตสิก 3 เวทนาสัญญาสังขาร แล้ว เจตสิก 3 นี้ เป็น กายปาคุญญตา คือไวเร็วเป็นชวนจิต รู้เร็วปรับเร็ว ทั้งเจโตและปัญญา นี่คือ กายมุทุตา องค์ประชุมของความหัวอ่อนของจิต

ยิ่งผู้ใดที่เคยได้เรียนรู้ หรือได้ฝึกทำฌานแบบหลับตาเข้าไปเป็นฌาน ก็ยิ่งจะรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงในนัยสำคัญ ว่าความแตกต่างกันของฌานแบบพุทธกับฌานแบบหลับตา ตามที่เป็นจริง

ซึ่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่าไม่เหมือนกัน เพราะสัมผัสทั้งมรรคทั้งผลของทั้งโลกียธรรม และทั้งโลกุตรธรรมในตนแล้ว รู้ความจริงตามความเป็นจริงของตนๆ (ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ) เป็นการสร้างจิตให้แข็งแรงชนะกิเลสได้อย่างถาวร กับชีวิตจริง อย่างไม่ข่มเบ่งใครด้วย ทุกวันนี้อาตมาให้เขาดูถูก ข่มเบ่งได้ ...ก็เข้าใจเขา ไม่ถือสาคนบ้า คนเบ่ง คนเมา ...ก็เข้าใจเขา

คำว่าวิตกซึ่งเป็นภาวะของความเป็นจิต เจตสิกอย่างหนึ่งก็ดี หรือวิจารซึ่งก็เป็นภาวะของความเป็นจิต เจตสิกอีกอย่างหนึ่งก็ดี เป็นปีติก็ดี เป็นสุขก็ดี เป็นเอกัคคตาก็ตาม ก็จะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงปรมัตถธรรมเหล่านั้นได้จริง แม้แต่ความเป็นจิต เจตสิกที่เป็นอุเบกขา ในภาวะ เคหสิตเวทนา ว่าแตกต่างกับอุเบกขาในภาวะ เนกขัมมสิตเวทนา อย่างไร ไฉน ทำให้เกิดความเป็นปุริสภาวะ คนที่ถึงอุตมปุริสสะก็จะใช้อิตถีภาวะมาอนุโลมช่วยคนได้ เป็นช้างเท้าหน้าเท้าหลังก็ให้พากันไปสู่ความเจริญ แต่ไม่ใช่ว่าชี้โพรงให้กระรอกสำหรับคนหัวใจสีชมพู ให้เป็นโสดนี่แหละดีกว่า

ด้วยการสัมผัสอาการของจิต เจตสิกนั้นๆ เห็นนัยที่แตกต่างกัน (ลิงคะ) ของอาการจิต เจตสิก นั้นๆ โดยกำหนดเครื่องหมาย (นิมิต) จิต เจตสิกต่างๆ เอาได้ ตามที่ได้รู้ได้ฟังคำชี้แจง คำอธิบายจากสัตบุรุษมา (อุเท ส ) ซึ่งพระวจนะ มีว่า เป็นการรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็นนาม รูป (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ) และจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็นรูปคืออย่างนั้น ความเป็นนามคืออย่างนี้ เช่น รู้จักรู้แจ้งรู้จริงรูป 28 (มหาภูตรูป 4 กับอุปาทายรูป 24 ) เป็นอย่างนั้น รู้จักรู้แจ้งรู้จริง นาม 5 (เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) ตามที่พระวจนะในพระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 14 เป็นอย่างนี้ เป็นต้น หรือนามในปรมัตถธรรม ซึ่งได้แก่ จิต เจตสิก รูป นิพพาน

ซึ่งการปฏิบัติแบบพุทธจะสามารถวิเคราะห์จิต (psycho analyses) เป็น อ่านจิต เจตสิกออก เห็นได้แยกออกจริงๆ แม้จะจำชื่อของรูป ชื่อของนามนั้น เป็นภาษาบาลีไม่ได้ ก็จะรู้อาการ หรือนิมิตต่างๆ ตามคำอธิบายชี้แจงที่ได้รู้ได้ฟังมาจากสัตบุรุษ (อุเท ส ) ถึงสภาวะต่างๆ นั้นได้จริงๆ

ไม่ใช่มีแต่สะกดจิตเป็น กดข่มเป็น ลืมๆ ทิ้งๆ ไปดื้อๆ เป็น แต่วิเคราะห์จิตไม่เป็น อ่านจิต เจตสิก รูป ต่างๆ ตามพระวจนะของพระพุทธเจ้าหรือของสัตบุรุษไม่ออก ...จะ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน