580405_เทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ ๓๙ ณ ราชธานีอโศก.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580405_ เทศน์เปิดงานปลุกเสกฯ ครั้งที่ 39 โดยพ ่อครู ณ ราชธานีอโศก
พ่อครูว่า … วันนี้อาทิตย์ที่ 5 เมษายน 2558 เป็นวัน แรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีมะแม ที่ราชธานีอโศก วันนี้เป็นวันเร ิ่ มแรกของงานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 39 ผู้ที่ได้มาร่วมกันก็บางคนก็ได้มาปลุกเสกฯ ทั้ง 39 ครั้งเลยมีไหม? … … มีอยู่เหมือนกัน แต่ครั้งแรกหรือครั้งที่ 2 นี้เราไม่ได้นับเข้าไปด้วย เราไม่ได้ตั้งชื่อเช่นนี้ด้วย จำชื่อไม่ได้แล้ว เช่น อบรมสติปัฏฐาน 4 เป็นต้น
เขาทำการปลุกเสกฯ กัน หรือปริวาสฯ กัน ก็ให้ญาติโยมไปทำพิธีแล้วไปทำงานอะไรตามเขา มันไม่ใช่อยู่กรรม แต่เป็นการทำมาหากินไปเสีย มันเป็นการอยู่เวรกรรม ไม่ได้ดีอะไร ก็เลยคิดจัดเอง ก็ไม่เรียกว่าอยู่กรรม หรือปริวาสกรรม เราก็เลยตั้งชื่อเองเช่น บำเพ็ญสติปัฏฐานวิปัสสนาจำชื่อไม่ได้แล้ว … ก็จัดเช่นนั้น สัก 2 ครั้ง แรกเร ิ่ มมีคนร่วมสัก 50 คน ทำกันสักสามวันหรือสิบวันอะไรอย่างนี้ แล้วก็เห็นว่าไม่เข้าที ก็เลยปรับรูปแบบ มาจัดแล้วตั้งชื่อ เพื่อให้ยืนยันสัจจะ
เขามีการทำพิธีปลุกเสกฯ หรืออยู่ปริวาสกรรม เพื่อให้สะอาดบริสุทธิ์เป็นพุทธแท้ อาตมาก็เอาความหมายเหล่านี้มาใช้ ก็ตั้งเป็นชื่อ พุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ คือเป็น อนุสาสนีย์ปาฏิหาริย์ เป็นการพุทธาภิเษกฯ หรือปลุกเสกฯ คนให้เป็นคนอาริยะ ไม่ใช่ปลุกเสกฯ อิฐ หิน ดิน ปูนเหมือนเขา เราใช้ว่า ปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ที่ศีรษะอโศก และที่ศาลีอโศกจัดพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์
แรกๆ มีคนหอบพระเครื่องมาปลุกเสกฯ แต่อย่างใด คำว่าปลุกเสกฯ คือ ทำให้ตื่น ปลุกให้ตื่น ทำให้เกิด ตื่นจากความงมงายหลงโลกโลกีย์ จุดสำคัญของศาสนาพระพุทธเจ้าคือ ชาคริยานุโยค ทำให้คนตื่นจากความถูกครอบงำด้วย โลกธรรม สุขด้วยกาม หรือกามสุขขัลลิกะ ส
อ่านต่อ
ุขด้วยอัตตา หรือ อัตตทัตถสุข
ถ้าเราได้สิ่งใดมาเป็นสิทธิของเรา สมสัดส่วนราคา เช่นราคา 10 เราก็ได้ 10 คืนมา ก็เป็นธรรมชาติไม่ได้มีใครได้ใครเสียเป็นความสมดุลพอดี แต่ถ้าเราอยากได้มากกว่านั้น เราอยากได้ 12 หรือ 15 สูงเท่าไหรก็อยากได้ ยิ่งเป็นความขี้โกงเอาเปรียบเอารัด เพราะมันเกินควร มันเป็นความตะกละความโลภ เห็นแก่ตัว คือมันโง่ ลวงตนเอง ได้เกินเท่าไหร่ก็รู้สึกว่าได้น้อย
ส่วนผู้ที่ได้น้อยไป มันควรได้ 10 แต่ตนเองน้อยเกิน รู้สึกว่าได้น้อยกว่านั้นแล้วรู้สึกดี สิ่งนี้ก็ไม่ใช่สัจจะเหมือนกัน มันต้องได้สัดส่วนสัจจะจึงพอดี แต่มันกำหนดราคายาก ในสมมุติ เป็นการร่วมรับรู้กัน แต่ของสัจจะไม่มีราคาหรอก มะม่วงลูกนี้ควรราคาเท่าไหร่? ความจริงมันไม่มี บางยุค บาทเดียวก็แพงไป ก็เลยไม่มีความคงที่อะไร แต่ถ้าส่วนรวมเฉลี่ยแล้วว่าค่าเฉลี่ยเช่นนี้ก็ควรได้เท่านี้ อย่ามากหรือน้อยกว่านี้ แต่คนที่รู้ว่าราคากลางเท่าไหร่ แต่เราควรจะได้น้อยกว่านั้นเราก็เป็นผู้สละตนเองออก เอาน้อยกว่านั้นก็คือได้เสียสละเท่านั้น แต่ได้เกินเอาเกินคนนั้นก็เห็นแก่ตัว ขี้โลภ โดยสัจจะแล้วเป็นหนี้ แต่ถ้าเราเสียสละเราเป็นเจ้าหนี้ เราเอาเปรียบเป็นลูกหนี้ เราเสียเปรียบเป็นเจ้าหนี้ ไม่ยากเลยไม่ต้องเรียนไม่ต้องจำด้วย สัจจะมันจำของมันเอง คุณจำสู้สัจจะไม่ได้หรอก
ทำให้ปัจจุบันเสียสละ อย่างในหลวงว่า เราเสียไปนี่แหละคือเราได้มา โดยสัจจะแล้วเราเป็นเจ้าหนี้ไม่ต้องให้ใครมาบอกหรอก แล้วทำให้ได้ ให้ชีวิตขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คนหมดกิเลสได้ก็คือ อรหันต ์ แล้วชีวิตก็มีแต่ เราไม่พักเราไม่เพียร คืออะไรควรพักเราก็พัก หรือเวลาอยู่กับสังคมว่าตอนนี้เป็นเวลาพักเราก็พัก เมื่อมันไม่ต้องพักแล้วก็เพียรอย่างเดียว เมื่อยก็พัก ไม่เมื่อยเพราะเห็นแก่ตัว บางคนทำไมเมื่อยเร็วนัก เมื่อยนานด้วย จะเห็นพฤติกรรมได้
เราทำแล้วเราไม่ได้ยึดเป็นเราเป็นของเรา ไม่ยึดเป็นวิมานของเรา ไม่เหมือนอย่างเจ้าสัวบางคน ที่ผมว่า เชื่อมันเลยว่า อนาคตผมต้องดีต้องรวย ผมมีแต่ให้ๆๆ เอาไปเทลงปากเหว ปากงูเห่า มันจะเหลืออะไร ไม่เข้าใจว่าสิ่งที่เราจะได้นี่คืออนุสัย คือความตะกละมากขึ้นๆ แม้จะได้มาก็ไม่เคยพอ ไม่สันโดษ ไม่อัปปิจฉะ มีแต่มหัปปิจฉะไม่มีขอบเขตจำกัด จิตมีอภิชาวิสมโลภะ เป็นความโลภที่พุ่งแรงไปข้างหน้าไม่มีวันจบ แต่ผู้ใดจบได้แล้ว ก็สบม.ทมด.ปกต.หห.จจ.
ทีนี้คนทำได้มักน้อยได้จริง สันโดษได้จริง แล้วมารวมกันเป็นหมู่กลุ่ม เกิดระบบระเบียบ ชุมชนสร้างสรร ใครเหลือกิเลสก็ทำให้หมดไปตามลำดับ ใครหมดแล้วก็อยู่ไป อาศัยกินใช้อยู่ในส่วนกลาง เป็นเศรษฐศาสตร์เยี่ยมยอดที่สุดคือสาธารณโภคี
ในโลกนี้มีระบบที่คนคิดได้ คือ คอมมิวนิสต์ออกกฏหมายให้เอามาให้ส่วนกลางมากๆ แล้วมีคณะบริหาร หากคณะบริหารมีความซื่อสัตย์มีปัญญากระจายให้ทั่วถึงก็ดี แต่คนเหล่านั้นไม่ได้ปฏิบัติธรรมให้หมดความเห็นแก่ตัว หมดอคติ แม้จะอดทนได้โดยสามัญสำนึก ว่าอย่าขี้โกง อย่าเห็นแก่ตัวดี แต่เมื่อวาระที่เปรตมันขึ้น กิเลสมันขึ้น หมดความอดทน เก็บกด มันถึงขีดก็ไปได้ไม่ไกล คอมมิวนิสตฺ์ไปได้ระยะหนึ่งก็พังไป เพราะทนต่อกิเลสไม่ไหว ขี้โกงกัน แต่คอมมิวนิสต์เขาก็ยังไม่ยอมรับว่าต้องมาเอา ประชาธิปไตย เท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่รู้ว่าป ระชาธิปไตย คืออะไร งานนี้จะตั้ง ชื่ อเทศน์ว่า โลกหรืออัตตา อธิปไตยที่เป็นธรรม
ประชาธิปไตย ในหนึ่งแปลว่าเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด และอีกความหมายหนึ่งคือ ความไม่เห็นแก่ตัวอย่างที่สุด ในโลกเขาใช้แค่ว่า ประชาธิปไตย เป็นความเห็นแก่ตัวที่สุดเท่านั้น เขาไม่รู้ว่า ต้องมาล้างโลก ล้างอัตตา ได้หมดคนนั้นคือธรรมาธิปไตย แล้วจะใช้ ประชาธิปไตย ได้ดีที่สุด
มาถึงวันนี้ปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ คือเราพยายามพัฒนาตนเอง ให้มีคุณธรรม อย่างพระพุทธเจ้าสอนเป็นคนไม่มีโลกไม่มีอัตตาในที่สุด
ลองฟังกวีนี้
ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกส ิ่ งทั้งโลก...ในที่สุด
สังคมสกปร ก ด้วย กิเลสหน ทั้งโลกจึงอวิชชา ยิ่ง แล้ แต่โลกฉลาดเฉกา ยอดเลิศจริงเลย ทว่าบ่รู้ทางแก้ เพราะด้อยปัญญา
เฉกา คือเฉกนี้ เฉโก แปลว่า ฉลาดโชว์ กิเลสล้วน ฉบาดเฉกกิเลสโต โลกยิ่งเสื่อมรา โลกบ่รู้ถี่ถ้วน ฉลาดนี้ จึงเจริญ
โลกเผินมัวแต่บื้อ หลบประเด็น เนื่องเพราะโลกไป่เห็น เรืองนี้ เรื่องฉลาดนี่แหละเป็น องค์แห่งปัญหาแฮ หลงแต่ใช้เฉกชี้ โลกให้ลงเหว
โลกเลวเพราะเฉกชี้ นำพา หลงเฉกเป็นปัญญา นั้นเพี้ยน ปัญญาใช่ปัญหา แต่ฉลาดแท้แล ส่วนฉลาดพาโลกเฮี้ยน เดือดร้อนยังไงกัน
นั่นโง่ตะหากแก้ ฉลาดไฉน ฤาฉลาดต้องใจใส สดเกลี้ยง จึงจะฉลาดใช่ไหม คิดออกไหมเอย แต่ฉลาดยังคดเพี้ยง เท่าฟ้าปานทะเล
จะเฉโกอยู่ฉะนี้ ถึงไหน ตอหลดปลดเปรอะไป ไป่แล้ ลดเลี้ยวไม่จริงใจ กล้าหน่อยเถอะน่า ทำเถอะให้ผ่องแผ้ว จะฟื้นทันที
ป่านนี้ ยังบ่กล้า ลงดาบ บริสุทธ์ต้องปราบ แน่แท้ เผด็จศึกให้เข็ดขยาด หน่อยเทอญ จะชนะทุกสิ่งแล้ อย่าแพ้ภัยตัว
ขอแถมอีกบทหนึ่ง บทนี้สไมย์จำปาแพง เป็นคนแต่ง ต่อจาก อ.เป็นต้น นาประโคน
" ฟ้าสะท้านดินสะเทือน "
ช่างเหล็กตีเหล็กร้อน สุดแรง เปลวแปลบจึงเปลี่ยนแปลง เหล็กได้ กระแสหลักจำแลง สนิมเหล็กกินลึก ตีสักตั้ง เตือนให้ พุทธห้าม หุ้มสนิม คชสารล้มเน่าแล้ว ทั้งตัว กล้าบอกเอาใบบัว ปกไว้ มารมีหมู่เมามัว มืดมิด ทมิฬเมือง แค้นเข็ดเหนือเจ็บไข้ เน่าเนื้อ แผลใน
ตีนช้างเหยียบปากน้อย นกนาน บัณฑิตถูกพวกพาล กดไว้ ผลไม้สุกถึงกาล ร่วงหล่น ลงดิน วิบากกรรมสูไซร้ ก่อสร้างมาเอง
ถ่มน้ำลายรดฟ้า คราใด เปื้อนเปรอะเลอะหน้าใคร ไป่รู้ ธุดงค์ดิ่ง ดงใด อวดเด่น ดังฤา พุทธกลุ่มน้อยฮึดสู้ ปราบเสี้ยน ศาสนา
ยามกล้าต้องแกร่งกล้า ดุจเพช ร ตีสุดแรงให้เข็ด ขยาดเขี้ยว พุทธพวกมากหมกเม็ด ข่ายหมู่ ตนเฮย เลี่ยงหลบ บาลีเลี้ยว หลอกให้คนหลง
ตนสร้างตน ถูกต้องก่อนใคร บริสุทธ์ผุดผ่องใส แน่แท้ เพื่อกู้พุทธ เมืองไทย พ้นผิด เพี้ยนแฮ กล้ากู่ตะโกนแก้ ก่อเกื้อ การุณ
นานาสังวาเว้น กิจวัตร แยกเพื่ออยู่ปฏิบัติ ต่างไซร้ เราเป็นพุทธบริษัท ปล่อยเสื่อมเสียฤา พลีชีพปกห้องให้ พุทธพ้น ฉิบหาย
พ่อครู ว่า … เราเป็นลูกพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้เราหนีสังคม หนีมนุษย์ อย่างที่พระพุทธเจ้าก่อนตรัสรู้ก็หลงออกป่า เพราะทั่วไปเขาเข้าใจเช่นนั้นกัน พาทำทุกรกิริยากัน พระพุทธเจ้าก็หลงลิงลมอมข้าวพอง พระพุทธเจ้าทำได้เกินกว่าเขาหมด สุดท้ายไม่บรรลุด้วยวิธีเช่นนั้น อดข้าว กินขี้ ไม่กินข้าวกินแต่ขี้ จนวันที่จะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็ระลึกชาติได้ ของอาตมาก็ต้องมาระลึกอย่างนั้น ด้วยตนเอง เพราะไม่มีใครสอนแล้ว
พอพระพุทธเจ้าบรรลุก็ได้ปัญจวัคคีย์เป็นสาวก ที่พระพุทธเจ้าสอนให้บรรลุกลุ่มแรก ต่อจากนั้นพบ ยสมานพ ที่มีบารมี เบื่อโลกีย์แล้ว พระพุทธเจ้าออกจากป่า ก็มาเข้าเมือง แต่ พระยส ก็ออกจากเมืองมาสู่ป่าจะหาความสงบ พระพุทธเจ้าว่าที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ ที่นี่ไม่วุ่นวายหนอ ก็มาเจอกัน เทศน์ให้ฟังกัณฑ์แรกก็เป็นโสดาบัน พ่อพระยส ก็มาตามหา มาเจอรองเท้าทองของลูก ก็พบว่ามาอยู่กับพระพุทธเจ้า ก็เลย พอพระพุทธเจ้าเทศน์ให้พ่อฟัง ตนเองฟังอีกกัณฑ์ก็บรรลุแล้ว แต่พวกเราฟังกี่กัณฑ์แล้ว....
แต่ท่านพระยส มีบารมีมาก็เลยบรรลุอรหันต์ ขนาด พระพาหิยะ ทารุจีริยะ ฟังนี่คำความก็บรรลุอรหันต์แล้ว เป็นบารมีของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องสามัญของสาธารณปุถุชน เป็นเรื่องโลกุตรชนหรืออาริยชน แม้ปุถุชนจะฉลาดโลกีย์มากสักเท่าใด แต่ไม่มีภูมิธรรมโลกุตระเลย ก็ไม่มีทางที่จะบรรลุธรรม ฉลาดมากแต่เป็นอเวไนยสัตว์สอนโลกุตระไม่ได้ อาตมาเข้าใจ เห็นใจเขา เหมือนเห็นเด็กๆ แกวุฒิภาวะไม่ถึงก็อนุโลมให้แกไป บางที่นอกจากไม่ทำตามแล้ว เขาจะด่าตอบอีกเป็นธรรมชาติ วันนี้เขาเข้าใจอาตมาไม่ได้ หมั่นไส้อาตมาด้วย เพราะอาตมาไม่หยุดพูด เขาก็หมั่นไส้เต็มเหนี่ยว ก็อย่าฟังอาตมาเลย มาห้ามกั้นไม่ให้อาตมาแสดงว่าเป็นพุทธแท้ไม่ได้
เขาว่าอยากยกเอาความเชื่อของตนเองมาเบียดเบียนคนอื่น ด้วยการอวดตัวว่าเป็นพุทธแท้ เขาว่าอย่างนั้น อาตมาว่าห้ามอาตมาไม่ได้ ห้ามแสดงต่อสาธารณชนก็ไม่ได้ อาตมาสุดทางแล้ว เพราะสรุปแล้วยุคนี้มนุษย์ยังรับธรรมะของพระพุทธเจ้าได้ เป็นคนรู้จักโลก และอัตตา แล้วมาล้างกิเลสที่เราหลงโลก ไม่ได้ไปล้างโลกนะ โลกมีคนอยู่เจ็ดพันล้านคนไปล้างโลกไม่ได้ แต่ล้างกิเลสที่ไปหลงโลก ว่าโลกมีโลกอะไรบ้าง แล้วความหลงโลกคืออัตตา แต่ตนเองโง่เองไม่รู้ ไม่รู้จักโลกธรรม ไม่รู้จักกามารมย์ไม่รู้จักอัตตทัตถารมย์
อย่างคนหลงโลก ไม่ว่าโลกกามหรือรูปโลก อรูปโลก คือกามภพและรูปภพ อรูปภพ คนไม่รู้ก็ติดท้ังกามทั้งรูปโลก อรูปโลก แล้วเอามาหลอกคนอีก พวกนั้นคือธรรมกาย เขาหลงหมด แล้วต้องครอบงำหมด สะกดจิตไว้หมด เป็นสำนักสะกดจิต เก่งกว่า รัสปูติน เพราะรัสปูตินซับซ้อนน้อยกว่าหยาบคายมากกว่า ลามกมากกว่า แต่นี่ซ่อนหยาบคายลามก ลวงคนให้หลงกับภาพสวยงามเรียบร้อย คนก็เลยหลงย ิ่ งกว่าลัทธิประชานิยม เพราะใช้ทั้งกามและทั้งโลกธรรม เข้าไปปรุงหลอกคน
นอกจากหลงกามภพ จะเรียกว่า กามโรคก็ได้ อาการหนักมาก ทุรนทุรายหนักเลย ถึงขนาดออกวิธี ดีไซน์วิธีให้กู้เงินมาบริจาคให้ ตั้งสหกรณ์ให้กู้ได้ กู้แล้วเอามาทำบุญ (ทาน) โดยผู้กู้ไม่ได้เงินผ่านมือเลย เขียนตัวเลขเลยว่ากู้เท่านี้ ให้เงินเข้าวัดเลย โดยเจ้าตัวเป็นหนี้แล้ว มีสัญญาต้องใช้ต้นทุน แถมใช้ดอกเบี้ยด้วย แล้วคนทำบุญนี้ก็ได้ดีใจว่า อนาคตเราจะรวยหรูหรามีวิมานยิ่งใหญ่ เป็นรูปภพ อรูปภพ สำนักนี้หลอกทั้งกาม ทั้งรูป และอรูป หมดเลย
วันนี้จะได้ปลุกเสกฯ ให้พวกคุณเป็นพระแท้ๆ ที่จะได้รู้เท่าทันโลก เท่าทันอัตตา โลกคือส ิ่ งหรูหราใหญ่โตสวยงาม แต่รูปโลก อรูปโลกคือสิ่งที่เป็นวิมานไม่มีจริง เพราะมีแต่โลภ ที่คุณอยากได้กับอัตตาตัวกูของกูสะสมในอัตภาพเต็มๆ กูจะรวย กูจะได้วิมานใหญ่โตมากมาย เป็นอุปาทานด้วย
แล้วทำทานหมื่นเดียวแต่ต้องการได้กลับมากกว่าเป็นล้าน คุณได้สวยเท่านี้จริง แต่คุณอยากได้สวยมากว่านี้ล้านเท่า คุณได้อร่อยเท่านี้ความจริงประมาณนี้แต่คุณต้องการอร่อยมากว่านี้อีกล้านเท่า คุณต้องการแบบอนันตังไม่มีขอบเขตเลย ไม่รู้ปริตตัง ขอบเขตน้อยเท่าไหรที่จะพอ ให้ไปสู่อปมาณาภาไปเรื่อยๆ จนถึง อัปปมัญญา (ประมาณไม่ได้) แต่ไม่ใช่อนันตังไม่มีที่สิ้นสุด ปลายเปิดไปตลอดกาล ไม่สิ้นสุด
จิตที่มีลักษณะอนันตัง ต่างกับจิต อัปปมัญญา ในการไม่รู้แล้วมาหลอกคนก็ได้บาป คนถูกหลอกก็ได้นรกหมกไหม้ เป็นนรกลวงของเทวบุตรมาร ย ิ่ งกว่า อวินิปาตะ คือสัตว์นรกที่ไม่มีที่ตกต่ำกว่านี้อีก ไม่มีภาษาต่อไปอีกแล้ว ส่วนตะกละไม่มีที่สิ้นสุดปลายเปิด ไม่มีที่ต่ำให้คุณไปอีกแล้ว
ส่วนอีกพวกหนีกามหนีโลกเข้าป่าไป ไม่มีการวิเคราะห์จิต ไม่มีหลักวิชาวิเคราะห์จิต แต่ทำจิตไม่ให้มีอารมณ์กามเหมือนกันแต่แบบดับ สะกดจิตไม่ให้รู้สึกเลย ทั้งอรูป และรูป มีแบบ มะลำมะเลือง หรือ แบบที่ดับไปหมด อย่างอาฬารดาบส รู้สึกว่าไม่รู้ เป็นอากิญจัญ ญ ายตนะ ที่จริงมีสิ่งที่รู้นิดอยู่แต่เขาไม่รู้ แต่อุทกดาบสรู้ แต่ด้วยอุปาทานว่าต้องดับ ก็เลยแป๊บรู้ ก็ดับมันอีก ก็ได้เนวสัญญานาสัญญายตนภพ แม้จะสะกดไม่ให้รู้อย่างไร แต่จิตวิญญาณมันต้องรู้ก็ต้องดับมันอีก แต่ไม่ได้เรียนรู้โลกอบายในภามภูมิ ไม่มีจิตวิเคราะห์เลย ไม่รู้อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส ก็เลยพากันหนีเข้าป่าแบบเดิมๆ ที่พระพุทธเจ้าทำมาก่อน เขาถือว่าไม่ได้แย่งกามแย่งโลกธรรมใคร แต่ไม่รู้ว่าสั่งสมอัตตา ดีไม่ดีก็ลิ้มเล็มอยู่เลย ไม่รู้โลกธรรม ไม่รู้กามคุณ จึงเสพได้แม้สิ่งที่ไม่น่าติด เช่น ติดน้ำหวาน ดื่มจนเสียสุขภาพก็ไม่รู้ว่าตนติดรส กินหมาก ติดบุหรี่อยู่เลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสหยาบๆ ก็ไม่รู้ แล้วหลงตนว่าเป็นอรหันต์อีก สังคมเข้าใจผิดไปมากมายเลย
คนหลงทำแบบฤาษีก็สามารถทำจิตให้แข็ง มีฤทธิ์ได้ เหมือนกับการสะกดจิต ที่ทำให้สิ่งไม่มีให้มีได้ ส ิ่ งที่ไม่เจ็บแต่ให้เจ็บก็ได้ สิ่งที่เจ็บแต่ไม่ให้เจ็บก็ได้ ทางการแพทย์เรียน Psychosis บางคนเลือดออกมากเลย แต่หาเหตุไม่ได้ จนหมอเรียกว่า Psychosis จิตอุปาทานสร้างเอง ไม่มีเสียงก็ได้ยินเสียง เห็นในสิ่งที่ไม่เห็น เป็นมโนมยอัตตา (รูปที่สำเร็จในจิต) ไม่มีรูปแต่คุณเห็นรูป ไม่มีกลิ่นแต่คุณได้กลิ่น ได้ยินเสียงทั้งที่ไม่มีเสียงจริง เป็นอุปาทาน อย่างนี้ก็ยังเข้าใจยาก แต่น่าจะเข้าใจง่ายก็คือ รสอร่อยไม่มีจริง พวกคุณที่มีรสอร่อยอยู่นั่นแหละผีหลอก นี่รู้ง่ายเข้าใจง่ายแต่ล้างยาก
นี่สวย ไม่มีหรอก คุณสมมุติเอง คนไม่ชอบให้พูดอย่างไรก็ไม่สวย ความอร่อยความสวยไม่มีจริง นั่นต่างหากคือมโนมยอัตตา ให้เรียนให้รู้แล้วล้างเสีย นี่คือสัจจะที่เราต้องศึกษาแล้วล้างให้ได้ รสก็อย่างนี้ของมัน เสียง รูป กลิ่น มันก็มีของมันเช่นนี้ แต่ละคนต่างคนก็รับรู้ได้เหมือนกัน แต่รสอร่อย ชอบไม่ชอบ นี่คือความโง่ ตนเองหลงว่าเป็นสุขเท็จเอง ใครพอทำได้บ้างลดได้บ้าง....เป็นอันหวังได้ คนรู้ผีหลอกเป็นมโนมยอัตตาได้
คุณมีความสามารถทำเงินได้จากสิ่งที่คุณสร้างและทำ คุณก็ดีใจได้ 10 ล้าน ไอ้ดีใจนี่คือมโนมยอัตตา แต่คนที่ทำได้ 15 ล้าน แต่กิเลสคุณบอกว่าอยากได้สัก 20 ล้าน แต่ไม่ดีใจ ทั้งที่คุณเป็นหนี้เขาไป 5 ล้านแล้ว เพราะได้เกินที่ควรได้มา 5 ล้านแล้ว แต่คุณยังไปดีใจไปอีก เป็นสองเด้ง มีผีสองโง่เข้าไปอีกเลย อย่างนี้เป็นกันไหม? สารภาพมาเสียดีๆ ว่าใครเคยเป็นบ้าง นี่คือสัจจะ
เราต้องเรียนรู้อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา คืออัตตาที่ประกอบด้วยรูปร่าง สี เสียง สัมผัสได้ แล้วคุณก็ไปหลงว่าจะต้องได้อย่างที่อุปาทาน เป็นสิ่งหยาบใหญ่ สมมุติขึ้นปั้นขึ้นแล้วก็มาปั้นใส่จิต เรียกว่า มโนมยอัตตา จะต้องได้ดังใจ หากคุณลดตั้งแต่ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตาก็จะลดลงได้ด้วย จนเหลือน้อยจนไม่มีภาษาจะเรียกก็เรียกว่าอรูป ที่จริงมันมีรูปเหลือเล็กน้อย จนเรียกว่าไม่มีรูปแล้ว จนเราทำให้หมดอรูปเลย จิตเป็นอุเบกขา ไ ม่มีดูดผลัก ไม่มีกาม ไม่มีอัตตา กามคือโลก อัตตาคือตัวกูของกู เราต้องเรียนรู้โลกและลดอัตตา เราสร้างโลกนะ แต่เราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเราให้มาเป็นสุขหรือทุกข์กับมัน ความเป็นอัตตาเราไม่มีด้วย เราไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา ความเป็นโลกเราก็สร้างแต่เราไม่ติดยึด อะไรควรสร้างก็สร้าง อะไรไม่ควรสร้างก็ไม่ทำ เรากินข้าวที่เราทำแล้วเหลือเราแจกจ่ายเพราะเรากินไม่มาก ไม่สะสม แล้วคนที่ได้รับเกื้อกูลจากเรานี่เขารู้ได้นะว่าคนไหนมีคุณค่า คนไหนไม่มีคุณค่า เราก็อยู่กับคนมีค่า เหมือนชาวอโศกแต่ละคนมีค่า แล้วเขาก็รู้ว่าควรจะให้ค่า ตอบแทนค่าเท่าไหร่ คนไหนมีความขยันหมั่นเพียรมีคุณค่า มีสัปปุริสธรรม คุณก็ได้รับความนับถือ ได้รับความเกื้อกูล ได้รับสิทธิพิเศษ ที่เขาให้ด้วยความเคารพ มีปัญญา คุณควรได้จริงๆ แม้แต่เขาให้ เราก็ไม่จำเป็นต้องไปรับสมอ้างเต็มๆ แม้ที่ได้มาก็เอามาเกื้อกูลคนอื่น คนนี้เรียกว่าเนื้อนาบุญ คือข้าวงอกในนาเราเท่าไหร่ เรากินน้อย แต่ที่เหลือเราก็แบ่งแจกคนอื่น เราอาศัยนิดหน่อย นอกนั้นเรากระจายแจกจ่ายไป คนมีพฤติกรรมเช่นนี้จริง อาริยบุคคลจนถึงอรหันต์จริง ไม่ว่าจะบวชหรือไม่ โกนหัวหรือไม่ก็มีคุณสมบัติเช่นนี้ได้ ฆราวาสเราก็มีคุณธรรมอาริยธรรม แต่ไม่หนีจากสังคม ที่เขาเข้าใจเพี้ยนผิดไปเป็นฤาษีหมด พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อัมพัฏฐสูตร ว่าด้วยความเสื่อมของผู้แสวงหาอันผิดๆ
1 . ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ 2 . ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า 3 . สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ 4 . สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163 )
เขาว่า นี่แหละท่านอยู่แต่ในป่าไม่เคยเข้าเมืองเลย อยู่แต่ในป่าช้าใครมาก็ไม่ลืมตาเลย ขออภัยที่ยกตัวอย่าง อ.เกษม สุสานไตรลักษณ์ นี่ ก็เคารพท่านแต่ว่าท่านได้สิ่งที่เป็นมิจฉาผล ก็เป็นวิบากท่าน ก็ได้แต่เห็นใจเข้าใจท่าน แต่อาตมาเอามาพูดนี่ไม่ได้ยกตนข่มท่านไม่ได้ดูแคลน ท่านก็ทำได้ไม่ง่ายนะ แต่มันผิด อาตมาพูดเป็นวิชาการนะ พวกนี้ไม่หนักทางกาม แต่หนักไปทางรูปภพ อรูปภพ พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้ไม่ได้สมาธิ จะออกป่าก็มีแต่ไม่จมก็ลอย ไม่จมคือไม่ติดป่า ไม่ลอยคือไม่ฟุ้งมาหากามหาวัตถุ แต่ผู้ยังไม่ได้สัมมาสมาธิ ไม่ได้มรรคผลสัมมาทิฏฐินั้น อย่าง พระอุบาลีปรารถนาจะไปอยู่ป่า และราวป่าอันสงัด พระพุทธองค์ตรัสว่า... ป่าและราวป่าอันสงัดอยู่ลำบาก ทำความวิเวกได้ยาก ยากที่จะอภิรมย์ในการอยู่ผู้เดียว ป่าทั้งหลายเห็นจะนำใจของภิกษุผู้ไม่ได้สมาธิไปเสีย ผู้นั้นจำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลงหรือจักฟุ้งซ่าน เปรียบเหมือนกระต่ายหรือเสือปลาลงสู่ห้วงน้ำใหญ่ หวังจะเอาอย่างช้างใหญ่สูง 7 ศอก หรือ 7 ศอกกึ่ง กระต่ายหรือเสือปลานั้น จำต้องหวังข้อนี้ คือ จักจมลง หรือจักลอยขึ้น !! (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 99 )
สายกดกิเลส กดกาม กดอัตตา ก็คือจมลง แม้มันจะฟุ้งขึ้นก็กดให้มันจมลงไปเรื่อยๆ ก็จะหาออกไปป่า ไปสร้างเรือนไฟหลอกคนให้มาเอาโลกธรรมแต่อยู่ในป่า หรือไม่ก็สร้างมุขสี่ด้านมโหฬารพันลึกอยู่ในทางสี่แพร่งก็เป็นแล้ว มีรถรับส่งมาหมด เปิดทุกด้านทุกทิศเลย นี่คือสัจจะไม่ใช่อาตมาใส่ความ แล้วบอกว่าธุดงค์ ซับซ้อนมาก ธุดงค์แอคอาร์ทดราม่า ปรุงแต่งมาหลอกคนซับซ้อน นี่อาตมาก็เอาหลักฐานของพระพุทธเจ้ามาอธิบายสัจจะว่า สมัยนี้ถูกกลบไป บิดเบี้ยวยิ่งกว่ากลองอานกะ ชื่อพุทธนี่ บัดนี้ชื่อพุทธ แต่ว่าหนังเนื้อของกลองพุทธนั้นไม่เหลือแล้ว ส่วนของกลองเป็นเรื่องปฏิรูป เอาอะไรไม่รู้สิ่งตรงกันข้ามพุทธมาใส่ เป็นกลองอานกะที่ไม่เหลือเนื้อแท้พุทธแล้ว
อย่างท่านพุทธทาส อาตมาก็นับถือท่าน ที่มีประโยชน์กู้คำว่าโลกุตระคืนกลับมาได้เยอะ ท่านตีอบายมุขแหลก ท่านประกาศโลกุตระ คำว่าโลกุตระนี้ซับซ้อนลึกซึ้ง แต่ท่านไม่เข้าถึงอภิธรรม อาตมานับว่าเป็นอาริยะ แต่ว่าก็ขนาดหนึ่ง อาตมาก็เคารพ อย่างน้อยท่านก็บวชก่อน ทำงานมาก่อนได้ผลดีด้วย แม้แต่ท่านเคยว่าอาตมา อาตมาก็ไม่ได้ติดใจถือสา คนว่าอาตมาหนักกว่าท่านเยอะ อาตมาไม่เคยถือสา ท่านเจ้าคุณโสภณคณาภรณ์ (มหาระแบบ) เป็นต้น อาตมาเข้าใจ
หากไม่เข้าใจ กายในกายไม่ได้ ไปเข้าใจผิดว่า กายนี้คือร่าง คือมหาภูตรูป ไม่มีนามมาเกี่ยวเลยก็ผิด พิจารณาอย่างไรก็ไ่ม่เข้าเกณฑ์ปรมัตถ์ จะเข้าใจกายคตาสติก็ได้แต่รูปนอก ไม่เข้าใจสักกายะ อย่างเล็บของเรานี่ยาวเกินประสาทออกมานี่ไม่ใช่กายแล้ว ผิวของเรานี่ก็ไม่ใช่กายย ิ่ งหนังหนาไม่มีประสาทเลย แล้วกายคือข้างนอก แต่ไม่ขาดจากนาม ไม่ขาดจากจิต จิตเอื้อมถึงเมื่อไหร่ก็คือกาย แต่ถ้าจิตเอื้อมไม่ถึงก็ไม่เรียกว่ากาย
ผมนี่ตัดแล้วไม่รู้สึก ขนก็ง่าย เล็บ ฟันหากไม่ถูกประสาทตัดไปได้กรอไปได้เลย ผิวหนังไม่ใช่กาย แต่ถ้าตรงไหนถึงประสาทรับรู้ก็คือกาย
อย่างอาการ 32 นี่ บางส่วนก็ไม่ใช่กาย ไม่รับรู้สึกได้ ก็มี อย่างอุจจาระปัสสวะก็ไม่รับรู้สึกได้ คำว่ากายนี้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง คำว่ากาย ให้พิจารณาจิตเป็นหลักแต่ภายนอกก็ยังมีอยู่ แก้ไขตรงนี้ ย ิ่ งไปถึงคำว่า ธรรมะสอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา คำว่าส่วนสองในหนึ่งคือ เคหสิตเวทนากับ เนกขัมสิตเวทนา ถ้าไม่มีการแยกวิเคราะห์จิตส่วนนี้ให้ออก ว่าเคหสิตะกับเนกขัมมะออก แล้วทำให้เป็นหนึ่งให้ไม่มีเคหสิตเวทนา จนสิ้นซากเหลือหนึ่งเดียว ถ้าทำไม่ได้ก็ไม่เจอความจริง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ก็ทำให้ก้าวหน้าพัฒนาเป็นผล ภวันติ ให้เป็นเอกัคคตา เป็นหนึ่งเดียวไม่เปลี่ยนแปลง เป็นอุเบกขาที่มีองค์คุณ 5 ที่เป็นคุณสมบัติสุดท้ายมีทั้ง ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5 ) ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) มุทุ (รู้แววไว อ่อน ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690 ) จะอยู่ทำงานช่วยสังคมอย่างเต็มบริสุทธิ์เลย
ถ้าเป็นอนาคามีถึงอรหันต์แล้วไปเป็นนายกฯ จะทำงานได้ดีมาก เป็นประโยชน์ ถ้าเป็นอรหันต์ไปทำจะได้เป็นจอมจักรพรรดิ์ ที่ไม่เหมือนเจ็งกิสข่านหรือนโปเลียนเลย ไม่เหมือนฮิตเลอร์ ซึ่งจอมจักพรรดิ์ที่คนมีประวัติศาสตร์เล่าถึงนั้นอธิบายจอมจักรพรรดิ์ได้ยาก แม้แต่พระเจ้าอโศกมหาราช คนก็เข้าใจไม่ได้ สงสัยกันว่าเป็นอรหันต์หรือไม่? แม้แต่ลูกของพระเจ้าอโศก พระโสณะ พระอุตตระ เป็นอรหันต์หรือไม่? นั้น อาตมาก็ขอบอกว่าเป็นอรหันต์ ถ้าไม่เป็นจะมีเชื้ออรหันต์หลงเหลือใน ประเทศไทยได้อย่างไร ที่พูดนี้พูดกับคนพอรู้กันได้ และต้องไม่ผิด ถ้าผิดแล้วเป็นบาปของอาตมาเอง
ราชธานีอโศก... อาตมาก็ไม่ได้ตั้งใจ จะตั้งไว้ว่าจะให้เป็นราชธานีนะ แต่คนเข้ามาบอกว่าทำไมที่นี่ใหญ่โตอะไรอย่างนี้ ตอนนี้มีน้ำตกผาแหงน มีคลองถอยหลังเข้า ตอนนี้มีน้ำขุ่น แต่เราต้องทำน้ำให้ใสให้ได้นะ เอาน้ำใสไปไล่น้ำขุ่นออกไป แล้วทำไมต้องมีเช่นนี้ หลายอย่างลงตัวเอง ไม่ต้องไปคิดให้หัวแตกหรอก คุณอย่ามาเอาอย่างอาตมา และอาตมาไม่ ไม่ไปเอาอย่างพระพุทธเจ้า ก็ค่อยๆ ทำไป มีผู้พูดเหมือนกัน (แต่ตอนนี้เขาไปเป็นแดงแจ๋) เขาพูดตอนแรกๆ ที่มาศรัทธาที่นี่ว่า อาตมานี่เป็นเชื้อของเจ้าคำผง แต่อาตมาก็เจตนาให้เกิดคุณค่าขึ้นแก่โลกเท่านั้นเอง
คำกล่าวนำปฏิญาณอุโบสถศีล [พากล่าวคำ นโมตัสสะ ภควโต ฯ 3 จบ ก่อน] ณ บัดนี้ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอตั้งจิตปฏิญาณ ในงานปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธ ครั้งที่ 39 นี้ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะขอบำเพ็ญธรรม ประพฤติตน อยู่ในศีล 8 อันได้แก่ ปาณาติปาตา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการฆ่าสัตว์ เว้นขาดความโหดร้ายทารุณ เว้นขาดการเบียดเบียนใดๆ จะพยายามสร้างเมตตาธรรม อทินนาทานา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เวนการขโมย เว้นขาดการเอาของผู้อื่นด้วยเชิงเอาเปรียบ จะพยายามสร้างสัมมาอาชีพ ขยันสร้างสรร เสียสละ ละเลิกความโลภ ความเห็นแก่ตัว อพรหมจริยา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดเรื่องเมถุนธรรม เว้นขาดเรื่องกามคุณ จะเป็นผู้ละเลิกราคะ จะเป็นผู้กำหนดรู้เท่าทันในกาม มุสาวาทา เวรมณี จะตั้งใจประพฤติ เว้นขาดการพูดปด เว้นขาดการพูดหยาบ เว้นขาดการพูดส่อเสียด เว้นขาดการพูดเพ้อเจ้อ จะพยายามพูดเป็นสารัตถะ เป็นธรรม สุราเมรย มัชชะ ปมาทัฏฐา
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive