580410_ทวช.ปลุกเสกฯ ครั้งที่ ๓๙ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม ๕ .doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580410_ ทวช. ปลุกเสกฯ ครั้งที่ 39 โดยพ่อครู ราชธานีอโศก โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม 5
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 10 เมษายน 2558 วันแรม 7 ค่ำ เดือน 5 ปี มะแม ที่ราชธานีอโศก เป็นวันโกน เป็นวันที่ 6 ของงานแล้ว พรุ่งนี้วันสุดท้ายแล้ว ทำไมไว เราได้บรรยายเรื่องโลกหรืออัตตา อธิปไตยที่เป็นธรรม อาตมาอธิบาย เรื่องอธิปไตยที่เป็นแรงพลัง ที่ในโลกเขาทำเพื่อเกิดอำนาจแรงฤทธิ์นี้ เขาทำแล้วก็ไม่เข้าใจว่า ฤทธิ์แรงนี้คืออะไรแล้วเขาก็ไปศึกษาแต่แรงฟิสิกส์ แต่ฤทธิ์แรงที่อยู่ในสังคมโลกนั้น โลกทั่วไปเข้าใจแค่เรื่องลูกโลก แต่ของพระพุทธเจ้านี้โลกคือความหมุนวน แล้วพระพุทธเจ้าเห็นว่า พฤติของมนุษย์นี่มีความหมุนวนเร็ว แล้วซับซ้อน ต้องเอามาแยกแยะนัยสำคัญ
โลกที่เรียกว่าโลกียะกับโลกุตระเป็นอย่างไร? โลกสมุทัยที่เป็นเหตุให้หมุนวน ท่านก็ดับได้ ดับได้ก็เป็นพลังใหม่ เหตุที่ทำให้หมุนวนก็ทำให้เกิดพลังแรงเช่นกัน แต่เป็นโทษภัย ต่อผู้อื่นต่อส่วนรวม ไม่เป็นคุณประโยชน์แก่ส่วนรวม เพราะเราไม่รู้จักตนเองแล้วสั่งสมแรงแบบนั้น ได้แล้วก็ทำให้เกิดการหมุนวนทำร้ายคนอื่น ดูดแย่งชิงเอาจากคนอื่น อาการเช่นนี้คือสัตว์โลก ที่มีอัตตา มีพลังของตน สั่งสมความรู้ เข้าใจ นึกคิด ความเห็นของตน ที่ไม่ได้ศึกษา ก็ไม่รู้ว่า เห็นแก่ตัว แย่งชิงทำร้ายผู้อื่น หยาบคาย แฝงเล่ห์หลอกว่าไปช่วยคนอื่น แต่แท้จริงล้วงตับกินไส้ ทำให้คนอื่นแย่ลง กลายเป็นคนเสื่อมทรุด บางทีถึงตายเลย แต่ตนเองได้แต่รวยเอาๆ กอบโกยเป็นตนใหญ่มากหรูหรา
พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว ว่าน่าศึกษากว่าความรู้เทคนิค ที่เขาทำเพื่อสร้างสรร กินใช้ อาศัย เลี้ยงชีพ สัตว์โลกทุกตัวก็พาตนรอดเลี้ยงชีพก็ทำ สัตว์ที่เป็นคนก็ทำ แต่ความไม่รู้ แล้วมีสมอง มีจิตวิญญาณ จิตนิยาม ที่สูง เก่ง วิจิต
อ่านต่อ
ร พิลึกกว่าสัตว์โลกอื่น ก็เลยเอาความเก่งนี้ทำร้ายทำลายเบียดเบียนผู้อื่น เป็นพลังงานทำร้ายสังคม เพราะไม่รู้จักตัวเองที่เรียกว่าอัตตา ไม่รู้ตนว่าคือสัตว์โหดร้าย แต่ปฏิภาณคนรู้ว่าอะไรดี แต่รู้เพียงสำนึกเผิน แล้วเอามาเป็นการอำพรางหลอก ว่าตนไม่เห็นแก่ตัว ช่วยคนอื่นด้วย ซับซ้อนซ่อนพราง บังไว้ไม่ให้รู้ว่าเราทำเพื่อตัวเอง นี่ฉลาดเฉโกมาก
ความเป็นสัตว์ที่ทรงไว้ในจิตเรา พระพุทธเจ้าแบ่งเป็น สัตตาวาส 9 ถ้าทำสัตว์ให้สิ้นเกลี้ยง พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ เป็นสัตว์ตัวสุดท้ายที่เป็นเชื้ออกุศลตัวสุดท้ายแล้ว สัตว์ก็คือตัวตน จิตวิญญาณตัวต้นทางจิตวิญญาณเรียกว่า สัตว์โอปปาติกะ ให้เรียนรู้จิตวิญญาณที่ก่อเกิด ผู้เรียนรู้คำสอนพระพุทธเจ้า จะเข้าใจความเป็นโลกที่หมุนวน เป็นโลกียะล้างให้กลายเป็นโลกโลกุตระให้หมด
พระพุทธเจ้าแบ่งโลกอีก 6 อย่าง โลกอบาย มนุสโลก เทวโลก ขันธ์โลก ธาตุโลก อายตนโลก
6 โลกนี้มนุษย์จะต้องศึกษา คำว่า 1 . โลกอบาย มันหมุนวนในโลกต่ำเสื่อมเลวร้าย ต้องพยายามเรียนรู้ ความหลงเสพ ติดยึดหลงว่าน่าได้น่ามีน่าเป็น ก็วนในนั้น มีพฤติแย่งเอามาเสพ ไม่ได้ก็ทำร้ายเขา
2 . ในโลกมนุษย์ เป็นโลกระดับกลาง มีอาการ 32 พร้อม สุรภาโว มีสติพร้อมนอกและใน รู้ตื่น สติมันโต เรียนรู้ได้อย่างครบ เรื่องโลกและอัตตา จนบรรลุพรหมจรรย์สูงสุด อิธพรหมจริยวาโส มีสติพร้อม ในขณะเรียนรู้โลก และอัตตา
อัตตา พระพุทธเจ้าแบ่ง 3 อย่างง่ายๆ โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา แล้วเรียนรู้กำจัดอัตตาตั้งแต่หยาบไป ไม่เรียนวนหรือกระโดดไปมา แต่เรียนเป็นลำดับๆ พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าน่าอัศจรรย์ในการเรียนลำดับ เป็นหลักสูตรยิ่งใหญ่ที่จะไม่มีใครคิดได้ นอกจากพระพุทธเจ้า รู้ว่าโลกวนอย่างไร แล้วดับเหตุที่ทำให้วนอย่างไร ให้หมดเหตุปัจจัยที่เป็นภัยเป็นโทษ เหลือแต่จิตวิญญาณสะอาดบริสุทธิ์เป็นประธานใหญ่ เป็นมนุษย์จิตสูงมีคุณค่าต่อโลก แม้ไม่ปรินิพพานหรือจะปรินิพพานก็ได้
3 . เทวโลกที่หลอกลวง คือสมมุติเทพหลงเสพสุขบำเรออัตภาพตน ก็มาเรียนรู้ที่มันเอามาบำเรอตน ก็ล้างกิเลสที่ทำให้สุขทุกข์นี้ ก็ดับโลก มีโลกนิโรธไปตามลำดับ ดับโลกอบาย ก็เกิดเป็นเทวดาอุบัติเทพ ไม่ใช่เทวดาโลกีย์กามเทพ หลอกลวง ให้เป็น
4 . ขันธโลก 5 . ธาตุโลก และ 6 . อายตนโลก ที่เป็นก็เรียนรู้ในขณะต้องมีอายตนะ ขันธ์คือองค์ประชุมรวมกัน ส่วนธาตุ คือสิ่งที่ได้สร้างอย่างลงตัวเป็นลำดับแล้ว เมื่อเรียนรู้ก็ทำการสร้างธาตุให้เรียงตัวได้อย่างไร สังขตธาตุ คือธาตุที่ปรุงแต่งให้ลงตัว เป็นธาตุที่ นิจจัง (เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสสตัง (ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง (ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง (ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง (ไม่กลับกำเริบ) เป็นอสังขตธาตุ ให้ทรงไว้อย่างยั่งยืนถาวร เป็นอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ไม่เหลือเศษแห่งอุปาทิแล้ว ก็ทรงไว้ซึ่งนิพพานธาตุ จะศึกษาได้ต้องมีโลกที่มีอายตนะ แต่ถ้าไม่มีอายตนะเช่นไปนั่งดับหลับตา ไม่เกิดอายตนะที่เกิดจากตากระทบรูป หูกระทบเสียง ส ิ่ งสองสิ่งของนามและรูปสัมผัสกันเมื่อไหร่ มีจิตนิยามก็เกิดอายตนะ จะเรียนรู้สมุทัยก็ต้องมีอายตนะ
ทุกวันนี้วงการศาสนาพุทธนั้นเพี้ยนไปมากแล้วไปนั่งหลับตาสมาธิ เป็นการดับอายตนะ ตาไม่รับรูป หูไม่รับเสียง ลิ้นไม่รับรส สัมผัสใดๆ ก็ให้ตัดให้ดับ ก็กลายเป็นอสัญญีสัตว์
ในสัตตาวาส 9 เป็นสัตว์ตัวที่ 5 เป็นอสัญญีสัตว์ ซึ่งต่างกับ อสัญญีสัตตายตนะ คำว่าสัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ เป็นตัวจำ เป็นตัวทั้งตัวฉายภาพ และฮาร์ดดิสก์ ให้เรารู้เห็นทุกอย่าง จะรู้อะไรก็สัมผัสออกมา จะเป็นเครื่องมือใดๆ ก็สัมผัสออกมาก็ให้รู้สิ่งที่อยู่ในฮาร์ดดิสก์ แต่ถ้าไม่มีจะไปกดอย่างไรก็ไม่รู้ นอกจากจะกำหนดใหม่แล้วใส่เข้าไปในฮาร์ดดิสก์ สัญญาเป็นตัวสำคัญมาก เป็นทั้งตัวสะสมแล้วจะพัฒนาหรือเสื่อมก็ได้ จะโง่หรืออวิชชาก็ทำใส่ตน เสียเวลาแรงงาน เสียความเป็นคน เราเลิกทุกพลังงานที่เร ิ่ มตั้งแต่ ตักกะ จนปรุงเป็นกรรมหยาบขนาดไหน ก็เรียนรู้ควบคุมกรรมทุกอย่างที่จะเป็นอกุศล แต่ไม่มีอายตนะศึกษาไม่ได้
พระพุทธเจ้าว่า การเรียนรู้อัตตา รู้โลกต้องเรียนขณะมีวิญญาณรับรู้ มีวิญญาณฐีติ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ต้องมีสัมผัสแล้วเกิดวิญญาณ ถ้าไม่มีนามรูปสัมผัสกัน จะไม่มีความจริงให้รู้ จึงต้องเรียนรู้ขณะมีอายตนะ 6 ผัสสะ 6 เวทนา 6 แล้วศึกษาขณะมีอายตนะ แต่ถ้าดับสัญญา อายตนะก็ไม่มี ในผัสสะนั้นๆ ส ิ่ งที่เกิดมันเป็นเวทนาหรือสังขาร เป็นกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร
เวทนา 108 คนก็ไม่รู้ แล้วโง่สร้างสุขทุกข์ แต่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดหลักให้คนปฏิบัติ แต่ถ้าตกหล่นคำว่าอายตนะ น้ันไม่บริบูรณ์ ในขณะเรามีวิญญาณฐีติ 7 ที่จะเรียนรู้องค์ประชุมของสองสิ่ง เทวธัมมา ที่จะประชุมหยั่งลงที่เวทนาเป็นหลัก จนแปรรูปเป็นสุขทุกข์ให้คนหลง พระพุทธเจ้าตามเหตุที่ทำให้ยึดเป็นโลกและอัตตา จนล้างเหตุคือสมุทัยได้ จึงรู้ว่าจิตวิญญาณเป็นการยึดมั่นถือมั่นเป็นเราเป็นอัตตา เมื่อทำได้สูงสุดจะรู้เองเป็น ตถตา ว่าธาตุจิตวิญญาณของตน เมื่อมีนิโรธ (ของพระพุทธเจ้า) วิมุติแล้ว
คนที่หลับตาแล้วควรมืดสนิท แต่ว่าคนที่เห็นแสงสีขณะหลับตาก็คือปั้นเอาเป็นมโนมยอัตตา หลับตาก็คือความมืด ใครเห็นแสงสี ไปสร้าง สว่างใน แล้วบอกว่าเป็น โสดาฯ สกิทาฯ นี่คือความไม่รู้ว่าอะไรมืดอะไรสว่าง ที่ดับมืดไปเรียกว่ากิณหะ มันคือความจริง แต่คุณกลับไปสร้างความสว่างใส่แทน นี่คือส ิ่ งที่สมมุติเป็นมโนมยอัตตา เป็นภพชาติทั้งสิ้น จะไม่หมดในส ิ่ งที่ไม่จริง หลับตาเข้าไปแล้วจะไปเห็นภาพ ซึ่งแม้แต่แสงนิดหนึ่งน้อยหนึ่งเป็น เนวสัญญานาสัญญายตนะ แสงแวบก็ยังเหลือความเป็นโลก เรียกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนภพ หรือเนวสัญญานาสัญญายตนโลก โลกสุดท้ายที่ไม่ดับก็คือเนวสัญญานาสัญญายตนโลก
โลกและอัตตานั้น จะสร้างยอดนิยายของความเป็นมนุษย์ในโลกเรา ต้องเรียนรู้ให้ชัดเจน จนมีความรู้ที่พระพุทธเจ้าถ่ายทอด มีได้เป็นได้จนสำเร็จสมบูรณ์จึงจะถึงที่สุดแห่งที่สุด พระพุทธเจ้าสอนให้เรียนรู้แล้วจะยิ่งรู้จักโลก แล้วก็สร้างหรือทำส ิ่ งที่เกิดคือโลกให้อาศัยอย่างเป็นคุณ ไม่เอาแบบเป็นโทษ เป็นพระเจ้า คือจิตวิญญาณยิ่งใหญ่ ไม่ทำกรรมที่เป็นภัยต่อใคร มีแต่ช่วยคนอื่น นี่คือหลักสูตรวิชาการยิ่งใหญ่แห่งความเป็นมนุษย์ จะเกิดอีกกี่ชาติ ไปรู้วิชาไหนๆ ก็ไม่สู้วิชาน ี้
การหนีไปเข้าป่าเขาถ้ำนี้เป็นเรื่องเห็นแก่ตัวเป็นอัตตา แต่ของพระพุทธเจ้าให้อยู่กับโลกนี่แหละ แล้วล้างอัตตาให้หมดโลก หมดอัตตา เป็นอรหัตตา แล้วช่วยเหลือโลก มีหลักประกันแล้ว ได้แล้วเป็น อมตบุคคล เป็นมนุษย์ที่ถ้าไม่ตายก็ไม่ตาย ไม่มีใครทำให้ตายได้ ตนเองเท่านั้นที่จะทำให้ตนตาย แม้จะอาศัยขันธ์ 5 นี้ไม่ได้แล้วตายแล้วก็เกิดใหม่ได้ แต่หลักประกันอาริยทรัพย์เป็นอรหันต์แล้ว คือไม่ลึกลับสูงสุดแล้ว กี่ชาติก็ได้อรหันต์ตลอดกาลนาน มีหลักประกัน แล้วจะไม่เป็นภัยกับใครอีก แล้วมีแต่คุณค่าประโยชน์ แล้วจะเลิกไปปรินิพพานก็ได้ เหมือนมะม่วงหล่นจากขั้ว จะต่ออีกไม่ได้ แตกกระจายออกไปไม่เหลืออัตภาพอีกได้ เหมือนพระพุทธเจ้าท่านปรินิพพาน ก็เหลือแต่ความรู้นี้สืบสานกันไปให้แก่คนต้องการมาทำให้ได้
ผู้สามารถเรียนรู้ขันธ์ ธาตุ อายตนะ จึงจะสร้างให้เกิดขันธ์โลก ธาตุโลก เรียนรู้จากอายตนโลก จนสูงสุดพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ สู่สัญญาเวทยิตนิโรธ สูงสุดได้ก็ทำนิพพานธาตุได้ แม้จะเหลือขันธ์อยู่ แต่ก็เป็นขันธ์ที่สะอาดบริสุทธิ์หมดอุปาทานแล้ว ก็อาศัยขันธ์โลกทำงานแก่โลก เป็นนิพพานธาตุที่อยู่กับตนถาวร ในจิตใจ เป็นตัวขับเคลื่อนอาศัยทำกรรมการงานในโลกเป็นโลกุตระ (เหนือโลก) โลกวิทู (รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ (เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) ตามบารมี จึงเป็นผู้มีธรรมาธิปไตย มีอำนาจที่เป็นธรรม เพราะไม่มีโลกไม่มีอัตตา มีนิพพานธาตุรู้ขันธ์โลก รู้โลกอบาย รู้มนุสโลก รู้อบายโลก
อบายคือคนสัตว์นรก ร่างเป็นคนแต่จิตอบาย มนุสโลกคือโลกกลางๆ สามารถเป็นมนุษย์ชมพูทวีป เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีปได้ ส่วนมนุษย์ดางดึงส์ยังหลงสมมุติเทพก็ต้องมาทำให้เกิดเป็นอุบัติเทพ เป็นเทพหยุดเสพกาม ลดลงๆ จนเป็นวิสุทธิเทพก็รู้จักอบายโลกสร้างตนเป็นมนุสโลก มีจิตสูงไม่มีอบายไม่หลงเทวดา ไม่เป็นเทวดาปลอม มี DNA เทวดาแท้ ไม่เป็นเทวดากามาวจร ก็รู้ว่าโลกเขาเป็นเทวดาปลอมเป็นพระหรหมหลอก เป็นพระพรหมงมงายมืด ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง
อาตมาบรรยายนี่สายปัญญา สายแสงสว่างจะรู้ได้ ส่วนสายไปหาความดับจิต ในภพลึก สายลืมตาจะฟังอาตมาง่าย ส่วนสายหลับตาจะจมฟังไม่เข้า แล้วไม่ฟังด้วย อาตมาจะบอกให้... ในผู้ที่อยู่ในวงการศาสนามีโทรทัศน์หลายช่องของศาสนา จอที่หลงมืดดับหนีเข้าป่าจะไม่ดูจอของเรา กับจอที่เอาแต่สว่างจนเกินก็จะไม่ดูของเรา ดูแต่ช่องเขาช่องเดียว จริตนิสัยเหมือนพวกแดง แต่ผู้ที่กลางๆ จะดูช่องเรา
เราจะต้องมาเป็นมนุสโลกเป็นมนุษย์ชมพูทวีป ที่เป็นมนุษย์อุตรกุรุปทวีปได้ แล้วมีเทวธัมมา รู้ส่วนสามของเวทนาในอดีต ปัจจุบัน อนาคต จนหมดเวทนาเคหสิตในส่วนอดีตและอนาคต ข้อที่ 7 ของอวิชชา 8 อย่าง สั่งสมเป็นอดีตให้แน่นหนา จนเป็นความจริงส ิ่ งเดียวไม่เป็นอื่นอีก เป็นสภาพทรงไว้ซึ่งนิพพานธาตุที่ยั่งยืน เป็นหลักประกันว่าทุกปัจจุบันทำให้กิเลสสูญหมด เป็นธาตุที่ทรงไว้ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงได้ แล้วปัจจุบันจึงหมดหน้าที่เป็นอัตโนมัติของพลังงานปัจจุบันแล้ว เหลือแต่อดีตกับอนาคต ที่เป็นสูญตลอด ไม่มีสิ่งเป็นบาปเกิดอีกเลย จากวิญญาณธาตุของผู้บรรลุอรหันต์แล้ว นี่คือวิชชาที่ย ิ่ งใหญ่ของโลก
เราจะพยายามสร้างสังคมแบบนี้ เช่นการพาณิชย์แบบขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แล้วอยู่ได้เพราะเรามีค่าตัวค่าแรงงานอยู่ ของทางโลกนั้นราคาแพงนะ แต่เราทำเพื่อบอกค่าความดี ของวิสุทธิเทพนี่ โดยสัจจะค่าตัวแพงมากนะ เพราะท่านไม่เอาค่าตัว คนไม่เอาค่าตัวเลยอย่างจริงใจนะ ท่านจะค่าตัวแพงมากเลย ท่านสร้างสรรเสียสละทำได้ดีด้วย ก็ราคาแพง อย่างในหลวงเรานี่ ค่าตัวหาค่า บ่ มิได้ ทรงงานตลอดชีพ แม้ขันธ์ชราภาพก็ทรงงานอยู่ พูดเป็นภาษาคนว่า ท่านตายไม่ลง เพราะท่านห่วงลูก ลูกคือใคร? นี่คือเรื่องของจิตโพธิสัตว์ที่รู้จิตโพธิสัตว์ อาตมาก็ยืดอายุอาตมานัยคล้ายกัน ก็ไม่รู้ว่าอายุถึงขนาดนั้นจะเป็นอย่างไร? แต่ท่านทำงานเพื่อประชาชนมาก แต่อาตมาไม่ได้ทำขนาดท่าน เป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ง่าย
ผู้มีนิพพานธาตุ ก็ทำกรรมกิริยากับคนอื่น เมื่อท่านมีอสังขตธาตุแก่ตน ท่านก็ทำสังขตธาตุให้แก่คนอื่น เป็นนักสร้างเป็นพระเจ้า ส่วนตนมีธาตุที่สูญ ไม่มีโทษภัยไร้อกุศล นี่คือผู้สมบูรณ์แบบแล้วทรงไว้ซึ่งนิพพานธาตุ คนที่จะดับส ิ่ งที่จะให้ดับได้ ไม่ใช่ดับไปหมดทั้งเวทนาและสัญญา ถ้าตนเองผู้นี้ดับสัญญาไปเสีย ไม่รับรู้อะไรเลยแม้ในจิตตน ดับมืดดำไปหมด (กิณหะ) จนเวทนา (ความรู้สึก) ก็ไม่สามารถรับรู้ด้วย อะไรจะมีอย่างไรก็ไม่รับรู้เลย คนผู้นี้แหละอยู่ในโลกอากิญจัญญะ (ความไม่มีอะไรสักนิด) เป็นภพของสัตว์โอปปาติกะ ซึ่งเป็นพวกเดียวแบบเดียวกันกับฤาษีอาฬารดาบส เพราะดับทั้งสัญญาและดับทั้งเวทนา รับรู้ไม่ได้ทั้งสัญญาทั้งเวทนา
ส่วนคนผู้สามารถดับธาตุรู้ให้ไม่รู้อะไรเลย เป็นสัตว์ผู้ดับจิตไม่รู้อะไรแล้ว นิดหนึ่งน้อยหนึ่งก็ไม่รู้อะไร เป็นผู้ปฏิบัติถึงขั้นอากิญจัญญะได้แล้ว แต่ยังมีภูมิรู้สามารถรู้ต่อภาวะที่แว็บขึ้นมาให้รู้ ได้อีก จึงรู้สึกว่าธาตุรู้นั้น แม้จะกดข่มมันไว้ให้มันไม่รู้เก่งขั้นถึงไหน มันก็จะต้องโผล่รู้แว็บขึ้นมาอีกจนได้ ไม่ช่วงใดก็ช่วงหนึ่ง ข่มไว้ได้นานก็นาน ข่มไว้ได้ไม่นาน ก็ไม่นาน
เพราะธาตุรู้ที่ถูกสะกดไว้นั้นมันจะต้องแสดงความจริงของมัน คือมันต้องทำหน้าที่รู้ แต่เมื่อรู้ขึ้นมาทีใด แม้แต่แค่เพียงแว็บน้อยนิดผู้สะกดที่สามารถรู้ทันในแว็บนิดน้อยนั้น ก็จะรีบสะกดมันลงไปทันทีเป็นความดับให้แก่ตนอีก จนผู้นี้ก็ดับดำ (กิณหะ) เช่นเคย ผู้นี้ก็คือผู้ยังมีเวทนาเกิดในจิตที่มีเพียงแค่แว็บนั้น และแล้วก็ถูกดับแว็บนั้นต่อไปอีกทันทีที่รู้สึกว่ามีรู้ ตามที่ยึดมั่นถือมั่นว่า ต้องทำความดับ จึงจะชื่อว่ามีนิโรธ เมื่อดับลงไปได้ ก็ถือว่า อาการอย่างนั้นแหละคือ การบรรลุนิโรธของผู้ปฏิบัติหลับตาเข้าภวังค์
นิโรธหรือความดับของผู้นี้ จึงยังมีสัญญากำหนดรู้ภาวะที่รู้ได้น้อยนิดนี้ ต่อจากอากิญจัญญะ ซึ่งเป็นพวกเดียวกันกับอุทกดาบส ผู้ปฏิบัติเช่นนี้คือ ผู้ดับเวทนา แต่ยังมีอรูปสัญญาขั้นเนวสัญญานาสัญญายตนะปลายสุดท้ายหลอกหลอนอยู่ แต่สุดท้ายก็ยึดมั่นถือมั่นอยู่กับความดับที่เป็นการดับแบบทำให้จิตตกอยู่ใน ภาวะดำมืด (กิณห) อยู่นั่นเอง ซึ่งเป็นภาวะของธรรมะที่ไม่ประเสริฐ (นาลมริยา ธัมมา) ผู้นี้จึงอยู่ในภูมิคนที่เป็นผู้ดับเวทนาที่จะว่ารู้ก็รู้แค่แว็บนั่นแหละ ไม่ใช่รู้อะไรจะว่าไม่รู้มันก็มีแว็บรู้อยู่สำหรับผู้มีภูมิ ผู้นี้แหละคือผู้มีภูมิเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ ซึ่งคือผู้ยังอุตส่าห์รู้อาการแว็บของเวทนาที่เกินกว่าภูมิแค่อากิญจัญญไปอีกอยู่ แต่ก็ยังเข้าถึงภาวะนิโรธในรูปของการดับสัญญาและดับเวทนาให้เกิดเป็นภาวะนิโรธดำ (กิณหะ) อยู่
เพราะหลงผิด ไม่มีกายและไม่ใช่การปฏิบัติในขณะมีวิญญาณฐีติ 7 ให้ศึกษาอบรม วิธีนั่งหลับตา ทำไปจะเหลือแต่ลมหายใจที่ถูกรับรู้ แม้แต่ความรู้สึกทางผิวหนังก็ไม่รับรู้ได้ เอาไฟจี้ก็ไม่รู้สึกได้ แต่เหลือแต่รู้ลมหายใจได้ แต่ถ้าขาดจากการรู้ลมหายใจก็ไม่ใช่กายแล้ว ก็ไม่ใช่หลักเรียนรู้ศาสนาพุทธแล้ว ซึ่งพุทธต้องเรียนรู้สัตตาวาส ปฏิบัติขณะเป็นมนุษย์ชมพูทวีป ให้มีจิตเป็นอุตรกุรุปทวี เป็นกุรุ หรือเป็นครูชนิดโลกุตระ คือจิตมนุสโส นักปฏิบัติหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ไม่มีกาย (รูปกาย) ใดๆ มาให้เรียนรู้ประพฤติกันเลย แม้มีรูปในภายในก็ไม่ใช่กาย ยิ่งหลงผิดไปทำแต่อสัญญีสัตว์ ก็ยิ่งทำความเป็นสัตว์ที่ไม่มีสัญญาไม่มีเวทนา ทำหน้าที่รู้อะไรเลย สัญญาและเวทนาเป็นภาวะดำ (นิโรธแบบสุภกิณห) ไปทั้งจิต แล้วหลงผิดว่าการได้ภาวะนิโรธดำนี้ในจิตเป็นภาวะที่น่าพึงใจ (สุภกิณหปฏิลาโภ) ความเป็นนิโรธดำจึงแตกต่างกับนิโรธแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิ (สัญญาเวทยิตนิโรธ) ยิ่งนัก เพราะภาวะนี้ ไม่ใช่บาทฐานการเรียนรู้ของพุทธที่จะดำเนินไป ตามลำดับลาด ลุ่ม ลึกเหมือนมหาสมุทร ไม่โกรกชันเหมือนเหว จึงไม่ใช่ทางปฏิบัติอันเอก (เอกายนมัคโค) ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ให้ศึกษากายศึกษาจิตต่างๆ ที่จะสามารถศึกษาจนเห็นแจ้งแทงทะลุไปถึง อธิศีลสิกขา อธิจิต สิกขา อธิปัญญาสิกขา เป็นอาริยธรรม เป็นโลกุตรธรรม บรรลุนิพพานได้จริง
หรือสามารถจะศึกษาจนเห็นแจ้งแทงทะลุไปถึงกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ซึ่งเป็นสติปัฏฐาน 4 ตลอดไปถึง สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคอริยะอันมีองค์ 8 เป็นอาริยธรรม เป็นโลกุตรธรรม บรรลุนิพพานได้แท้
สติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม เป็นตัวตั้งปัฏฐานเลย ถ้าไม่เรียนรู้ตั้งแต่ กายในกาย เป็นลำดับหนึ่งแล้วทำลาดลุ่มไปเหมือนฝั่งทะเล เป็นสัมมัปธาน 4 มี สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขณาปธาน แล้วทำอย่างมีอิทธิบาท 4 ทำให้เกิดอินทรีย์ 5 พละ 5 มีศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา นี่คือความมหัศจรรย์ในศาสนาพุทธ มีปลาใหญ่ปลาน้อย พวกคุณนี่มาอยู่นี่ก็เป็นสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ ต่างๆ ที่มาอยู่กัน ตาเปียกๆ โปๆ นี่ อย่างนี้หรือโสดาฯ หรือสกิทาฯ ไม่เห็นงดงามสวยงามเลย เราก็ไม่สงสัยไม่ริสยา นี่แหละคือมหาสมุทรใหญ่ที่มีปลาใหญ่ มีแก้วแหวนเงินทองเยอะ อัศจรรย์จริงๆ เราไม่มีแก้วแหวนเงินทองเป็นเม็ดหรอกมาสร้างบ้าน แต่เรามีหินมีทรายมีกรวดมาสร้างสรรสถานที่เรา
สามารถจะศึกษาจนเห็นแจ้งแทงทะลุไปถึงสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ (คำนี้สำคัญ เพราะมาจากจิตให้เรามีพฤติอย่างนั้นๆ โดยผ่านสังกัปปะ 7 ที่เป็นธรรมจักรในจิตเรา (ผ่านอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา เป็นต้นกลหรือช่างเครื่อง เป็นเจโต ส่วน ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะเป็นต้นหน เป็นกัปตัน ที่ดูแนวดูทางพาไปให้ถูกทางเป็นปัญญา ทำงานรวมกัน สังขารออกมาเป็นพฤติกรรทางโลก สำเร็จอิริยาบถอยู่) ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา (พระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 40 , 41 , 42 ) คำว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สายธัมมานุสารี ไม่ต้องไปกล่าวถึงว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 (นเหว) เพราะท่านสัมมาทิฏฐิแล้ว ทำอย่างสัมผัสวิโมกข์ 8 อยู่แล้ว ต่างกับสายสัทธานุสารี ที่จะไม่มีสัมมาทิฏฐิเพียงพอก็เลยต้องกำกับว่า ต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย
[ 41 ] บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า " ปัญญาวิมุติ " (กตโม จ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต อิเธกจฺโจ ปุคฺคโล น เหว โข อฏฺฐ วิโมกฺเข กาเยน ผุสิตฺวา วิหรติ ปญญาย จสฺส ทิสฺวา อาสวา ปริกฺขีณา โหนฺติ อย วุจฺจติ ปุคฺคโล ปญญาวิมุตฺโต ฯ)
สายปัญญานี้เปรียบเหมือนปลาไม่ต้องหัดว่ายน้ำแล้ว ว่ายเป็นมาแต่แรกเริ่มเลย คือทำสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนี้ได้อยู่แล้ว และทำอยู่ตลอดแต่เริ่ม ต่างจากสายศรัทธาที่ไม่ได้สัมมาทิฏฐิแต่ต้น
หรือสามารถจะศึกษาจนเห็นแจ้งแทงทะลุไปถึงวิญญาณฐิติ 7 อายตนะ 2 และวิโมกข์ 8 (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 65 - 66 ) ซึ่งในวงการศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่รู้ไม่เรียนวิญญาณฐิติ 7 อายตนะ 2 กันแล้ว ไม่ชัดเจนในวิโมกข์ 8 แม้แต่กายก็ไม่เป็นสัมมาทิฏฐิกันแล้ว เพราะองค์ประกอบของรูปกับนามคือ กายนั้น เป็นอย่างไร ผู้ที่ยังไม่เข้าใจก็ยังไม่สัมมาทิฏฐิ
ดังนั้น กายภายนอก กายภายในก็ดี กายในกายก็ดี กายคตาสติก็ดี กายานุปัสสนาก็ดี แม้แต่สักกาย ก็ดี และกายอีกต่างๆ มากมาย เช่น กายสังขาร (การปรุงแต่งของความเป็นรูปกับนาม) กายวิญญาณ (ธาตุรู้ที่รู้ความเป็นรูปและนาม) กายกลิ (กิเลส) กายมุทุตา (ความหัวอ่อนของจิตที่ปรับได้เร็วไวทั้งเจโตและปัญญา) กายภาวนา (การเกิดผลขององค์ประชุมแห่งนามรูป) กายวิการ (การเปลี่ยนแปลงความเป็นนามรูป) กายวูปกาส (การแยกตนออกจากอกุศลจิต) กายกัมมัญญตา (กายที่มีคุณสมบัติอุเบกขา 5 ) ฯลฯ ย่อมเข้าใจผิดแน่นอน เพราะกายต้องมีทั้งภายนอกและภายใน แล้วเน้นภายในด้วย พระพุทธเจ้าว่า กายคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง
ที่สุดสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 36 ข้อ 40 ข้อ 41 ข้อ 42 ก็สับสน และเข้าใจในสภาวะของปรมัตถธรรมไม่ได้แน่ๆ
เพราะไม่มีวิญญาณฐีติ (ไม่มีธาตุรู้ทำงานอยู่ในขณะนั้น = วิญญาณไม่มีอยู่ในขณะนั้น หรือวิญญาณไม่ตั้งอยู่ในขณะที่ปฏิบัตินั้น) จึงไม่ใช่ภาวะที่จะสามารถบรรลุการศึกษาแบบพุทธได้สัมบูรณ์ เพราะไม่มีความจริงอันเป็นสมมุติสัจจะ (ความจริงซึ่งทุกคนสามารถจะเข้ามา ร่วมรู้ได้ด้วย) ที่ยอมรับนับถือกันเป็นสัจจภาวะที่เชิญให้ดูกันได้อยู่ทั่วโลก พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นวิญญาณจะมีเป็นความจริง (สัจจะ=สมมุติสัจจะ) ปรากฏอยู่นั้น ต้องมีผัสสะ 3 คือ มีรูปกับจักษุสัมผัสกันอยู่แล้วจึงจะเกิดวิญญาณเป็นต้น หรือมีหูกับเสียงสัมผัสกันอยู่แล้วจึงจะเกิดวิญญาณ ฯลฯ เกิดธาตุรู้ที่จะรับรู้ แล้วเรียนรู้อะไรต่ออะไรได้ไปจนถึงที่สุดแห่งที่สุดสัมบูรณ์จริง แต่ทฤษฎีที่ไม่ใช่พุทธกลับไปสะกดจิตตนเอง ไม่ให้จิตทำหน้าที่รับรู้ไปทั้งสัญญา ไปทั้งเวทนา สะกดจิตให้ดับเป็นภาวะดำปี๋ (กิณหะ) อยู่ในจิตนั้นเอง ก็กลายเป็นอสัญญีสัตว์ คือ สัตว์ไม่มีสัญญา ไม่มีเวทนา จึงไม่มีทางที่จะเรียนรู้ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ หรือไม่มีทางรู้ความเป็นสัตว์โอปปาติกะอื่นๆ ต่างๆไ ด้ ด้วยประการฉะนี้ จบ...