580408_ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๙ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม ๓.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580408_ ทวช. ปลุกเสกฯ ครั้งที่ 39 โดยพ่อครู บ้านราชฯ กามหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม 3
พ่อครูว่า...วันนี้วันที่ 8 เมษายน 2558 ที่ราชธานีอโศก วันนี้วันที่สี่ ของปลุกเสกพระแท้ๆ ของพุทธครั้งที่ 39 แล้ว เราก็ปลุกกันจริงๆ ปลุกกันเรื่อยๆ เพราะว่าคนเรานี่ พระพุทธเจ้าว่าเป็นคนที่ไม่รู้ตื่น แต่ไม่หลับนะ นอกจากไม่หลับแล้วดิ้นด้วย ตาเหลือกตาโพลงด้วยไม่ใช่ลืมตาธรรมดา ดีไม่ดีแยกเขี้ยวยิงฟันด้วยนะคนนี่
อย่างโบราณาจารย์ท่านบอกว่าเป็น จาตุมหาราชิกา จะเป็นมหาราชเป็นใหญ่สี่ทิศเลยในโลก ก็มีเท่านั้น ในประดาคนที่ไม่ได้ฟังธรรมอันสัมมาทิฏฐิ จะหลงโลกทั้งสี่ทิศ เกิดมายังหลงไม่รู้จริง อวิชชา จะเป็นคนเช่นนั้น โลภ แสวงหา โดยมีจิตเป็นตัวบงการใหญ่ เป็นมหาราชสี่ทิศ ได้มาก็ดีใจเป็นสุข ขึ้นสวรรค์ ดาวดึงส์ แล้วอยากให้อยู่อย่างนั้นนานๆ คือ ยามา แต่จะอย่างไรก็ต้องมีพักคั่น จะดีใจอย่างไรก็ต้องมีเสียใจสลับ แต่ไปตั้งอุปาทานว่าจะต้องได้สมใจตลอด เมื่อไม่ได้ก็จะอกหัก เหมือนแรงที่จะเหวี่ยงไปซ้ายมาก ก็จะกลับมาขวามากเช่นกัน ตั้งความสุขไว้สูง ความทุกข์ก็ต้องสูงไปด้วย แต่มันก็มีจำนนที่เมื่อยก็ต้องพัก พักด้วยจำนนมันเมื่อย เป็นธรรมชาติ แต่แล้วก็กระเหี้ยนกระหือรือ เป็น นิมมานรดี ยิ่งทำยิ่งได้ก็ยิ่งเอาใหญ่ จนลากคนอื่นเข้ามา ปรนิมมิตวสวตี ทำให้คนอื่นหลง คนอื่นก็มาทำมาสร้างให้ใหญ่ เป็นอย่างนี้ ทั้งโลก คนอื่นเป็นลิ่วล้อ เสวยภพชาติในโลก
ในโลกนี้ไม่มีอะไรเที่ยง มีแต่วิบากใช้หนี้กันไปวนเวียน มีอารมณ์ผลักกับดูดสองอย่างหมุนไปมา กระแทกไปมา มีแค่สองพลังงานนี้แหละที่ผลักดันกันในโลก ทำให้คนเดือดร้อนนานนับชาติ ไปตลอดกาลนาน
อาตมานำ ปหาทราทสูตร ซึ่งอาตมาถือว่าเป็นสูตรสำคัญ ในพระไตรฯ ล. 23 เพราะเป็นความจริงที่ไม่เค
อ่านต่อ
ยมีมาก่อนในความเป็นคน เป็นสังคม 8 หลัก ท่านเรียกว่า ความน่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาก่อน อัจฉริยัง อัสสุตัง อัพภูตธรรม คนจะมองไม่ออกว่าน่าอัศจรรย์ อย่างชาวอโศกที่เกิดมาแล้วนี่เป็นคน น่าอัศจรรย์ เราเคยถูกคนดูถูกว่า พวกนี้โง่ทำงานรับใช้โพธิรักษ์ ให้กินกล้วยหวีเดียวทำงานทั้งวัน
ชาวอโศก มุ่งมาจน ตั้งใจจน เต็มใจจน มาจนอย่างไม่ถูกหลอกล่อ มันทวนกระแสกับคนในโลกที่มุ่งมารวย คนเป็นพันล้าน คนนี่มุ่งไปรวยสัก สี่พันล้านมั้ง มันทวีคูณ ใครรวยได้มากจะทึ่งกัน อย่าง บิลเกตต์ นี่ครองตำแหน่งรวยที่สุดในโลกมานานแล้ว ยึดหัวหาดเทคโนโลยี่มา ตอนนี้มีคนอื่นมาต่อสู้ แต่เขาก็พยายามทำต่อ
สรุปคนเราทำอะไรที่ อวิชชา เรียกว่าโง่ ไปทึ่งอัศจรรย์ความรวย เราอยากเป็นอยากมีอย่างเขา นั่นคือความอัศจรรย์โลกีย์ แต่เรามาจนลดละเสียสละ เอาออกมาให้ส่วนรวม ช่วยกัน แล้วช่วยโลก แทนที่จะดึงดูดเอาจากโลก อาตมาถือว่าแนวคิดนี้เลวร้าย อย่างหลักเศรษฐศาสตร์ที่จะให้ประเทศรวย เราออกแรงสร้างสรรผลิต ทำได้มาก เกิดผลมากก็ถือว่ารวยได้ และสอง อันที่รวยของตนนี่ที่สร้างผลผลิตมาด้วยตนเองนี่ไม่ได้เบียดเบียนเดือดร้อนใคร อย่างชาวอโศกนี่สร้างเองส่วนมาก ทำเองส่วนมาก บางอย่างก็ต้องซื้อเขา แต่อะไรทำได้เองเราก็ทำ เรายึดหัวหาดกสิกรรม เพราะเป็นสิ่งจำเป็น ถ้าชาวอโศกเป็นชาวไร่ชาวนา ผลิตกันอย่างเป็นอาริยบุคคล 4 เลย เราจะมีสิ่งประเสริฐ มีอาริยทรัพย์ เราผลิตได้มากก็ไม่ได้เอาสินค้านี้ไปเอาเปรียบโลก
เราจะมีมากสมบูรณ์ได้คือ เราสร้างผลิตได้มาก ถ้าเราจะกักตุนอีกมันก็ได้มาก แล้วเอาไปออกดอกผล ขายให้ได้กำไรมากเป็นแบบเศรษฐศาสตร์โลก maximize profit แล้วเอาไปขูดรีดชาวโลก ประเทศก็รวย แต่รวยแบบนี้อาตมาขอแช่งว่า รวยฉิบหาย เป็นเศรษฐศาสตร์ที่เลว เราทำได้ดีได้มาก็ดีแล้ว ทำไมเราไม่เกื้อกูลแจกจ่ายคนอื่น ลดราคาได้ เรามีสมรรถนะสร้างสรรได้วิเศษเช่นนี้
การสร้างที่เลวร้ายที่สุดคือสร้างอาวุธ อาวุธที่วิเศษทำลายได้มาก แล้วไปขายแพงๆ คนก็จำนนเพราะว่าสร้างเองไม่ได้ ก็ต้องซื้อราคาแพง คนทำแบบนี้บาปมาก เราอย่าคิดทำ อย่าคิดสร้าง เพราะสังคมโหดร้ายเช่นนี้มากแล้ว คนถูกยิงตาย ถูกอาวุธตายมากมาย อย่าคิดทำ
คนไม่คิดสร้างสิ่งเป็นโทษ สร้างแต่สิ่งเป็นประโยชน์ อย่างอาตมาพาพวกเราทำ น่าอัศจรรย์โดยตั้งใจจน เต็มใจจน ไม่ได้ครอบงำความคิดด้วย ชาวโลกสอนให้เอาเปรียบ เอาเปรียบได้แล้วดีใจ เชิดชูกันอีก อย่างดาราก็มีสารพัดลามกอนาจาร ท่าเต้นทุกวันนี้ลามกขึ้นทุกวัน บ้าบอขึ้นทุกวัน แล้วบอกว่าเป็นท่าฮิตมาแรง หลงกัน ก็ได้เงิน หลงเสพอุปาทาน ว่ามัน อร่อย ต้องเสพสัมผัส ดู ฟัง ดม ต้องทำเอง ถ้าเรียนรู้ธรรมะจะรู้ว่าคืออบายมุข ผลาญเปลืองเปล่า ตอนนี้ก็ใช้เล่ห์เหลี่ยมแข่งขัน เป็นกีฬา ต้องฝึกฝน เอาแรงงานไปสร้าง ไปทำ แย่งชิงกัน เตะบอลเข้าโกล ทั้งชีวิตทำเช่นนั้น แล้วได้ความเด่นดังสรรเสริญ ได้ยศตำแหน่ง บางคนได้ทั้งที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร บางคนเตะบอลเก่งก็ได้เป็นนายร้อย อย่างนี้ไม่ใช่ปัญญาประเทือง เป็นปัญญาหายนะ เขาไม่ค่อยเข้าใจสัจธรรม ว่าอะไรไม่ใช่สิ่งควรส่งเสริม อะไรควรส่งเสริม
ในสังคมประเทศ สำนักที่ยุคนไปรวย หลอกคนไปรวยให้จิตมีอุปาทานยึดคนไปรวย กับสำนักที่ยุแหย่ให้คนไปจน มาจน ครอบงำมอมเมาให้คนมาจน อาตมาก็จะทำให้สำเร็จ ใครอยากมาก็มา มาจนนี่ง่ายกว่าลัดกว่า แล้วมีประโยชน์คุณค่ากว่า เพราะจนมหัศจรรย์ไม่สิ้นไร้ไม้ตอก เป็นคนมีจิตอันประเสริฐ เราพูดนี่ไม่ได้หลงยกตนเองอะไรนะ
คำว่าน่าอัศจรรย์สองทิศ คนไปรวยหลงฟู่ฟ่าโลกีย์แย่งชิงกัน แต่พวกเราไม่แย่งชิงมีแต่สร้างสรรเกื้อกูลเจือจาน แต่ทางโน้นมีแต่ดูดเอาไป ไม่แจกจ่าย มันก็ชัดเจนนะว่าอะไรดี แต่คนก็ไปหลงอันโน้น โลกจะเรืองดำรงก็เพราะเราทั้งหลาย อย่ามัวหลับมัวหลงเราก็คงมลาย
อาตมาพาพวกเรามาศึกษาอย่างมีลำดับ อนุปุพสิกขา แล้วมีอนุปุพกิริยา แล้วมี อนุปุพปฏิปทา มีการศึกษามีการปฏิบัติแล้วมีการดำเนินไปตามลำดับ คือความอัศจรรย์ที่มีการบรรลุไปตามลำดับ มันก็ไม่ช้านะ ไปได้ตามลำดับ ไม่ขรุขระ ตั้งใจดีๆ เริ่มต้น ใครยังไม่เริ่มก็ไม่สาย วินาทีข้างหน้าก็เริ่มได้แล้วไม่สาย ถ้าไปรอวัน เดือน ปีข้างหน้า ยิ่งสายไปใหญ่เลย เร่งลงมือ ทุกคนทำได้ ถ้ามีบารมีก็จะไปได้เร็ว ถ้ามีบารมีอาจเร็วกว่า พระยสะ พระพาหิย ะ ทารุจริยะ ฟังธรรมสี่วลี ก็บรรลุอรหันต์ แต่เราอย่าไปฝันหวังเลย เราทำไปตามลำดับ มีจุดเริ่มต้นให้ทุกคน
เราเริ่มต้นตาม ปฏิปทาของพระพุทธเจ้า เริ่มที่ ศีล
ข้อสองในความมหัศจรรย์ของธรรมวินัย พระพุทธเจ้าว่า "ปหาราทะ มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่งฉันใด สาวกทั้งหลายของเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต ปหาราทะ ข้อที่สาวกทั้งหลายของเราไม่ล่วงสิกขาบทที่เราบัญญัติไว้ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิตนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ 2 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
เรามีศีล ข้อหนึ่งเราไม่ฆ่าสัตว์ ข้อสองเราไม่เอาของที่ไม่ใช่ของเรา ข้อสามเราเริ่ม ศีล 5 แต่ถ้าเรามีบารมีจะเป็นศีล 8 ได้อย่าง ได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบากซึ่งฌาน 4 ทำได้แล้วไม่ละเมิดศีลจริงๆ ก็จะได้ดีของตนเอง ระวังอย่าให้เกินตัว ก็มาเริ่มตั้งต้น ความหมายง่ายๆ ศีล 5 ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของคนอื่นที่ไม่ใช่ของเรา ไม่ละเมิดในกามผัวเดียวเมียเดียว เราตีกรอบกามคุณแค่นี้ ก็ตั้งของตนเองไม่พูดปด ยังไงก็ไม่พูดปด แม้จะเสียชีวิตก็ไม่พูดปด เป็นความน่าอัศจรรย์ ไม่เอาแล้วอบายมุข คือความต่ำเสื่อมขนาดนี้เราไม่เอา แม้แต่บันเทิงเริงรมย์จัดจ้านมอมเมากันมาก โกงกันระดับแสนล้านนี่ ระดับอภิมหาอบายมุข คำว่าอบายนี่มันเป็นความเกินจัดจ้านที่เลวมาก ศีลข้อ 4 ไม่ให้โกหก แต่ว่ารัฐมนตรีบอกว่าโกหกสีขาวได้ นี่คือความตอแหลของคน
สิ่งที่เป็นเรื่องไม่ยาก เป็นเรื่องง่ายแต่ทำไมโง่ ไม่มาทำอีก พระพุทธเจ้าสอนให้เรามี อนุปุพสิกขา แล้วก็ไปทำอนุปุพกิริยา แล้วพัฒนาไปตามอนุปุพปฏิปาทา ไปตามลำดับ แล้วจะพิสูจน์ความมหัศจรรย์นี้ อาตมาได้พูดว่า ชาวอโศกได้หยั่งลงเป็นชมพูทวีปแล้ว แล้วจะนำกระบวนไปเป็น มนุษย์อุตรกุรุทวีป เป็นแดนแห่งมนุษย์ที่เจริญ อุตระเป็นปัญญา ส่วนสติเป็นอธิปไตย ที่ผู้ศึกษาปฏิบัติจะเกิดมรรคผลไปตามลำดับ อย่างมูลสูตรของพระพุทธเจ้าตรัสไปเป็นลำดับสวยงามมาก คนจะมาที่นี่หากไม่ยินดีพอใจจะมา ก็มาเป็นไส้ศึกเท่านั้น เข้ามาสอดแนมเท่านั้นจะมาจับผิด ยิ่งถ้าเขามีจิตคิดร้ายเลยนะ จะไม่เห็นสิ่งดีงาม เขาจะเห็นแต่สิ่งตรงข้าม เช่นอาตมาพาคนมาจน เขาจะหาว่าหลอกคนเก่งฉิบหาย ให้ทำงานทน กลางแดดร้อนก็ทำ ไม่ให้กินอะไรตามใจชอบไม่เอาเนื้อนมไข่มาโด๊ปกันเลย ไม่หรูหราเลย เขาจะมองแง่ลบตามอุปาทานเขา แต่ถ้าคนมีฉันทะมีปัญญาเป็นอุตตระ เป็นปัญญาที่เหนือโลกธรรม เหนือสาธารณปุถุชน เป็นปัญญาอุตตระ จะเห็นว่านี่แปลกนะน่าสนใจ ถ้ามีแง่นี้ก็ยินดี welcome ยินดีต้อนรับ
เมื่อมีฉันทะแล้วมาศึกษา การทำใจในใจ นี่แหละเป็นแดนเกิดมนุษย์ชมพูทวีป แดนอโศกนี่แหละ คือแดนเกิดมนุษย์อุตรกุรุทวีป ซึ่งมีมนุษย์ชมพูทวีปเท่านั้นที่อยู่ได้ เรากำลังสร้างยานให้คนออกนอกโลกได้ คือ อปรโคยาน เป็นพาหนะที่จะนำพาไปสู่สวรรค์ชั้นนิพพาน คำพูดนี้อาตมาไม่ได้พูดเองเป็นวาทกรรมแต่เราทำได้อย่างเป็นจริง
รู้ทิศทางของสวรรค์จริง ไม่เอาสวรรค์ลวง รู้ว่ามามักน้อยสันโดษ มีใจวิเวกที่เป็นพลังงานสร้างสรรก่อน ไม่ใช่วิเวกแบบหนีหายไม่เห็นหัวเลย แต่วิเวกอย่างอบอุ่นเกื้อกูลกันสร้างสรรในโลก แม้วิเวกก็เข้าใจ มีอสังสัคคะ ไม่หลงสวรรค์ ในอนุปุพพิกถา รู้อาทีนวะ เขาไม่รู้ก็สร้างวิมานหลอกกัน เสียเวลาแรงงานทุนรอน เสียโอกาส เรามาเรียนรู้ของพระพุทธเจ้า ทานให้เป็นอัตถิทินนัง ทำยัญพิธีก็มีอัตถิยิตถัง อ่านจิตเป็นอัตถิหุตัง เมื่อเราทำทาน ทำศีล แล้วจิตเราเกิดผลเป็นอัตถิหุตังหรือไม่ เพราะเราทำใจในใจได้ อย่างมีผัสสะเป็นสมุทัย เรารู้จัก เจตสิก 3 เวทนา สัญญา สังขาร แตกสังขารออกเป็น เจตนา ผัสสะ มนสิการ รู้จักสมุทัยอาริยสัจแล้ว กำจัดได้ รวมลงเป็นเวทนา คือ ธรรมะสอง รวมลงไปในเวทนา เป็นหนึ่งในเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ทำให้เวทนาสองคือสุขทุกข์ เคหสิตะ รวมลงเหลือแต่เนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา ทำเวทนาได้จึงสั่งสมเป็นสมาธิ เป็นประมุข ได้แล้วเจริญเป็น อินทรีย์ 5 เจริญเป็นอุตระ จนจบมีวิมุติเป็นแก่นสารได้แล้ว เป็นอมตบุคคล ในชุมชนอโศกจะสั่งสมคนอมตะ เป็นคนที่ไม่ตาย ไม่เกิด เพราะฆ่ากิเลสให้ตายหมด
ความมหัศจรรย์คนเรามีศีลได้อย่าง ตถตา ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดผัวเขาเมียใคร ไม่พูดปด ไม่มีอบายมุขได้อย่างปกติ ถ้าเราจะไปผิดศีลมันกลับสะดุดเลย จะไม่ทำ มันมีสติสัมปชัญญะ เนียนใน มีสติเป็นใหญ่ อธิปไตยเป็นยิ่ง แต่คนทั่วไปฆ่าสัตว์ได้เฉยๆ แล้วมันอีกต่างหาก เราทำไม่ไหวหรอก ของไม่ใช่ของเราแล้วเอามาทำไม เราเป็นคนทวนกระแสโลกเช่นนี้
ข้อสาม "ปหาราทะ มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทร คลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดกรรมชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอ เสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้น เขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ พระสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา ปหาราทะ ข้อที่บุคคลผู้ทุศีล มีบาปธรรม มีสมาจารไม่สะอาด น่ารังเกียจ ปกปิดความชั่ว มิใช่สมณะ แต่ปฏิญาณว่าเป็นสมณะ มิใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ปฏิญาณว่าประพฤติพรหมจรรย์ เน่าใน ชุ่มด้วยราคะ เป็นเพียงดังหยากเยื่อ สงฆ์ย่อมไม่อยู่ร่วมกับบุคคลนั้น ประชุมกันยกวัตรเธอเสียแล้วทันที แม้เขาจะนั่งอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ก็จริง ถึงกระนั้นเขาก็ชื่อว่าห่างไกลจากสงฆ์ และสงฆ์ก็ห่างไกลจากเขา นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 3 ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
เราเห็นแล้วก็ได้ทำใจว่าโลกก็มีคนอย่างนี้อยู่ ทุกวันนี้ เราจะรู้ว่าที่ปลอมตัวเป็นสงฆ์ชาวพุทธนี่มีทั้งระดับ อสังวาส เป็นนิกายก็มีแล้ว ไม่ใช่องค์รวมที่จะมาร่วมกันได้แล้ว ถ้าจะร่วมก็ต้องเปลี่ยนนิกาย แต่ถ้าระดังนานาสังวาสบางอย่างก็รวมกันได้เข้ากันได้ อะไรร่วมกันไม่ได้ก็มี จนเห็นว่ามาอยู่ที่นี่แล้วร่วมกันได้ ก็ประกาศว่าเรารับเข้าหมู่นะ มารับจากสังวาสโน้นมาสังวาสนี้ แต่ถ้าเป็นนิกายแล้วก็ต้องมาสึกก่อนแล้วมาบวชใหม่ แต่นานาสังวาสไม่ต้องสึก หมู่สงฆ์เห็นว่าเข้ากันได้แล้วก็รับเข้าหมู่ได้
แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่สงฆ์ก็ว่า ตนเป็นสงฆ์ ตนเองเป็นสมีแล้ว ก็ไม่ยอมรับวิบาก ซึ่งคนเป็นสมีชาตินี้ ก็ต้องยอมรับวิบากไปหนึ่งชาติเลย เราเรียนรู้ก็จะรู้ว่า ผู้อสังวาสคือขนาดไหน ผู้นิกายคือขนาดไหน ระดับนานาสังวาสคืออย่างไร ระดับสังวาสคืออย่างไร? พระพุทธเจ้าท่านตราไว้แล้ว แล้วอธิกรณ์ขนาดไหน มี ปฏิกโกสนา ได้อย่างไร จะ อุกโกฏนา ได้หรือไม่?
ทุกวันนี้อาตมาต้อง ปฏิกโกสนา แรง เพราะเขาหนา แต่ก็ยังดูไม่กระเทือนเหมือนเอาสำลีเช็ดหนามทุเรียน แต่ธรรมวินัยคือมหาสมุทร ที่จะซัดซากศพเข้าฝั่ง อย่างพวกคุณเป็นฆราวาสก็เป็นสมณะ 4 เหล่าได้ คือผู้มีคุณธรรมในจิตวิญญาณแท้จริง มหาสมุทรจะซัดซากศพเข้าหาฝั่ง แม้จะแต่งชุดสมณะมาที่นี่ มาเจอมหาสมุทรก็จะถูกซัดซากศพเข้าฝั่ง ก็ระวังอย่าซัดแรงนัก คงจะไม่แรงจัด เพราะมีศิลปะกัน แล้ว ซากศพก็จะไม่ค่อยเข้ามา เพราะว่าอาจเจอสึนามินะ เป็นสัจจะเราต้องมีอนุโลม ปฏิโลม มีมารยาทสังคม มีศิลป์และศาสตร์
"ปหาราทะ แม่น้ำสายใหญ่ ๆ บางสาย คือแม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำอจิรวดี แม่น้ำสรภู แม่น้ำมหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้วย่อมละนามและโคตรเดิมหมด ถึงความนับว่า มหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณะศากยบุตรทั้งนั้น ปหาราทะ ข้อที่วรรณะ 4 เหล่านี้ คือ กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร ออกบวชเป็นบรรพชิตในพระธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ย่อมละนามและโคตรเดิมเสีย ถึงความนับว่าเป็นสมณะศากยบุตรทั้งนั้นนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 4 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
คนที่ดีที่เจริญมีประโยชน์คุณค่าเราเคารพ แต่ไม่จำเป็นต้องอวดดีอะไร เราเป็นคนทำตัวเล็กๆ แต่ไม่ได้ไปทำเล่น ไม่เล่นกับหมา หมาเลียปาก ทำตนไว้ตัวบ้างปรับให้พอเหมาะ อันนี้ก็ต้องประมาณให้ดีให้มีจังหวะ สรุปแล้วพวกเรานี่คนจะเก่ง รวย มีวรรณะอะไรมาก็แล้วแต่ เราก็ล้วนแล้วแต่ไม่มีวรรณะศักดินา คือมันรู้ความเหมาะสม ความควร ปโหติ เราก็รู้เหมาะควร กัมมนิยะคือมรรค ส่วนกัมมัญญตาคือผล
พระพุทธเจ้าท่านไม่มีพลเมืองของท่าน แต่ท่านก็มีพลเมือง ท่านไปรัฐต่างๆ แล้วก็มีพลเมืองของรัฐนั้นมาเป็นพลเมืองของรัฐท่านโดยเจ้าเมืองนั้นๆ ยอมอย่างเต็มใจด้วย พระพุทธเจ้าประกาศ ประชาธิปไตย ยอดเยี่ยมที่สุด ประกาศความเสมอภาคตั้งแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีแล้ว (คนแสวงหาป ระชาธิปไตย ก็มาศึกษาให้ดี เขาเรียกร้องป ระชาธิปไตย กันเย้วๆ ก็หยุดเห่าได้แล้ว ตนไม่รู้สัญชาติตนเลย เขารู้กันทั้งบ้านทั้งเมืองก็ยังเห่าอยู่ได้ )
"ปหาราทะ แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่า พร่องหรือเต็ม เพราะน้ำนั้น ๆ ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมากจะปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่า พร่องหรือเต็มด้วยภิกษุนั้น ปหาราทะ ข้อที่ถึงแม้ภิกษุเป็นอันมาก จะปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ นิพพานธาตุก็มิได้ปรากฏว่า พร่องหรือเต็ม ด้วยภิกษุนั้นนี้ เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 5 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
พระพุทธเจ้าว่า ตราบใดโลกยังมีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ โลกไม่ว่างจากอรหันต์ ถ้าพวกเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแม้ยุคนี้ก็มีอรหันต์ ข้อสำคัญ คือปฏิบัติดีปฏิบัติชอบหรือไม่? ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นิพพานธาตุต้องปรากฏ มหาสมุทรไม่มีพร่อง ในโลกนี้หุ้มด้วยน้ำ น้ำก็ไม่พร่องไปไหนก็ไหลไปไหลมา มีแรงดึงดูดน้ำไว้ในโลก อยู่ไม่ได้ระเหยไปหมดหรอก จริงๆ น้ำในโลกนี้ มีได้ทั้งมันดูดเพิ่มในโลกได้ ในวาระหนึ่งโลกหมดแรงดึงดูด น้ำจะระเหยไปหมดโลก โลกพร่องน้ำได้ โลกลูกใด เกิดมาน้ำถูกดูดเข้าหาโลก อย่างรถที่เอาน้ำไปที่โน่นที่นี่ รถนั้นคือดาวหาง ดาวหางบางอัน มีหางที่เป็นก้อนน้ำ กระจายน้ำไปให้โลกลูกต่างๆ โลกลูกไหนมีพลังดูดมาก็ดูดน้ำมามาก แต่ถ้าโลกลูกไหนแรงดูดหมดไปก็จะกระจายน้ำสู่โลกลูกอื่น
อนุปาทิเสสนิพพาน กับ สอุปาทิเสสนิพพาน
อนุปาทิเสสนิพพาน คือ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สอุปาทิเสสนิพพาน คือ อรหันต์ที่ยังมีชีวิตอยู่ หรือตั้งจิตจะต่อภพภูมิโพธิสัตว์
ชาวอโศกเป็นแผ่นดินพุทธ ใครจะมาจากไหน เหมือนแม่น้ำสายไหนชื่ออะไรก็ตาม มาที่นี่ชื่อว่าพุทธเป็นอโศก ชื่อเดียวเท่านั้น บางคนได้ชื่อ อาตมาตั้งให้แล้วก็ไม่มา ขายชื่อหมด
พวกเราก็จะมาหลอมรวมเป็นมนุษย์ชมพูทวีป แม้บางคนมาอยู่แล้วจะแสบเผ็ดนะ แต่อยู่ทางโลกนั้น แสบเผ็ดมากกว่าพวกเรานะ ทำไมไม่หยุดดิ้น ใช้ศัพท์คำว่าแสบ เรามาที่นี่ทนไม่ไหวก็แสบเผ็ด แต่ควรจะทนแสบเผ็ดในที่ไหน?.... แน่นอนว่าคนทนไม่ไหวก็ไม่ไหวออกไป เราก็ไม่บังคับใคร แต่ถ้าทนได้ก็ควรอยู่ พระพุทธเจ้าว่า ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่คนนั้นเป็นคนน่าเคารพ
"ปหาราทะ มหาสมุทรมีรสเดียว คือรสเค็ม ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน พระธรรมวินัยนี้มีรสเดียว คือ วิมุตติรส ปหาราทะ ข้อที่พระธรรมวินัยมีรสเดียว คือ วิมุตติรส นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์ อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 6 ในพระธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
อย่างมะยงชิดนี่เปรี้ยว แตะเข้าไป คนไทยว่าเปรี้ยว คนจีนว่า ซึง ฝรั่งว่า ซาว แต่รสเดียวกัน พยัญชนะต่างกันเท่านั้น แปลว่ากิเลสที่คุณชอบ นั่นแหละไม่ใช่รสมหาสมุทร ส่วนรสมหาสมุทรนั้นมีรสเดียวกันหมด ไม่ว่าไทย จีน แขกมาแตะก็รสเดียว สัจจะ แต่ว่าปรมัตถ์นั้นมี ชอบมีชัง สองอย่าง แล้วมากน้อยต่างกันไป
บางอย่างเหม็น ไม่มากเราก็รู้ว่าพอทนได้ แต่บางอย่างทนไม่ได้ ทนได้ยากเพราะมันมากไป ถ้าอย่างแสงนี่มากไปเราก็แพ้ได้ กลิ่นอันนี้ สัมผัสอันนี้เราแพ้ก็ได้ ต้องสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมา อย่างอาตมาก็ตอนนี้แพ้พริก แต่ก่อนนี้ไม่กลัว กินพริกได้ แต่เดี๋ยวนี้สรีระไม่รับ ก็ไม่ค่อยดี ก็พยายามอยู่ แต่เราไม่มีรสผลัก ไม่มีรสมัน มีแต่รสวิมุติ ในปรมัตถ์ บางคนทนได้มาก อยู่กับอากาศหนาวก็ทำได้ บางคนซดน้ำร้อนได้เฉย นี่คือพลังจิต
"ปหาราทะ มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้น มีดังนี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมอนกัน พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในพระธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ปหาราทะ ข้อที่พระธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในพระธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 นี้ เป็นธรรมนี้น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏประการที่ 7 ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
ในชาวอโศกนี่น่าอภิรมย์ไหม? มี สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 อริยมรรคมีองค์ 8 ไหม? เราไม่ได้พูดแต่พยัญชนะ แต่เรามีอย่างสัมมาทิฏฐิ รู้จัก กายในกาย เวทนาในเวทนา มี psychoanalysis หรือไม่ แยกแยะเวทนาในเวนาออกหรือไม่ ในเวทนา 108 จนสามารถสั่งสมเวทนา 36 ทุกปัจจุบันให้เกิดอดีต ในอวิชชาข้อ 7 จนอดีตกับอนาคตเป็น ตถตา สูญหมดกิเลสเลย พ้นอวิชชาสวะก็จบ เราก็ปฏิบัติสมาธิหลับตาได้ เป็นอุปการะไม่มิจฉาทิฏฐิไม่ตีทิ้ง เป็นได้ทั้ง เจโตสมถะและโลกุตระ แต่แท้จริงคนมีแต่ เจโตสมถะไม่มีโลกุตระเป็นอรหันต์ไม่ได้ แต่ถ้ามีแต่โลกุตระก็เป็นอรหันต์ได้อยู่
ปฏิบัติธรรมไปตามลำดับ ของพุทธทำจรณะ 15 อยู่ในชีวิตประจำวันเลย จะได้ฌาน 4 โดยไม่ยากไม่ลำบาก แต่ของฤาษีต้องไปทำนั่งสมาธิทำฌาน อย่างนั้นได้โดยยาก ได้โดยลำบาก ไม่ใช่ฌานพุทธ
โพชฌงค์คือขา มรรคคือทางปฏิบัติ ต้องมีทั้งขา และทางจึงไปได้ พระพุทธเจ้าเกิดมรรคองค์ 8 โพชฌงค์ 7 จึงเกิดได้
"ปหาราทะ มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ ๆ และสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ 100 โยชน์ 200 โยชน์ 300 โยชน์ 400 โยชน์ 500 โยชน์ มีอยู่ฉันใด ปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน พระธรรมวินัยนี้ ก็เป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่ ๆ สิ่งมีชีวิตในพระธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง สกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง อนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็น พระอรหันต์ ปหาราทะ ข้อที่พระธรรมวินัยนี้ เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ ๆ สิ่งที่มีชีวิตในพระธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง โสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง สกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่ง อนาคามีผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็น พระอรหันต์ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยปรากฏ ประการที่ 8 ในพระธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ "
พวกอสูรคือไม่กล้าทำดี พวกนาคคือขี้เกียจ เอาแต่นอนแต่หลบ คนธรรพ์คือแอบแฝงเสพกาม มีไหมในนี้ ...ที่เราบอกว่าพวกเราก็มีอสูร มีนาค เพราะว่าพวกเรามีตาทิพย์ พวกที่เขาดูเหมือนว่าทำทีเป็นไม่ได้โลภ ไม่ได้อยากได้ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่ตนเองหลอกจะเอา นี่คือคนธรรพ์แฝงในขนพญาครุฑ เขาเป็นจริงๆ เขาไม่รู้ตัว เขาเป็นคนธรรพ์เป็นอสูรกันจริงๆ นะ ตอนนี้จะดูว่า อสูรนี่จะเป็นผู้ที่จะเข้าใจเห็นจริงกล้าฟันไหม? ถ้าเขากล้าหาญก็จะทำ ผู้นั้นรู้ตัวแล้วกล้า แต่ถ้าไม่กล้า เป็นอสูรก็แม้มีดาบอาญาสิทธิ์ก็ไม่ลงดาบ กับตัวกวน ไม่ลงดาบตนเองจะตายก่อนจะตกมาคอหักคอเอียงพิการก่อน สิ่งที่เป็นเพชร เป็นทองเป็นสิ่งมีค่า เป็นสัตว์ใหญ่คือ โสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ส่วนแก้วมณีรัตนะคือมรรค ข้อที่ 8 นั้นคือ บุคคล 8 นี่คือความน่าอัศจรรย์ในศาสนาพุทธ ของพระพุทธเจ้า ที่อาตมาพูดนี่มีสิ่งจริงไหม? อยู่ที่ไหน?.... มันเป็นสัจจะที่ต้องการพิสูจน์ เชิญมาดูว่าที่นี่มี ปลาติมิ ปลาติมิงคละ ปลาติมิรมิงคละ พวกอสูร นาค คนธรรพ์ ...จบ