580411_ทวช.ปลุกเสกฯครั้งที่ ๓๙ โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม ๖.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580411_ ทวช. ปลุกเสกฯ ครั้งที่ 39 โดยพ่อครู ราชธานีอโศก โลกหรืออัตตาอธิปไตยที่เป็นธรรม 6
พ่อครูว่า...วันนี้วันสุดท้ายของงาน วันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2558 เป็นวันแรม 8 ค่ำเดือน 5 ปีมะแมแล้ว ที่ ราชธานีอโศก อีกไม่กี่วันก็จัดตลาดอาริยะแล้ว ซึ่งเป็นงานที่เราทำทั้งปีนะ เพราะว่าต้องสั่งของทำผลผลิต เกิดการสร้างงาน และผลผลิต เอาไปแจกจ่ายสู่สังคมให้เกิดอุปโภค บริโภคกัน เราถือว่า วันที่ 13 - 15 เมษายน เป็นวันจัดตลาดอาริยะ แต่ก่อนเราใช้ปีใหม่สากล แต่ก็มาเปลี่ยนเป็นปีใหม่ไทย เพราะมีงานโพชฌังคาฯ ไปยึดหัวหาดปีใหม่แล้ว
เป็นการกระตุ้นให้พวกเราปฏิบัติธรรม เหมือนสอบ มาปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ครบ ที่เราทำประจำชีวิตอยู่แต่ละปีๆ ต่อกันไป เป็นวงจรกิจการชาวอโศก แต่ละงานๆ ผ่านไปวนเวียนแต่ละปี แล้วพวกเราก็วนเวียนสร้างสรรกันไป เป็นคุณสมบัติสัจธรรม นะ คนเขาจัดงานทางโลกเขาได้ แต่เขาเสีย ของเราจัดงาน เราเสีย แต่เราได้
คนทางโลกเขาได้แต่เขาเสีย อย่างเขาจัดขายสินค้า เขาได้กำไร ได้เปรียบ แต่แท้จริงเขาเสีย กิเลสบาน ที่จะร่ำรวย เขารวยที่นายทุน ไม่ได้เกิดสะพัดนะ แต่ของเราเกิดการสะพัดสร้างสรร แล้วเราให้ เราไม่ได้เอากำไร มาแจกจ่ายเจือจาน อันนี้เป็นเศรษฐกิจสองชนิด เราทำนี่ไม่น้อยนะ ถ้ามีคนเห็นดีงามเพ ิ่ มขึ้นอีก ดูไม่หรูหรา ฟู่ฟ่าเหมือนโลกๆ เขา
ถ้ามีการทำตลาดอาริยะแพร่ไป ประชาชนจะได้รับการดูแลอบอุ่น ได้ประโยชน์มาก หากรัฐบาลเข้าใจแล้วทำลักษณะนี้ใช้ชื่ออื่นก็ได้ ที่เราทำได้เพราะเรารวย แต่แท้จริงเราไม่ได้รวยเลย คนรวยเขากลับไม่ทำ กลับกักตุน แต่ของเรากลับสะพัด เราทำตลาดอาริยะแต่ละปีก็เพ ิ่ มยอดเงิน เพิ่มยอดงาน โตขึ้นเจริญขึ้น ก้าวหน้าขึ้น เรารวยจริงที่เราแจก แต่คนที่มีเยอะแต่ไม่เอาออกมา นี่คือขอ
อ่านต่อ
ทาน เอาจากเขาทุกวินาที คือสัจจะที่ย้อนความนึกคิด รู้สึกของคน
คนปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจึงมีความเข้าใจมีชีวิตเช่นนี้ ของเขาอยู่ในโลกียะ เราอยู่ในโลกุตระ มีชีวิตหมุนเวียนแต่วัน แต่ละวินาที มันคนละกระแสเลย กระแสความนึดคิดพฤติกรรม กระแสแห่งความสุขสงบ กับกระแสแห่งความสุขเท็จ สุขขัลลิกะ ของเราวูปสโมสุข อันเป็นสุขมีประโยชน์สุขสงบ ไม่ใช่สุขเพราะอามิสบำเรอกิเลสอ้วนแล้วค่อยสุข แต่สุขอย่างไม่แย่งชิงไม่โลภไม่เห็นแก่ตัว ไม่โกง
พลังงานแย่งชิงเล่ห์เหลี่ยมเอาเปรียบแรงๆ มากๆ ทำลายกัน เป็นพลังงานร้อน สร้างพฤติมนุษยชาติที่เลวร้าย แล้วคนก็ชินกับพฤติกรรมเช่นนั้น แต่ละคนรวมเป็นสังคม กลายเป็นพฤติร้อน ไม่สงบแย่งชิง คิดทุกอย่างเพื่อเอาเปรียบ เอาชนะ รบกัน แต่กระแสโลกุตระกลับคือการลดละ อภัย ทุกคนเย็นลง มีแต่สร้างสรร
สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า ยิ่งสงบยิ่งสร้างสรร ยิ่งสงบย ิ่ งอุดมสมบูรณ์ นอกจากสร้างมาแล้ว มันก็มากขึ้น แทนที่จะกักตุนผลผลิตเรา เขาก็ไปเอาเปรียบตีราคา มีวิธีทุนนิยมทำเป้ากำไรอย่างไร maximize profit เอาเปรียบให้มากขึ้นเป็นกระแสเศรษฐกิจเลวร้ายดุเดือด
ทบทวนดีๆ จะเห็นว่าชีวิตคนหากเราทำตามทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาถึงวันนี้จะชัดเจน ว่ามีรูปธรรม ปรากฏการณ์เกิดแล้ว มีรูปร่างมากพอ ที่จะอ่านออก ว่าคนกลุ่มนี้เป็นคนอย่างไร อาตมาบอกตามที่พระพุทธเจ้าว่า เป็นมนุษย์ชมพูทวีป เป็นมนุษย์อุตรกุรุทวีป ที่รู้เท่าทันเทวดาดาวดึงส์ ใน 6 ภูมิ
จาตุมหาราชิก ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรินิมมิตตวสวัตตี
ดาวดึงส์ คือเสพรสสุขกามมาวจร จตุมหาราชิกาคือนักล่า นักแย่งชิง เป็นยักษ์มาร ท่านโบราณก็ทำเป็นยักษ์แยกเขี้ยวเฝ้าวัด ถืออาวุธ แย่งล่า คนไม่เข้าใจส ิ่ งสื่อนามธรรมนี้ ต่างคนต่างกระเหี้ยนกระหือรือเป็นยักษ์ ถ้าได้มาก็เป็นดาวดึงส์ ได้โลกธรรมสมใจ ได้บำเรอกามหรืออัตตาสมใจ ก็ได้ขึ้นสวรรค์ดาวดึงส์ แล้วก็อยากให้ได้มากได้นานก็เป็นยามา แล้วมันก็มีการพักเป็นดุสิต แต่โลกีย์เป็นเคหสิตอุเบกขา ว่างพักยกตามธรรมชาติ แต่เราจะทำให้เกิดธรรมะที่ไม่มีการเกิด ไม่มีชาติ สัญชาติที่จะหยั่งลงเป็นกิเลสสะสม โอกกันตะ สามารถทำให้กิเลสลดได้ตามลำดับ รู้ต้นทางเร ิ่ มเช่นนี้ ทำไปตามลำดับ ลดได้เป็นเทวดาอุบัติเทพ เกิดใหม่ เป็นการเกิดที่ทำให้กิเลสลด ไม่ใช่เกิดเทวดากิเลสอ้วน แต่เป็นเทวดาที่มีนิพพัตติ อภินิพพัตติเป็นอุบัติเทพ วิสุทธิ์เทพ นี่คือ การเกิด 5 อย่าง ( ในพระไตรฯ ล. 16 ข้อ 7)
เราได้บรรยายงานนี้ ถึงเรื่องโลกกับอัตตา
ต่อ เป็นการอ่านข้อเขียนต่อจากวานนี้
พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นวิญญาณจะมีเป็นความจริง (สัจจะ=สมมุติสัจจะ) ปรากฏอยู่นั้น ต้องมีผัสสะ 3 คือ มีรูปกับจักษุสัมผัสกันอยู่แล้วจึงจะเกิดวิญญาณเป็นต้น หรือมีหูกับเสียงสัมผัสกันอยู่แล้วจึงจะเกิดวิญญาณ ฯลฯ เกิดธาตุรู้ที่จะรับรู้ แล้วเรียนรู้อะไรต่ออะไรได้ไปจนถึงที่สุดแห่งที่สุดสัมบูรณ์จริง
แต่ทฤษฎีที่ไม่ใช่พุทธกลับไปสะกดจิตตนเอง ไม่ให้จิตทำหน้าที่รับรู้ไปทั้งสัญญา ไปทั้งเวทนา สะกดจิตให้ดับเป็นภาวะดำปี๋ (กิณหะ) อยู่ในจิตนั้นเอง ก็กลายเป็นอสัญญีสัตว์ คือ สัตว์ไม่มีสัญญา ไม่มีเวทนา จึงไม่มีทางที่จะเรียนรู้ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ หรือไม่มีทางรู้ความเป็น สัตว์โอปปาติกะอื่นๆ ต่างๆ ได้ ด้วยประการฉะนี้
อาตมาก็กล่าวอย่างอาสโภ อาจหาญ ว่าไม่ได้เป็นการกล่าวร้ายกล่าวแรง แต่กล่าวอย่างกล้า จริงใจ ถึงเวลาที่ต้องบอกว่าที่ไปศรัทธาเชื่อถือสมาธิหลับตาเป็นของเดียรถีย์ ฤาษี ไม่ใช่ทางเอกของพุทธ บอกให้รู้ให้เข้าใจเพื่อตรวจสอบ ไม่เช่นนั้นอาตมาโดนหนัก ทั้งที่อาตมาพูดนิคคหะ พูดตำหนิแรง ว่าอันนั้นเลวชั่วผิด นอกรีต อาตมาก็รู้สึกว่าทำไมอาตมาต้องพูดขนาดนี้ รู้ไหม?...เพราะมันหนา มันหยาบแล้วมันไม่สำนึก เอาสำลีไปเช็ดหนังทุเรียนก็เสียสำลี
สัญญาและเวทนานั้น เป็นเจตสิกของวิญญาณ หรือเป็นอาการต่างๆ ที่ทำหน้าที่อยู่ในจิต แต่เมื่อไปสะกดสัญญาและสะกดเวทนาให้มันไม่รับรู้ ไม่ทำหน้าที่รู้ วิญญาณจึงพลอยเป็นภาวะที่ไม่รู้อะไรไปตามสัญญาตามเวทนาด้วย เพราะเวทนา สัญญา สังขารเป็นหมวดแห่งเจตสิก 3 ของวิญญาณ หรือวิญญาณต้องมีเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร เป็นองค์ประกอบ (กาย) อยู่
อาตมาเจอฏีกาของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก ว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ และถ้าคุณจะแยกกายแยกจิตนั้นไม่ง่ายเลย เพราะว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ
องค์ประกอบคือความเป็นกายนี้หมายถึงหมวดแห่งเจตสิกธรรม ได้แก่ เวทนา สัญญา สังขาร เมื่อเวทนา สัญญา สังขาร คือจิตหรือเจตสิก (นาม) พระพุทธเจ้าจึงทรงเรียกกายว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 230 ) ด้วยประการฉะนี้
ผู้ใดยังเข้าใจกาย คือ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ไม่ได้ ผู้นั้นจึงไม่สามารถจะได้รู้ได้เรียนปรมัตถธรรมที่ละเอียดลึกซึ้งต่างๆ อันใด เพราะมีแต่สะกดจิตให้ไม่รับรู้อยู่แต่ประตูเดียว
และสำคัญมั่นหมายแต่ดับจิตไปหมด แล้วหลงว่า นี่คือ นิโรธของพุทธ ซึ่งไม่ใช่เลย จะไม่เข้าใจครบ เพราะไม่มีลักษณะ สุรภาโว สติมันโต สัมผัสเห็นอยู่รู้อยู่ทั้งในและนอก จนกำหนดหมายทั้งนอกและใน กามภพ รูปภพ อรูปภพ อย่างปัสสติ เห็นๆ และสามารถอ่านในได้ด้วย มีทั้งนอกและใน ปัสสติอยู่ ถ้าเราเข้าใจสภาวธรรม จะเข้าใจบัญญัติต่างๆ นี้ ร้อยเรียง จิต มโน วิญญาณ
นิโรธของพุทธ นั้นคือ สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งเป็นนิโรธที่มีสัญญาทำงานกำหนด รู้อยู่เต็มสภาพ รู้ความเกิด รู้ความดับ รู้คุณ รู้โทษ เป็นสัญญาที่ทำหน้าที่อยู่อย่างรู้แจ้ง (สัจฉิ) ไม่ใช่สัญญาถูกสะกดให้ดับดำปี๋ไปหมด จนมีสภาพไม่รู้อะรเลย (พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 65 )
สัญญาที่กำหนดรู้ว่า นิโรธคือความดับซึ่งเป็นสัญญาอย่างเดียวกัน (เอกัตตสัญญิโน) คือ กำหนดหมายรู้ความเป็นนิโรธเหมือนกัน และกายคือองค์ประชุมของนามกับรูปก็อย่างเดียวกัน (เอกัตตกายา) คือ รูปดับ นามดับเหมือนกัน แต่ทิฏฐิที่มิจฉาทิฏฐิ กับสัมมาทิฏฐินั้น ได้ความเป็นนิโรธที่มีภพและชาติแตกต่างกันคนละขั้ว ชนิดที่มีนัยสำคัญอันยากยิ่ง ในการสาธยายเป็นภาษาสู่กันฟัง ตั้งใจไตร่ตรองตามกันดีๆ เถิด
นั่นคือ มิจฉาทิฏฐิ มีความเข้าใจความดับกายในกาย ความดับเวทนาในเวทนา ความดับจิตในจิต ความดับธรรมในธรรม คนละทิฏฐิกับสัมมาทิฐิ แต่เขาก็ได้กายที่ดับ และสัญญาว่าดับตรงตามทิฏฐิของเขา ที่เขามิจฉาทิฏฐิ
ส่วนสัมมาทิฏฐิ ก็มีความเข้าใจความดับกายในกาย ความดับเวทนาในเวทนา ความดับจิตในจิต ความดับธรรมในธรรม คนละทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิ ซึ่งจะได้กายที่ดับ และสัญญาว่าดับ ตรงตามทิฏฐิของผู้ที่สัมมาทิฏฐิ
แม้กายดับตามที่ผู้มิจฉาทิฏฐิทำได้ก็ดี และสัญญาว่าดับก็ตรงทิฏฐิว่าดับตามทิฏฐิที่มิจฉาของตน กายก็ดีสัญญาก็ดี ทั้งของผู้สัมมาทิฏฐิและผู้มิจฉาทิฏฐิ ต่างมีผลได้ สมกับความเข้าใจ (ทิฏฐิ) ของตนแต่ละฝ่าย ต่างสมใจตนทั้งสองฝ่าย แต่แน่นอนว่า มิจฉาทิฏฐิต้องได้ผลอย่างหนึ่ง สัมมาทิฏฐิก็ต้องได้ผลอีกอย่างหนึ่ง แม้ว่า ภาวะกายก็ดี สัญญาก็ดี ต่างฝ่ายต่างได้นิโรธเหมือนกันก็ตาม
ดังนั้น กายที่มีความดับ (นิโรธ) ต้องเป็นอย่างนี้ๆ กับสัญญาที่เป็นการกำหนดหมายรู้ของตนว่าความดับ (นิโรธ) ต้องเป็นอย่างนี้ๆ มันก็ต้องคนละภาวะกันตามทิฏฐิที่ต่างกันแน่
นั่นคือ ฝ่ายสัมมาทิฏฐิได้ความดับ (นิโรธ) อย่างรู้แจ้งเป็นภาวะที่มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง เพราะความเป็นสัตว์มีอายตนะที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอสัญญีสัตตายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงสามารถเป็นผู้ก้าวล่วง (สมติกฺกมติ) หรือหลุดพ้น (วิมุติ) จากภพหรือภาวะเนวสัญญานาสัญญยตนสัตว์ และภพหรือภาวะความเป็นสัตตาวาส 9 บริบูรณ์ เป็นผู้สัมบูรณ์ในความเป็นอสัญญี ส่วนฝ่ายมิจฉาทิฏฐิได้ความดับอย่างไม่มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง มีแต่ความดับที่เป็นภาววะดำ (กิณหะ) อยู่ในจิต เพราะไม่มีอายตนะในความเป็นสัตว์ที่จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ในอสัญญีสัตตายตนะ และเนวสัญญานาสัญญายตนะ จึงไม่ใช่เป็นผู้ก้าวล่วง (สมติกฺกมติ) หรือหลุดพ้น (วิมุติ) จากภพ หรือภาวะเนวสัญญานาสัญญยตนสัตว์ และภพหรือภาวะความเป็นสัตตาวาส 9 บริบูรณ์ เป็นผู้สัมบูรณ์ในความเป็นอสัญญี
ส่วนฝ่ายมิจฉาทิฏฐิก็ได้ความดับ แต่เป็นความดับชนิดที่จิตดับมืดดำ ไม่รู้อะไรเลย แม้แต่สักนิดน้อย เป็นภาวะที่มีธาตุรู้ดับดำปี๋ไปหมด แต่ก็มีความดับของกายและของสัญญาเหมือนกัน ซึ่งเป็นไปตามทิฏฐิที่มิจฉาทิฏฐิของตน ตนก็มีความพึงใจ (สุภกิณหะ) ภาวะของผลทางปรมัตถธรรมของทิฏฐิที่ต่างกัน จึงไม่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญ คนหลับตาถ้ามีเห็นแสงอะไรแวบมานี่แหละคือเนวสัญญานาสัญญายตนะ แต่ผู้มีวิชชาจะรู้ว่าหลับตาแล้วก็จะดับมืดไม่มีแสงแต่คนอวิชชาจะเห็นแสงเป็นอุปาทาน หากเป็นอรหันต์หลับตาก็ไม่เห็นอะไร ดับดำมืดที่ตา แต่ที่เขาเห็นกันเป็นรูปร่างสีสันเรื่องราวอะไร คือมโนมยอัตตา ทุกๆ ฝัน คือมโนมยอัตตา
ผู้มิจฉาทิฏฐิแตกต่างไปจากสัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้าแน่ ดังนั้นผู้ ทิฏฐิยังมิจฉาทิฏฐิอยู่ จึงไม่รู้จักสัตว์โอปปาติกะ ก็กำจัดความเป็นสัตว์ที่เป็นสัตตาวาส 9 ไม่ได้สัมบูรณ์ สัญญาหรือสัญญีของฝ่ายหนึ่งจึงเป็นสัญญาที่มีทิฏฐิว่า ไม่มีอายตนะ ส่วนสัญญาหรือสัญญีของอีกฝ่ายจึงเป็นสัญญาที่มีทิฏฐิว่า มีอายตนะ
เพราะฉะนั้น อสัญญีสัตว์กับอสัญญีสัตตายตนะจึงเป็นสัตว์คนละอสัญญี อสัญญีสัตว์ คือ ผู้ปฏิบัติไม่มีความรู้จักความเป็นกาย จึงยังเป็นสัตว์อยู่ ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงความเป็นสัตว์ไว้ถึง 9 ชั้น ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ข้อ 228 ว่า สัตว์ชั้นที่ 8 คือ สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เหมือนเทวดาผู้เป็นอสัญญีสัตว์
สัตตาวาส ชั้นที่ 5 นี้แหละ อสัญญีสัตว์ ที่ไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เพราะได้ดับสัญญาตัวเองจนธาตุรู้ตัวนี้ไม่รู้อะไร ได้ดับเวทนาตัวเองจนธาตุรู้ตัวนี้ไม่รู้อะไร กลายเป็นสัตว์ที่ไม่มีความรับรู้หรือไม่รู้สึก ไม่รู้อะไรเลย จิตใจดำมืดสนิทอย่าว่าแต่ไม่เห็นเลย ไม่รู้สึกอะไรเลยสนิททุกประสาท และพระไตรปิฎก เล่ม 11 ข้อ 457 พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า ธรรม 9 อย่างที่ควรกำหนดรู้ ระบุไว้ชัดเช่นกันว่า สัตว์พวกหนึ่งไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา เช่น พวกเหล่าเทพอสัญญีสัตว์ นี้เป็นสัตตาวาสข้อที่ 5 ก็ชี้ชัดยืนยันความเป็นสัตว์เป็นเทพชนิดนี้ คือไม่มีสัญญา ไม่เสวยเวทนา
ซึ่งคนจะกำหนดรู้ความเป็นสัตว์ได้ และจะกำจัดความเป็นสัตว์ในจิตตนมีผลสำเร็จก็ต้องมีสัญญาที่สัมมาทิฏฐิ และต้องกำหนดรู้กายที่มันยังเป็นสัตว์ถึง 9 ชั้นได้ทั้งหมดด้วย แล้วศึกษาฝึกฝนจิตวิเคราะห์ (psychoanalysis) หรือเรียกในศัพท์ ทางพุทธธรรมว่า วิตก วิจาร หรือโยนิโสมนสิการ หรืออภิสังขาร หรือก็คือ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 นั้นแล ที่ถ้าเข้าใจในหลักธรรมต่างๆ นี้แล้ว จะไม่งง ไม่สับสน ไม่สงสัยแต่อย่างใด
เงื่อนไขสำคัญ ก็คือ การปฏิบัติแบบพุทธที่จะมีผลบริบูรณ์ได้นั้น ต้องมีทั้งภายนอกและภายในสัมผัสสัมพันธ์กันอยู่เป็นปัจจัย สำเร็จอิริยาบถอยู่ จึงจะครบเหตุปัจจัยในการปฏิบัติแบบพุทธ
แต่เมื่อไปดับธาตุรู้ตัวสำคัญคือ สัญญาและเวทนาไม่ให้มันทำหน้าที่ กลับไปทำให้มันเหมือนสลบ หรือตายไปชั่วคราว จึงไม่สามารถเรียนรู้จิตวิเคราะห์ใดๆ ที่ละเอียด ลาด ลุ่ม ลึก เป็นลำดับไป เหมือนมหาสมุทร จนทำให้กิเลสลดลงๆๆ เหลือน้อย และที่สุดกิเลสในสันดานสะอาดหมดสิ้นเกลี้ยง อย่างรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ได้เลย
และต้องปฏิบัติในขณะที่มีวิญญาณฐิติ 7 และอายตนะ 2 ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน มหานิทานสูตร พระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 65 จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัตว์ที่มีอายตนะ คือ สัตว์ที่มีความเกิด (ชาติ) ให้ผู้ปฏิบัติรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอยู่ว่าเรายังมีความเป็นสัตว์ ยังไม่พ้นสังโยชน์ 10 สูงสุดครบบริบูรณ์ เพราะยังดับความเกิดของความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ (สัตว์โอปปาติกะ) ยังไม่สิ้นเกลี้ยงจนกระทั่งพ้นสังโยชน์ข้อ 10 คือ พ้นอวิชชาสวะ ผู้ปฏิบัติต้องมีสัมมาทิฏฐิ 10 มาก่อน จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ คือสัตตา โอปปาติกาอันเป็นสัมมาทิฏฐ ข้อที่ 9 ของสัมมาทิฏฐิ 10 ตาม พระวจนะที่ตรัสไว้ ในพระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 257 สัตว์ที่มีความเกิด (ชาติ) อยู่ จึงจะสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัตว์ที่ ชื่อว่าอสัญญีสัตตายตนะ และต้องมีความเป็นสัญญาที่ ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้จริงแท้
และก่อนจะถึงขั้นรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวะอายตนะ 2 อันได้แก่ อสัญญีสัตตายตนะและเนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็จะต้องปฏิบัติผ่าน อายตนะ 10 ซึ่งเป็นอายตนะระดับหยาบที่เกิดจากเหตุภายนอก 5 คือ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ กับจากเหตุภายใน 5 คือ จักขายตนะ โสตายตนะ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ ให้บรรลุผลก่อนก่อน โดยปฏิบัติเป็นลำดับมาตามวิญญาณฐิติ 7 เมื่อได้บรรลุมาตามลำดับแล้ว จึงจะถึงอายตนะ 2 คือ มนายตนะ กับธรรมายตนะ ขั้นรูจักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นสัตว์ ในภาวะอสัญญีสัตตายตนะ และต้องมีความเป็นสัญญาที่ ชื่อว่าเนวสัญญานาสัญญายตนะ ได้จริงแท้
เมื่อรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวรูป 2 (อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ) แล้วจึงจะสามารถเรียนรู้ชีวิตรูปที่มี ชีวิตินทรีย์ ของความเป็นสัตตาวาส 9 ทุกระดับได้จริง แล้วจึงจะดับความเป็นชีวิตของความเป็นสัตว์นั้นๆ ดับสนิทสิ้นเกลี้ยงได้บริบูรณ์สัมบูรณ์แท้
ถ้าเริ่มอ่านพระไตรปิฎก เล่ม 10 ตั้งแต่ข้อ 57 เป็นต้นไป พอข้อ 58 พระศาสดาก็ตรัสไว้ชัดว่า ก็เพราะยังมีความเกิดคือยังมีชาติอยู่ จึงมีความเป็นเทพแห่งพวกเทพ มีความเป็นคนธรรพ์แห่งพวกคนธรรพ์ มีความเป็นยักษ์แห่งพวกยักษ์ มีความเป็นภูตแห่งพวกภูต มีความเป็นมนุษย์แห่งพวกมนุษย์ มีความเป็นสัตว์สี่เท้าแห่งพวกสัตว์สี่เท้า มีความเป็นปักษีแห่งพวกปักษี มีความเป็นสัตว์เลื้อยคลานแห่งพวกสัตว์เลื้อยคลาน
ผู้ปฏิบัติก็จะได้จัดการกับชีวิตสัตว์ที่เป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณ (สัตว์โอปปาติกะ) นั้นๆ ได้อย่างมีภาวะจริงสัมผัสอยู่และกำจัดถูกตัวตน (อัตตา) ของมันไปจนดับสิ้นตัวตน (อัตตา) ของสัตว์แต่ละขั้นไปได้ เป็นการทำอนัตตา หรือทำให้มันดับสิ้นความเป็นอัตตาไปเป็นอนัตตาได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่ได้แต่รู้เป็นตรรกะ เป็นแค่เหตุแค่ผล หรือรู้แค่เป็นปรัชญากันอยู่เท่านั้น
อนัตตาจึงจะแจ้ง (สัจฉิ) ชัดยืนยันความจริงที่ดับอัตตาจนไม่มีตัวตนได้จริง ด้วยความเป็นนิโรธ (ดับความเป็นสัตว์) อย่างมีกายสักขี มีของจริงสัมผัสความเป็นอนัตตาของชีวิตินทรีย์แท้ๆ ผู้ปฏิบัติต้องมีของจริงปรากฏเป็นภาวะอนัตตา กันอย่างนี้
ซึ่งชีวิตของความเป็นสัตว์นั้น ผู้ปฏิบัติแบบพุทธที่สัมมาทิฏฐิจะสามารถเห็น (ปัสสติ) ภาวะที่เป็นชีวิตินทรีย์ (อาการที่ยังมีพลังแห่งความเป็นชีวิต) ของสัตตาวาส 9 คือชีวิตของความเป็นสัตว์ 9 ชั้น นั้น เป็นชีวิตรูปให้รู้ให้เห็น (ปัสสติ) กันจริงๆ และสามารถดับ (นิโรธ) ความเป็นชีวิตสัตว์นั้นๆ จนกระทั่งหมดสิ้นชีวิตของความเป็นสัตตาวาส 9 บริบูรณ์สัมบูรณ์
นี้คือนิโรธของพุทธที่เรียกว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ ซึ่งสามารถสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา จนสูงสุดขั้นสัญญาเวทยิตนิโรธ คือ นิโรธที่มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง เห็นจริงอย่างแจ้ง (สัจฉิ)
ส่วนผู้ปฏิบัติแบบหลับตาเข้าไปเรียนรู้อยู่ในภวังค์แล้วไปได้นิโรธ ได้ความดับกันนั้น เขาก็ได้จริง แต่ไม่เกิดการรู้ความจริงของความเป็นอัตตาหรือตัวตนแต่อย่างใดเลย และเป็นนิโรธที่ไม่มีจักษุ ปัญญา ญาณ วิชชา แสงสว่าง ไม่เห็นจริงอย่างแจ้ง (สัจฉิ) แต่ได้นิโรธที่เป็นภาวะดำ (กิณหะ) ดับอยู่ ไม่เห็นจริงอย่างแจ้งตรงตามพระวจนะเลย หวังว่าท่านที่อยู่ในศาสนาทั้งฝ่ายดับกับฝ่ายสว่าง ฟังหน่อยได้ไหมจะได้โยนิโสมนสิการเป็น ทุกวันนี้ มันเลยเถิด ฝ่ายดับก็ดับดำจมไปลึก ส่วนฝ่ายสว่างก็ปั้นวิมานมาหลอกกันมากมาย ว่าอย่างนี้ยังไม่ค่อยกระเตื้อง ไม่เปลี่ยนแปลง แล้วจะเสียเวลาจมเสียเวลาไปมิจฉาทิฏฐิกันอีกนานเท่าไหร่
ความเกิดเป็นอัตตาของสัตว์ หรือชีวิตินทรีย์ของสัตว์ชนิดใดๆ ก็ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง เพราะการปฏิบัติไม่ได้เห็น (ปัสสติ )กายของความเป็นสัตว์ ไม่ได้เห็น (ปัสสติ) กายที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง อย่างสัมมาทิฏฐิ กายและจิตของความเป็นสัตตาวาส 9 ผู้ปฏิบัติแบบพุทธสามารถทำให้ดับไปจนเป็นอนัตตา จนกระทั่งถึงที่สุดดับได้ถึงขั้นสูงสุดพ้นเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ บรรลุถึงนิโรธที่ชัดเจนเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธ ด้วยการรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอย่างมีรูปที่ประกอบกันเป็นกาย ประกอบกันเป็นจิต ซึ่งมีสิ่งที่ถูกรู้ (รูป) ได้ด้วยการสัมผัส มิใช่ไร้สัมผัส
ส่วนการปฏิบัติแบบที่ไม่ใช่พุทธ เช่น หลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์ เข้าไปอยู่ในขณะใดก็จะมีแต่เพียงรูปที่มีอยู่ภายในเท่านั้น จึงไม่ครบการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ตามที่ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ซึ่งครบทั้งรูปกายและนามกาย ทั้งภายนอกและภายในบริบูรณ์ การปฏิบัติด้วยวิธีหลับตาเข้าไปอยู่ในภวังค์จึงไม่บริบูรณ์ตาม พระวจนะ ของพระพุทธเจ้า ดังที่ได้สาธยายอธิบายมานี้ ต้องสัมมาทิฏฐิ และปฏิบัติได้ถึงขั้นดังที่ได้อธิบายมา จึงจะเป็นผู้รู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นอัตตา และความเป็นโลก (ความหมุนวนที่เกิดตาย ตายเกิดของสัตว์ทางโอปปาติกะ) แล้วดับความเป็นโลกและอัตตาได้แท้จริง ดับโลก ดับอัตตาได้เท่าใดๆ ก็เกิดธรรมาธิปไตยในตนขึ้นมาตามสัจธรรมเท่านั้นๆ โดยไม่ต้องอยากได้อำนาจ (อธิปไตย) ซึ่งเป็นอำนาจที่ได้โดยธรรม
ไม่ใช่ ใช้ความเป็นโลกธรรมเป็นอำนาจ หรือข่มผู้อื่นได้ด้วยอำนาจโลกธรรม ใช้การมีลาภมาก ใช้การมียศที่สูง ใช้การมีสรรเสริญโด่งดัง ใช้การมีรูปสวยจนทำให้คนต้องตกอยู่ในอำนาจ ใช้เสียงเพราะจนทำให้คนต้องตกอยู่ในอำนาจ มีกลิ่นหอมจนทำให้คนต้องตกอยู่ในอำนาจ มีรสที่สัมผัสด้วยลิ้นจนทำให้คนตกอยู่ใต้อำนาจ มีทุกส่วนในกายที่ทำให้คนผู้ได้สัมผัสเสียดสีแล้วต้องตกอยู่ใต้อำนาจ มีตัวตนที่เป็นโอฬาริกอัตตา เป็นมโนมยอัตตา เป็นอรูปอัตตา ซึ่งผู้มีตัวตนก็สร้างตัวตน (อัตตา 3 ) ด้วยอวิชชา ที่คนผู้ต่างก็อวิชชาด้วยกันหลงยอมรับนับถือ กลายเป็นอำนาจบาตรใหญ่ ที่ปุถุชนล้วนต่างก็หลงใช้อำนาจนี้กันอยู่เต็มโลก นี้คืออำนาจโลกีย์
ส่วนอำนาจของพุทธนั้น เป็นอำนาจแบบโลกุตระ ที่เป็นไปๆ ได้สัมบูรณถึงที่สุดนิพพานนั้น ก็เพราะปฏิบัติวิโมกข์ 8 ได้ ทั้งวิโมกข์ ข้อที่ 1 ก็สัมมาทิฏฐิ บัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้คือ รูปี รูปานิ ปัสสติ ก็ปฏิบัติโดยมีรูปบริบูรณ์ครบทั้ง 28 วิโมกข์ ข้อ 2 ก็สัมมาทิฏฐิ อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธารูปานิ ปัสสติ ภาวะภายนอก (พหิทธา) กับภาวะภายใน (อัชฌัตตา) โลกุตระที่ 1 คือ กายในกาย สักกายอันเป็นสังโยชน์ ข้อที่ 1 ของสังโยชน์ 10 ผู้อ่านจิต เจตสิก รูปที่เป็นทุกขสมุทัยอริยสัจ เรียกว่าพ้นสักกายทิฏฐิสังโยชน์ ซึ่งเป็นสังโยชน์ ข้อที่ 1 ของสังโยชน์ 10 และพ้นสังโยชน์ข้ออื่นๆ ไปจนครบหมดสิ้นสังโยชน์ 10 บริบูรณ์
โดยเฉพาะจะเห็นแจ้งความเป็นศีลที่เป็นบาทฐานของสมาธิ และบาทฐานของปัญญา และเป็นวิมุติไปตามลำดับ หากไม่ปฏิบัติตามศีล สมาธิ ปัญญา ไม่สมาทานศีลตามฐานานุฐานะแล้วก็สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ อันเป็นการปฏิบัติที่ไม่ผิด (อปัณณกปฏิปทา) ด้วยการปฏิบัติกายคตาสติ และอานาปานสติ ซึ่งผู้สำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ เท่าที่ผู้นั้นสมาทานศีลตามฐานานุฐานะ แล้วก็มีการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 พิจารณากายในกายที่สัมมาทิฏฐิ เริ่มข้อแรกโลกุตรธรรมเป็นภาวะที่ 1 ของ โพธิปักขิยธรรม 37 ผู้ปฏิบัติจะสามารถพ้นสังโยชน์ 10 ข้อ 1 ก็ต่อเมื่อหยั่งรู้จักรู้แจ้งรู้จริงด้วยการสัมผัส ซึ่ง สัมพันธ์อยู่ในขณะที่มีทั้งภายนอกและภายในครบธรรม 2 (เทฺว ธัมมา) อันมีทั้งองค์ประกอบของ รูปและนาม (กาย) และรวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวันติ = พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 60 ) ความเป็นสักกายตามทิฏฐิด้วยญาณหรือวิชชา (วิปัสสนาญาณ) ที่ได้ศึกษาปริยัติมาก่อน ธรรมอันเป็นพุทธธรรมที่ทรงอำนาจวิเศษ ที่เรียกว่าคุณวิเศษ หรือ อุตตริมนุสสธรรม
อันตคาหิกทิฏฐิ 10
[ความเห็นอันถือเอาที่สุด, ความเห็นผิดที่แล่นไปสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง] โลกเที่ยง-โลกไม่เที่ยง-โลกมีที่สุด-โลกไม่มีที่สุด ชีวะก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น-ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่ง อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (ย่อมมีอยู่) อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมไม่เป็นอีก (ย่อมไม่มีอยู่) อัตตา (ตถาคต,สัตว์) เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก (มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) ไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็ใช่ (ก็มี) อัตตา (สัตว์,ตถาคต) เบื้องหน้าแต่ตาย ย่อมเป็นอีก(มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) ย่อมไม่เป็นอีก (ไม่มีอยู่) ก็มิใช่ (ก็หามิได้) [คำว่า อัตตาในที่นี้ อรรถกถาบางแห่งหมายถึง สัตว์ ก็มี ว่า ตถาคตหรืออาตมัน ก็มี ว่า พระพุทธเจ้า ก็มี] โลกและอัตตา เป็นเรื่องถกเถียงกันมาแต่ไหนแต่ไร พระพุทธเจ้าตรัสว่า ( 1 ) ดูกรมาลุงกยบุตร เพราะเหตุไร ข้อนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ เพราะข้อนั้น ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ไม่เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ไม่เป็นไปเพื่อความหน่าย เพื่อความคลายกำหนัด เพื่อความดับ เพื่อความสงบ เพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน เหตุนั้นเราจึงไม่พยากรณ์ ข้อนั้น ดูกรมาลุงกยบุตร อะไรเล่าที่เราพยากรณ์ ดูกรมาลุงกยบุตรความเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุให้เกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ ดังนี้ (พตปฎ. เล่ม 13 ข้อ 152 )
( 2 ) ดูกรวัจฉะ พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็นจักษุว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา พวกปริพาชกผู้ถือลัทธิอื่นย่อมตามเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้น เมื่อพวกปริพาชก ผู้ถือลัทธิอื่นถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงพยากรณ์อย่างนี้ ว่า โลกเที่ยงบ้าง ฯลฯ สัตว์เบื้องหน้าแต่ตายแล้วย่อมเกิดอีกก็หามิได้ ย่อมไม่เกิดอีกก็หามิได้บ้าง ดูกรวัจฉะ ส่วนพระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมทรงพิจารณาเห็นจักษุว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ย่อมทรงพิจารณาเห็น หู... จมูก... ลิ้น... กาย... ใจ ว่านั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา เพราะเหตุนั้นเมื่อตถาคตถูกถามอย่างนั้นแล้ว จึงไม่ทรงพยากรณ์อย่างนี
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive