590104_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน ๔.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข16 พฤศจิกายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

590104 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ สามัญผลสูตร ตอน 4

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 4 มกราคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก จบการสอบ ว.บบบ. ไม่รู้ว่า ว.นบ.จะไปกับว.บบบ.ไหม ...ทางโลกเขาก็ตายกันเยอะเพราะเรื่องเที่ยว คนที่มีจิตใจเรื่องเที่ยวนี้ ไม่ใช่อริยะ ถ้าเป็นอริยะพอสมควรไม่รู้จะเที่ยวไปทำไม? มันเมื่อย โดยเฉพาะยิ่งอนาคามีขึ้นไป ก็ไม่เที่ยวกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จะไปทำไมภูเขาก็อย่างนั้น ถ้ำเหวก็ลึกลงไป น้ำไหลก็ไหลไป เรามาทำเองก็ได้ ภูเขาก็จะทำ น้ำตกก็จะทำ ถ้ำก็จะทำ แต่คงไม่มีที่ที่จะทำเหว เราก็ทำ ไม่เห็นจะมีอะไร ส่วนพวกเรานั้น แม้จะมีเวลา long weekend เท่ากันกับเขา แต่เราก็เอาวันเวลามาทำประโยชน์กัน คนที่ปฏิบัติธรรมโลกุตรธรรมจริงของพระพุทธเจ้าแล้วมันชัดเจน เราก็ไม่รู้จะไปทำอะไร รสของโลกีย์มันจางคลาย มันหายไปจากจิตวิญญาณจริงๆ นี่เป็นสัจจะที่เราต้องเรียนรู้ว่าอริยะบุคคลเป็นเช่นนี้ ปุถุชนเขาเป็นคนโลกๆ เป็นเช่นนั้น มันเป็นที่จิตจริงๆ เราเรียนรู้และก็จะเข้าใจไม่ต้องไปนั่งหลับตาสะกดจิตอะไร ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิตามพระพุทธเจ้า อย่างการนั่งสงบที่จะทำการเตวิชโชก็เป็นอุปการะ หรือจริงๆ มันเมื่อยก็นั่งพัก เจโตสมถะนั้นมีประโยชน์คือ 1. นั่งพักสบายสงบ 2. นั่งเพื่อศึกษาในจิตที่ไม่ได้เปิดประตูตา หู จมูก ลิ้น กาย มีอยู่แต่ในใจเราในรูปจิต อรูปจิต ทำการเตวิชโช ระลึกถึงสิ่งที่เราเคยติดมา

พ่อครูแปลความหมายของ กิเลส ว่าอย่างไร อาตมาเคยแปลกิเลสให้ฟังว่า กิเลส คือ สิ่งที่เราเคยสัมผัส ยิ่งเป็นสิ่งใหม่ที่เราสัมผัส แล้วเราก็ไปเอาที่สัมผัสนั้นมา แล้วก็เกิดจิตพอใจ ยึดติดไว้ เสร็จแล้วก็ยิ่งพอใจมากขึ้น หรือยิ่งได้สัมผัส เขาพูดอะไร ก็เชื่อตามที่เขาพูด เป็นเรื่องที่ กิระดั่งได้ยินมา คือกิเลส เสร็จแล้ว

อ่านต่อ

ก็ไปเอาอันนั้นมาเป็นเราเป็นของเรา นั่นคือ กิเลส คนที่จบแล้ว รู้ว่าสิ่งที่เขาว่า มีมาก มีใหม่ มีดี อย่างไร เราก็รู้กับเขาได้ แต่เราไม่แสวงหาจนลนลานให้ได้มาสมโลภะ สมใจ เสพรสราคะอร่อย แล้วก็ยึด ยึดแล้วถ้าไม่ได้มาก็โกรธ โกรธหนักเข้าก็แย่งชิง แย่งชิงไม่ได้ก็ฆ่าแกง เราต้องลงแรงงาน เวลาที่ต้องใช้ และทุนรอน ต้องใช้ทุนรอนประกอบ เป็นเหตุปัจจัยที่เป็นวัตถุหรืออะไรก็แล้วแต่ ดีไม่ดีก็เอาชีวิตเข้าแลกหนักหนาสาหัส พวกเราได้มาเปลี่ยนวิถีชีวิตมา ชื่นใจ เวลาที่เขาได้หยุดได้เที่ยวเสพเสวยสุขใจ ไปตายเสียในช่วงนี้ ฉลองปีเก่า ฉลองปีใหม่ทุกปีเป็นร้อยหลายร้อยเขาก็พยายามลดลงมา แต่ที่ไม่ตายก็ไปเอาเชื้อโรค คือเชื้อกิเลส ที่อาตมาเล่าให้ฟังเมื่อกี้นี้ไปหามาเพิ่มมาเติม หาตัวที่ใหม่มา เติมของเก่าก็เติมน้ำหนักมา ปีนี้ดีปีหน้าต้องเอาอีก นี่คือความเป็นปุถุชนที่เขาไม่รู้จริงๆ เขาก็ทำอะไรต่ออะไร วันนี้ก็เป็นวันที่ชาวโลกเขากลับไปทำงานรับภาระชีวิตต่อไป ถ้าไม่รู้เขาก็วนเวียนบำเรอตนเองอีก จนวันนี้วันที่ 4 มกราคม 2559 แรม 10 ค่ำเดือนอ้ายปีมะแม เราก็มาศึกษาเข้มข้นบำเพ็ญคนบำเพ็ญธรรม เฉลยข้อสอบเสร็จแล้วก็แยกย้ายกันไปแล้ว ไม่กลับก็อยู่ต่อไปอยู่ในชุมชน ก็ขอเขาอยู่ ถ้าชุมชนไหนให้อยู่ก็อยู่ เป็นความเจริญของเขา บางคนก็อยู่ที่ชุมชนอื่นมาหลายปีก็อยากจะมาอยู่ที่นี่ ก็ต้องไปเจรจากับชุมชนเก่าก่อน เพราะเขามีงานที่ต้องพึ่งคุณ เพราะคุณเป็นคนมีคุณค่า นี่คือสังคมของพวกเรา มาถึงวันนี้แล้วก็เห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้านี้มีผลเป็นไปได้มีความสำเร็จจริง อย่างที่เห็นนี่แหละ ก็ยังเชื่อมั่นอยู่ว่าโลกนี้ยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอยู่ โลกไม่ว่างจากอรหันต์เป็นไปได้แน่นอน อาตมาก็ต้องขมีขมันเพิ่มเติมเพื่อมาทำให้พวกเราเข้าไปตั้งใจรับตั้งใจปฏิบัติให้บรรลุ แล้วเราจะได้มาช่วยกัน จะได้ช่วยมนุษย์โลกเขาต่อไป

พรหมชาลสูตร สามัญผลสูตร อัมพัฏฐสูตร มาทบทวน ตั้งแต่พระสูตรเล่มแรก สูตรแรกคือ พรหมชาลสูตร ที่มีทิฏฐิที่ยึดผิด 62 ประการ ต้องมีหลักของศีลเป็นหลักสำคัญคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้ข้อนี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่เข้าใจเขาทิ้งไปแล้ว ทั้งทั้งที่ในพระไตรปิฎกก็ตรัสไว้ชัดเจน กลายเป็นหลงไปเอาวินัยมาเป็นศีล พระภิกษุผู้บวชก็มีแต่วินัย ศีล 43 ข้อนี้เป็นศีลของภิกษุทั้งหลายที่ต้องศึกษาและปฏิบัติ มหาศีลเป็นศีลที่เป็นเครื่องชี้บ่งว่านี่คือลักษณะของศาสนาพุทธ เพราะที่อื่นสำนักอื่นเป็นเดรัจฉานกถาเดรัจฉานวิชา เป็นสิ่งนอกรีตของศาสนาพุทธในมหาศีลห้ามไว้ พระพุทธเจ้าห้ามในวงการศาสนาพุทธแต่เดี๋ยวนี้มีเต็มไปหมด นี่คือเครื่องชี้บ่งว่าเป็นความเสื่อมของศาสนาอย่างแท้จริง เราก็ต้องมาฟื้นคืนมาทำขึ้นมา ส่วนจุลศีลก็เป็นสิ่งที่ต้องหัดลดเอามาสมาทาน แต่มหาศีลนี้เป็นภิกษุจะต้องมี แล้วฆราวาสจะต้องรู้ด้วยว่ามันไม่ใช่เรื่องของพุทธ แต่พระพุทธเจ้าไม่ได้แล้วละลาบละล้วงลงไปถึงฆราวาส ก็กำหนดแต่ในภิกษุ มาบวชแล้วจะต้องไม่มีที่มหาศีลห้ามไว้ สิ่งที่ท่านห้ามก็ไม่ทำเสีย หากทำไม่ได้ก็ต้องพยายามเข้า ศีลเป็นหลักของศาสนา คนไม่มีศีลก็ไม่ใช่พุทธ มีศีลคือสมาทานละเว้นแล้วเสีย ศีลจะไปขัดเกลากิเลสที่เรามี นั้นแหละคือเริ่มมีศีล ลดละจางคลายจนเกลี้ยงกิเลสในแต่ละข้อของศีลไม่มีอีก ก็เป็นคนมีศีล เพราะกิเลสที่ลดตามศีลนั้นไม่ใช่แค่กายกับวาจา แต่ละกิเลสด้วยปัญญาและวิมุติ มันมีปัญญารู้หมดเป็นอุภโตภาควิมุติ นั่นคือผู้มีศีล อานิสงส์ของศีลตามกินมัธยัสถ์สูตรนั้นมีความไม่เดือดเนื้อร้อนใจเป็นผลเบื้องต้นแล้วเกิดผลตามลำดับ จนถึงนิโรธ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208) ทิฏฐิ 62 คือพวกได้เจโตสมาธิ กับพวกตักกีวิมังสี คือพวกตรึกนึกคิดเอาเอง นั่นคือพรหมชาลสูตร สูตรที่ 1 ชี้บ่งถึงความสำคัญของศีล หลักที่จะปฏิบัติ และชี้บ่งความเป็นศาสนาพุทธ ต่อมา สามัญผลสูตร คือสูตรที่บอกมรรคผลของศาสนาพุทธ มรรคคือจรณะ 15 คือวิชชาจรณะสัมปัณโณ ผลคือวิชชา 8 ไม่ใช่ไปนั่งเจโตสมาธิแบบผิดๆ ตามทิฏฐิ 62 ส่วนสูตร 3 ก็อธิบายแถมไปหน่อยคือ อัมพัฏฐสูตร ชี้บ่งซ้ำไปอีกว่า ศาสนาจะมีอย่างนี้ แล้วจะมีคนที่ท้วงที่ยึดถือ พุทธจริงๆ แท้ก็คือพราหมณ์ แล้วก็เวียนกลับไปเป็นเดรัจฉานวิชชาอันเดิม เนื้อแท้มันเปลี่ยนไป แต่ชื่อศาสนาพราหมณ์ก็ชื่อเดิม พระพุทธเจ้ากล่าวว่าจะมีแต่พวกนุ่งห่มผ้าขาว ผ้ากาสาวะ ก็จะเสียต่อผ้ากาสาวะจะเสียก็ไม่นุ่งผ้าขาวอีก แต่ของเรานี้ไม่ได้แปลงอะไรเลยเราก็จะฟื้นคืนของพระพุทธเจ้ากลับมา แล้วก็จะแปลงไป ตอนนี้ก็นุ่งผ้าขาวกันเต็มอย่างธรรมกายหรือแม้แต่สายนั่งหลับตาทั้งหลาย ไปวัดก็นุ่งผ้าขาว ก็เป็นพราหมณ์ที่ทำเสียหายเหมือนเก่าเป็นพวกมิจฉาทิฏฐิ ไม่ว่าจะพวกนั่งหลับตาสายสว่างหรือสายมืด ตอนนี้คนก็นิยมผ้าขาว สายพระป่าหลับตา หรือพระบ้านที่กำลังสร้างวิทยาศาสตร์มีจานบินโลกีย์ร้อยเต็มเลย ทั้งสองสาย พูดไปแล้วก็อย่าไปรังเกียจผ้าขาวหรือมีอคติในใจก็ไม่ต้อง พพจ.ก็ย้ำในอัมพัฏสูตร ท่านก็ย้ำว่า ความเสื่อมสี่ประการจะเกิดขึ้น ผู้ยังไม่มีวิชชาและจรณะ แต่ไปแสวงหาอาจารย์ในป่า โดยเก็บผลไม้หล่นกินบำรุงชีพ อย่างมักน้อยมากๆ ไม่เก็บผลไม้กิน แต่ถือเสียม ตะกร้า หาขุดเหง้าไม้ หาผลไม้กินระหว่างออกแสวงหาอาจารย์ในป่า สร้างเรือนไฟไว้ใกล้หมู่บ้าน แล้วบำเรอไฟรออาจารย์ สร้างเรือนมีประตูสี่ด้านไว้ที่หนทางใหญ่สี่แพร่ง แล้ว สำนักรอท่านผู้อยู่มีวิชชาและจรณะอยู่ (อัมพัฏฐสูตร เล่ม 9 ข้อ 163)

ที่อาตมาพาพวกเรามากินมังสวิรัติเป็นศีลเคร่ง แล้วทำสังคมสาธารณโภคีก็เป็นแก่นแกน แต่ต่อไปจะมีอนุโลมเป็นสาธารณโภคีไปตามลำดับ เชื่อมโยงกัน แต่ระดับที่เต็มที่คือทำงานฟรี 100 % เราอยู่ในหมู่มิตรสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดีเป็นสมาชิกใน ส่วนสมาชิกที่เชื่อมต่อกันไป นอกขึ้นก็จะมีสมาชิกที่ทำตามระเบียบของเราเป็นขั้นตอนสมาชิกภายในเลยก็จะมีสวัสดิการ ตามระเบียบเป็นต้น ก็เป็นหลักเกณฑ์ของสังคม ก็จะพัฒนาไป และจะขยายอนุโลมปฏิโลมไป เป็นเครือแหที่ซ้อน ทั้งนอกและใน ทั้งเปลือกนอกและจิตภายในขยายไป เช่น สมมุติชัดๆ บางคนที่เป็นคนจิตสูงแล้ว ดีไม่ดีเป็นจิตระดับอนาคามี แต่ต้องออกไปจากชุมชนไปทำงานข้างนอก ดีไม่ดีไปอยู่ข้างนอกจนกระทั่ง เขาไม่ได้มีสวัสดิการร้อยเปอร์เซ็นต์แบบในนี้ แต่เป็นถึงอนาคามี ก็ไม่ได้หมายความว่าเพราะเป็นคนตกต่ำ แต่เขาจะต้องไปทำงานเชื่อมโยงเป็นต้น หรือแม้แต่เดี๋ยวนี้ก็มีคนที่ทำงานเชื่อมกับชาวอโศกเป็นคนนอก แต่เป็นจิตอนาคามีก็มี ไม่ได้มีสวัสดิการร้อยเปอร์เซ็นต์แบบสมาชิกภายใน เหมือนคนข้างวัด อย่างนี้เป็นต้น นี่แถมให้ฟัง

ศีลที่เป็นอริยะ ปฏิบัติศีลไปตามลำดับ จุลศีล เป็นศีลของบุคคลให้เกิดปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ เมื่อปฏิบัติศีลได้ผล ภิกษุสมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้ ย่อมไม่ประสพภัยแต่ไหนๆ เลย เพราะศีลสังวรแล้วเหมือนพระราชาที่ได้มุรธาภิเษก กำจัดอริราชศัตรูได้แล้ว ย่อมไม่ประสพภัยเพราะราชศัตรูนั้นๆ ไม่ใช่ไปฆ่าศัตรู แต่ไม่ประสบภัยจากศัตรูแล้ว (121) พระมหาบพิตรภิกษุก็ฉันนั้น สมบูรณ์ด้วยศีลอย่างนี้แล้วย่อมไม่ประสบภัยแต่ไหนไหน เพราะศีลสังวรนั้น ภิกษุสมบูรณ์ด้วยอริยศีลขันธ์นี้ ย่อมได้เสวยสุขอันปราศจากโทษในภายใน ดูกรมหาบพิตรด้วยประการต่างๆ นี้แหละภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล ความสุขอันนี้เป็นความสุขสงบจากกิเลส ไม่ใช่สงบแบบที่ดับไปเฉยๆที่ไม่มี จิตวิเคราะห์ system analysis แต่เป็น hypnosis เท่านั้น ศีลอาริยะคือศีลที่ทำให้ลดกิเลสได้ เริ่มเป็นโสดาบันก็เป็นอาริยะในโสดาบัน มีศีล 5 เช่น ศีลข้อ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เริ่มลดละจางคลายกิเลสได้ เริ่มมีมรรคผล เริ่มเข้ากระแส 25 เปอร์เซ็นต์ สูงขึ้นไปถึง 50% ก็เป็นสกิทาคามีผล มันไม่ใช่บุคคลแต่เป็นจิตที่ลดกิเลส ส่วนปัญญานั้นอาจจะรู้ไม่ค่อยชัด แต่ให้จิตเป็น ให้จิตลดกิเลสได้เป็นหลัก แต่โสดาบันจะไม่มีญาณปัญญาที่อ่านกิเลสได้ละเอียด แต่จิตจะค่อยค่อยได้ไปจนเกิน 50% พอเกิน 50 เปอร์เซ็นต์ก็ถือว่าเข้าขีดแล้วอวินิปาตธรรม ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา ได้ไปถึงขีด 75 เปอร์เซ็นต์จึงจะนับว่านิยตนะ เที่ยงแท้แน่นอนไม่ถอยหลัง เลย 75% นี้สัมโพธิปรายนะ จนถึงสมบูรณ์ก็เป็นอรหัตผลในศีลแต่ละข้อ เป็นอรหันต์น้อยน้อย เป็นอรหันต์ในเนื้อสัตว์ก็ได้ จิตของคุณหมดเลยเกลี้ยงเลย คุณก็รู้จิตของคุณด้วย ว่าคุณถอนอาสวะของเรื่องเนื้อสัตว์ได้ ก็จะอ่านอาสวะเป็น เข้าสังโยชน์ 10 ก็จะขยายซ้อนไป หนึ่ง คุณรู้จักเลยว่าอันนี้เป็นองค์ประชุมรูปนาม ตัวตนของกิเลสจนชัดเจนพ้นวิจิกิจฉาอันเป็นสังโยชน์ข้อ 2 มีอุบายเครื่องออก มรรคมีองค์ 8 โพธิปักขิยธรรม 37 แม้พระโสดาบันจะไม่รู้รายละเอียดนักก็ตาม ก็จะมีการปฏิสัมพัทธ์ซับซ้อนทางมรรคมีองค์ 8 และโพชฌงค์ 7 คุณอ่านกิเลสเรื่องเนื้อสัตว์ คุณไม่ฆ่าเอง เขาก็ฆ่ามาให้ ก็ต้องเลิกด้วยประการทั้งปวง ไม่เป็นเหตุให้คนฆ่าหรือตนต้องทำให้เขาตาย เพราะคุณไม่ได้ยินดีในเนื้อสัตว์เลย เอามาให้ก็ไม่ยินดี เป็นความไม่ยินดีด้วย อาจจะยังไม่เฉยๆ สำหรับโสดาบัน ไม่ยินดีในเนื้อสัตว์สมบูรณ์แล้ว ถ้ายังยินดีเนื้อสัตว์ก็เป็นบาปไม่ใช่บุญเป็นอันมาก 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 ศีลนี้มีมรรคผล เรียกว่า อาริยะศีล ศีลเป็นอาริยะ ผู้ที่ไม่เข้าใจว่าโสดาบันจะอาริยะถึงสกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ได้อย่างไร ในเหตุปัจจัยใด ก็อ่านธรรมะสองที่เกี่ยวข้องกับจิตเรา แล้วเราก็ติดยึดเป็นของกู หรือเอามาเสพรส อยากทำลายอยากฆ่าแกงบ้าง อาริยกันตศีล นี่เริ่มต้นศีลอันเป็นอาริยะ เริ่มต้นศีลก็เป็นอาริยะ แต่ถ้าปฏิบัติแค่กายกับวาจาจะเป็นอาริยะได้อย่างไร มันต้องปฏิบัติถึงจิต ต้องเข้าใจสังโยชน์ 3 คุณอ่านสักกายะจากองค์ประชุมหรือกายได้ คุณต้องมีญาณปัญญา นามธรรมที่รู้ กายหรือนามกาย ศีลพรตก็ต้องมีสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติแล้วกิเลสก็ลดลงจางคลายก็พ้นสังโยชน์ 3 ต้องมีญาณรู้เห็นของตนเอง แม้ไม่รู้เห็นแต่ก็ต้องลดละ อ่านอาการจางคลายวิราคานุปัสสี อาการมันลดลง ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์มันก็ลดลง แม้ยังไม่รู้ว่าอันนี้เจโตอันนี้ปัญญาก็ได้ จากสังโยชน์จะไปหาอรหัตตผล แม้เรื่องเนื้อสัตว์ก็เป็นกามราคะปฏิฆะ เมื่อมีเนื้อสัตว์มาแล้วคุณไม่ยินดี แม้ไม่ถึงกับจิตกลางๆ ได้ก็ตาม แต่ถ้าถึงจิตที่เป็นกลางก็จะอนุโลมก็ได้ แต่ถ้าเป็นโสดาบันที่อัตตามากก็อาจไม่ยอมกิน อาจทะเลาะกันได้หากถูกบังคับ แล้วก็ยึดมากเกินไปก็เท่านั้นเอง ถ้ายึดมากก็ทะเลาะกันได้อยู่ เมื่อไม่ยินดีแล้วก็อาจจะไปยึดในทางไม่ยินดี เราต้องยินดีก็ไม่ใช่ ไม่ยินดีก็ไม่ใช่ ต้องมีอาการความเป็นกลางในจิต มีในสำนวนเยอะ มีก็ไม่ใช่ ไม่มีก็ไม่ใช่ ถ้าเข้าใจสภาวะแล้วก็จะไม่งง คือจิตมันกลางกลางระหว่างปฏิเสธและการรับ

อินทรีย์สังวรที่เป็นอริยะ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าคือมีศีล เป็นข้อแรก ข้อต่อมาต้องมีการสำรวมอินทรีย์ นี่คือสามัญญาผลที่จะเกิดผลเป็นสามัญของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่การนั่งหลับตาปฏิบัติแบบเจโตสมาธิ อันนี้คือ สัมมาสมาธิ มีบุคคล 4 คือ 1. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ แต่ไม่ได้โลกุตระ 2. บุคคลผู้ได้โลกุตระ แต่ไม่ได้เจโตสมถะ 3. บุคคลผู้ได้เจโตสมถะ และได้ทั้งโลกุตระ 4. บุคคลผู้ไม่ได้เจโตสมถะ และไม่ได้ทั้งโลกุตระ พตปฎ. เล่ม 36 ข้อ 10, ข. 137, ข.525 คนในนี้ก็มีที่มีแต่โลกุตระไม่มีเจโตสมถะก็เยอะ อาตมาก็มีบ้างที่บางทีมีงานเยอะ ก็จะกว่าจะไม่ปรุงก็ต้องใช้เวลาในบางครั้งเพราะบางเรื่องสำคัญที่จะต้องปรุงต่อ พระไตรปิฎก ล.9 อินทรียสังวร [122] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว ไม่ถือนิมิต ไม่ถืออนุพยัญชนะ เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมจักขุนทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่ารักษาจักขุนทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในจักขุนทรีย์ ภิกษุฟังเสียงด้วยโสต ... ดมกลิ่นด้วยฆานะ ... ลิ้มรสด้วยชิวหา ... ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย... รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว ไม่ถือนิมิต(ตัวแก่น) ไม่ถืออนุพยัญชนะ (ตัวองค์รวมที่ประกอบ) เธอย่อมปฏิบัติเพื่อสำรวมมนินทรีย์ ที่เมื่อไม่สำรวมแล้ว จะเป็นเหตุให้อกุศลธรรมอันลามกคืออภิชฌา และ โทมนัสครอบงำนั้น ชื่อว่า รักษามนินทรีย์ ชื่อว่าถึงความสำรวมในมนินทรีย์ ภิกษุประกอบด้วยอินทรีย์สังวรอันเป็นอริยะเช่นนี้ ย่อมได้เสวยสุขอันไม่ระคนด้วยกิเลสในภายใน ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย.

อาตมา ว่าอย่างอาตมาถูกปลุกปล้ำ เสร็จเรื่องแล้วทำไมอาตมาเฉยๆ มันหลั่งก็เฉยๆไม่มีรสชาติอะไร พูดด้วยหลักวิชาไม่ได้โกหกเป็นเรื่องจริง อาตมาก็มารู้ชัดเจนว่า ตอนนั้นอาตมายังไม่ได้ปฏิบัติธรรม ยังเป็นลิงลมอมข้าวพอง อยู่ในโลกีย์ แต่มาถึงขั้นนั้นแล้วเราก็งงสงสัยว่า เรากลายเป็นคนกามตายด้านหรือเปล่า เป็นอย่างนั้นเลย นี่ก็อธิบายให้ละเอียดละออ จริงๆ เรื่องนี้ไม่ต้องไปลอง ทุกคนไม่จำเป็นต้องไปลอง มันหยาบ ลองแล้วมันไม่ดี ถ้ายิ่งเราติดมากแล้วไปใหญ่เลย เป็นสิ่งไม่สมควร มีอินทรีย์ของมนะ แล้วก็มีอารมณ์เรียกว่าธรรมารมย์ ไม่เรียกว่าธัมมินทรีย์ ก็เรียกว่าธรรมารมณ์ เป็นอารมณ์ที่ทรงอยู่เกิดจากชีวะของจิตยังมีพลังงานของสัตว์ อาการนั้นๆ เป็นสัตว์โอปปาติกะ คือสัตว์ภายใน อาการภายในเป็นมนะ คือส่วนในที่ไม่สำรวมแล้วเกิดอกุศลกรรมลามก ครอบงำ ชี้ลงไปว่าผู้ที่ทำอย่างนั้นได้ชื่อว่า รักษามนินทรีย์ สังวรอินทรีย์อันเป็นอาริยะ ผู้ไม่ติดในนิมิตในอนุพยัญชนะแล้ว ไม่ติดในสิ่งที่เป็นอาการของรูปแล้ว ตั้งแต่กาม ที่ถูกกำหนดรู้ จนกระทบภายนอกอย่างไรก็ไม่เกิด แต่มีระริกระรี้อยู่ภายในเป็นรูปราคะ อรูปราคะ พอหมดรูปราคะก็เหลือแต่อรูปราคะ ก็มีแต่ชีวิตินทรีย์ที่ทรงในตัวเราเรียกว่าธัมมารมณ์ เป็นชีวิตของโอปปาติกะตัวปลายตัวภายในสุด มโนเป็นตัวในสุด วิญญาณก็ประกอบกับภายนอก เป็นอาการของจิต แล้วก็ผ่านไป เมื่อปฏิบัติก็มารวมที่จิตปรุงแต่งในจิตก็ทำกายสังขาร เกิดวิญญาณ พอเริ่มเข้ามาข้างในก็จิต สังขารในจิต โดยโยงจากภายนอก รวมทั้งหมดก็คือจิต ปฏิบัติหยาบให้หมด จนเหลือแต่จิตภายในคือมโน เหลือแต่ธรรมะ จะเรียกว่าอารมณ์นิพพานหรืออุเบกขารมณ์ เป็นอารมณ์นิพพาน ไม่มีชีวิตินทรีย์ของสัตว์โอปปาติกะตัวนั้น เช่นตัวติดเนื้อสัตว์ หรือตัวติดมะละกอ หรือส้มตำที่เคยติด ชีวิตนี้หากไม่ได้กินตำส้มก็แห้งเหี่ยว

สติสัมปชัญญะที่เป็นอริยะ สติสัมปชัญญะ [123] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการก้าว ในการถอย ในการแลในการเหลียว ในการคู้เข้า ในการเหยียดออก ในการทรงสังฆาฏิ บาตรและจีวร ในการฉัน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ในการถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ย่อมทำความรู้สึกตัวในการเดิน การยืนการนั่ง การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ.

คนที่ไม่ได้ศึกษาก็ไม่ได้มีสติอะไรเวลาสัมผัส หรือแม้เรียนมาแล้วมีสัมมาทิฏฐิแล้ว แต่ไม่ได้สังวรสำรวมอินทรีย์ สติสัมปชัญญะก็ไม่ได้ร่วม สติก็ไม่มี ก็เป็นสติปุถุชน 100% ถ้าผู้มีสติ รู้กระทบสัมผัสแล้วสำรวม คนที่มิจฉาทิฏฐิ ปฏิบัติสะกดจิต พอสัมผัสแล้วรู้สึกอาการกิเลสเลาๆจางๆ ก็ทำการดับการหยุด ไม่มี analyse ไม่มีธัมวิจัยสัมโพชฌงค์ เขาก็ถือว่าสังวรดับได้ ถ้าสำรวมได้ก็เป็นกัลยาณชนไม่เกิดกิเลสนี้ สะกดไว้ แ ม้คุณลืมตา พอสัมผัสกิเลสก็บอกตนว่า ลืมไป แม้ลืมตาสัมผัสก็เรียกว่าสมถะลืมตา อย่างสายติชนัทฮันห์ สายอ.แป้น สายหลวงพ่อเทียน สัมผัสแล้วก็เฉยปล่อยวางๆ ก็สะกดจิตทั้งนั้น ไม่ได้มีญาณถึงนิพพิทาญาณ มุญจิตตุกัมมยตาญาณ เป็นปัญญาพละที่ทำให้เกิดคุณสมบัติขอ งจิตคุณสมบัติของญาณ ที่เป็นโสฬสญาณ

ต่อพระไตรฯ

สันโดษที่เป็นอริยะ สันโดษ [124] ดูกรมหาบพิตร อย่างไร ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ? ดูกรมหาบพิตร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิสาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร นกมีปีกจะบินไปทางทิสาภาคใดๆ ก็มีแต่ปีกของตัวเป็นภาระบินไปฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแล เป็นผู้สันโดษด้วยจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย ด้วยบิณฑบาตเป็นเครื่องบริหารท้อง เธอจะไปทางทิสาภาคใดๆ ก็ถือไปได้เอง ดูกรมหาบพิตร ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล ภิกษุชื่อว่าเป็นผู้สันโดษ.

อาตมา ว่า… อย่าง พวกฑิฆัมพรมีความมักน้อยสันโดษมาก ไม่ใส่เสื้อผ้า การตัดผมก็ไม่ตัด ใช้วิธีถอนเอา เขามักน้อยจริงๆ แต่เป็นมิจฉาสันโดษ ไม่ใช่อารยะสันโดษ สันโดษคือความพอเหมาะพอดี คุณถือศีล 5 คุณยังมีลูก มีบ้านมีช่อง มีทรัพย์สินเงินทอง คุณก็เอาให้พอ องค์ธรรมของความเป็นสันโดษ คุณตั้งศีลขึ้นมา เช่น เอาเรื่องเงินทอง เรื่องกิน ของใช้ก็ได้ สมมุติว่าคุณใช้เงินมากเดือนนึง ก็มักน้อยลงมา อัปปิจฉะ จากห้าพันเหลือสามพัน ตั้งใจปฏิบัติ เจริญ ก็เพราะจิตของคุณล้างกิเลสได้ เกิดใจพอ เกิดสันโดษ จิตก็เกิดปวิเวก สงบเพราะกิเลสลด สวรรค์ก็หายไป อสังสัคค จิตไม่ต้องเกี่ยวข้องอีก แต่ยังคงขยันหมั่นเพียร วิริยารัมภ

[125] ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษอันเป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง(อยู่ไม่ไกลจากบ้าน เป็นของในเมือง) ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า เธอละความเพ่งเล็งในโลก(คือกาม) มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้ ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาท มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือ พยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ ละอุทธัจจะกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากวิจิกิจฉาได้.

อาตมา ว่า… ในปริเฉทนี้กล่าวกว้างแต่พูดถึงคนอยู่ป่าด้วยกัน ท่านถึงบอกว่าอยู่ป่าก็ดี อยู่ในเรือนว่างก็ดี คือธรรมดาอยู่ในเมืองหรือที่ไหนก็ปฏิบัตเช่นนี้ ลืมตาแบบนี้ ไม่ใช่ไปนั่งอยู่ในภพ การอยู่ในภพมันผิดหมดเลย แต่นี่ท่านอนุโลมให้พวกนั่งหลับตา เหมือนพวกแม่ครัวปรุงอาหารให้เขากิน แต่ตนไม่ติดยึด เป็นแม่ครัวมือเที่ยง ปรุงแล้วได้รสนี้เลย คนติดฝีมือ แต่แม่ครัวทำให้เขากินแล้วแต่ตนเองก็กินน้ำพริกเฉย ที่ทำให้เขากินคืออนุโลม เหมือนแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูกเป็นต้น บริบทที่พพจ.สอนตอนแรกสอนกับคนในป่าจึงพูดอนุโลม แม้คนในเมืองที่ติดป่าก็ต้องพูดอย่างนี้ แสดงถึงบริบทในป่านี้มีเยอะ ส่วนที่แจ้งลอมฟางท่านก็กล่าวให้รู้ว่าทำที่ใดก็ได้ ในเรือนว่างก็ได้ ถ้าจะนั่งเช่นนี้ หรือไม่นั่งก็ปฏิบัติแบบตาเปิด ทำกรรมปกติถึงถูกต้องครบตามที่พพจ.สอน เรียนแต่ในสัญญาล้างจากความจำ คนหลับตาเข้าไปในจิตแล้ว มันมีกามสดๆ หรือตากระทบรูป หูกระทบเสียงจริงหรือไม่ ก็ไม่มีจริง คุณกำหนดรู้ตั้งแต่ข้างนอก ยิ่งได้ผลข้างนอกแล้วก็เหลือแต่ภายใน เป็นรูป จนหมดรูปอีกก็เหลืออรูปอีก ความสันโดษหรือใจพอนั้นต้องสู่ความน้อยลงให้มาก ใช้น้อยลงจนตนเองไม่เอาอะไรเลย สูญเลย วันคืนล่วงไปๆ สิ่งที่ดีกว่านี้ยังมีอยู่ เราไม่ป่วย กำลังก็มากอยู่ งานก็มีให้ทำ เรี่ยวแรงก็ยังดีอยู่ คุณกำลังทำอะไรอยู่ กำลังลอยชาย ไปอยู่อย่างนั้นทำไม งานที่สมควรจะทำ ที่นี่ งานตกคนนะ ไม่ใช่คนตกงานนะแดนนี้ ไม่ใช่แดนเสื่อมต่ำเดือดร้อนวุ่นวาย แดนไหนที่คนตกงานสังคมนั้นเป็นสังคมเสื่อม แย่ แต่แดนไหนงานตกคน แดนนั้นเป็นแดนอาริยะ เจริญ ใช่ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นพวกเราวิ่งหัวปักหัวปำ หาคนเก็บผักยังยากเลย เพราะคนกินมากขึ้น ถึงบอกว่าปีนี้ปี 59 อย่าให้อาตมาอกหักอกพังนะ เตรียมที่ให้อยู่แล้ว

อุปมานิวรณ์ [126] ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงกู้หนี้ไปประกอบการงาน การงานของเขาจะพึงสำเร็จผล เขาจะพึงใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้น และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเขาจะพึงมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา เขาพึงมีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเรากู้หนี้ไปประกอบการงาน บัดนี้ การงานของเราสำเร็จผลแล้ว เราได้ใช้หนี้ที่เป็นต้นทุนเดิมให้หมดสิ้นแล้ว และทรัพย์ที่เป็นกำไรของเรายังมีเหลืออยู่สำหรับเลี้ยงภริยา ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีหนี้นั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนัก บริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย สมัยต่อมา เขาพึงหายจากอาพาธนั้น บริโภคอาหารได้ และมีกำลังกาย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราเป็นผู้มีอาพาธถึงความลำบาก เจ็บหนักบริโภคอาหารไม่ได้ และไม่มีกำลังกาย บัดนี้ เราหายจากอาพาธนั้นแล้ว บริโภคอาหารได้และมีกำลังกายเป็นปกติ ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส มีความไม่มีโรคนั้นเป็นเหตุ ฉันใด. ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษจะพึงถูกจำอยู่ในเรือนจำ สมัยต่อมา เขาพึงพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัย ไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย เขาจะพึงคิดเห็นอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราถูกจองจำอยู่ในเรือนจำ บัดนี้ เราพ้นจากเรือนจำนั้นโดยสวัสดีไม่มีภัยแล้ว และเราไม่ต้องเสียทรัพย์อะไรๆ เลย ดังนี้ เขาจะพึงได้ความปราโมทย์ ถึงความโสมนัส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน