ศิลปะโลกุตระเป็นมงคลอันอุดมของศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ศิลปะโลกุตระเป็นมงคลอันอุดมของศาสนาพุทธ เนื่องจาก“โลกุตรธรรม”นี้ คนผู้ใดจะเริ่มได้เริ่มมีขึ้นมา ตนก็ต้องเริ่มได้ยินได้ฟังมาจาก“ผู้อื่น”ทั้งนั้น จะ“คิดขึ้นมารู้เอง” หรือสร้าง“ความรู้โลกุตระ”นี้เองไม่ได้เลยเป็นอันขาด พ่อครูว่า…มีศิลปินแห่งชาติคนหนึ่งมาดูงานแสดงศิลปะของคุณแสงศิลป์ แล้วเขาก็พูดขึ้น เมื่อเห็นป้ายที่บอกว่า ศิลปะที่เป็นโลกุตระ เขาก็บอกว่าศิลปะมีโลกุตระด้วยหรือ นี่มันสำคัญว่าแยกไม่ได้ ยังไม่รู้ได้ว่าโลกุตระคืออะไร ขนาดศิลปินแห่งชาติก็ยังไม่รู้ได้ เขามีชื่อเสียงด้วยนะ ขอไม่ออกชื่อในวันนี้แต่เคยพูดถึง อย่างนี้เป็นต้น ไม่ได้ดูถูกหรอกแต่เป็นตัวอย่างอธิบายให้ฟัง อาจไม่ใช่ท่านผู้นี้คนเดียว แม้เป็นศิลปินแห่งชาติก็ยังไม่รู้โลกุตระ ก็ยังมีอีกเยอะนะที่ไม่รู้ว่าศิลปะที่เป็นโลกุตระ เป็นศัพท์ของพระพุทธเจ้าที่ใช้ภาษาบาลีปนไทย แปลว่า เป็นมงคลอันอุดม ภาษาบาลีคือ เอตัมมังคะละมุตตะมัง มงคล คือ นำพาไปสู่ที่สูงสุดถึงขั้นอุดมถึงขั้นอุดรหรือถึงขั้นโลกุตระ เป็นมงคลอันอุดม ภาษาบาลี สิปปัง หรือศิลปะ เป็นมงคลอันอุดม ศิลปะนำพาไปสู่อุตระ ไปสู่โลกุตระ สิ่งที่ไม่ใช่ศิลปะไม่นำพาไปสู่โลกุตระ นิยามของพระพุทธเจ้า ถ้าเป็นศิลปะต้องนำพาไปสู่โลกุตระ ถ้ายังไม่นำพาไปสู่โลกุตระ พระพุทธเจ้าตัดเกรดเลยว่า ยังไม่เรียกว่าศิลปะ นี่ของพระพุทธเจ้าสุดยอด ศิลปะต้องมีความรู้ความเข้าใจ ต้องมีสัมมาทิฏฐิเพียงพอ จึงจะนำพาทำงานศิลปะได้ ถ้าไม่นำพาไปสู่โลกุตระ พระพุทธเจ้าไม่รับว่าเป็นศิลปะ ยังเป็น ศิลเปรอะอยู่ วนเวียนมอมเมากันไป พูดไปแล้วจะไปทะเลาะกับศิลปินทั้งหลาย เทวนิยมทั้งหลายไม่มีศิลปะหรอก แต่เขาเรียกกันเองว่าเป็นศิลปะ คือมันไม่พาไม่นำไปสู่มงคลอันอุดม ไม่พาไปสู่โลกุตระ ของเทวนิยมของชาวโลก แม้จะมีราคาแพงยกย
อ่านต่อ
่องกันขนาดไหนก็ตาม อาตมายังไม่อยากจะหาศัตรูเท่าไหร่เพราะว่าศิลปินมีอัตตาสูง ไปแตะเข้าก็จะสร้างศัตรู เราก็ไม่อยากไปมีศัตรู เพราะว่าศัตรูมีคนเดียวก็มากแล้ว แต่อยากได้มิตรล้านคน หลายสิบหลายคนหลายร้อยล้านคนก็ยังไม่พอ
(๑๖) โลกุตรธรรมมีสัมมาทิฏฐิมาก่อน และ“ผู้อื่น”ที่ว่านี้ ก็จะต้องเป็นคนผู้มี“โลกุตรธรรม” ในตน ที่“สัมมาทิฏฐิ”จริงๆมาก่อนแล้ว ซึ่งนับตั้งแต่“พระพุทธเจ้า”ทุกพระองค์ทรงเป็น“เจ้าของโลกุตรธรรม(ธรรมสามี)”คนแรกในโลก แล้วทรงนำมาเปิดเผยแก่มนุษย์ในโลก คนในโลกจึงจะ“รู้” และ“มี”โลกุตรธรรมขึ้นมาในโลกได้ ไม่เช่นนั้น“โลกุตรธรรม”ก็จะมีขึ้น เกิดขึ้นในโลก ไม่ได้เด็ดขาด ก็จะมีแต่“โลกียธรรม”อยู่ในโลก พ่อครูว่า…ประ เป็น common noun อัญญะเป็น proper noun ต้องเรียกว่าคนแรกในโลก เพราะคนที่ตรัสรู้หลวงโลกุตรธรรมแล้วนำมาเปิดเผยในโลก เมื่อโลกไม่มีโลกุตรธรรม มีผู้นำมาประกาศในโลกผู้นั้นก็เป็นคนแรก พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าท่านเองเป็นไก่ตัวพี่ที่เจาะกระเปาะไข่ออกมาได้ก่อนใครๆ คนโลกียะอยู่ในกระเปาะไข่ วนเวียนอยู่ในโลกโลกียะเดิม ออกไม่ได้ ไม่มีทางออก ผู้ที่จะมีทางออกก็คือผู้ที่ได้เชื้อ ได้เชื้อแล้วจนกระทั่งไปอยู่ในไข่ก็เจาะไข่ออกมาเองได้ ถ้าไม่มีเชื้อจะออกมาเองไม่ได้ จะอยู่ในไข่นั้นตลอดกาลนานนิรันดร เพราะฉะนั้นจึงยากมากเลยสำหรับชาวโลกีย์ที่จะได้รู้ ก็จะต้องแสวงหาหรือได้ฟังได้ยิน ว่า อันนี้แปลก ความแปลกนี้เป็นสิ่งสำคัญ คนไหนมีปฏิภาณปัญญา คนนั้นเริ่มเห็น แล้วตามใส่ใจศึกษาว่าแปลกนี้คืออะไร เพราะฉะนั้นศิลปินจะมีความแปลกเป็นสินค้า ถ้าใครสร้างอัตลักษณ์ตัวเองเป็นความแปลกก็เรียกว่าศิลปิน เขาเอาความหมายแค่นี้ต้องมีอัตลักษณ์ของตนเอง ตนเองต้องเป็นคนคิดต้นแบบ ศิลปินจึงคือ อัตตาแท้ๆ ตัวกูต้องมีเอกลักษณ์ของตนเอง เป็นผู้ต้นคิดของตนเองเป็นต้นแบบเป็นต้น T (เทคนิค) เป็นต้นอย่าง ซึ่งจะไม่เหมือนใครมีแบบนี้ก่อนเลย คนไหนมีแบบนี้ก่อนก็เป็นต้นแบบ คนนั้นชื่อว่าศิลปิน เช่น พวก อิมเพรสชั่นนิสม์ รุ่นแรกคือคุณแวนก๊อก มีเวลาแปลกใหม่ มีอะไรเส้นอะไรต่ออะไรของเขา เขาก็นับถือบูชาเป็นต้นแบบ ออกนอกกรอบ นอกนั้นมีแต่ลักษณะของธรรมชาติ นี่แยกออกไปจากธรรมชาติ ไม่เป็นธรรมชาติ แบบเดิมมีแต่เรียลลิสติกไม่มีแบบใหม่ที่เป็นอิมเพรสชันนิสม์ที่เป็นสิ่งที่ออกจากพวกไปได้ เขาก็ถือว่าอันนี้เป็นต้นแบบ ถ้าไม่มีพระพุทธเจ้ามาประกาศ ไม่มีโลกุตระในโลก ศาสนาเทวนิยมไม่มีโลกุตรธรรม จนกว่าศาสดานั้นจะศึกษาจนมีมวลโลกุตรธรรมเพียงพอ มั่นใจเชื่อว่าอันนี้เข้าที ถึงจะกล้าออกมาพูดส่งเสริมหรือแนะนำให้ผู้อื่นได้ ถ้าไม่เช่นนั้นจะไม่กล้าแล้วไม่อยากออก เพราะว่าถ้าเป็นศาสดาของโลกีย์ มันก็จะถือตัว อันนี้ไม่ใช่ของตัวเอง ยังไม่เชี่ยวชาญก็ไม่กล้าเอาออกไป แล้วมันไม่ยินดีในโลกุตระ ถ้าจะพูดก็พูดข่มเลย จนกว่าจะเกิดความยินดีรู้สึกว่าเข้าท่า ตัวนี้เป็นตัวแรกเลยในมูลสูตร ถ้าไม่มีฉันทะ ไม่มีความยินดีในสิ่งนี้ ในลักษณะนี้ ก็จะไม่เกิด การสืบต่อของโลกุตระ เขาก็จะจมอยู่ในโลกีย์อยู่อย่างนั้น แม้ว่าเขาจะรู้ว่ามีโลกุตระก็ตาม คำว่าฉันทะในมูลสูตรจึงเป็นสิ่งยิ่งใหญ่มาก ฉันทะเป็นมูลกา เป็นต้นทางให้มาศึกษาและทำใจในใจเกิดมนสิการได้ จะเจริญขึ้นไปต้องมีผัสสะเป็นสมุทัย มีเวทนาเป็นที่ประชุมลง ในมูลสูตร 10 ศึกษาให้ดีๆ 640616_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 4