สาธารณโภคีที่สัมบูรณ์เป็นเช่นนี้.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข16 มิถุนายน 2564

เนื้อหาในไฟล์

สาธารณโภคีที่สัมบูรณ์เป็นเช่นนี้ สมณะฟ้าไท…วันนี้วันพุธที่ 16 มิถุนายน 2564 ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 8 ปีฉลู ที่บวรราชธานีอโศก ตอนนี้สถานการณ์น้ำท่วมในประเทศไทยยังไม่เกิด แต่ในประเทศลาวเกิด เราต้องเตรียมตัวไว้เสมอไม่ประมาท ทุกวันนี้พ่อครูอายุมากขึ้น สิ่งที่เราจะทำได้คือการปฏิบัติบูชา ลดละกิเลสของเรา ถ้าทำได้เป็นกระบวนการกลุ่มก็ยิ่งมีน้ำหนักมีคุณค่า หรือทำได้เป็นชุมชน พ่อครู เคยบอกว่าอยากเห็นชุมชนที่สมบูรณ์ที่สุด คือคนมาทำงานฟรี เสียสละ ลดตัวตนได้เต็มที่ อยู่กันอย่างมีปัญหาน้อยที่สุด จะเป็นตัวอย่างให้แก่สังคมต่อไป พ่อครูว่า…ก่อนจะพูดเรื่องธรรมะก็พูดถึงเรื่องแวดล้อมบนโต๊ะเรา สารพัดผลไม้มี หมากแงว หมากต้อง บักอึ บักโต้น บักแงว คนเขาบอกว่าเป็นลิ้นจี่อีสาน ที่จริงไม่เหมือนกันหรอกเนื้อใน เท่าที่อาตมาจำได้ ถ้าหากก้นมันแหลมมันจะหวาน มาจากสวน No Name ที่ท่านฟ้าไทพูดค้างไว้สาธารณโภคีที่สมบูรณ์ สมบูรณ์ หรือสัมบูรณ์ เป็นความสุดแล้ว เต็ม Absolute คือสมบูรณ์ที่สุด แต่ถ้าสูงสุดอาตมาใช้คำว่า Ultimate สาธารณโภคีที่สมบูรณ์ที่สุดจะมีองค์ประกอบ เรื่องของความเป็นอยู่ของมนุษย์ โดยเฉพาะจิตวิญญาณของมนุษย์ในกลุ่มนั้น จิตวิญญาณของมนุษย์ในสังคมสาธารณโภคีนั้น ต้องมีธรรมะโลกุตระ ต้องเลย Have to เลย ต้องมี ธรรมะที่เป็นโลกุตระ ถ้ายังไม่มีธรรมะที่เป็นโลกุตระก็จะเป็นสาธารณโภคีไม่ได้ โลกุตระก็ต้องโลกุตระ มีคุณภาพถึงขั้นระดับอรหันต์รวมอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีคนเป็นอรหันต์รวมอยู่ในนั้นจะไม่สมบูรณ์ ไม่มีอรหันต์พอสมควรด้วย มีอรหันต์คนเดียว ยาก เป็นไม่ได้ ต้องมีอรหันต์พอสมควรถึงจะเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นในยุคนี้ก็ยังสามารถเป็นสังคมชุมชนสาธารณโภคีได้ ยังไม่ถึงขนาดว่ากอบกู้ขึ้นมาไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้ากอบกู้ขึ้นมาได

อ่านต่อ

้พอสมควร อาตมาทำงานนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จ ได้ขนาดนี้อาตมาก็ชื่นใจแล้ว โอ้โห..มันยากจริงๆ ไม่ใช่หืดขึ้นคอ ไม่ใช่มะเร็งขึ้นคอ แต่ covid ขึ้นคอ ต้องทันสมัย แต่ละประเทศแข่งกันทำวัคซีนใหญ่เลย สาธารณโภคีที่สมบูรณ์ แก่นแท้จริงจะต้องมีคุณสมบัติด้วยวรรณะ 9 เมื่อมีคนที่มีคุณสมบัติวรรณะ 9 ก็จะมารวมกันอยู่เป็นสาธาณียธรรม 6 จะมาอยู่ด้วยจิตที่มีเมตตากันจริง ไม่ใช่เมตตาที่ทำกันเป็นครั้งคราวซึ่งก็ดีก็ต้องฝึก ซึ่งไม่ใช่ของง่ายๆ ไม่ใช่ของธรรมดาในความเมตตา มันเป็นเนื้อเป็นแก่นแท้ของอนุสัยอาสวะของจิตคน เมตตา เป็นแก่นแท้เนื้อจิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นทางดีทางประเสริฐ เป็นอาสวะหรือเป็นอนุสัยที่ประเสริฐ แต่คนยังเข้าใจยากที่อาตมาจะบอกว่าเป็นอาสวะหรืออนุสัย ก็แค่อาสวะหรืออนุสัยที่เลวอย่างเรียนรู้ไม่ได้ปราบไปออกจากจิตเลย แล้วจะให้ไปรู้ว่าจิตวิญญาณที่เป็นลักษณะอาสวะหรือเป็นลักษณะอนุสัย ซึ่งใช้พยัญชนะ สว หรือ สย ยืนยันว่านี่เป็นตัวตน ก็ต้องอธิบายกันไป เรื่องนี้รายละเอียดลึกซึ้ง คิดว่าอาตมาต้องอธิบายรายละเอียดพวกนี้ให้พวกเราได้เข้าใจหรือเป็นหลักฐานบันทึกไว้ในหนังสือเขียนไว้ สก สว สย ต่างกันอย่างไร โดยใช้พยัญชนะที่อาตมาไล่ให้ฟัง พยายามอธิบาย เป็นพยัญชนะวรรค หรือลำดับของพยัญชนะ พยายามอธิบายเนื้อหาว่ามันมีนนสภาวธรรมของมันอย่างไร พยัญชนะแต่ละตัวๆ ผู้ที่สร้างผู้ที่บัญญัติ ตั้งแต่บาลีเป็นต้นบัญญัตินั้นไม่รู้ว่าเป็นใครหรอก มันเป็นพยัญชนะที่ใช้แทนสภาวะ มีความเป็นจริงของแต่ละสภาวะ แล้วคนก็ไกลห่างมา หลักฐานที่เก็บไว้ก็ไม่มีก็ยาก ก็ได้แต่ผู้ที่มีวิญญาณธาตุรู้อย่างอาตมานี้ ได้ผ่านได้รู้แล้วเก็บรายละเอียดจำมา นี่ไม่ได้บันทึกไว้ในหลักฐานตัวหนังสือ ก็มีอรรถกถาจารย์บางคน อาตมายังไม่เก่งในการอ่านอรรถกถาจารย์ มีอรรถกถาจารย์บางท่านที่เขียนไว้อาจจะมีบันทึกไว้อาจจะมี แต่อาตมาไม่เป็นนักอ่านก็เลยไม่รู้ แต่ของคนไทยอรรถกถาจารย์ที่เรียนกันมากคือคัมภีร์วิสุทธิมรรค ของพระพุทธโฆษาจารย์ นอกนั้นก็มีบ้าง ก็ไม่ได้เอามาใช้กันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เป็นสำคัญเท่าของพุทธโฆษาจารย์ ซึ่งพุทธโฆษาจารย์ อาตมาก็บอกตามกลุ่มของอาตมาว่าท่านยังไม่ได้เป็นผู้ที่มีสัมมาทิฐิทีเดียว ยังเป็นเทวนิยมอยู่เยอะ แต่ก็เก็บอะไรเอามาไว้เป็นเครื่องใช้ได้ดี เช่น แม้แต่นิยาม 5 เขาเอามาจากวิสุทธิมรรค ในพระไตรปิฎก 45 เล่ม ไม่มี เพราะพระไตรปิฎกฉบับนี้เป็นของพระมหากัสสปะ ซึ่งยังไม่ได้กว้างในปฏิภาณปัญญ ยังแคบ เพราะไม่เห็นความสำคัญของธรรมนิยาม 5 แม้แต่พระอรหันต์รุ่นที่ทำการสังคายนา ก็ยังไม่เห็นความสำคัญเก็บความสำคัญอันนี้ไม่มี ไม่มีในฉบับสยามรัฐ สำหรับนิยาม 5 คำนี้ จึงตกหล่น แต่อาตมาเป็นผู้มีความรู้อันนั้นจึงมารู้ได้ ทั้งๆที่ผู้ที่ยึดถือพยัญชนะ ยึดถือพระไตรปิฎกฉบับนี้ อย่างพวกคณะสำนักพระพุทธวจนะ อย่างนี้เป็นต้น เอาแต่สำคัญอันนี้ยึดอันนี้เลย แต่นิยาม 5 ไม่มี สำนักพุทธวจนไม่มีทางนิพพาน ไม่มีทางรู้ ถ้าไม่มีทางรู้ชัดเจนว่า ธรรมะนิยาม 5 นี้ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรรมนิยาม ธรรมนิยาม ไม่รู้ มีสภาวะอย่างไร ไม่สามารถแยกกาย แยกจิตได้ ไม่มีธาตุรู้ที่เป็นเวทนาในพีชะ อุตุนิยาม จิต ต่างกันอย่างไร ไม่ได้เอาไปเรียน แล้วมันจะรู้ได้อย่างไร ก็ใช้เวลาเปล่าไปตลอดชีวิต ก็ศึกษาปรุงแต่งในพยัญชนะ ในความหมายอะไรไป ไม่เข้าหาสภาวะที่เป็นต้นตอนิยาม 5 เพราะฉะนั้นคำว่าธรรมนิยาม 5 หรือการแยกกายแยกจิต ผู้ที่มาบวชแล้วมีพระวินัยให้พระอุปัชฌาย์อธิบายเรื่องมูลกรรมฐาน 5 นี้ก่อนอื่นเลย อธิบายจากผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ที่เป็นอวัยวะส่วนนอกของร่างกาย แล้วเอามาเป็นตัวอย่าง เป็นตัวสำคัญ เอามาใช้เป็นเครื่องหมายที่จะอธิบายแยกแยะกายแยกจิต อย่างที่ลองอธิบายอีกทีนึง หลายคนอาจจะยังไม่คมไม่แม่นยังไม่ชัด ใครยังไม่ชัดในการแยกกายแยกจิตบ้างยกมือ ยังมีอีกหลายคน อย่างนั้นอธิบายอีกที

กายกับจิต สองตัวนี้ ถ้าแยกกายแยกจิต ไม่รู้จักสภาวะหรือความหมายของความรู้สึกเวทนา ความรู้สึกในความเป็นกาย ความรู้สึกในความเป็นจิต แยกกายกับจิต ความรู้สึกเวทนาในความเป็นกายเวทนาในความเป็นจริง ถ้ากายไม่มีเวทนา กายนั้นไม่เป็นกายแล้ว ฟังดีๆนะ กายนั้นไม่เป็นกายแล้ว กายไม่เป็นกาย ไม่เป็นกายคือ กายต้องเป็นจิต ไอ้ตัวนี้แหละคำว่ากาย เป็น 2 สภาวะใน 1 ใน 1 นั้นเป็น 2 แยกออกเมื่อไหร่มันไม่เป็นกาย มันก็เป็นแต่จิต แต่จิตเรียกเป็นกาย ถ้าไม่มีเวทนาแล้วมันไม่เป็นกาย เมื่อไม่เป็นกายก็ไม่เป็นจิต ไม่เป็นวิญญาณ มันจึงจะเป็นนิพพานหรือเป็นอุเบกขาเวทนา เวทนาเฉยๆกลางๆ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ อย่างเก่งก็มี 1 ไม่มี 2 หรืออย่างไม่เก่งก็เป็น 0 ได้เลย อย่างนี้เป็นต้น เมื่อแยกไม่ได้ก็เลยดับมันทั้งคู่เลยทั้งสุขและทุกข์ เป็นธาตุที่ไม่เป็นชีวะ เริ่มตั้งแต่พืชก็ยังเป็นไม่ได้ที่ไม่มีเวทนา พืชมันไม่มีเวทนา เราจึงต้องอาศัยฐานพืชเป็นชีวะ แม้แต่จิตนิยามของเรา เราก็ทำให้จิตมันเป็นพืช อาศัย หรือ อาสยะ อาศัยฐานพืชนี้ยังอยู่ นี่มันไม่ง่ายอย่างนี้มันยาก อธิบายไว้แค่นี้พอสังเขปก่อน ขอยืนยันเลยนะหากใครแยกแยะเช่นนี้ไม่ได้ไม่มีสิทธิ์เป็นอรหันต์ ขอยืนยันเลยนะพวกหลับตาไม่มีภายนอกเลยไม่มีกายเลยปิดประตูนิพพาน สายนั่งหลับตาประตูนิพพานทั้งหมด ใครไปเข้าใจว่าพวกหลับตาและบรรลุธรรมนิพพานได้ พวกนี้เป็นพวก เดียรถีย์ โมฆะ หลอกกันทั้งนั้น อาตมาได้แต่ปรามตำหนิ มาฟังอาตมาพูดเสียบ้าง ปรโตโฆษะ เสียเวลาไปเป็นชาติ มันยิ่งจะเสื่อมลงไปอีกนะแล้วศาสนาพุทธก็จะหมดไปนะ ถ้าเกิดในช่วงระยะ 2,000 ปีนี้ ถ้าไม่ฟังอาตมา อาตมาไม่มาเกิดอีกก็จะเบาบาง เนื้อหาก็จะน้อยกว่านี้ แล้วคุณจะได้อะไร ขนาดอาตมาจ้ำจี้จ้ำไชปากเปียกปากแฉะ ขนาดนี้ยังไม่เอา แล้วคนไม่จำจี้จ้ำไชไม่มาพยายามอุตสาหะยัดเยียดอยู่อย่างนี้ แล้วคุณจะเอาหรือ แล้วจะไปได้อะไร 640616_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 4

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน