โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน.docx
เนื้อหาในไฟล์
โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน ความรู้“โลกุตระ”ของพระพุทธเจ้าซึ่งชื่อว่า ศาสนาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” จนกระทั่งสามารถทำให้เป็น“อเทฺว”ได้สำเร็จ นี่คือของพุทธ โลกุตระจึงเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน โลกุตตรจิตหรือโลกุตตระภูมิรู้เองไม่ได้ ต้องได้รับจากผู้ที่ศึกษาฝึกฝนมาแล้ว เอาง่ายๆเป็นพระพุทธเจ้า สูงสุด หรือไม่ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสัตบุรุษ เป็นผู้ที่สามารถเรารู้รองลงมาได้ ตั้งแต่มีความจริง สามารถรู้ 2 แล้วทำเป็น 1 เป็น 0 ได้ ผู้นั่นแหละ ผู้ที่สามารถรวมตัวเป็น 2 ให้เป็น 1 เป็น 0 ได้ (๑๔) โลกุตระเริ่มจากการรู้จากผู้อื่นก่อน คนผู้จะมี“โลกุตรธรรม”ที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว”กันอย่างบริบูรณ์สัมบูรณ์ได้นั้น ต้องเริ่มจากได้รู้ ได้ยิน ได้ฟัง ได้อ่าน ได้สัมผัส“ความรู้โลกุตระ”นี้จาก“ผู้อื่น”ที่รู้“โลกุตรธรรม”มาแล้วก่อน จึงจะเป็นการ“ต่อเชื้อของความรู้โลกุตระ”กันได้ และ“ผู้อื่น”ที่รู้“โลกุตรธรรม”มาแล้วก่อนนั้น ก็คือ ผู้ได้รับรู้มาจาก“ผู้อื่น” ที่“รู้”จาก“ผู้อื่น”มาก่อนเราอีกหนะแหละ ดังนั้น “ผู้อื่น”ก็คือ ไม่ใช่“ตัวเอง” เพราะปุถุชนคนโลกีย์จะไม่สามารถรู้จัก“โลกุตรธรรม”ได้ด้วย“ตัวเอง”เป็นอันขาด พ่อครูว่า…จะได้ยินได้ฟังได้ข่าวว่าไม่มีสภาพนี้มีความจริงใจให้ต้องรู้ด้วยเหรอ มันมีอันนี้ มันเป็นอันอื่นอันใหม่ แต่ก่อนโลกียะมันมีอยู่แต่ในกรอบนี้ไม่มีอย่างอื่น สูงสุดก็มีสูงสุดเท่าพระเจ้า ยังไม่ได้เปิดจิต จิตยังไม่มีอะไรรู้ตอบไปเลย หรือมีแต่คุณไม่ยอมรับ หรือคุณรู้ไม่ได้ ไม่ยอมรับก็ตาม รู้แล้วนะว่าแตกต่างแต่คุณไม่ยอมรับ ก็เรื่องของคุณ คุณไม่เปิดจิต ไม่มี ปรโตโฆษะ แต่คุณจะได้ยินได้ฟังได้สัมผัสอย่างไร คุณก็รู้ไม่ได้ว่ามันต่าง มันต่างกันตรงไหน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ เพราะฉะนั้นคน
อ่านต่อ
พูดนี้ จึงหมดสิทธิ์ที่จะรู้เอง ต้องผู้อื่นรู้แล้วมาบอก คุณต้องเปิดจิตรับ ถ้าคุณไม่เปิดสิทธิ์รับก็ไม่มี ปรโตโฆษะ มันก็ไม่ได้อย่างไรก็ไม่ได้ คุณต้องเปิดจิตแล้วรับ ใครเปิดให้คุณไม่ได้หรอก คุณต้องเปิดเอง คุณต้องยอมรับเอง อย่างน้อยก็บอกว่ามันน่าจะจริงนะคนนี้มันต่างจาก รู้แล้วนะว่ามันต่างจากที่เรามี เขาน่าจะจริงอยู่บ้าง เปิดจิตรับ เอาน่า ตั้งใจรับสักนิด คนนี้ยังมีโอกาสนะ ถ้าบอกว่า ลองรับดูบ้าง แต่จิตลึกๆจริงๆไม่เอา คนนี้ก็ไม่ได้อีก คนนี้ก็รู้แต่เล็กน้อย ก็มันละเอียดคุณจะไปรู้แต่เรื่องเล็กๆน้อยๆอย่างไร คุณต้องดูให้จบสิ รู้ให้ลึกให้มากพอเลยขีด 50 ขึ้นไป คุณถึงจะจำนน แต่นี่มันยังไม่เริ่มรู้เลย แค่ 25 ก็ยังไม่เข้า ยังไม่เข้ากระแสเลยหรือเข้ากระแสไปนิดเดียวก็พอแล้ว มันจะไปชัดเจนได้อย่างไร ก็ต้องมีพอสมควรสิ เพราะฉะนั้นคนนี้ต้องตั้งใจมีความยินดีมีความเต็มใจที่จะรับ พอยินดีได้ยินได้ฟังได้อ่านก็เอามาศึกษา ศึกษาจากผู้ที่รู้อื่น ที่เขารู้โลกุตระแล้วมาก่อน ถึงจะเป็นการต่อเชื้อ แล้วผู้อื่นที่รู้ ก็คือ พูดได้รับรู้มาจากผู้อื่น ที่รู้จากผู้อื่นมาก่อนอีก เป็นทอดๆ ดังนั้นผู้อื่นก็คือผู้ที่ไม่ใช่ตัวเอง สรุปลงมา ผู้อื่นก็ไม่ใช่ตัวเอง ตัวเองไม่มีสิทธิ์รู้หรอก ธาตุรู้ของมนุษย์ ธาตุรู้ยิ่งยอดของมนุษย์ มีพระพุทธเจ้าเป็นผู้พิสูจน์สูงสุดแล้ว แม้จะเป็นผู้ที่ใกล้ก็ยังไม่ถึงสำหรับพุทธพิสัยแท้ อย่างอาตมาก็ยังไม่ถึง เป็นระดับ 7 ก็พยายามไประดับ 8 ถ้าไประดับ 8 ก็จะไม่ลงตัวแล้ว เหลือแต่ว่า เมื่อไหร่จะจบ ขั้น 8 ที่เลยขีดของ 8 สมมุติว่า 8 มีร้อยก็เลย 50 ของ 8 ไปแล้ว เข้าไปหา 75 แล้วก็ยิ่งไม่มีคำพูด คำพูดก็พูดเท่านั้นเอง ผู้ที่มีเองจะรู้เองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ หรือเป็นปัจเจกจึงจะรู้เอง ดังนั้น “ผู้อื่น”ก็คือ ไม่ใช่“ตัวเอง” เพราะปุถุชนคนโลกีย์จะไม่สามารถรู้จัก“โลกุตรธรรม”ได้ด้วย“ตัวเอง”เป็นอันขาด ก็ตีหัวเข้าบ้านตรงนี้
(๑๕) รู้จากผู้อื่นหมายถึงรู้จากใครบ้าง? “โลกุตรธรรม”ต้องได้ยินจากพระพุทธเจ้าโดยตรง หรือจากสัตบุรุษ หรือจากผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่“สัมมาทิฏฐิ”มาก่อน แล้วเท่านั้น “โลกุตรธรรม”นี้ ปุถุชนคนโลกีย์รู้เองไม่ได้
พ่อครูว่า…จนกว่าคุณจะอยู่ในระดับสยังอภิญญาขึ้นไปถือว่ารู้เอง ข้ามชาติได้ ยังไม่ถึงพระพุทธเจ้าแล้วผู้นั้นจะรู้ตัว ไม่บังอาจไปปฏิญาณตน แล้วไม่ไปพูดว่าตัวเองเป็นพระพุทธเจ้าหรอก คนนี้ไม่หลง เพราะหมดลงแล้ว ถ้ายังหลงอยู่อีก แล้วคุณจะวนไปอีกเมื่อไหร่คุณจะเสร็จสักที หมดหลงสักทีสิ แล้วมันก็ต้องหมดหลงจริง สติสัมปชัญญะมันจะแข็งแรง ไม่มีวอบแวบวอแว ไม่มีโค้งไม่มีงอ จะตรงอย่างแข็งแรง จะพูดอะไรก็ตรงไปหมด จนตรงแข็ง จนแรง เคยมีคนบอกว่ายังมีอารมณ์โกรธอยู่นะ ที่จริงไม่ใช่ ไม่ได้มีความโกรธอะไร แต่ต้องการให้แรง เรามันหนังเหนียว หอกร้อยเล่มแทงไม่เข้า ไม่รู้สึกรู้สาอะไรแล้วก็ยังนิ่งอยู่อย่างนั้นนึกว่าตายแล้ว นิ่ง ไปดูอีกที อ้อ ยังไม่ตาย พระราชามาถามว่าตายหรือยังก็ยังไม่ตายก็เอาไปฆ่าด้วยหอกร้อยเล่มอีก ก็นึกว่าตายเพราะ แน่นิ่งจริงๆเลย สะกดจิตตัวเองเอาไว้หลอกเขานิ่ง เราก็นึกว่าตายแล้ว ไปดู ก็ยังไม่ตายอีก พระราชาก็บอกว่าเอาของอีก 100 เล่มไปแทง เป็น 300 เล่มแล้ว ไปแทงอีก ไปดู มันก็นิ่ง แต่พอผ่านไปแอบดูมันยังดุ๊กดิ๊กอยู่ เอากล้องไปส่องดู กล้องวงจรปิดจับดู เอ็งยังดิ้นได้อยู่ยังไม่ตาย พระราชามาถามอีก ก็ทูลพระราชาอีกว่ามันยังไม่ตายพระเจ้าข้า ก็เอาหอบไปอีก 100 เล่ม ขนไปอีกกี่ร้อยเล่มมันก็ไม่กระดิก เหมือนอย่างที่ท่านทั้งหลายแหล่ อาตมาหมดไปหลายพันหลายหมื่นเล่มแล้ว ไม่รู้จะไปหาหอกมาจากไหนอีก สุดท้ายจึงต้องจำนวนอยู่บขที่ว่าทำหาหอกอะไรวะ ภาษาไทย จะไปทำหาหอกอะไร หอกเท่าไหร่ก็เปลี่ยนแปลงไปไม่ได้ ไอ้คนนั้นมันด้านกว่าหอก ใช้อีกกี่ล้านๆหอกก็ไม่กระเทือนหยุดซะเถอะ มันจะถึงขนาดนั้นไหมไม่น่าจะมีใครถึงขนาดนั้น เพราะ“โลกุตรธรรม”นี้เป็น“ธรรมะ” ที่ใครๆในโลกจะขบคิดค้นคิดเอาด้วยการผกผัน ด้วยเหตุผลหรือด้วยตรรกะไม่ได้เลย พ่อครูว่า…นอกจากคุณจะเป็นผู้ที่มีสัมมาทิฎฐิ คุณจำได้แม่นดีแต่คุณเองยังทำไม่ได้ คนคนนี้ซื่อสัตย์ก็จะไม่ปฏิเสธว่าทำไม่ได้ เพียงแต่รู้นะแต่บอกนะ แต่ถ้าตนเองหลงว่าตนเองรู้และตนเองได้ก็ผิดสิ ไปโกหกไปหลงว่าตัวเองได้ ทั้งๆที่ยังไม่ได้มันหลงมันผิด เพราะฉะนั้นคำภาษามันก็ยืนยันว่าหลง ตอนนี้ไม่หลงมันจริง คนจริงที่ไม่มีหลงแล้วก็จะบอกว่าไม่ได้ก็คือไม่ได้ เป็นคนซื่อตรง เนื่องจาก“โลกุตรธรรม”นี้ คนผู้ใดจะเริ่มได้เริ่มมีขึ้นมา ตนก็ต้องเริ่มได้ยินได้ฟังมาจาก“ผู้อื่น”ทั้งนั้น จะ“คิดขึ้นมารู้เอง” หรือสร้าง“ความรู้โลกุตระ”นี้เองไม่ได้เลยเป็นอันขาด 640614_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 3