สุขของปุถุชนคือทุกข์แท้.docx
เนื้อหาในไฟล์
สุขของปุถุชนคือทุกข์แท้ (๑๗) มาดูสุขนิยมของมนุษย์ปุถุชน เป็นธรรมดาของปุถุชน ก็เกิดแล้วตายเล่า วนเวียนสูงแล้วก็ต่ำ ต่ำแล้วก็สูง มีต่ำมีสูง มีสุขมีทุกข์ เป็น“ภาวะ ๒”วนเวียนอยู่ในชีวิต เกิดๆ-ตายๆ ชาติแล้วชาติเล่า สุขๆ-ทุกข์ๆ แย่ง“สมบัติผลัดกันชม”ไม่มีจบเวรภัย อยู่ตลอดกาลนาน เป็น“สุขนิยม”ถาวร พ่อครูว่า…คำว่าสมบัติผลัดกันชมคือแย่งความสุข ไดัลาภมามากๆก็เพื่อความสุข ได้ยศ สรรเสริญ มามากๆก็สุข หลงเป็นอัตตาที่ตนเองชอบก็สุข แย่งได้ก็ได้สุข เสร็จแล้วก็จะถูกแย่งกลับไปอีก ไม่หยุดแย่งกันหรอก เทวนิยมสมบัติผลัดกันชม ไม่จบ ก็มีเวรภัยแย่งกันไปแย่งกันมา ฆ่ากันไปฆ่ากันมา แย่งกันไปแย่งกันมา ทรมานกันไปทรมานกันมา รักกันชังกันอยู่อย่างนั้น วนเวียนตลอดกาลนาน เป็นสุขนิยมถาวร เป็นสุขนิยมยั่งยืน เป็นสุขเที่ยงแท้ ที่เรียกว่า สุขนิยม (๑๘) ธรรมะของพวกเทวนิยมก็จะเป็นอย่างนี้ๆ! “โลกียธรรม”คือ “ธรรมะของเทฺวนิยม” ที่เป็น“ธรรมะ” ไม่มี “นิพพาน” ไม่มี“สูญ” เป็น“ธรรมะ”ของผู้ที่ไม่รู้จัก“ตัวเอง” ไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง “อัตตา” อันคือ“ตัวเอง”แท้ๆ หลงว่าอัตตา”อันคือ“เทฺว”นั้นมีอยู่ตลอดกาลนิรันดร เพราะไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง“เทฺว” ไม่รู้จัก“อัตตา”หรือ“อาตมัน”หรือ“ปรมาตมัน”อย่างถึงที่สุด ตีแตกแยกแยะ“เทฺว”ไม่ได้ หรือไม่ยอมให้แยก“เทฺว”เด็ดขาด “เทฺวนิยม”จึงหลงยึดว่า“เทฺว”เป็น“๑”ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดตีแตกแยกไม่ได้ ทั้งๆที่“เทฺว”นั้นคือ“๒” พยัญชนะก็แปลว่า“๒” สภาวะจริงก็“๒” พ่อครูว่า…คำว่าไม่รู้จักตัวเอง ยิ่งใหญ่ ศาสดาทุกองค์ของเทวนิยมไม่รู้จักตัวเอง พระเจ้าก็ไม่รู้จักตัวเอง ถ้าพระเจ้ารู้จักตัวเองแล้วแยกแยะตัวเองได้แล้วจะก็แยกไปถึงที่สุด ก็จะเห็นว่า ทุกอย่างเป็นเหตุปัจจัยของสิ่ง 2 ทั้งนั้น ม
อ่านต่อ
ันไม่มีตัวตนจริงๆเลย เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธหรืออเทวนิยมจึงแยกธาตุ 2 ธาตุนี้ มันมี 2 ธาตุนี้ปรุงแต่งกันอยู่ แยกธาตุนี้ได้แล้วหายไปเลย หมดชีวะ หมดอัตตา หมดวิญญาณ กลายเป็นธาตุดินน้ำไฟลมไปหมดเลย อาตมาก็พูดวนซ้ำซากอยู่อย่างนี้ ซึ่งไม่ง่ายที่จะเข้าใจกัน เทวะแปลว่า 2 แต่เขาไม่รู้หรอกว่ามีแต่ 1 เป็นอัตตา แล้วก็ห้ามแตะต้องด้วย ห้ามแยกด้วย ไม่ให้เกียรติคนอื่นเลย แล้วก็ยึดตัวตนคือห้ามแตะ ไม่รู้จักอัตตา อาตมัน หรือปรมาตมันเลย (๑๙) สุขนิยมที่แท้ก็ซาตาน ที่แท้ก็เทพบุตรมาร! เพราะห้ามตีแตกแยกแยะ“เทว”เป็นอันขาด จึงจมงมงายอยู่แต่กับ“เทฺว”ที่เป็น“สุขนิยม” ไม่โงหูโงหัว ไม่ยอมศึกษา “ทุกข์”หรือ‘“ซาตาน” จึงไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง เจ้าตัว“ทุกข์”นี่เองคือ“มาร”ที่เป็นยอด“มายา” อันเป็น“คู่หู”หรือ“ภาวะ ๒” แปลงตัวเป็น“เทพบุตร” ในนามเต็มว่า“เทพบุตรมาร” ซึ่งที่จริงมันคือ“มาร” พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความเป็น“มาร”คือ“ยอดมายา” นี้ว่าเป็นผู้หลอกโลกหลอกมนุษย์ว่า“สุข”เป็น“ของจริง” “สุข”เป็นยอดอารมณ์ในโลก “สุขเที่ยงแท้ยั่งยืน” พ่อครูว่า…มารยาทคือตัว pretender นักเสแสร้ง จอมโจรบัณฑิต (๒๐) พระเจ้ากับสุขนิยมเกี่ยวข้องกันอย่างไร? “พระเจ้า”เป็นผู้ประทาน“สุข”แต่ผู้เดียว “สุข”มี“พระเจ้า”เป็นเจ้าของ“สุขนิยม” “พระเจ้า”คือ“เทฺว”ผู้ยิ่งใหญ่ที่จะบัญชาให้ใครๆมี“สุข”ได้ “สุขนิยม” คือ ผู้ยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า “สุข-ทุกข์”คือ“เทฺว” เป็น“ภาวะ ๒”ที่ไม่แยกกันเลย มันเป็น“ภาวะคู่”นิรันดร แต่เจ้า“สุข”นี้แลมันยอดสุดยอด“มายา” ที่หลอกมนุษย์ให้หลงติดยึดงมงายอยู่กับ“สุข”ชั่วกาลนาน ของคนโลก พ่อครูว่า…สุข-ทุกข์ เหมือนกระดาษแผ่นเดียวกัน แต่เป็นคนละหน้า คนรู้ทันสุขเป็นมายาน้อย เป็นโลกุตระ ส่วนคนไม่รู้ทันสุขก็เป็นโลกียะ ซึ่งมีเป็นจำนวนมาก คนในโลกมี 7 พันล้าน ก็นับจำนวนชาวอโศกเป็นแกน นอกนั้นก็ตามศึกษามาบ้าง จะถึงล้านคนไหมนี่ ถ้าถึงล้านคนอาตมาน่าจะมีคนยอมรับมากกว่านี้นะ แต่นี่มีอยู่แค่นี้ พูดไปไม่ได้น้อยใจนะ 640616_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เปิดยุคบุญนิยม เล่ม 2 ตอน 4