สภาวะตัวอย่างของฌาน 1 2 3 4.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข19 ธันวาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สภาวะตัวอย่างของฌาน 1 2 3 4 _ลูกนิรนาม . กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งเจ้าค่ะ เมื่อวาน (๑๕-๑๒-๒๕๖๖) พ่อครูได้อธิบายฌาน ๑ ถึง ฌาน ๔ และเวทนา ๑๐๘ ลูกก็ได้นำมาทบทวนอีกครั้งและหลายๆ ครั้ง แล้วประมวลผลได้ว่า เมื่อตากระทบกับหัวไชเท้าปุ๊บ! สัญญาทำงานขึ้นทันที เวทนาเกิดความไม่ชอบใจ รังเกียจ ระลึกถึงตอนวัยเด็กแม่บังคับให้กินหัวไชเท้าทุกวัน จนเกิดอาการผลักไม่ชอบใจ รังเกียจ ทั้งกลิ่น ทั้งรส มันอยู่ในความทรงจำ ว่าจะไม่กินหัวไชเท้าอีกตลอดชีวิต แต่พอมาอยู่บ้านราชฯ ช่วงนี้หัวไชเท้ามีเยอะมาก และแม่ครัวก็ทำมาหลายเมนู มีหัวไชเท้าเป็นส่วนประกอบเจ้าค่ะ หนีไม่พ้น เกิดวิสังขารขึ้นมาในใจว่า หัวไชเท้าบ้านราชฯ ไร้สารพิษนะ ประโยชน์เยอะด้วย ถ้าไม่เชื่อไปถามอาจารย์กู (Google) ได้เลย แล้วแม่ครัวที่นี่ทำอาหารอร่อยด้วยนะ จะไม่ลองชิมเมนูแกงจืดหัวไชเท้าบ้างเหรอ? ใจหนึ่งมันผลักไม่อยากกิน (ใจที่อยู่ในอดีต) อีกใจก็อยากล้างตัวติดตัวยึด ความผลัก ตัวรังเกียจ หัวไชเท้า (ใจปัจจุบัน) เอาไงดี.. เอาวะพ่อสอนมาขนาดนี้แล้วจะไม่กินก็ไม่ใช่ลูกพ่อ (พ่อครู) อยากล้างอดีตต้องทำปัจจุบัน ตัดสินใจกินเลย ตักเข้าปากปั๊บ เนื้อนิ่มๆ กลิ่นหัวไชเท้าเข้าจมูก ความจำเดิมขึ้นมาทำงาน ไม่อยากกลืนเลย อีกใจลุ้นๆ เออ!! น่า กลืนๆๆ มันเข้าไป มันไม่ตายหรอกน่า พ่อบอกให้รู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็กินต่อไปจนหมดที่ตักมาด้วยความไม่เต็มใจเท่าไหร่ ณ เวลาที่ลูกคิดแบบนี้ลูกอยู่ในฌาน ๑ มีวิตก วิจาร อ่านเวทนา ๓๖ ในปัจจุบัน ทั้งเคหสิตะเวทนา และเนกขัมมสิตะเวทนา กำลังต่อสู้กัน พ่อครูว่า…โอ้โห เก่งจังเลยถูกต้อง ดีจังเลย ได้ผล สามารถอธิบายได้ถูกสภาวะหมดเลย _สุดท้าย เนกขัมมะ ชนะด้วยการลงมือกินแกงจืดหัวไชเท้าด้วยความโทมนัส เป็นเนกขัมมส

อ่านต่อ

ิตะโทมนัสตลอดการกินจนเสร็จนี่คือลูกอยู่ในฌาน ๑ ใช่ไหมเจ้าคะ? ซึ่งจะก้าวไปฌาน ๒, ๓, ๔ ได้ลูกต้องทำซ้ำๆๆ ต่อเนื่องกันทุกวัน บ่อยๆๆ เพื่อที่ใจลูกจะไปถึงขั้นไม่ดูดไม่ผลักหัวไชเท้า ถึงจะเข้าสู่เนกขัมมสิตะอุเบกขาได้ฌาน ๔ และเวทนาปัจจุบันก็เป็น ๐ ได้ไปพร้อมกันเลยใช่ไหมเจ้าคะ? และเป็นไปได้ไหมคะ ว่าฌาน ๒ ปีติ จะไม่เกิด มันจะกลายไปเป็นโทมนัสที่มันลดลงคลายลงเป็นอุเบกขาได้เลย โดยไม่มีปีติเลยเจ้าค่ะ? ลูกเทียบสภาวะกับพยัญชนะได้มาแบบนี้ตรงไหนที่ไม่ถูกต้อง ลูกกราบขอคำชี้แนะให้ลูกด้วยเจ้าค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งเจ้าค่ะ ๑๖ ธันวาคม ๒๕๖๖ พ่อครูว่า… ใน เคหสิตะจะมีโสมนัสก่อนแล้วโทมนัสทีหลัง ถ้า เนกขัมสิตะ จะโทมนัสก่อนแล้วโสมนัสทีหลัง ถูกต้องแล้วทำฌานเป็น ไปนั่งหลับตานั้นไม่มีหรอกฌานของพระพุทธเจ้าแบบนี้ ฌานได้จากการกินหัวไชเท้า เห็นไหม ฟังไว้เถอะถ้าคุณนั่งหลับตาสมาธิ ฌานสมาธิทั้งหลายแหล่ โมฆบุรุษทั้งหลายเอ๋ย นี่มาฟังสัจธรรมพระพุทธเจ้าที่เป็นจรณะ 15 วิชชา 8 มา เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายฌาน 2 3 4 ต่อไป ฌาน1 อธิบายมาถูกต้อง เข้าใจหมดแล้วนะ โอ้โห ดีจังเลย ฌาน 1 นั่นแหละที่คุณอธิบายมาทั้งหมดคือวิตกวิจารณ์ของฌาน 1 ทั้งหมด ทีนี้ วิตกวิจารก็คือพลังงานที่มันเกิดทางจิต ที่มันสังเคราะห์สังขารกัน มี ปุญญาภิสังขาร จนกระทั่งทำให้กิเลสมันลด ในปัจจุบันนั้นก็ตาม คุณทำได้ นี่แหละเป็นสัจจะที่จะต้องปฏิบัติในปัจจุบันนี่แหละ กิเลสลดได้ ไม่ดูดไม่ผลัก คุณทำได้ เมื่อคุณสามารถทำให้กิเลสมันลดได้จริง แน่นอนตอนแรกมันฝืนมันก็โทมนัส มันฝืน พอทำได้แล้วมันจะโสมนัส พอทำได้ดียิ่งขึ้น ตัวโสมนัสนั้นพอปฏิบัติได้ทำได้มากขึ้น ชำนาญขึ้น ดีขึ้น โสมนัสมันก็เจริญขึ้นมากกว่าโทมนัส เนกขัมมะก็จะมีโสมนัสเจริญขึ้นกลบโทมนัสไปได้เรื่อยๆ ถ้าไม่หยุดโสมนัส โสมนัสก็จะกลายเป็นปิติ ดีใจมากขึ้นๆๆ ดึงไม่อยู่ระวังจะ เพลิด แล้วจะพาให้หลง เหลิงหลงเป็นอัตตาไปอีกได้ นี่คือเรื่องของจิต กิเลสมันร้ายกาจอย่างนี้ เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าถึงให้เดินฌาน 2 ปีติ ปิติก็อย่าไปหลงปิติก็อย่าไปหลง มันถูกสัจจะก็จะเป็นอย่างนี้มากหรือน้อยก็แล้วแต่ ส่วนมากไอ้ที่มันไม่ประสีประสาเพราะมันเคยมา เมื่อปฏิบัติธรรมมากี่ปาง คุณมีบารมีมากน้อยก็แล้วแต่ ถ้ายิ่งมีบารมีมากมันก็จะไม่เกิดมาก ยิ่งปฏิบัติถูกทาง พอปฏิบัติถูกทางเราเคยไปแล้วมันก็จะระงับง่าย ก็ปิติ เพราะฉะนั้นถ้ายังมีปิติก็ยังเป็นอุปกิเลสก็คือจิตมันฟู มันยินดีมันกลายเป็นสุข ก็ลดลงให้สงบเรียกว่า สุข เป็นฌาน ฌาน 3 มันก็จะสงบลง สงบลงเป็นวูปสโมสุข เป็นสุขที่จิตสงบลง ไม่ใช่สะกดจิตด้วย สงบไม่ใช่สงบด้วยการสมถะ สะกดจิต แต่สงบเพราะปัญญา สงบเพราะกิเลสรู้กิเลส กิเลสมันแพ้ปัญญา กิเลสมันก็ลดลง ปัญญา มันก็มีธรรมฤทธิ์ชนะไปเรื่อยๆจนเป็นฌานที่ 4 สะอาดบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา นี่คือฌานพระพุทธเจ้า เป็นอจินไตย เป็นฌานวิสัยที่เห็นแจ้งรู้ๆชัดเจน ทาง ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกกระทบกลิ่น ลิ้นกระทบรส โผฏฐัพพะกระทบภายนอก ที่เราพูดนี้มันเป็นรสทางลิ้นมากหน่อย ทางจมูกลิ้นกายเหมือนกันหมด ทุกอย่างที่สัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่อธิบายทางลิ้นมันจะครบได้เยอะ เป็นรสทางลิ้นจะครบ เห็นกิเลสได้ง่ายได้เยอะกว่า ตัวนี้ ผู้ที่ปฏิบัติฌานจึงไม่ใช่เป็นคนที่ทำสติอยู่ในภพอยู่ในภวังค์หรือไม่มีสติทางกายวาจา ไม่มีการรู้โลกรู้อัตตาไม่ใช่ ต้องมีโลกมีอัตตา มีภายนอกมีภายใน ทำงานเป็นกายกับจิต ทำงานเป็นกายเป็นจิต เพราะฉะนั้น ผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจะต้องมีกาย คำนี้ก็พูดแล้วพูดอีก อธิบายแล้วอธิบายอีก กายนี่ มันเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ ผู้ที่สามารถปฏิบัติแล้วไม่สัมมาทิฏฐิในความเป็นกายคือไม่มีภายนอก เป็นต้น ไปหลับตาไปมีแต่ภายใน พวกนี้ก็โมฆะ หรือพวกที่มีแต่ภายใน มีแต่ความลึกลับอยู่ในจิต มีจินตนาการเป็นต้น ไม่มีกายภายนอก ผู้นี้ก็โมฆะ ไปอยู่แต่ในจิตไม่มีกายภายนอกโมฆะไปหลับตา ผู้ที่ลืมตาแต่ไม่มีกายภายนอก ลืมตาไม่มีกายภายนอกเป็นยังไง คือเข้าใจว่าสิ่งที่เป็นความรู้ สิ่งที่เป็นสภาวธรรมทั้งหมดนั้น อยู่ที่ความรู้และความเป็น ความรู้และความเป็นที่สูงสุดนั้นคือความรู้ความเป็นของพระศาสดาสอนไว้ พระศาสดาของศาสนาเทวนิยมนั้น สูงสุดคือพระเจ้า พระศาสดาของศาสนาเทวนิยมไม่รู้ว่าพระเจ้าคือความรู้ ความจริง ที่ตนนั่นแหละมี แล้วจริงๆพระเจ้าก็คือความรู้และความจริงของตน ที่ได้สั่งสมมาตั้งแต่ไม่รู้ชาติไหนต่อชาติไหนและคนก็มาได้บ้าง จนมาแสดงออกคนมายอมรับนับถือได้เป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่ง ในศาสนาเทวนิยมที่อวิชชาไม่รู้อัตตาไม่รู้ตัวตน แล้วตัวตนก็ได้เป็นพระเจ้าหรือพระศาสดา และตัวเองก็บอกว่าไม่รู้พระเจ้า ตัวเองไม่รู้ว่าตัวเองเป็นพระเจ้า พระเจ้าของตัวเองก็ไม่รู้ตัวเอง ก็เลยพลอยให้คนอื่นๆไม่รู้จักพระเจ้า ก็รู้แต่ศาสดา แล้วศาสดาก็ไม่รู้จักพระเจ้า ศาสดาก็เลยเอาความไม่รู้จักพระเจ้ามาสอนสาวก สาวกทั้งหมดก็เลยมีความรู้ ที่เป็นความรู้อันลึกลับคือพระเจ้า ความรู้อันลึกลับ เป็นความรู้อยู่ในความมืด หรือความรู้อยู่ในความคลุมเครือ ความรู้อยู่ในความไม่กระจะกระจ่างไม่เปิดไม่เผยในความเป็นคน คนเป็นคนมี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ออกมาตื่นๆเต็ม เป็นสติเต็มร้อยทั้ง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แต่เมื่อมีสิ่งที่ไม่เต็มคน จะลึกลับทางแบบพระเจ้าหรือไปนั่งหลับตาไปปฏิบัติอีก กลายเป็นพญาครุฑ กลายเป็นพญานาคก็ตาม ไม่เต็มคนทั้งนั้น อธิบายพญาครุฑ พญานาคไปแล้วนะ นี่คือสิ่งที่ไม่สมบูรณ์ของธรรมะ แม้แต่ในศาสนาพุทธ จะเป็นพญานาคหรือเป็นพญาครุฑก็ไม่สมบูรณ์ทั้งคู่ จนกว่าจะมาจับสภาวะได้ว่า พระพุทธเจ้าบอกจุดปฏิบัติสูงสุดในศาสนาให้ เป็นฐานปฏิบัติ ในพรหมชาลสูตร ท่านก็ใช้คำว่าฐานะนี่แหละ เป็นที่ตั้ง เป็นแหล่งเป็นจุด สำคัญที่จะต้องปฏิบัติ หรือใช้ทำกรรมกิริยา เรียกเต็มๆว่ากรรมฐานะหรือกรรมฐาน กระทำกันตรงนี้ ทีนี้ตัวเหตุตัวจุดที่จะทำกรรมฐานนี่คือเวทนา เวทนา เรียนมันตรงนี้ แล้วจะรู้จักจุดจบ จุดจบที่สำคัญที่สุดคือ มนุษย์รู้ทุกข์รู้สุข แล้วก็รู้ว่า ทุกข์สุขนี่แหละเป็นผีหลอก เป็นมายาที่ร้ายแรง เมื่อจัดการให้จิตตัวเองหมดสุขหมดทุกข์ได้ จบเลย ทุกอย่างจบ จบคำนี้พระพุทธเจ้าท่านใช้คำว่า จบกิจ กตํ กรณียํ นารํ อิตฺถตฺตายาติ ปชานาติ เสร็จแล้วหมดเลย จบกิจหมดเลย เพราะฉะนั้นจบกิจ อาตมาได้พยายามแยกวิจัยมาให้เห็นให้ฟังหลายทีแล้ว จบกิจที่ 1 จบกิจตามสมมุติสัจจะ เขาสมมุติกันว่าอะไรดีในสังคมกลุ่มไหนก็ตาม เราก็ทำดีตามสมมุติของกลุ่มนั้นๆได้ อย่างเที่ยงแท้ นิยตะ ไม่ทำสิ่งที่มันไม่ดีหรือชั่วตามสมมุติมนั้นได้ นี่เป็นกิจที่ 1 ที่ทำได้ตามสมมุติสัจจะ เป็นโลกีย์ จบกิจที่ 1 ทำดีไม่ทำชั่ว อย่างนิยตนะ ไม่ใช่นิจจังด้วย นิยะตะคือเที่ยงแบบโลกุตระ ถ้านิจจังเป็นความเที่ยงแบบโลกียะ อธิบายขยายความมามากแล้ว เพราะฉะนั้นจบกิจข้อนี้เป็นเรื่องของโลกีย์ธรรมดาได้ จบกิจ 2 จบกิจโลกุตระ คือ ขั้นสุขทุกข์ จบกิจขั้นสุขทุกข์นี้ก็คือต้องรู้เวทนานี่แหละ นี่เป็นฐานปฏิบัติ ทำจิตให้รู้จักมายาตัวนี้ จนจิตไม่สุขไม่ทุกข์ คนเดายากมากเลยว่ามันไม่สุขไม่ทุกข์อย่างที่รู้ทุกข์อย่างนั้น ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ตื่นๆนี้อ่านเวทนาในเวทนาของตนได้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อุเทส คือคำอธิบายที่อาตมาอธิบายชี้แจงอยู่นี้ ก็อธิบายอาการ ลิงค นิมิต ก็คืออธิบายความแตกต่างระหว่างอาการหรือนิมิตของจิตเจตสิกต่างๆ อาการจิต อาการเจตสิกของคุณ โดยเฉพาะอาการของเวทนาเจตสิก อาการมันเป็นอาการของความรู้สึก อาการของอารมณ์ คุณก็อ่านอาการนี้ออก เมื่อมันกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบใน โอฬาริกอัตตา ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ทั้งหมดเลย โอฬาริกอัตตา คนที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองยังจมอยู่ในลาภ ตัวเองยังจมอยู่ในยศ ตัวเองจมอยู่ในสรรเสริญ แล้วก็กรึ่มอยู่กับสุขที่ตัวเองจมอยู่นั่นแหละ โดยอวิชชา นี่เป็นโลกธรรม 100% มันเสื่อมก็ทุกข์ มันเจริญก็สุข อยู่อย่างนั้นแหละ นั่นเป็นโลกธรรม อีกอันก็คือมาเรียกกันว่าเป็นกามคุณ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (โผฏฐัพพะ) โลกธรรมนี้มันกว้าง มันใหญ่ มันมากกว่ากันนะ ส่วนกามมาถึงสัมผัสกับตัวเองแล้ว ต้องมีสัมผัสทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะฉะนั้นคนที่ปฏิบัติ โลกธรรมก็ไม่รู้ กามก็ไม่รู้ เขาอาจจะมาเรียนรู้ว่า โลกธรรมมันกว้างมากก็เลยจับไม่ค่อยติด ก็เลยไม่รู้ตัวก็จมอยู่ในโลกธรรมง่าย ก็เลยมาถึงกามมันติดตัว เช่นผู้ที่เป็นปราชญ์เรียนรู้ศึกษานักรู้หรือปราชญ์ก็จะรู้กามนี้มากกว่า แต่มหาบัวนี้ โลกธรรมก็ไม่รู้ กามก็ไม่รู้ เพราะฉะนั้นจึงเปรอะหมดทั้งคู่ ซับซ้อน โลกธรรมก็ซับซ้อน นึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่มากเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ครบ แม้แต่กามก็ครบ ติด ไม่รู้ว่าตัวเองติดสักอย่างเลย ทีนี้ ผู้ที่ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็รู้ยากแม้จะเป็นสายตื่นๆไม่หลับตาแบบมหาบัว ทางพวกเปรียญนักปราชญ์ว่างั้นเถอะ จมอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ใกล้ตัวเรื่องกามก็ไม่รู้ ตั้งแต่ความเป็นกาย ถ้าคุณไม่รู้กาย คุณไม่รู้กาม ถ้าคุณมิจฉาในเรื่องกาย คุณไม่รู้กาม มันลึกซึ้งนะกาม สัมผัสลาภ มันก็กาย มันก็กาม สัมผัสยศมันก็กายมันก็กาม สัมผัสสรรเสริญมันก็กาย มันก็กาม มันเป็นความซับซ้อนที่ลึกซึ้งอาตมาขยายความให้ฟัง เพราะฉะนั้นเมื่อไม่รู้ ก็ถูกมันกินสิ แล้วตนเองก็ไม่รู้ตัวกินตัวเองถูกกิน พูดไปแล้วนะโลกธรรมกินตัวไปแล้ว กามก็ไม่รู้ตัวเพราะไม่มีความรู้ในกาย คือมีภายนอกกับภายใน กายไม่ขาดกันนะทั้งภายนอกและภายใน คุณลืมตาอยู่แท้ๆ คุณก็ตาบอดตาใส ลืมตานะพวกนี้ไม่ได้ไปนั่งหลับตาสะกดจิต แต่ก็หลงว่าถ้าจะปฏิบัตินิโรธก็ยังมีลึกๆอยู่ว่าต้องนั่งหลับตา สายเป็นปราชญ์เป็นพวกศึกษาทางพยัญชนะ ทางความรู้ข้างนอกนี่แหละ ลึกๆก็ยังนึกว่าต้องหลับตา ผู้ใดพอรู้แล้วว่าไม่ต้องหลับตาจะต้องลืมตาก็จะดีขึ้น ก็จะมาเรียนรู้ อปัณณกปฏิปทา 3 มีสำรวมอินทรีย์ 6 กระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วก็อ่านกิเลสตัวนี้แหละไปหลับตาทำไมมันไม่ใช่ของพุทธ พระพุทธเจ้าไม่ได้สอน อันนี้ก็แปลแล้ว อปัณณกปฏิปทา แปลว่าข้อปฏิบัติที่ไม่ผิดศาสนาพุทธ ผู้รู้ท่านก็แปลไว้ให้แล้ว แต่ทุกวันนี้มันเสื่อมแม้จะเป็นปราชญ์ก็เสื่อมไม่รู้จริงๆ ก็ไม่ปฏิบัติเอาจริง ผู้ไม่ปฏิบัติเอาจริงก็เห็นๆอยู่แล้วว่า กายหรือกามนี่ บอกแล้วเมื่อกี้ว่าไปติด ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แบกเทิ่งๆอยู่ ก็ชัดๆอยู่แล้วว่าคุณยังจมอยู่ใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เพราะคุณไม่รู้กาย ไม่รู้การสัมผัสแตะต้อง แล้วคุณก็ใคร่อยากคือกาม ใคร่อยากใน ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข อยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นที่จะรู้ เอาละ สมมุติว่ามีปฏิภาณดี มาเรียนรู้ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) ได้สังวรระวังตรงนี้ พยายามที่จะเข้าใจรส ไม่ว่าจะเป็นรสความสวยทางตา รสความไพเราะทางหู รสความชื่นใจทางจมูกทางกลิ่น รสความเอร็ดอร่อยทางลิ้น รสความชอบในการสัมผัสทางร่างกาย โผฏฐัพพะ สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งหรือสัมผัสอะไรก็แล้วแต่ คุณเกิดอารมณ์ คุณเกิดความสุข ชอบใจในสิ่งเหล่านี้ อาจจะพอรู้มาปฏิบัติบ้าง ก็ยังดี แต่ถ้าไม่ได้ปฏิบัติเลยคนผู้นี้ก็ไม่ได้อะไรเลย แต่ได้ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เต็มบ้อง เพราะไม่มีกาย ไม่รู้จักกาม ไม่ได้ปฏิบัติกาม ไม่ได้ออกจากกาม ไม่ได้เนกขัมมะเลย ทั้งที่บวชนี่ก็แนกขัมมะ อุปสัมบัน แล้วก็อธิบาย อุปสัมบัน ว่า ผู้ที่มาบวช นั้นมันเป็นภายนอกแต่สภาวะนั้น อุปสัมบัน คือผู้ที่มีภูมิอยู่ในขอบเขตที่จะรับฟังกันได้คือ อุปสัมบัน ส่วน อนุปสัมบัน ผู้ที่ไม่มีภูมิอยู่ในขอบเขตจะรับรู้ได้ แต่ไปแปลกันว่า อนุปสัมบัน ผู้ที่ไม่ได้นุ่งห่มจีวร เป็นเณรก็แล้วแต่ อาตมาก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงให้เขารู้ได้ เขายืนยันว่าอาตมาเข้าใจตื้น ตื้นก็ตื้น เขาลึกก็ลึกนะ ระวังจะลึกไปอยู่ที่ใต้บาดาล ระวังจะเหินฟ้าไปอยู่กับพญาครุฑกันไปก็แล้วกัน ก็เอาพยัญชนะนี่แหละจะหมายถึงพญาครุฑหรือพญานาคก็แล้วแต่ มาอธิบายสัจธรรม เข้าใจดีไหม เพราะฉะนั้นคนที่ไปหลงว่าพญานาคมีจริง แล้วก็หลงกันนั่นแหละคือมันงมงาย เป็นความเสื่อมของศาสนา นาค ก็คือ งู แล้วก็ไปอุปาทานงูทรงเครื่อง แต่งหงอนแต่งอะไรต่ออะไรให้ เพราะว่าไอ้ศิลปินมันแต่งให้เป็นพญา เป็นนาคใหญ่ก็ลองว่ามีพญานาคจริงๆอะไรกันไป ทั้งๆที่โดยธรรมะมันหมายถึงตัวไอ้โง่อยู่ใต้บาดาลดึกดำบรรพ์ที่ไม่รู้เรื่องนั่นแหละคือพญานาค พวกนี้ก็พูดกันยาก แม้จะไม่เป็นพุทธก็ได้ฟังกริ๊กหนึ่งพระพุทธเจ้าเกิดมาองค์หนึ่งแล้วก็หลับไปต่อ นอกนั้นคุณจะไม่รู้อะไรเลย โง่ดักดาน เป็นพญานาคอยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทร มหาอะไรก็แล้วแต่ลึกที่สุดอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้นการอธิบายธรรมะที่อาตมาอธิบายสัจธรรมของพระพุทธเจ้าตามอนุสาสนี ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าจนถึงทุกวันนี้แล้ว มันก็ทำให้พวกเราได้รับมรรคได้รับผล เข้าใจ ปฏิบัติได้ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า โลกยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็คือผู้ที่ยัง (พ่อครูไอตัดออกด้วย) _สู่แดนธรรม... วันนี้ได้ฟังพ่อท่านแสดงความจริงอันหลากหลาย ผมเคยจำไว้นะครับว่า พ่อท่านเคยบอกว่า พระอานนท์กับพระสารีบุตรนั้นต่างกันแต่ใช้คำศัพท์คล้ายกัน พระอานนท์นั้นพ่อท่านบอกว่า ท่านนั่นแหละสมควรได้รับคำว่าพหูสูต เพราะเป็นผู้ที่ศึกษาเก็บความจำไว้เยอะ ส่วนพระสารีบุตรนั้น ท่านมีความจริงอยู่เยอะ ท่านก็มีความจริงเป็นครั้งสมบัติของท่าน จึงใช้คำว่าพาหุสัจจะ ซึ่งคราวนี้พ่อท่านก็คงจะลืมไปอีก มีคนอีก 1 คนที่เขียน SMS มา รายการวิเคราะห์ของคนนี้จบหรือยังครับ พ่อครูว่า... จบก็ได้ 661218 ชำแหละลากไส้อัตตาของพญาครุฑและพญานาค รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #49 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน