สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปหาน 5 ให้ถึงตถตา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.91 KB
วันที่แก้ไข10 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน ปหาน 5 ให้ถึงตถตา จิตที่รับรู้จดจำที่เวทนาสัญญาไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อบางขณะบางคราวเข้าถึงตทังควิมุติ!ถ้าตั้งใจทำวิปัสสนาด้วยตทังคปหานจนมีสมาธิตั้งมั่น ตัดขาดกิเลสตัณหาอุปาทานด้วยสมุจเฉทปหานจึงจะพ้นทุกข์ขั้นสมุจเฉทวิมุติได้ถูกไหม? ตทังคะ แปลว่าเป็นครั้งๆคราวๆ ทำให้กิเลสดับได้เป็นคราวๆ ถามว่าจิตที่รับรู้จดจำที่เวทนาสัญญาไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสต่อบางขณะบางคราวเป็นผู้เข้าถึงตทังควิมุติถ้าทำให้จิตรับรู้แล้วจดจำที่เวทนา และสัญญาไม่ปรุงแต่ง กำหนดรู้ แล้วก็ทำการไม่ปรุงแต่งให้เกิดกิเลสในแต่ละครั้งคราว ...ถูกต้อง ปหานมันมี 5 1. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) . 2. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) . 3. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) . 4. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) . 5. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม 31 ข้อ 65) ปหาน 5 นี้ ถ้าทำได้ถูกต้องก็บรรลุธรรม วิกขัมภนะคือการกดข่มใจ คนเราทำเป็นทุกคนแม้ปุถุชนก็ทำเป็น คนเรามันโลภโกรธก็กดไว้ มีเท่าไหร่ก็ปล่อยออกมาไม่ได้หรอก เป็นสามัญสำนึกของคน กดข่มกิเลสไว้ มันเป็นทุกคน รู้จักให้ได้ว่า การกดข่มกิเลสวิกขัมภนหปานเป็นเช่นนี้ เรียนหรือไม่เรียนก็ทำเป็น แต่ไม่มีทางสำเร็จบรรลุธรรม กดให้ตายก็ไม่มีทางบรรลุ ความรู้ของพระพุทธเจ้าต้องมีอุบายเครื่องออกมีวิธี ปหานกิเลสให้ถูกต้อง ผู้ที่สามารถเรียนรู้อุบายเครื่องออก รู้วิธี รู้จักกิเลส อ่านอาการ ลิงค นิมิต ตามความรู้ความเข้าใจที่ได้ฟังมา เห็นองค์ประชุมรูปนามของตัวเอง เรียกว่าสักกายะ ว่ามันปรุงแต่งเรียกว่ากิเลสนะ สัมผัสแล้วเกิดกิเลสก็อ่านกิเลสออก โดยกำหนดหมาย อ่านอาการของ

อ่านต่อ

จิต เจตสิกของเรา มันมีอาการอย่างนี้เรียกว่าอาการกิเลส แยกออกชัดเจน ว่า อาการกิเลสมันคืออาการอย่างไร อาการที่รู้ความจริงตามความเป็นจริงมันคืออย่างไร เช่น อาตมาสัมผัสการจัดฉากวันนี้ ผู้แต่งพยายามตกแต่ง ที่อื่นจะตกแต่งอย่างเช่นชาวอโศกหรือไม่ ชาวอโศก จะใช้ผลหมากรากไม้มาตกแต่งเป็นหลัก นี่ก็ไปได้ดอกกระเจียว มะนาว มะเดื่อได้ผลหมากรากไม้หลายอย่างมาจัดเข้าตกแต่งเข้า อาตมาสัมผัสแล้วก็รู้ว่า ความจริงตามความเป็นจริงเป็นเช่นนี้ ก็เข้าใจ ผู้ที่จัดนั้นเข้าใจการจัด คอมโพซิชั่น ของรูปทรงต่างๆนานาก็รู้ ว่าพยายามจัดว่าอย่างนี้เป็นศิลปะ เป็นรูปที่ควรตกแต่ง รู้ความจริงตามความเป็นจริง ส่วนจิตที่บอกว่า ชอบ อาการชอบ ยินดี ดูดซึม ดูดเข้าไปประทับไว้ในจิตแล้วก็ติดใจ อาการอย่างนั้นแหละคือกิเลส หรือไม่ชอบ ฟังแล้วก็ผลักรู้สึกไม่ดีรู้สึกไม่ชอบใจ อาการชอบไม่ชอบใจนั่นแหละคือเวทนาเก๊ ต้องแยกให้ได้ ใครแยกได้ว่ามันมีผลักหรือดูด มันเป็นตัวเก๊ อย่าให้ตัวอยากตัวนี้มันเกิด กดข่มก็ได้วิกขัมภนะ ถ้าใช้ปัญญารู้ว่าตัวนั้นคือเวทนาเทียม เวทนาเก๊ มันเป็นอาการจิตที่เคยชินเป็นไปตามโลกครอบงำมา แล้วเราก็เป็นแบบนี้มานาน เราก็เรียนให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มัน เป็นตัวแทรกตัวเวทนาเทียม มันไม่มีตัวจริงเป็นอุปาทานเป็นกิเลสตัณหาในจิต เราต้องรู้ด้วยปัญญาว่าตัวนี้ไม่ใช่ของจริง อนัตตา แล้วมันเป็นเหตุแห่งทุกข์ตัวผลัก ดูดนี้แหละเป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วมันก็ไม่เคยเที่ยงแท้หรอก เดี๋ยวมันก็มาเดี๋ยวมันก็ไป เดี๋ยวมันก็เกิดเรื่องอื่น ปุถุชนก็เกิดความสุขความทุกข์ตลอดเวลา ก็เลยเหมือนเกิดความเที่ยง เพราะมันต่อเนื่องด้วยกิเลสตลอดเวลา จะว่างเป็นอุเบกขา อทุกขมสุขบ้างก็น้อย จะว่างสบายๆ นั่งตรงนี้อากาศดีลมดีแสงดี อะไรก็แล้วแต่ที่บำเรอในกรรมกิริยาต่างๆ แล้วไม่ได้เรียนรู้สิ่งเหล่านี้ จึงสะสมจิตที่ชอบและไม่ชอบให้เป็นสุขและทุกข์แก่ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ปุถุชนนี่แหละ น่าสงสารมาก หายใจเข้าก็กิเลสเข้า หายใจออกก็กิเลสเข้า หายใจออกไม่ได้มีกิเลสออกด้วย หายใจเข้าก็กิเลสเข้า หายใจออกก็กิเลสเข้า เป็นอย่างนั้นจริงๆตลอดเวลา อานาอาปานะ ไม่ใช้สติพิจารณา วิจัย กำจัดกิเลสที่มันไม่ใช่ตัวตน สติมีแต่สติปุถุชน ไม่เคยเป็นสติอาริยชนเลย เป็นสติที่บำเรอกิเลสไปตลอดเวลา พักยกบ้างอทุกขมสุขอุเบกขาบ้าง ไม่เป็นเนกขัมสิตอุเบกขา เป็นจิตไม่ดูดไม่ผลัก เป็นฐานอุเบกขา ไม่ได้ฝึกฝนให้เกิดอุเบกขาฐาน ไม่ได้เกิดฝึกฝนให้เวทนาเป็นฐานนิพพาน ถ้าจิตโดยปัญญารู้ชัดเจน แล้วทำให้จิตเราเกิดเนกขัมมะสิตอุเบกขาได้เสมอเสมอ ก็เท่ากับสั่งสมหน่วยกิต ของนิพพานตลอดเวลา นี่คือพูดเอาสภาวะต่างๆมาอธิบายเป็นภาษา ที่พูดนี้ก็พูดต่อไปจนหมดเวลาหรือต่อพรุ่งนี้ก็ได้ วิกขัมภนปหานเป็นสามัญ แต่ตทังคปหานต้องมีภูมิปัญญาทำให้กิเลสลดได้ เป็นครั้งคราว เมื่อทำได้คุณก็ทำให้จริงทำให้สะเด็ดทำให้เด็ดขาด ทำให้คล่องว่องไวเป็นอัตโนมัติให้ได้เป็น สมุจเฉทปหาน ทำอย่างนี้แหละทวนไปทวนมาเรียกว่าปฏิ ทำซ้ำทำทวนให้มันสงบ ปัสสัทธิ จิตมันสงบเพราะทำให้กิเลสมันดับได้อย่างนี้ ทำจนให้เกิด สมุจเฉทปหาน ทำทวนทำซ้ำ อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง รักษาผลให้เกิดอเนญชาภิสังขารไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็จบเป็นนิสรณปหาน ทำจนสำเร็จเป็นเอง สลัดออกจนมันเป็นตถตา เป็นเช่นนั้นเองอัตโนมัติ กิเลสมา พอสัมผัสอันนี้ มันเป็นเหตุเป็นกิเลส แต่ตอนนี้มันเป็นเหตุแห่งกิเลสนั้นก็จริง แต่มันสัมผัสกับเราแล้วกิเลสไม่เกิดอีกเลย ขณะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ไม่เกิด ทีเผลอ ก็ไม่เกิด ยิ่งมีสติสัมปชัญญะรู้ตัวยิ่งไม่เกิด รู้ทันไม่เกิดกิเลสได้ จนเป็นอัตโนมัติเป็นเองตถตา จึงเรียกว่าเป็นเช่นนั้นเองด้วยตัวของมันเอง เรียกว่าตถตาเป็นตัวจบ ของพระพุทธเจ้านั้นก็จบ ถึงขั้น เป็น ตถาคตา เรียกว่า เสด็จไปดีแล้ว เป็นความจริงเสร็จรอบถ้วนแล้วตถาคตา ส่วนของคนก็เรียกว่าตถตา คนไปขยายความคำว่าตถตาเป็นโลกียะ นั้นผิด มันเป็นเช่นนั้นเอง แปลพยัญชนะว่าเป็นเช่นนั้นเอง แล้วเป็นเช่นนั้นเองต้องมีนัยอธิบายว่า คือผู้ที่ทำความจริงให้เป็นความจริงจนความจริงเป็นเช่นนั้นเอง ความจริงคือ จิตตนเป็นปรมัตถสัจจะชั้นสูงด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยบรมแก่นสาร วิมุติเป็นแก่น ของพระพุทธเจ้าแล้วอยู่ด้วยสมมุติสัจจะ พระอรหันต์อยู่ด้วยสมมติสัจจะ ปรมัตถสัจจะท่านจบแล้ว จบอย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีแต่ทำงานปรุงแต่งกับสังคมอย่างอนุโลมปฏิโลมไป

600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน