สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนระดับโพธิสัตว์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.19 KB
วันที่แก้ไข10 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนระดับโพธิสัตว์ พระอรหันต์ ยิ่งเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นผู้ที่มาสอน รื้อขนสัตว์ โพธิสัตว์คือผู้ที่บรรลุอรหันต์ของตนเองแล้ว แล้วก็เอามาแจกเผื่อให้คนอื่นรู้ตาม เป็นผู้สืบสานศาสนาพุทธ ก็ยิ่งจะรู้ดี และอนุโลมปฏิโลมคนอื่น เพราะฉะนั้นพระโพธิสัตว์จึงมีกายกรรมวจี แต่มโนท่านไม่ได้อนุโลม มโนของท่านแข็งแรงถาวร ตั้งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว มีแต่อนุโลมให้คนอื่น พูดกับคนอื่นกับคนมีกิเลสมาก ก็พูดเหมือนมีกิเลสในฐานที่เขาพอรู้เรื่อง คนไม่รู้ความจริงอย่างนี้จึงอ่านตามอาการ นัจจะ คีตะ วาทิตะ ที่ปรุงแต่งให้พวกเรารู้ได้ ก็อ่านตามอาการว่าคนนี้ต้องมีกิเลส เพราะคนโลกๆเขาปรุงแต่งอย่างนี้ คนนี้ทำเหมือนกันก็คงมีกิเลสเหมือนกัน เช่นอาตมาทำอาการอย่างนี้ เขาก็ว่าไม่ได้บรรลุ ทั้งที่จิตเราทำงานเสร็จแล้ว เราปรุงแต่งกับคนอื่นโดยไม่มีกังวลกับตนเองแล้ว คนอ่านตามอาการก็เพ่งโทษ อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับคนที่เข้าใจไม่ได้ ไม่เข้าใจสัจธรรมที่เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่แสดงอย่างนั้นเพื่อผู้อื่น ไม่ได้แสดงอะไรเพื่อตนเองเลย อาตมาอวดอุตริมนุสธรรม เขาก็หาว่าปาราชิก แต่อาตมาอวดอุตริมนุสธรรมที่มีในตนนั้น หนึ่งไม่ปาราชิก สองไม่ปาจิตติย์เพราะว่า แสดงโดยประมาณแล้วแต่เขาก็ถือพยัญชนะมาเพ่งโทษ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ ที่พูดก็เพื่อให้รู้ลึกซึ้ง ว่า สิ่งที่เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ซึ่งมันเป็นปฏินิสสัคคะ เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนอันลึกซึ้ง คัมภีราวภาโส เป็นเรื่องกลับไปกลับมา เหมือนทำอย่างเดิม กิริยาอาการอย่างเดิม แต่ในใจไม่มีกิเลสไปร่วมอยู่แล้ว อันนี้เป็นเรื่องที่เขารู้ไม่ได้ แล้วเพ่งโทษ จึงไม่เกิดประโยชน์อะไร อาตมาจึงจำเป็นต้องบอกความจริงว่า มีอุตริมนุสธรรมอย่างนั้นอย่างนี้

อ่านต่อ

เพราะอาตมาต้องแสดงเต็มที่ ในเรื่องการแสดงออก เพื่อให้เกิดผลต่อการกระทบสัมผัสกับผู้รับ ให้เกิดประโยชน์ร่วมกันได้ ในท่าทีที่แสดงออก นัจจะ คีตะวาทิตะ บางครั้งก็แรง บางครั้งก็เล่น เป็นอุบายเครื่องออกที่ต้องประกอบการ สภาพนัจจะคีตะวาทิตะ ทั้งท่าทีลีลาสุ้มเสียง จัด คอมโพซิชั่น เพื่อให้สื่อแล้วผู้รับสามารถรู้ได้ ก็เลยเหมือนลิงค่าง เหมือนดารานักแสดง ดรามาติก เป็นเช่นนั้นจริงเพราะอาตมา สื่อแสดงให้คนอื่นรับ หนึ่งเป็นสุนทรียศิลป์ ชวนให้รับรู้ สองเป็นสารศิลป์ ให้รู้สาระที่สื่อไป แสดงออกเป็นสัจจะ ทุกวันนี้ศิลปะเขาก็ไม่รู้จักสารศิลป์แล้ว มีแต่สุนทรียศิลป์ มีแต่สิ่งที่ชวนให้คนพอใจในสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ให้คนติดใจคนนับถือ ก็ทำแต่แบบนั้น ศิลปะอยู่ทั้งศาสตร์และศิลป์ ส่วนสุนทรียศิลป์ชี้ชวนให้คนได้รับประโยชน์ เช่น จะเอายาให้กินเป็นยาขมคนก็ไม่กิน ก็เอาสีใส่เอาน้ำตาลไปใส่ เป็นสุนทรียให้คนกินอย่างนั้นได้ แต่ทุกวันนี้มีแต่สีมีแต่น้ำตาลเนื้อหาสาระของยาไม่มีแล้วเต็มไปหมดเลย ต่างกันเพียงหาวิธีที่แตกต่างกันไป แล้วก็บอกว่านี่ของฉันเป็นเอกลักษณ์ของฉันเป็นอัตลักษณ์ของฉันคนอื่นก็จะต้องมาเอาตาม ซึ่งเป็นเรื่องของเทคนิคเท่านั้น คนที่จะหมดกิเลสด้วยปหาน 5 ถึง นิสรณปหาน ก็จบด้วยตถตาก็ต้องเข้าใจปหาน 5 แล้วทำให้ถูกต้อง 600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน