สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน การอวดอุตริมนุสธรรมอันมีในตน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.53 KB
วันที่แก้ไข10 กันยายน 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อวดอุตริมนุสธรรม) ตอน การอวดอุตริมนุสธรรมอันมีในตน _ดิฉันเข่ง ใจแก้ว อโศกตระกูล จะเล่าว่า ตั้งแต่เริ่มเป็นวัยรุ่นขึ้นก็มีความรู้สึกรักสวยรักงามมากๆ คงติดมาหลายชาติแล้วก็ได้ เกิดมาชาตินี้กิเลสตัวติดสวยติดงามก็ตามมาเกิดด้วยค่ะ จะใช้เงินไปกับความสวยงามก็ยอมที่จะจ่าย ได้เข้าไปร้านเสริมสวย ซอยผมแหว่งไปนิดเดียวก็เกิดอารมไม่ชอบใจขึ้นมาทันที เมื่อก่อนก็ไม่รู้ว่าการติดยึดความสวยความงามนั้นเป็นกิเลสหรอก เพราะคุณแม่หรือคนจีนเรียกมาม้าได้พาดิฉันไปปฏิบัติธรรมแบบเทวนิยม สวดมนต์เจ้าแม่กวนอิม พระจีนหรือวัดไทยพระไทยก็ไม่ได้สอนเรื่องของกิเลสเลย ดิฉันอยู่แถวปาดังเบซาร์ ส่วนใหญ่เป็นคนมีอันจะกินกัน ต่างคนต่างมีลูกสาว อาเตี่ยอาม่าให้ลูกสาวแต่งตัวสวยๆกันทั้งนั้นค่ะ เป็นธรรมดาของคนทางโลกๆใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากคนเกิดมาหน้าตาดีเป็นธรรมชาติไม่ได้เติมแต่งเพิ่มขึ้นอีก ก็รู้ว่าหน้าตาดีก็ไม่ใช่กิเลสใช่ไหมคะ ต่อมาดิฉันได้มาปฏิบัติธรรมที่สันติอโศก ก็ได้รู้ว่าติดสวยติดงามติดอะไรหรือหลงอะไรก็เป็นกิเลส ติดนอนก็เป็นกิเลส แต่งงานก็เป็นกิเลส ฟังธรรมแล้วรู้สึกว่าทำไมเรามีกิเลสมากจริงๆ แต่ดิฉันเป็นคนชอบฟังธรรมสม่ำเสมอค่ะ เป็นประจำ ฟังแล้วก็มาตรวจดูตัวเอง เมื่อก่อนพ่อท่านเทศน์ชัดๆแรงๆ ฟังแล้วเหมือนกิเลสจะหลุดออกไปจากตรงนั้นเลยค่ะ ดิฉันได้ฟังพ่อท่านเทศน์ก็ได้รู้ว่ากิเลสเป็นอย่างนี้เอง พอเจอผัสสะก็เกิดกิเลสขึ้นมา ก็เกิดหิริโอตตัปปะ 20 ปีผ่านไป ดิฉันอาจเป็นคนโชคดีที่มีผัสสะมาก อุปสรรคก็มาก แต่ก็มีความศรัทธาในธรรมที่พ่อท่านได้สั่งสอน แม้มีผัสสะมาก อุปสรรคมาก ก็สู้ด้วยน้ำตานองหน้า แต่ก็มีพ่อท่านที่เป็นกำลังใจช่วยให้ดิฉันมีพลังต่อสู้กับกิเลสจนถึงปัจจุบันนี้ได้ 40 ปีแล้วค่ะ พ่อท่านเป็นทั้งพ่อและแม่แล้วสอนใ

อ่านต่อ

ห้ดิฉันมีศีลเป็นแม่ปัญญาเป็นพ่อ สอนให้มีสัมมาทิฏฐิ ดิฉันปฏิบัติจึงเกิดมรรคผลได้ตามลำดับค่ะ ทุกวันนี้เรื่องของติดสวยติดงามนั้นได้ลดหายไป ทุกวันนี้ตื่นขึ้นมาก็หวีผมไม่ได้ส่องกระจกเลย ใส่เสื้อผ้าก็เข้าไปทำวัตรเช้าก็ทำงานต่อไป ไม่ยุ่งยากเหมือนเมื่อก่อน ไม่มีเงินเดือน มีความสุขสบายยิ่งกว่าเมื่อก่อนที่มีเงินมากๆค่ะ สุดท้ายนี้จะถามพ่อท่านว่า เราปฏิบัติธรรมจนได้มรรคผลของโลกุตระแล้ว เราก็อยู่กับสมมติสัจจะได้อย่างสบายใช่ไหมคะ ขอกราบนมัสการพ่อท่านค่ะ พ่อครูว่า...คนนี้มาตั้งแต่สาว จนบัดนี้ ยืนปอกผลไม้สารพัดมาหลายสิบปีแล้ว ทำงานหลายอย่าง ตอบมานี้ถูกต้อง เป็นการรายงานผล ไม่ใช่เป็นการอวดตัวอวดตนอะไร เป็นการปฏิบัติและรายงานผลต่อครูบาอาจารย์ว่าอย่างนี้ถูกต้องไหม ก็ถูกต้องชัดเจน ไม่ได้ลงไม่ได้อวดอุตริมนุสธรรมอะไร แม้แต่พ้นโลกียะมาเป็นโลกุตระแล้วก็บอกตรงๆ อย่างนี้เป็นศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ผิดเพี้ยนไปมาก บรรลุธรรมแล้วอย่าบอกใครๆ อันนี้แหละ เป็นเรื่องที่ทำให้ศาสนาเสื่อม บรรลุธรรมแล้วอย่าบอกใคร เรื่องนี้เป็นประเด็นในโลหิจจสูตร ล.9 ข.351 เป็นตนไป [352] ครั้งนั้น โลหิจจพราหมณ์เกิดมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้ว ไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไม่ควรสร้างเครื่องจองจำขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือความโลภ ว่าเป็นธรรมลามก เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ดังนี้ พ่อครูว่า...หมายความว่าผู้บรรลุธรรมจะไปบอกคนอื่นเขาก็บรรลุไม่ได้จะไปบอกทำไม แล้วก็เปรียบเทียบว่า การบอกนั้นเหมือนกับเราเองไปอวดอ้าง เหมือนกับเราไปโชว์ของดีที่เราได้บรรลุแล้ว เราก็บอกว่าเราได้บรรลุ มันก็เหมือนกับเครื่องจองจำ ที่เราออกได้แล้วเอามาใส่ใหม่ การไปบอกว่าตนเองบรรลุแล้วก็เหมือนกับการใส่เครื่องจองจำ สรุปแล้วก็คือไม่ให้บอก บรรลุธรรมแล้วไม่ให้บอกบอกแล้วมันเป็นกิเลสของเราเอง จริง คนที่อยากอวดตนเอง ตนเองบรรลุธรรมได้จริง แล้วก็มีจิตลามกอยากอวดตัวนี้เป็นปาจิตตีย์ ตนเองบรรลุธรรม มีอุตตริมนุสสธรรมในตนเอง โดยเฉพาะอวดกับอนุปสัมบันก็ปาจิตตีย์ แต่อาตมาอวดกับอุปสัมบันแต่ท่านแปลอุปสัมบันว่า ผู้ที่ออกบวชครองผ้า ถ้ายังไม่ออกบวชครองผ้าไม่เป็นอุปสัมบัน แต่อาตมาแปลว่า ผู้ที่ควรและเหมาะสมจะได้ฟังธรรม คืออุปสัมบัน อาตมาหมายถึงเช่นนี้ แต่ผู้รู้ได้แย้งว่า ต้องผ่านการบวช นุ่งห่มจีวรโกนหัวจึงเป็น อุปสัมบัน ผู้ยังไม่ได้ผ่านการบวชนั้นเป็น อนุปสัมบันทั้งนั้น อันนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจแตกต่างกัน เพราะอาตมาแปลว่าผู้ที่จะเข้าถึง คืออุปสัมบัน พูดแล้วก็จะรู้เรื่องกันเข้าถึงได้เข้าใจได้ แต่ผู้ที่แม้แต่จะใส่จีวร นุ่งห่มจีวร บวชมาร้อยพรรษาแต่พูดแล้วไม่เข้าใจก็ไม่ใช่ สมณะเดินดินว่า...ตอนนี้มีพระที่ตั้งศูนย์บำบัดยาบ้า แต่เอายาบ้ามาใส่ให้คนกินอีก ก็ไปตามประวัติว่าพระครูนี้เป็นพระที่เสพยาบ้ามาก่อน แล้วก็บวชมาเกิน 20 พรรษาด้วย ดูแล้วอย่างนี้ถือเป็นอุปสัมบันไม่ไหว พ่อครูว่า...ความรู้ทางศาสนาพูดอย่างนี้มันผิดเพี้ยนไปไกลไม่เหลือ ขนาด ผู้รู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปราชญ์ทางศาสนา อาตมาก็บอกว่าเขาอธิบายบางอย่างผิด อาตมาก็ยืนยัน ส่วนสิ่งที่ท่านอธิบายถูกก็ยืนยันอยู่ ก็มีอยู่เยอะ อาตมาก็ได้อาศัยอันนั้นที่ท่านแปล บันทึกไว้ด้วยซ้ำไป ส่วนอันที่แปลถูกก็เยอะ แต่แปลส่วนผิดก็ต้องตำหนิ ท่านก็ไม่ยอมให้ตำหนิเลย เราไม่ได้ลบหลู่ทั้งหมดทั้งด้าม แต่ส่วนถูกก็ว่าถูก ส่วนผิดก็ว่าผิด อันนี้ก็ว่ากันไป 600908_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ เนกขัมมะด้วยปหาน 5 ให้ถึงตถตา

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน