560512_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และ ส.เพาะพุทธ เรื่อง การทำใจในใจเป็นนั้นสำคัญขนาดไหน.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
560512_รายการวิถีอาริยธรรม โดยพ่อครู และ ส.เพาะพุทธ เรื่อง การทำใจในใจเป็นนั้นสำคัญขนาดไหน วันที่ 12 พฤษภาคม 2556 ที่บวร สันติอโศก ส มณะ เพาะพุทธเริ่มรายการที่ศาลาฉันสันติ อโศก ...เดิมทีเรามี รายการพุทธที่ไปนิพพาน ต่อมาก็มีชื่อเป็น รายการวิถ ี อาริยธรรม นั่นเอง พ่อครูม าบอกความจริ งให้เรารู้ในธรรมะที่เป็น โลกุตระ เป็น อเทวนิยม ซึ่งเป็นสองข้อที่ ศาสนาพุทธต่างจากศาสนาอื่น โกลุตระ ที่จะเป็นไปได้จะต้องมี ปฏิปทาที่เป็นไปสู่โลกุตระ ที่ได้นำเสนอไปในรายการที่แล้ว นิโรธแบบพุทธ คือ การดับเหตุ คือ ตัณหา แต่ นิโรธแบบฤาษี คือ การดับจิต และ อวิชชา คือ ความไม่รู้ ส่วน มิจฉาทิฏฐิ คือ การรู้ผิด ซึ่ง อวิชชา นั้นก็รวมถึง มิจฉาทิฏฐิ ไปด้วย อวิชชา คือ คนที่ไม่รู้ความจริงเรื่องอริยสัจ พ่อครูว่า… คราวที่แล้ว อาตมา ได้นำปฏิปทา (การปฏิบัติ) มาสาธยาย ซึ่งนำมาจากพระไตร ปิฎก เล่ม 16 สูตรที่ 3 อาตมาได้สอนไล่มาเรื่อยๆจากสูตรที่ 1 คือ เทศนาสูตร และมาสูตรที่ 2 คือ วิภังคสูตร ซึ่งมีจุดสำคัญที่ท่านตรัสถึงปฏิจจสมุปบาท ท่านกล่าวถึง อวิชชา คือ ความไม่รู้ใน สายปฏิจจสมุปบาทต่อมา ที่เป็นอาการที่ลึกซึ้งมีทั้งรูปธรรม ทั้งนามธรรม สังขาร คือรวมทั้ง มหาภูตรูป และ อุปาทายรูป ต้องรู้เป็นสภาวะ ไม่ใช่แค่รู้ตรรกะ เห็นโดยใช้ อาการ ลิงค นิมิต อุเท ส ที่จะเป็นลักษณะให้เรารู้ในนามธรรม สังขาร มี สังขาร 3 คือ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร หรือแบ่งเป็น ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร และยังแตกเป็น ปธานสังขาร อีกในเรื่องของอิทธิบาทที่มีความเพียรกับสังขาร เรื่องนามรูป ท่านก็แจกให้เรียนรู้ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งสำคัญมาก 09.23 น. พระพุทธเจ้าสอนในจุดที่สำคัญของทุกสูตรคือ "โยนิโสมนสิการ" ถ้าไม่เข
อ่านต่อ
้าใจเรื่องนี้ก็จบเห่ หรือเข้าใจผิดเป็น มิจฉาทิฏฐิ เขาเรียนมาเยอะ แต่รู้มาผิด เรียนมาผิด โดยเฉพาะคำว่า โยนิโสมนสิการ ที่ยังเข้าใจไม่ครบถ้วน ถ้ารู้การ โยนิโสมนสิการ ก็คือจะรู้ นายช่างของจิต กดปุ่มของจิต หรือทำจิตให้ชำระกิเลสให้หมดเลย ซึ่งไม่ใช่ไปดับจิต ที่เขาเรียนคำว่า นิโรธ คือการดับจิต ดับสัญญา สะกดไม่ให้มันรู้นั้น เข้าใจไม่ถูก เขาพาสอนพาทำผิดๆมานาน ปฏิจจสมุปบาท "สายเกิด" เริ่มจาก อวิชชา ต่อเนื่องไป สังขาร...ไปจนทำให้เกิดทุกข์ ปฏิจจสมุปบาท "สายเกิด" ท่านเริ่มที่ ชาติ ซึ่งแจกเป็น ชาติ สัญชาติ โอกกันติ นิพพัตติ อภินิพพัตติ ซึ่งเป็น นามธรรม ล้วนแล้วแต่เป็นการเกิดอย่าง โอปปาติกโยนิ ไม่ใช่การเกิดอย่าง สังเสทชโยนิ หรืออัณฑชโยนิ หรือ ชลาพุชโยนิ แต่อย่างใด ซึ่งถ้าเข้าใจการเกิดใน ปฏิจจสมปุบาท ว่าเป็นการเกิด ตายทางร่างกายนั้น ก็จะปฏิบัติให้เข้าถึง ปรมัตถ์ ไม่ได้ แต่ถ้าเข้าใจว่า ชาติใน ปฏิจจสมุปบาท คือการเกิดอย่าง โอปปาติกโยนิ จึงจะทำให้ปฏิบัติได้เข้าถึง ปรมัตถ์ ภพ ก็มีภพ 3 , ส่วนอุปาทานก็มี 4 อย่าง, ไปถึงตัณหา ซึ่งในบริบทของปฏิจจสมุปบาทท่านให้เรียนรู้ตัณหา 6 , ผัสสะ 6 , อายตนะ 6 , นาม 5, รูป 2 นามรูป นั้นจ ะต้องใช้ปัญญารู้ ที่เรียกว่า "วิชชา" ที่ญาณตัวเริ่มต้นคือ "นามรูปปริเฉทญาณ" ซึ่งเป็นสภาวะที่จะต้องมีในการปฏิบัติ หากไม่มีสภาวะนี้ก็ไม่สามารถปฏิบัติบรรลุธรรมได้ วันนี้มี ศ.ระภี สาคริก มาฟังธรรมด้วย ความจริงอย่างหนึ่ง อาตมาพบอ.ระภี สาคริก ตั้งแต่ทำงานสถานีโทรทัศน์ ตอนนั้นอ.ระพีเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ก็จะต้องเชิญมาออกรายการ แต่ว่าก็สะดุดว่า เกิดปีเดียวกัน แต่คนละรอบ แต่ก็มีอะไรที่คล้ายกัน ซึ่งก็ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนเลย ตอนนี้ อาตมา ก็จะอายุ 80 ปี ส่วนอ.ระพี ก็อายุ 90 แล้ว รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไป พระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ แต่สำคัญคือ นามธรรม นั้นใหม่เสมอ สดเสมอ ไม่มีชรา มรณะ ถ้าเ ข้าใจว่า ชาติ อะไรที่ควรดับ ให้ดับสนิทจนเป็น อภินิพพัตติ ซึ่ง ชาติที่ควรดับ คือ อกุศลจิต หรือจริงๆคือ อวิชชา จนดับอวิชชาสิ้นเลยก็เกิด วิชชา และ วิมุติ ซึ่งการดับอวิชชานั้น ไม่ใช่ว่าวิชชาดับไปด้วย แต่วิชชาจะสว่างไสว จะหมดปัญหา อย่างปัญหาเรื่องการเมือง ที่มีปัญาหามาก หลายอย่างเราไม่รู้ ถ้ารู้เราก็ช่วยเขาแก้ได้ ไม่รู้เราก็แก้ไม่ได้ สังขาร 3 นั้น ตัววจีสังขารเป็นตัวที่รู้ได้ยากที่สุด ส่วนกายสังขารนั้นคนส่วนใหญ่รู้ได้ไม่ครบที่สุด คำว่า กายสังขาร นั้น มีทั้ง รูปรูป และ นามรูป คือทั้งภายนอกและภายในจิต ส่วนจิตสังขาร ก็รู้ยากกว่ากายสังขารบ้าง ส่วน จิตสังขาร รู้ได้ยากที่สุด เราต้องรู้ใน สังกัปปะ 7 ตรงนี้แหละสำคัญ หากไม่รู้สูตรนี้จะแก้ไขจิตตนไม่ได้ คนจะทำ ฌาน ทำ สมาธิ ต้องรู้ สังกัปปะ 7 นี้ คือ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขาร 09.40 น. วจีสังขาร ไม่ใช่ วาจา แต่คือ นามธรรมในใจ หรือคำพูดในใจ ที่จะต้องเรียนรู้ว่ามี อกุศลเหตุ หรือไม่ จะต้องทำ ฌาน ตรงนี้แหละ ในการเผากิเลส กามและพยาบาท ไม่ให้มาสังขารร่วมในวจีสังขาร องค์รวมของการสังขาร ของ สังกัปปะ 7 จะต้องรู้เป็นสภาวะว่า แต่ละองค์ของ สังกัปปะ 7 คืออย่างไร ถ้าทำ วจีสังขาร ให้บริสุทธิ์ ก็จะออกมาเป็น สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ได้บริสุทธิ์เช่นกัน เราปฏิบัติที่ต้นทาง ต้นเหตุ ในมูลสูตร เป็นต้นทางเลย เล่ม .16 ส ู ตรที่ 4 วิปัสสีสูตร [ 22 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ บิณฑิกเศรษฐีเขตพระนครสาวัตถี ... พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่าวิปัสสี ก่อน แต่ตรัสรู้ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้ตรัสรู้ ได้ปริวิตกว่า โลกนี้ถึงความยาก แล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่รู้ ธรรมอันออกจากทุกข์ คือ ชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่าความออกจากทุกข์ คือ ชราและมรณะนี้ จักปรากฏ ฯ [23] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะ อะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี ชราและมรณะย่อมมี เพราะชาติเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมีชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี ชาติย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมีภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะอะไร เป็นปัจจัย ... เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงจะมี สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูป เป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ... เมื่ออะไรหนอมีอยู่วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ... เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย 10.00 น. ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแลพระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ในธรรม ที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้ ฯ พ่อครูว่า ตัว สังขาร ที่เกิดด้วยอวิชชา ก็คือทำให้เกิดความเละเทะกันทั่วโลก และที่สังขารอยู่อย่างอวิชชาก็เพราะทำใจในใจไม่เป็น ทำใจในใจอย่างไรจึงเป็น ก็คือ ต้องจับอ่าน สักกายะ ให้ได้ ใช้ อาการลิงคนิมิตอุเทส ในการอ่าน วิญญาณผี เปรต สัตว์นรก อสุรกาย เดรัจฉาน ล้วนแล้วแต่เป็นนามธรรม แต่เขาไปเข้าใจผิดว่า เป็นตัวเป็นตนเป็น รามเกียรติ์ มหาภารตะ เป็นนิทานไป ถ้าใครเข้าใจเป็นนามธรรมได้หมดในการดูรา ม เกียรติ์ มหาภารตะ ก็สูงมาก ถ้ามี วิชชา คุณก็สังขารอย่าง "วิสังขาร" คือทำให้ไม่มีสิ่งที่จะไม่ให้มีไปปรุงแต่งร่วมด้วย คือ ไม่ให้มีเหตุตัวนี้ไปปรุงแต่งร่วม แปลง่ายๆว่า ไม่ให้สังขาร ก็คือ ไม่ให้มีตัวร้ายไปสังขาร เราก็ยังสังขารอยู่ แต่สังขารอย่างไม่มีโทษภัย ไม่มีตัวเหตุร้ายไปสังขารร่วมด้วย ท่านแ ย กเป็น อภิสังขาร คำว่า จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่างก็คือคำที่ใช้แทนกันได้ แล้ว [24] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความ ปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชรา และมรณะจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลายครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะ จึงไม่มี เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อภพไม่มี ชาติจึงไม่มี เพราะภพดับ ชาติจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ ... เมื่อไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มีเพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะ อะไรดับ ตัณหาจึงดับ ... เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี เพราะเวทนาดับ ตัณหาจึงดับ … พ่อครูว่า … เวทนาคือความรู้สึก ถ้าอ่านตามพระไตรปิฎกนี้ จะดับตัณหาจะต้องดับเวทนา จะไปเข้าใจผิดว่า ต้องไม่รับรู้อะไร คือ ดับเวทนา ไม่ให้มันรู้สึกอะไร และถ้าลืมตามันดับไม่ได้ ก็ต้องนั่งหลับตาไปสะกดจิต เป็นอสัญญีสัตว์หรือวิสัญญี อย่างวิสัญญีแพทย์ก็จะสามารถระงับดับความรับรู้ได้ ไม่ให้รับรู้อะไรข้างนอก เขาทำใจในใจไม่เป็น ทำไม่ถูก ทำไม่สัมมาก็ไปดับเวทนา ซึ่งถ้าจะดับเวทนาได้ต้องดับผัสสะอีก ก็พาซื่อไปไม่ให้มีผัสสะอีก ไปดับนั่งเข้านิโรธสมาบัติโดยทำการนั่งดับหลับ ใ หล ซึ่งเข้าใจไม่ถูกต้อง เมื่ออะไรหนอ ไม่มี เวทนาจึงไม่มี เพราะอะไรดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่อผัสสะไม่มีเวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึง ไม่มี เพราะอะไรดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่อสฬายตนะ ไม่มี ผัสสะจึงไม่มี เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะจึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สฬายตนะจึงดับ ... พ่อครูว่า...อายต นะจะเกิดได้ต้องมีผัสสะ (ท่านเรียกว่า ผุสสะ หรือผัสสะ แปลว่า การสัมผัส) ที่เกิดจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คือมีสิ่งสองสิ่งที่เป็นรูปธรรม สัมผัสกันจึงเกิด ตัวรู้ ที่ท่านเรียกว่า "วิญญาณ" แต่ถ้าไม่มีตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแต่ทวารใจ เขาเรียกว่า มนายตนะ แต่ไม่เรียกว่า ธรรมารมณ์ มีคนแย้งที่อาตมา เข้าใจว่า ถ้าไม่มีผัสสะ จะไม่เกิดอายตนะนั้น อธิบายว่า.. เพราะทวารใจนั้นมันเหมือนไส้เดือน มีสองเพศไม่ต้องหาให้ยาก ไม่ต้องกระทบสัมผัสหรอก มันอยู่ด้วยกันแล้ว เหมือนใจก็ปรุงกันเองได้ ไม่ต้องไปหาไม่ต้องสัมผัสแต่มันปรุงเองเลย พระพุทธเจ้าแยกอายตนะ 2 คืออายตะ 10 ก่อนเป็นอายตนะภายนอก และก็มีอายตนะ 2 คือในใจ จะรู้จักอายตนะ 2 ดี คุณต้องรู้อายตนะ 10 ก่อน คือคุณต้องดับเหตุที่มาจากอายตนะ 10 ก่อนได้หมด คุณจึงจะไปรู้อายตนะ 2 ได้ คือเป็นอนาคามี หมดสังโยชน์ 5 แล้ว มีเหลือแต่รูปโลกและอรูปโลก เป็นอภิสังขารระดับอปุญญาแล้ว ถึงขั้นอุเบกขาแล้วในการสัมผัสทางภายนอก ถ้าคุ ณยังมีแวบไหวในการสัม ผัสภายนอก คุณยังไม่อเนญชา คุณก็ต้องสะสมอเนญชาต่อไป ให้มั่นคงไม่หวั่นไหว สั่งสม อเนญชาภิสังขาร คือมีกุศล เจตนา อรูปาวจร ไม่เกี่ยวกับภายนอก แต่ต้องอยู่กับชีวิตประจำวัน มีการสัมผัสอยู่ แล้วจะมีการประมาณเองในการสัมผัส ท่านไม่ไปอยากได้ลาภยศ สรรเสริญ สุขแล้ว ท่านมีสังขารุเปกขาญาณ ท่านก็จะประมาณโดยไม่ได้อยา กอวดดี ห่าม จะประมาณเผื่อพอด้วยซ้ำไม่ประมาท คือ อปมาทะอย่างแท้จริง อาตมา ว่า ถ้าดูแล้วเหตุการณ์เสี่ยง ถ้าไม่ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ไม่ทำ ถ้าไม่เสี่ยงได้ 80-100 ก็ทำเลย เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี เพราะนามรูป ดับ สฬายตนะ จึงดับ ... พ่อครูว่า...คุณทุกข์แต่คุณกลบเกลื่อนว่าหามาบำเรอให้มันเป็นสุข คราใดที่คุณอยากได้มาก ก็ต้องไปทำผิด อย่างฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ถ้ากูไม่ได้คนอื่นก็อย่าอยู่เป็นสุข จึงเห็นอยู่ตำตาในมนุษย์เช่นนี้ ภาวะทุกข์ร้อน มันมีอยู่แต่เขาไม่เห็นว่ามันทุกข์ เขากลับหลอกว่า จะทำให้ทุกคนมีสุข โดยเอาเงินหรืออามิสลมๆแล้งๆมาล่อ เช่น จะให้คนมารวยทั้งหมด ซึ่งพระพุทธเจ้าไม่สอน ในหลวงไม่สอนอย่างนั้น ในหลวงเราเป็นตระกูลพระพุทธเจ้าเพราะสอนให้คนมาจน สอนให้คนมาจนนี้พ้นทุกข์ สอนให้คนมารวยจะยิ่งทุกข์ อย่างถูกหวยรางวัลที่ 1 ได้ 30 ล้านเริ่มทุกข์แล้ว มีคนมามากมายมาทวงบุญคุณ ทั้งญาติและไม่ใช่ญาติ บางคนต้องหนีเลย นี่คือเรื่องจริง เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี เพราะอะไรดับ นามรูปจึงดับ ... เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูป จึงไม่มี เพราะวิญญาณดับ นามรูป จึงดับ ... เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ดูกรภิกษุ ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอ ไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ ดูกรภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พ่อครูว่า... ในเรื่อง วิญญาณฐ ิ ติ นั้น การกำหนดรู้ต่างกันนั้นจะทำให้เข้าใจและปฏิบัติต่างกัน เช่น คนรู้เรื่องผีมาต่างกัน คนก็เห็นผีเห็นองค์ประชุมต่างกัน กายต่างกัน สัญญาก็ต่างกัน 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า 2 . สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น 3 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่น พวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) 4 . สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) ที่จริงเทวดาสุภกิณหาคือถึงขั้นนิโรธแล้ว คือถึงฌาน 4 แล้วเป็นอุเบกขา เป็นอาภัสรา แต่ความไม่มีคืออะไร ผู้ที่สัมมาจะดับได้สนิทเลย แต่สว่างโล่ง แต่ผู้มิจฉาจะดับอย่างมืดเลย จึงใช้คำว่า กิณหา แล้วเขาก็เข้าใจว่าได้นิโรธแล้ว เข้าใจว่าเราได้บุญแล้วหนอได้โชคแล้วหนอ นี่คือผู้ได้กายนิโรธมืด แต่ของพระพุทธเจ้านั้นคือความหมดเกลี้ยงไม่เหลือตัวตนในสิ่งที่เป็นเหตุร้าย นี่คือนิโรธแบบพุทธ จะสว่างไสว สุภกิณหพรหมคือ มีทั้งสภาวะสว่างแจ้ง คือมีจักษุญาณปัญญา วิชชาแสงสว่าง ชัดเจนว่าตัวที่จะให้ดับไม่เหลือ มันหมดเกลี้ยงไม่มีเลย อย่างสว่างรู้ๆเลย คือนิโรธสว่าง แต่เพราะเขาไปไม่เข้าใจนามรูปว่าต้องรู้ด้วยอาการลิงคนิมิตอุเท ส จึงไปเข้ าใจแบบตัวตนเราเขา จึงแปลมาผิดๆ 10.40 น. พออวิชชาดับ วิชชาก็เกิด แต่ถ้าเข้าใจผิด ไปดับอวิชชาก็ดับไปทั้งหมด ก็มืด ไม่มีแสงสว่างไม่มีดวงตา ไม่มีญาณปัญญา จักษุ วิชชา แสงสว่างเลย ไม่ใช่อย่างนั้น สังขารเมื่อดับอวิชชาได้ถูกต้องจะมี อภิสังขาร เป็น ฉันทวิริยปธานสังขาร วิริยวิริยปธานสังขาร จิตตวิริยปธานสังขาร วิมังสวิริยปธานสังขาร เราล้างตัวอกุศลจิตได้ดับสนิทก็มีนิโรธแบบสว่าง ซึ่งเราจะล้างได้ต้องสังขารอย่างไรจึงจะชำระจิตสันดานได้หมดจดก็ต้องทำโยนิโสมนสิการนั่นเอง พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ ... ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับ แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมี ด้วยประการอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้น แก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่ เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้ ฯ จบสูตรที่ 4 10.45 น . เพราะทำมนสิการเป็น ความดับแห่งกองทุกข์จึงมี อะไรดับ ..ก็คือ เหตุแห่งการเกิดอกุศลดับ หรือเหตุแห่งทุกข์ดับ ไม่ใช่ดับจิต ไปดับ ฉันทะ สั งขาร หรือดับนามรูป ดับอายตนะ ดับผัสสะ แต่ให้ดับเหตุ คือ ตัณหา เมื่อตัณหาดับ ภพก็ดับ แต่ไม่ใช่ดับไปหมด แต่จะมีภพวิเศษ และตัณหาที่จะดับนั้นคือ กามตัณหา ภวตัณหา โดยใช้วิภวตัณหา มนสิการ คือ ทำใจในใจ ผู้ที่ทำใจในใจสัมมาทิฏฐิได้ มนสิการจึงจะโยนิโ ส ที่แท้จริงได้ จะเกิดสัมมาทิฏฐิ คุณต้องฟังผู้อื ่ น เพราะรากเหง้าของคุณคืออวิชชา แต่ถ้าคุณไปเรียนแล้วมิจฉาทิฏฐิ แล้วคุณก็ไปยึดผิด แล้วคุณไม่ฟังสมณะพราหมณ์ที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถ้าเผอิญถูกก็โชคดีไป อย่างที่ อาตมา พูด ถ้าคุณเห็นแย้ง ถ้า อาตมา ผิด คุณก็ถูก ถ้า อาตมา ถูก คุณก็ผิด เราไม่แย้งกัน อาตมา รวยธรรม ยิ่งแจกยิ่งงอก ก็ให้ธรรมะไป เล่ม 22 ข้อ 497 ต้องไปเรียนรู้ มีปรโตโฆษะ จึงจะมีโยนิโสมนสิการ เพื่อให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ก็ลองฟังพ่อครูพูดว่า มันถูกหรือไม่ เช่น ประเด็นหลับตาปฏิบัติหรือไปลืมตาปฏิบัติ ก็ให้ลองฟังดูบ้าง พ่อครูไม่ได้ยึดว่า ต้องมาเอาอย่างพ่อครู แต่มั่นใจว่าถูก 2 . ในมูลสูตรข้อ 2 ถ้าคุณยินดีมีฉันทะก่อนแล้วก็จะเรียนรู้มูลสูตรข้อ 2 คือ มนสิการ คือ ทำใจในใจ ถ้าใครเข้าใจไม่ถูก ไปเข้าใจว่า คือการขบคิดพิจารณา นั่นไม่ถูก หรือเอาแต่มีสติรู้นิ่งเฉยไม่พิจารณาเลย รู้แล้วจบทุกอย่าง ไม่ใช่ตัวตน ก็เป็นสมถะลืมตาก็นิยมกันทั่วโลก นิยมกว่าพ่อครูด้วย เอาแต่สติเท่านั้น ตัดทิ้งไม่รู้สัมปชัญญะ สัมปชานะไม่รู้รายละเอียดลึกซึ้งอะไร เมื่อไม่เข้าใจมนสิการ เข้าใจทฤษฏีก่อนอย่างไม่ถูกต้องก็จะปฏิบัติไม่ถูก คุณเอาแต่รู้นิ่งเฉย คุณก็โยนิโ ส ฯไม่ถูกต้อง ก็จะไม่สำรวมอินทรีย์ ก็จะไม่สุจริตกรรม 3 ก็จะปฏิบัติสติปัฏฐานไม่ถูกต้อง ไม่มีโพชฌงค์เกิด ก็อวิชชาอยู่ตลอดไป ในสุริยเปยยาลสูตร แสงสว่างที่มาก่อนมรรคองค์ 8 คือโยนิโ ส มน สิ การ ถ้าเข้าใจโยนิโสฯ ไม่ถูกต้องก็ปฏิบัติมรรคองค์ 8 แบบผิดๆ ใน ปัญญาวุฑฒิสูตร สัปปุริสสังเสวะ (รู้จักฟังบัณฑิต คบหาสัตบุรุษ) สัทธัมมัสสวนะ (ฟังสัทธรรม) โยนิโสมนสิการ (กระทำลงในใจโดยแยบคาย) ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ (ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม) คำว่า โยนิโสมนส ิ การ ในสิขีสูตร แม้พระพุทธเจ้าทั้ง 7 ในสูตรที่ 5 สิขีสูตร- 9 กัสสปสูตร [25] พระปริวิตกของพระพุทธเจ้าแม้ทั้ง 7 พระองค์ ก็พึงให้พิศดาร เหมือนอย่างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง พระนามว่าสีขี ... ทรงพระนามว่า เวสสภู ... ทรงพระนามว่ากกุสันธะ ... ทรงพระนามว่าโกนาคมนะ ... ทรงพระนามว่ากัสสป ... ฯ 10 มหาศักยมุนีโคตมสูตร [ 26 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อนตรัสรู้ ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจากทุกข์คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะ จึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ........ สรุปคือพระพุทธเจ้าทุกพระองค์สอนให้ทำใจในใจให้แยบคายเหมือนกันหมด ................จบ
ท่านจันทร์สรุปว่า ความจริงนั้นมีหนึ่งเดียว แม้จะสอนต่างองค์แต่ไม่ต่างธรรม ในบรรดาพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่มีอัตตาตัวกูของกู แม้แต่คำสอนของกู ก็สอนอย่างเดียวกัน แม้แต่ถ้อยคำก็อย่างเดียวกัน แม้แต่พระพุทธเจ้าองค์สมณะโคดมก็เอาคำสอนของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนมาสอน นึกถึงหนังสือของอโศกก็นำเอาจากของหนังสืออื่นที่เป็นสัจจะมานำเสนอ การดับสนิทนั้นต้องดับอวิชชา แล้วจะเกิดความสว่างของ วิชชาได้ จุดสำคัญของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์คือ โยนิโสมนสิการ ก็คือสังกัปปะ ๗ อันได้แก่ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ อัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา วจีสังขารา ตัวมนสิการคือการสังขาร และมีการสังเคราะห์ด้วย ทั้งหมดท่านจันทร์ฟังไปก็มึนไป แต่อะไรที่ไม่ลงตัวแต่ถ้าเอาตัวมาลงก็จะได้เอง ถ้าไม่มาฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ แม้เข้าหูก็ไม่เข้าหูแล้ว ปัจจัยที่ทำให้เกิดสังขารคือวิญญาณที่มีอวิชชา เราต้องเรียนรู้โยนิโสมนสิการที่ทำให้เกิดสังขารอย่างมีการสังเคราะห์เพื่อสงเคราะห์ช่วยผู้อื่นต่อไป โลกวุ่นวายเพราะสังขารด้วยอวิชชา ....