560514_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง อาหารเครื่องอาศัยไปนิพพาน.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2556
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข21 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

560514_รายการสงครามสังคมธรรมะการเมือง โดยพ่อครู เรื่อง อาหารเครื่องอาศัยไปนิพพาน วันที่ 14 พฤษภาคม 2556 ที่บวร สันติอโศก พ่อครูจัดรายการที่ห้องกันเกรา สันติอโศก ...พ่อครูก็ยังคงบรรยายเกี่ยวกับศาสนาที่เป็นพุทธแท้ๆอยู่เช่นเดิม รายการนี้เปิดโอกาสให้ผู้ฟังได้แสดงความเห็นหรือถามปัญหาได้ โดยส่งข้อความมาหรือโทรศัพท์มาถามคำถามหรือส่งประเด็นได้ ซึ่งพ่อครูจะตอบประเด็นในช่วงหลังของรายการ แต่ละคนก็มีความเห็นต่างกันได้เป็นธรรมดา ใครจะเห็นแย้งก็ว่ากันได้ แต่ถ้าเรารู้แล้วว่า ท่านแย้งมานั้น อาตมาก็รู้และเข้าใจ แต่ท่านก็ว่า อาตมา ไม่รู้ไม่เป็น เช่น เขาว่า อาตมา ไม่รู้ฌาน สมาธิ นิโรธ หรืออย่างที่เขาปฏิบัตินั่งหลับตาทำสมาธิ แต่ที่จริง อาตมา เคยปฏิบัติมาได้ผลมาแล้ว และก็ยืนยันว่าสิ่งนั้นผิด และ อาตมา ก็รู้สิ่งที่ถูกต้องกว่า เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้ายืนยันไว้ในพระไตรปิฎก ก็ยืนยันอยู่ แต่ถ้าท่านจะยืนยันว่า อย่างเดิมก็แล้วแต่ อาตมา ก็ไม่คิดจะกลับไปเห็นว่าอย่างนั้นถูก อาตมา เคยทำอย่างนั้นมาแล้ว และก็รู้ว่าที่ท่านพูดมาเป็นอย่างไร อาตมารู้ทั้งสองอย่าง มีสภาวะทั้งสองอย่าง เคยผ่านมาแล้ว พระพุทธเจ้าท่านก็รู้ว่า สิ่งที่ท่านปฎิบัติในป่า ทรมานตน 6 ปีนั้นเป็นสิ่งผิด เป็นลิงลมอมข้าวพอง ซึ่ง อาตมา ก็เป็นมา จะเมาไปกับโลก แต่ในที่สุดก็จะฟื้นความรู้ขึ้นมา ก็จะมีไปตามบารมีมากน้อยตามแต่บุคคล ในสายเถรวาท เขามีกรอบอรหันต์รอบเดียวแล้วก็ตายแล้วสูญ ซึ่งเป็นอุจเฉจทิฏฐิ เขาเชื่อว่า โพธิสัตว์เป็นคนไม่บรรลุธรรม หากบรรลุธรรม เป็นโพธิสัตว์ไม่ได้ ก็เข้าใจผิดไปอย่างนั้นอีก อาตมา ไม่ขอเถียงกับเขา ถ้าเขาเถียงจะเอาชนะ อาตมา ขอแพ้ เมื่อวานอาตมาก็ได้ลงรายละเอียดถึงอาหารสูตร ในพระไตรปิฎก เ ล ่ม 18 ซึ่งอาหารสูตรก็เกี่ยวเนื่อ

อ่านต่อ

งกับปฏิจจสมุปบาทอย่างยิ่ง วันนี้จะขยายความอาหาร 4 อย่างสำคัญ ซึ่ง อาหาร คือ เครื่องอาศัย กว ฬิง การาหาร เกี่ยวเนื่องกับวัตถุข้างนอก หมายถึง สิ่งที่เรากิน หรืออาหาร คือ คำข้าว ในอาหารนั้นแหละ มันต้องผัสสะทางตา ทางหู จมูก ลิ้นกาย แล้วเข้าไปถึงธาตุรู้ภายใน คือ วิญญาณ ส่วน มโนสัญเจตนาหารและวิญญาณาหารอยู่ภายใน ผัสสาหาร เป็นกึ่งนามกึ่งรูป ในพระไตร ปิฎกเล่ม 16 แจกนามไว้ว่า คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ซึ่งทั้ง 5 คำนี้ เรียกว่า นาม ผัสสะ คือ การกระทบสัมผัส และผัสสะ ท่านก็เรียกว่า การกระทบสัมผัสข้างนอก แต่ข้างใน ท่านไม่เรียกผัสสะ มันจะต้องมีสิ่งที่อยู่ข้างนอก มากระทบกับตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วเข้าไปข้างใน สัมผัสจากกายนอก เนื่องไปถึงความรับรู้ทางใจ ข้างใน เพราะธาตุรู้หรือวิญญาณนั้นเกิดภายใน วิญญาณจ ะเกิดต้องมีผัสสะ 3 คือ ตากระทบรูป แล้วจึงเกิดวิญญาณ สามอย่างนี้เรียกว่า "วิญญาณ" เป็นธาตุรับรู้ตามจริง เป็นของจริงตามจริง กระทบอะไรก็รู้ อันนั้นก็จบ แต่ผู้มีกิเลสก็ปรุงต่อว่า ชอบหรือไม่ชอบ อร่อยไม่อร่อยก็ชอบหรือไม่ชอบ ซึ่งคนทุกคน ทุกชาติสัมผัสแล้วจะเหมือนกันหมดแต่อธิบายเป็นภาษาต่างกันไป เป็นภาษาไทย-จีน-ลาว แล้วแต่ การมีความชอบหรือไม่ชอบก็เนื่องมาจากลักษณะการยึดไว้ สเปคไว้ อุปาทานไว้ ว่าอย่างนี้น่าได้ น่ามี น่าเป็น อย่างนี้ชอบหรือชัง ถ้ากระทบแล้วได้ตามสเปคที่เรากำหนดไว้ก็ชอบ ถ้าไม่ตรง ก็ไม่ชอบ ก็ทุกข์ เรียนรู้ให้ได้ว่า สุขมันของหลอก ทุกข์มันของจริง ทั้งเกิดสุข เกิดทุกข์นั้นโง่ สุขมันแวบเดียวที่มีของจริงผ่านจากนั้น เป็นของปลอม มันไม่มีผัสสะแล้ว ถ้าเป็นอนาคามีแล้ว ไม่สุขทุกข์กับภายนอกแล้วก็มีความสบายเบาแล้ว ไม่บ้าไปกับคนอื่น แต่บ้าส่วนตัว ส่วนไม่ใช่อนาคามี จะบ้าไปกับสิ่งอื่นกับคนอื่นด้วย วุ่นวายมากเลย อะไรไม่รู้วุ่นไปหมด ในชีวิตคน ถ้าไม่รู้สิ่งที่เรายึด เราอุปาทาน ก็ทุกข์ตลอด ถ้าติดมาก็อยากได้มาเป็นของตัว ถ้าได้เสพสัมผัสก็เป็นสุข เช่น คุณมีเพชรเม็ดงามได้มาเป็นของตัว มีสุข แล้วก็วางทิ้งไป แล้วก็ไปสุขกับสิ่งอื่น แต่เพชรก็ใส่เซฟไว้แล้ว แต่พอระลึกเอา(ของจริงฝากเซฟไว้) ก็ระลึกแล้วก็สุขดี กูมีไว้ อย่างนี้บ้าหรือไม่ เป็นตัวกูของกู แล้วคุณจะตายจากมันไหม แล้วสะสมจังแล้วก็มีสุขอย่างนี้ ถ้าอยากได้สัมผัสแตะต้อง ก็ถอ ด ออกมาลูบมาคลำ มาใส่อวดคนนั้นคนนี้ นี่คือ ตัวกูของกู แล้วก็ต้องอาศัยเป็นสุขอย่างนี้ วิญญาณที่ยึดที่ติดนี้ คือ ผี พอได้สัมผัสเป็นสุขก็เป็นสมมุติเทพ สุขเด๊ สุขจริงๆ สุขสัมผัสอยู่ก็เป็นสุขสดๆ พอไม่มีสัมผัสแล้วก็เป็นสุขแห้งๆ เอาสัญญาออกมาระลึกว่า สุข สัญญาเป็นอรูป ไม่มีของจริง มันไม่มีสัมผัสไม่ใช่ของจริง แต่คุณปรุงเองเป็นอายตนะ 2 ไม่เรียกว่า ผัสสะ มันปรุงกันเอง เป็นสุขแห้งไม่ใช่สุขสดๆ คนเคยมีสุขแห้งสุขสดๆทุกคน ถ้าฟังพ่อครูแล้วถ้าไม่ I diot moron ก็จะรู้ได้ คนสามัญจะรู้ได้แน่นอน เครื่องอาศัยหรืออาหาร พอวิญญาณเกิดเป็นวิญญาณผี เป็นวิญญาณเทวดา นี่คือเทวดาแท้ในตัวเอง ผีแท้ๆในตัวเอง เราจะรู้ชัดเลย เทวดา ที่ว่านี้คือ เทวดาสมมุติ ซึ่งพระพุทธเจ้าอธิบายถึง เทวดา 3 อย่าง คือ สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ ถ้าผู้ใดปฏิบัติอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนจะเกิดอุบัติเทพ ต่างจากสมมุติเทพซึ่งคือ สัตว์ชนิดสุขทุกข์ ที่ทุกคนเคยเป็นมาทั้งสิ้น พอมาปฏิบัติก็ล้างตัณหาอุปาทาน คือความอยากได้อยากมีอยากเป็นตามสเปค พอได้สมใจก็สุขเป็นเทวดา พอไม่ได้สมใจก็พยาบาทไว้ เมื่อเรามาฝึก เราต้องอ่านเมื่อกระทบสัมผัส แล้วจะเกิดวิญญาณ เรียกว่า วิญญาณ 5 ที่เกิดจากการกระทบทางทวาร 5 คุณก็เรียนรู้ที่จะกำจัดผี คือ ตัวทำให้ทุกข์เมื่อมันอยาก แล้วมันได้เสพสม มันก็ปรุงปุ๊บเป็นสุข เราแก้โดยไม่ต้องไปเสพ ไม่ต้องให้มันได้อย่างที่อยากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณก็กำหนดในสิ่งที่ตนยึด ก็ไม่ต้องไปกระทบหรอก มันเป็นสุขเท็จ เราอ่านรู้ว่าอยากอย่างนั้น มันอยากอย่างผีอย่างอวิชชา ที่เราต้องปรุงตามรสนี้เป๊ะเลย ต้องสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง เย็นร้อนอย่างนี้ เบาแรงขนาดนี้ ก็ล้วนแล้วแต่คุณไปตั้งไว้กำหนดไว้ ถ้าได้มาก็สุข ไม่ได้อย่างที่ตั้งไว้ก็ทุกข์ นี่คือความงมงายที่คนเราวนเวียนมากี่ชาติแล้ว ส่วนผู้รู้ว่ามันพาทุกข์ เขาก็พาหนีไม่กระทบสัมผัส ไปอยู่ป่าเขาพยายามปรุง พยายามสะกดจิตไม่ให้มันปรุงเป็นวิธีฤาษี มันไม่ได้สัมผัสอาการจริง อ่านรู้สภาวะจริงแล้วลดละ อาการที่เกิดจากกิเลสตัณหาอุปาทานที่มันฝังยึดว่าเป็นตัวเราของเราเลย เราต้องรู้ว่า มันไม่ใช่เรา ทำให้มันลด ละ จางคลาย มันไม่เที่ยง มันมาชั่วแว่บ เหมือนพยับแดด สุขชั่วครู่แล้วก็ไปจำไว้ยึดไว้ จำไว้ไม่ลืมเลย เช่น ไม่ว่าจะกี่ชาติเราก็จะเกิดมาพบกัน ผูกพันกันไปตลอดกาลนาน สรุป ว่า ถ้าคุณรู้สภาวะ กิเลส ตัณหา อุปาทาน ว่าตัณหาคือตัวเคลื่อน รู้ได้ง่ายกว่าอุปาทาน มันแสดงอาการอยากดิ้นมากเท่าไหร่ เรียก สัตว์นรก เปรตก็คือความอยาก เดรัจฉานคือโง่ไปอยากมากๆ ตัวอย่างเช่น เขาอยากได้ประเทศไทย อยากจนสร้างเวรกรรมภัยไปทั่วทำให้เดือนร้อนไปหมดเป็นเวรภัยของเขา แม้แต่ผู้ที่เป็นพรรคพวกได้เศษส่วนเนื้อข้างเขียง เขาก็ได้ประโยชน์ เขาก็ไม่ฟัง อาตมา หรอก สรุปแล้วสรุปอีก ถ้าคุณสามารถรู้ตัวกิเลส ตัณหาอุปาทานได้ มันเป็นพลังงานเดียวกัน ถ้ามันนิ่งกบดานเรียกว่า อุปาทานหรืออาสวะ อนุสัย แต่ถ้ามันเคลื่อนมาทำงานเรียก ตัณหา แล้วเราก็รู้และมีวิธีกำจัด ว่ามันไม่เที่ยง เรายึดอยู่ก็เป็นสุขเป็นทุกข์ ถ้าไม่ยึดเลยก็ไม่สุขไม่ทุกข์ สุขกับทุกข์เป็นของคู่ สุขเป็นของสดแป๊บเดียวหาย ส่วนทุกข์คืออริยสัจ อยู่นานกว่าเพราะเกิดจากอุปาทานไว้ไม่ปล่อย อยากสุขสดก็เอามาลูบมาคลำสัมผัส เมื่อไม่สัมผัสก็นึกเอา มีแต่สุขแห้งๆ ซึ่งเป็นของหลอกทั้งสิ้น ผู้ที่เป็นอริยะตั้งแต่โสดา บัน ถึงอรหันต์ ก็จะหมดสุขหมดทุกข์ไปตามลำดับ อย่างถาวร แล้วก็อยู่กับโลกเขาอย่างรู้ความจริงตามจริง เราเห็นดอกไม้ก็ไม่สุขไม่ทุกข์ จะมีเงินมีบ้านก็ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่มีก็ไม่สุขไม่ทุกข์ คุณลดกิเลสได้ก็เรียกว่า อุบัติใหม่ แต่ก่อนคุณเป็นสัตว์นรก เพราะมีกิเลสอยู่ ถ้าล้างมันได้ก็เกิดใหม่ ลดได้เป็นขั้นๆ เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ก็หมดเกลี้ยง อย่างอนาคามีก็จะเหลือแต่ของแห้ง ไม่วุ่นวายไปกับโลกแล้ว เรียกว่ามีนิโรธแล้ว เป็นญาณสมาบัติที่แท้จริง สมาบัติ แปลว่า การถึงพร้อมหรือการบรรลุ แต่ผู้ไม่เข้าใจก็ไปแปลว่า สมาบัติ คือ การเข้าออก มีการเข้าฌานออกฌาน แต่ของพุทธนั้นเข้าสู่บทบาทเป็นอุบัติเทพไปเรื่อยๆ จนหมดก็เป็น วิสุทธิเทพ เป็นโสดาบันหมดภพไปหนึ่งในสี่ส่วน สกิทาคามีก็หมดไปสองในสี่ส่วน อนาคามีก็หมดภพไปสามในสี่ส่วน และอรหันต์ก็หมดภพทั้งหมดเลย ทั้งหมดเป็นนามธรรมที่ไม่มีสรีระสีสัน แต่รู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส ซึ่งกำหนดรู้โดยนามธรรม รู้ทั้งนอกและใน คือรูปจิต อรูปจิต ผู้บรรลุแล้วจะมี เจตนาที่ไม่มีตัณหาแล้ว อย่างลืมตาก็มีเวทนาอย่างไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นอุเบกขา และสั่งสมเป็นมัชฌิมา คือ ผู้ที่หมดสุขหมดทุกข์ เป็นสภาวะที่รู้ยาก แต่เขาแปล มัชฌิมาปฏิปทาว่า ทางสายกลาง เขาก็เลยปฏิบัติให้หมดกามหมดอัตตาไม่ได้ ก็เลยไม่บรรลุ ผู้รู้ภาวะของจิตเจตสิกรูปแล้ว ล้างวิญญาณชั่วได้ก็เกิดเป็นอุบัติเทพ หมดแล้วก็เป็นวิสุทธิเทพ สัมผัสเมื่อไหรก็ไม่สุขไม่ทุกข์ สัญญาก็กำหนดเป็นอุเบกขา และเจตนาที่จะมุ่งหมายมาเสพก็ไม่ไปแย่งชิงกับใครแล้ว ในโลกนี้ถ้าใครเป็นอนาคามี จะไม่ไปแย่งกับชาวโลกแล้ว อย่างพวกเราเลิกจากโลกมาก็ไม่ไปแย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้ว โลกก็สบายไปเยอะ ผู้ที่สละอย่างคุณ สละเงินเดือนมา ชาวโลกเขาก็ได้เงินเดือนที่เราสละไป เราก็มาอาศัยสาธารณโภคี อย่างชาวอโศกก็อยู่ไป อย่างทุกคนมาลดละ มีสิ่งที่ควรสร้างควรทำแจกจ่ายเจือจาน สัญญา กำหนดหมายก็ไม่ต้องเสียเวลา ทุนรอน แรงงาน แต่เอาไปสร้างสิ่งที่สมควร เช่ นชาวอโศกจะทำร้านอาหารปรุงให้เขากิน ก็ไม่จี๋จ ๋ า ปรุงให้เขาติด แต่เราจะลดลงมาๆ อนุโลมเขาบ้าง ให้เขาเรียนรู้ ถ้าเราไม่อนุโลมก็ได้แต่พวกกินฟรี คือพวกมาทำงานส่วนกลาง เขาก็ไม่ซื้อ ส่วนคนข้างนอกเขาต้องมาซื้อกิน เขามาซื้อก็ต้องปรุงให้เขา หรือแม้คุณจะตัด เสื้อ ตัด ผ้า ก็อนุโลมพอสมควร อย่าไปปรุงแต่งมากมายเหมือนโลกเขา บ้าบอสารพัดสารเพ มีทั้งแบบสมัยใหม่และสมัยเก่า มีทั้งแบบคนป่า คนเมือง เช่น กระโปรงยาวลากดินแล้วก็มาสั้นเข้าๆ จนสั้นมากเลย ส่วนส้นสูงก็สูงมากๆๆ แล้วก็ไปเตี้ยๆๆ แล้วก็มาสูงๆๆๆ แล้วก็มาส้นตึก เขาไปหลงอะไรกันนักกันหนา หรืออย่างปีนี้ สีแดงมาแรง เขาก็ว่าแดงสวยไปหมด แต่พอปีหน้าเขาว่า เหลืองสวยก็บ้าไป เหลืองสวยกับเขา แดงไม่สวยแล้วอย่างนี้เป็นต้น อาตมา ก็เคยมาแล้ว ปีนี้สีแดงสวย สีเหลืองจะไม่สวย จะบ้าหรือ สีแด ง สีเหลืองมันก็เป็นของมัน แต่กูบ้าไปเองกับเขา สวยไปกับเขาทั้งนั้น สุดฤทธิ์สุดเดช คุณสู้กับเขาไม่ได้หรอก แฟชั่นยุคปัจจุบันไม่ต่างจากคนป่าคนเขาที่เขาแต่งกันเลย ใครหลุดพ้นออกมาได้ คือ มนุษย์อิสระ คือ ผู้หลุดพ้น หรือ วิมุติ ไม่ไปสุขทุกข์ไปกับเขาแล้ว อย่างพวกคุณก็หลุดมาจากที่เขาหลงแฟชั่น แล้วก็สงสารเขาด้วยที่ต้องไปเหน็ดเหนื่อย เสียเวลา ทุนรอน แรงงาน ใครออกมาได้แล้ว ไชโย ผู้ใดเลิกยึดถือยึดติดสิ่งเหล่านี้ได้ สบาย บางคนอายุจะร้อยกว่าแล้ว ก็ยังส่องกระจกชื่นใจแต่งหน้าตา ว่าเราก็ยังสวยนะ สวยอย่างคนแก่ เอาตัวอย่างมาพยายามอธิบายว่า การยึดถือคืออย่างไร คุณต้องทิ้งไปตั้งแต่กามคุณ 5 ถ้าลดได้ คุณก็เฉย แต่ก็อยู่กับโลกเขา สมัยใหม่ก็ยึดอย่างสมัยใหม่ สมัยเก่าก็ยึดอย่างสมัยเก่า ถ้าไม่ติดในกามคุณ 5 ภายในก็ไม่มี ก็เหลือตัวกูของกูในเรื่อง อัตตาตัวตน และความถือดี มีมานะอัตตา (มานะคือตัวถือดี อัตตาคือตัวกูของกู) ส่วนรูปราคะ อรูปราคะคือของแห้งที่เบาบางลง พอหมด กามานุสัย ก็เหลือแต่การถือดีถือตัว ใครลดไปอย่างมีสัดส่วน ก็จะลดทั้งกามและอัตตามานะ อัตตากับกามจะเป็นเหตุปัจจัยแก่กันและกัน แต่ไม่อธิบายวันนี้ เมื่อผู้ใดหมดรูปราคะ อรูปราคะเป็นอนาคามี เหลือแต่มานะ ถือดียึดดีข่มคนอื่น แต่อนาคามีจริง มาตามลำดับจะมีไม่มาก จนหมดเหลือแต่ธุลีละออง คือสังโยชน์เบื้องสูง มานะ อุทธัจจะ อวิชชา เหลือเศษส่วนถึงขั้นอรูปฌานแล้ว จะเรียกว่ามันมีส่วนเหลือ ถ้าเป็นอนาคามีถือว่าเป็นอุเบกขาหรือจะเหลือความยินดีในเศษธุลีเป็นปีติ ก็ลดลงเข้าสู่สุขก็เป็นฌานที่ 3 และเริ่มเข้าอุเบกขา แต่ถ้าไม่ยึดว่าต้องสุข (มาจาก สุ ที่แปลว่า ดี กับคำว่า ข ที่แปลว่า ว่าง) สุขจริงๆคือ สุขว่าง เป็นฌานที่ 3 แต่ถ้าไม่ยึดว่าต้องว่างหรือไม่แล้ว ขณะใดในยุคนั้นกาละนั้น คุณก็ไม่อยู่ในสภาพว่าง คุณก็ต้องปรุงแต่ง แต่คุณก็เฉย ถ้าคุณไปติดสภาพว่างก็เอียงไปทางอั ต ตา ถ้าติดมาก็จะเอาอยู่แต่เฉย แต่ถ้าปรุงได้ก็ปรุงอย่างไม่ติด ปรุงเพื่อคนอื่น เหมือนแม่ครัวปรุงอาหารให้คนอื่นที่ต้องอาศัย แต่ตนเองกินข้าวเปล่า เหมือนพ่อแม่ปรุงให้ลูก ตัวเองอย่างไรก็ได้ เขายังติดก็ต้องอนุโลมเขา อย่าง อาตมา ทุกวันนี้ต้องอนุโลม แสดงออกมือออกไม้ ทั้งน้ำเสียง หน้าตา ไม่ชอบก็ทำหน้าตายี้ให้เห็น อาตมา ก็แสดงเป็นดาราตุ๊กตาท้อง คือมันโตกว่าดาราตุ๊กตาทอง แสดงโดยสร้างภาพ คำพูด สีสัน น้ำเสียง เพื่อสื่อให้เห็นให้รู้ชัด แต่ อาตมา ไม่มีรสหรอก มันเหนื่อย คนไม่รู้ว่า อาตมา มีสัจจานุโลมญาณ มีสังขารุเปกขาญาณ ซึ่งไม่ได้ยึดไม่ได้แอบเสพ ไม่ได้หลอกคนอื่น เราต้องตรวจสอบว่าหมดเกลี้ยงแล้ว นั้นคืออากิญจัญญายตนะ ต้องนิดหนึ่ง น้อยหนึ่งก็ไม่มี แล้วก็เข้าสู่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ก็ทบทวนทั้งอากาศ ทั้งวิญญาณ ทั้งอากิญจัญว่า ว่างจริงสะอาดจริง แม้จะกระทบสัมผัสก็ว่างตลอด ก็เข้าสู่เนวสัญญานาสัญญายตนะ ต้องกำหนดรู้ทุกอย่าง ไม่รู้ไม่ได้ ทุกอย่างจะว่ารู้ก็ไม่ใช่หรือไม่ครบไม่ได้ เมื่อพ้นบริบูรณ์ไม่มีเศษเหลือของความไม่รู้เลย ต้องตรวจแล้วตรวจอีกทำแล้วทำอีก เป็นกาละ 3 ของเวทนา 108 เป็นส่วนอดีต ส่วนปัจจุบันในอวิชชาข้อ 5-6-7 เมื่อกระทบสัมผัสปัจจุบันอย่างไร มันก็เป็นสูญ ในเวทนา 108 สามกาละ คุณต้องพิสูจน์ความสูญ ไม่ต้องคิดถึงของแห้ง ถ้าคุณสัมผัสปัจจุบันเป็นสูญ ของแห้งไม่มีหรอก ให้มันสูญอย่างแข็งแรง ทุกปัจจุบันให้ตั้งมั่นเป็นสมาหิโต เป็นกาละที่มันผ่านแล้วซึ่งความเป็นอดีตอย่างสมบูรณ์แล้ว เป็น past perfect tense จนเที่ยงแท้ จะกระทบอย่างไรก็มี สังขารุเปกขาญาณ จะสังขารเองหรือมีการกระทบก็ตาม ก็อุเบกขาตลอด เราจะ สัจจานุโลมิกญาณ จะอนุโลมเท่าไหร่ ก็ไม่หวั่นไหว อเนญชาไปตลอดกาล ในอภิสังขาร 3 ใน อเนญชาภิสังขาร มีอกุศล เจตนา อรูปาวจร นี่คืออเนญชาภิสังขาร ก็คือการสั่งสมผลวิมุติ จนมันตั้งมั่น แข็งแรง ตกผลึกไม่เปลี่ยน เที่ยงแท้ แน่นอน ยั่งยืน ตลอดกาลเลย ไม่มีแปรเปลี่ยน ไม่มีใครสามารถทำลายสิ่งเป็นจริงของคนนี้ได้เลย ตายแล้วไม่กลับกำเริบอีกเลย นี่คือคุณสมบัติที่สูงสุดในผลธรรมของพระพุทธเจ้า นี่คือคุณภาพของจิตนิพพาน หรือเป็นอมตะ ไม่เกิด ไม่ตายแล้ว ผู้ใดอ่านจิตเป็น ทำกิเลสให้ไม่มีได้ในปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตเรื่อยๆ ส่วนอนาคตไม่เคยมีจริง ก็คือปัจจุบันทุกตัว อนาคตคือผลของปัจจุบันที่สั่งสมเป็นอดีต ให้เกิดสูญอย่างเที่ยงแท้ ในอวิชชาข้อ 7 นั้นทั้งอดีตและอนาคตที่สูญ คือ เสร็จกิจแล้ว คำว่า เที่ยง คือ ผล วิมุติของเราสมบูรณ์ ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างที่เคลื่อนอยู่ ไม่เที่ยง แต่สิ่งที่เที่ยงในมหาจักรวาลมีอย่างเดียวคือ นิพพาน แม้เป็นอรหันต์แล้วกิเลสคุณไม่มีอย่างเที่ยงแล้ว แต่คุณปรุงไปตามบารมี อันไหนเราไม่มีบารมี เราก็ไม่ต้องยุ่ง เหมือนคนจะช่วยคนตกบ่อ ต้องชั่งน้ำหนักว่า เราทำได้ อย่าประมาท ผู้ที่ฝึกมาแล้วจากโสดาบัน สกิทา คามี อนาคา มี อรหันต์ ท่านก็ไม่ไปมีความเสี่ยงเพื่ออยากได้โลกธรรม ก็ทำแต่ อย่างที่คุณก็ไม่เสีย เราก็ไม่เสีย ช่วยเท่าที่ช่วยได้ เรามีบารมีเท่านี้ ต่อไปเป็นการตอบประเด็น เมื่อวันอาทิตย์ฟังรายการ วิถีอาริยธรรมนูญ พบประโยคโดนใจของพ่อครู ว่า “ คนที่ไม่ต้องการโลกธรรมแล้ว เขาจะไม่เสี่ยง (จะเสี่ยงไปทำไม) เพราะเขารู้ตามจริง ไม่มีกิเลสโลกธรรม ทำงานในจิตของเขา ” พ่อครูว่า ...พลาดพลั้งแล้วเสียทั้งคู่ อาตมา ทำงานถ้าประเมินแล้วไม่แน่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์จะไม่เสี่ยง ได้ ได้ก็ไม่ต้องการโลกธรรมแล้ว เสียก็เสีย อย่าทำดีกว่า อธิบายสุริยเปยยาลสูตรอย่างย่อให้ชัดเจน พ่อครูว่า ...ผู้จะปฏิบัติมรรค 8 มีผล จะต้องเข้าใจ 7 อย่างนี้ พระอาทิตย์เทียบเหมือนมรรคองค์ 8 ซึ่งจะต้องมี แสงเงินแสงทอง ก่อนจึงจะมีพระอาทิตย์ [129] มิตรดี เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค จะต้องพบสัตบุรุษ เพราะธรรมะพระพุทธเจ้าต้องรู้จากผู้รู้ รู้เองไม่ได้ ต้องรู้จากปัจจัตตัง สยัมภู สยังอภิญญา ซึ่ง สังสารวัฏ มีนับไม่ถ้วน ต้องมีสัตบุรุษอย่างน้อยโสดาบัน [131 ] สีลสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องมีข้อปฏิบัติ ทำไมต้องกำหนด เพราะคุณจะไปทำพรวดพราดไม่ได้ อย่างน้อยต้องกำหนด ศีล 1 ข้อ ซึ่งศีล 5 เป็นพื้นฐาน ต้องตั้งให้พอเหมาะกับตนเอง ปฏิบัติศีลเพื่อขัดเกลากาย-วาจา-ใจ [132 ] ฉันทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องมีจิตยินดี ถ้าไม่ยินดีก็ไม่ปฏิบัติได้ผล หรือ แม้จะฝืนในตอนแรกแต่ปฏิบัติไป คุณต้องมีฉันทะ [133 ] อัตตสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องรู้ความเป็นอัตตาคืออะไร คนที่ไม่ปฏิบัติธรรม ทุกคนมีอัตตาทุกคน แต่แค่เขาเข้าใจว่า ทุกอย่างไม่ใช่ตัวตน แค่นั้นไม่ใช่ แต่คุณต้องมารู้จักอัตตาแล้วล้างอัตตาในตน [134 ] ทิ ฏ ฐิสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ต้องรู้สัมมาทิฏฐิ 10 [135] อัปปมาทสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ในทุกขณะอย่าประมาท เพ่งเพียร แต่อย่าเคร่งเครียด [136] โยนิโสมนสิการสัมปทา เป็นนิมิตแห่งอริยมรรค ข้อนี้สำคัญมากหากไม่แยบคาย ถ่องแท้แล้วทำใจในใจเป็น ทำให้เหตุอกุศลลดให้ได้ จึงทำใจในใจเป็น แต่ถ้าเข้าใจผิด ก็ทำใจในใจไม่เป็น ถ้าทำผิดๆปฏิบัติมรรคองค์ 8 ก็ทำผิดๆ ไม่ได้ผล ทุกวันนี้ก็แยกมรรคองค์ 8 ออกเป็นสามส่วน แยกสำนักศีลคืออโศก สมาธิคือสำนักธรรมกาย ปัญญาคือสำนักท่านพุทธทาส แต่ว่าของเรารวม ศีล สมาธิ ปัญญา

ในชาติ ที่มี 4 นัยยะ ผมเห็นว่า โอกกันติ ย่อมไม่เหมือน โอคทา ที่แปลว่า ที่หยั่งลง พ่อครูว่า... มนสิการยังไงทำเป็นมนสิการ คุณต้องมีผัสสะเป็นตัวปฏิบัติเป็นสมุทัยในการปฏิบัติแล้วจึงจะไปเจอสมุทัยในอริยสัจคือ ตัณหา เมื่อสามารถรู้ผัสสะ และกำจัดสมุทัยได้ จะมีเวทนาเป็นที่ประชุมลง จึงต้องพิจารณาเรียนรู้เวทนาในเวทนา 108 ได้จนกระทั่งถึงอดีต ปัจจุบัน อนาคต ให้เป็นสูญ เมื่อทำเวทนาถูก จิตก็สั่งสมเป็นสมาธิ ตั้งมั่นเรื่อยๆ มีสมาธิเป็นประมุข จากสมาธิ ก็มีสติเป็นใหญ่ ปัญญาเป็นยิ่ง 1 . มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) 2 . มีมนสิการเป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3 . มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย) 4 . มี เวทนาเป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) 5 . มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6 . มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7 . มีปัญญาเป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) 8 . มีวิมุติเป็นแก่น (สาระ ) สุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9 . มีอมตะเป็นที่หยั่งลง (โอคธา) คือเกิดก็ได้ ตายก็ได้ (เกิดตายขันธุ์ 5 แต่กิเลสตายสนิท อย่างนิจจัง ธุ วัง สัสสตัง อวิปริณามธัมมัง อสังหิรัง อสังกุปปัง) 10 . มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) เป็นตัวอวสานรอบ สัตตานัง หรือ สันดาน เกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาทหรือไม่ พ่อครูว่า… ความสั่งสมสัตว์อยู่ในจิตเรียกว่า สันดาน คุณต้องชำระสันดานหรือสัตว์ในใจคุณ ที่ไม่ใช่วิสุทธิเทวดา เป็นสัตว์บริสุทธิ์ (พ้นความเป็นสัตว์) ปฏิจจสมุปบาท คือ ล้างความเป็นสัตว์ไม่ให้เกิด ดิฉันมักจะง่วงนอนหลังอาหารไม่อยากง่วงเลยทำอย่างไร พ่อครูว่า… โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างใดแล้ว เกิดความง่วงขึ้น เธอจงทำไว้ในใจซึ่งสัญญาอย่างนั้นให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรตรึกตรองถึงธรรมที่ได้เรียนมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสาธยายธรรมที่ได้เรียนได้ฟังมาแล้วให้มากจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรยอนช่วงหูทั้งสองข้างและลูบตัวด้วยฝ่ายมือจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอจงลุกขึ้นแล้วลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ำเหลียวดูทิศทั้งหลาย แหงนดูดาว จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรทำไว้ในใจถึงอาโลกสัญญา ถือ กำหนดความสว่างไว้ในใจเหมือนกัน ทั้งกลางวันและกลางคืน ทำใจให้เปิด ให้สว่าง จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรเดินจงกรมสำรวมอินทรีย์ มีจิตใจไม่คิดไปภายนอก จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสำเร็จสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เลื่อมกัน มีสติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นเป็นนิตย์ เมื่อตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจะไม่ประกอบความสุขในการนอนและการเคลิ้มหลับอีกจะเป็นเหตุให้ละความง่วง ได้ พระพุทธองค์ ตรัสสอนอุบายเพื่อบรรเทาความง่วงโดยลำดับจนที่สุดถ้ายังไม่หายง่วงก็ให้นอน แต่ให้นอนอย่างมีสติ คนทำกุศลโลกีย์แต่ไม่ละกิเลสจะได้ผลอย่างไร พ่อครูว่า… ก็ได้ผลโลกีย์ ได้ทรัพย์ คุณทำใจให้ใ ส สว่างสวย เกิดมาคุณก็ได้ใสสว่างสวย เป็นภาวะโลกียธรรม คุณไปทำทานให้มาก ก็เหมือนคุณฝากออมสิน ที่จริงไม่ได้มากหรอก คุณทำเท่าไหร่ก็ได้เท่านั้น ไม่มีดอกเบี้ยหรอก คุณโกงเท่าไหร่ก็ถูกโกงเท่านั้น ส่วนมากไม่รู้ตัวหรอก อย่างคุณโกงมา แสนหนึ่งแต่ว่าได้มาห้าแสนก็เอาหมดเลย แล้วยิ่งมาชาตินี้คุณได้เงินมาก รวยมาก แล้วคุณใช้อำนาจเงิน มาหลอกลวงกดขี่เขาซับซ้อน จนกระทั่งหยาบคาย ถ้าหน้าเงินดีไม่ดีให้เงินมันก็เตะมันได้เลย ให้เขาไปตายได้เลยใช้เงินจ้างนี่แหละ นี่คือคุณมีมาก เงินนั้นก็ทำบาปได้มากเท่าทวี ไม่เป็นที่พึ่งอันเกษม แต่ถ้าคุณไม่อยากได้ แต่คุณก็ทำกุศล เราให้ตลอดเวลาสมบัติได้มาก็ให้ตลอดเวลา ไม่สะสมเป็นของตนเอง ไม่ได้แย่ง อย่างคุณเลิกแย่งเงินจากโลกแล้วก็สละให้เขา โลกก็ดีขึ้น แต่ถ้าคุณสะสมโลกก็ขาดแคลน ผู้ปฏิบัติธรรมในวัดเอาเรื่องไม่ดีของญาติธรรมไปพูดให้เสียหาย เมื่อดิฉันรับรู้มาก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง พ่อครูจะบอกอย่างไร พ่อครูว่า… ก็ค่อยๆใช้ศิลปะบอกหรือให้ผู้ที่บอกได้ให้ทำให้บอกให้ เมื่อวานนี้มีคนอาราธนาพ่อครูไปสนามหลวง พ่อครูว่า… คือ ให้กำลังใจเต็มเปี่ยม และบอกให้คนที่จะไปได้ ให้ไป ใครสมควรไปก็ไป อย่าง อาตมา ไม่สมควรไป ก็ไม่ไป อ่านในหนังสือเจอคำว่า อบายภพ อบายภูมิ ตัณหาต่างระดับ อธิบายว่าอย่างไร พ่อครูว่า… อบายภพ ซึ่งคำว่า ภพ คือ ถิ่นที่อยู่ ที่ยึดอยู่ แต่คำว่า ภูมิ คือความรู้ จะหมายว่า ที่อยู่ก็ได้ แต่มีความหมายยิ่งกว่า ภพ คือ มีความรู้ด้วย คุณรู้จักอบายภูมิ แต่คุณไม่รู้ ก็จมอยู่ในอบายภพ ส่วนคำว่า ตัณหาต่างระดับ ก็มี กามตัณหา (คือตัณหาหยาบๆ) ภวตัณหา (รูปภพ,อรูปภพ) วิภวตัณหา (คือตัณหาที่ไม่มีภพ) อยากทราบว่า เพราะเหตุใดจึงย้ายอโศกรำลึกไปบ้านราชฯ พ่อครูว่า… เพราะความเห็นของคณะจัดและผู้ประสงค์จะจัดเห็นได้อย่างนั้น ก็อยู่ในคณะกรรมการเห็นว่าอย่างนี้ รวมทั้งคณะปฏิบัติการด้วย ลงมติกัน เด็ก 7 ขวบ ฝากถามหลวงปู่ เวลาผมใส่บาตร หลวงลุงที่สันติฯ ไม่เห็นหลวงลุงสวดให้เลย พ่อครูว่า… เพราะหลวงลุงท่านเห็นว่า การสวดก็เพื่ออนุโลมให้เขารู้สึกว่าได้พร (คือคำดี สิ่งดี) ก็บำเรอใจเขาได้บ้าง เขาลูบใส่หัวแล้วก็ไปทำไม่ดีอย่างเก่า เขาก็ไม่เจริญ แต่ถ้าได้ฟังพรแล้วก็ไปปฏิบัติ ให้เจริญ ก็ได้พรแล้ว แต่คนที่ได้พรแล้วส่วนใหญ่จะประมาท ไม่ทำดี หลวงลุงจึงไม่ให้พร เพื่อให้เขามาศึกษาพรที่แท้จริง เวลาดิฉันไปร่วมอนุโมทนางานบวช ในช่วงที่แห่นาครอบโบสถ์เราไปแห่ด้วยจะได้บุญไหม เห็นเขาบวชแล้วสึก พ่อครูว่า… สิ่งเหล่านี้เป็นประเพณีนิยมให้โน้มคนเข้ามาสู่พิธีกรรม อย่างน้อยคุณรำก็ได้ออกกำลังกาย แต่ก็ผิดที่ไม่ศึกษาว่า งานพระงานเจ้า เอาแค่เดินสงบก็พอ อย่างนั้นมันบานปลายไป ก็อย่างเลยเถิด อโศกเราก็ลดลงในพิธีกรรมและอนุโลมไปกับเขาบ้าง เช่น มีพระพุทธรูป มีแล้วก็ช่วยกันอธิบาย ก็ไม่มีใครเคารพพระพุทธรูปอย่างเลอะเทอะ .............จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน