601016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน2.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์353 KB
วันที่แก้ไข20 กรกฎาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

601016_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ แบบคนจน ตอน2

สมณะเดินดินว่า…วันนี้ วันจันทร์ที่ 16 ตุลาคม 2560 แรม 11 ค่ำเดือน 11 ที่บวรราชธานีอโศก วันนี้รายการอาจจะมีเสียงสายฝนเสียงฟ้าร้องประกอบ วันนี้ก็ต้องมาลุ้นว่า พ่อครูจะไอหรือเปล่า คิดว่าเมืองไทยเราคงได้เห็นสิ่งที่เป็นปาฏิหาริย์ หรือสิ่งพิเศษ ที่เกิดมาในยุคนี้ คนไทยจะภาคภูมิใจจนเป็นมอตโต้ที่ว่า ฉันภาคภูมิใจ ที่ได้เกิดในรัชกาลที่ 9 เราจะได้เห็นความพิเศษเกิดขึ้นอีกหลายอย่าง สาธารณโภคีตอนนี้เกิดที่สนามหลวง ทุกคนเกิดความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นญาติมิตร มีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใครที่จะไปสนามหลวง จะไปค้าขายหาผลประโยชน์ ก็คงจะไปผิดที่ ทุกวันนี้ก็ยังขายไม่ได้ คนมาดูการซ้อมพิธีการ ก็เอาข้าวมาแจกกัน มันเป็นความอัศจรรย์ เป็นปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้น ที่พ่อครูมั่นใจว่า มีแห่งเดียวในโลก ที่จะเกิดขึ้นได้ จ ากพลังแห่งความรัก Bomb of love วันนี้ พอดีได้ดูคลิปอันหนึ่ง ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ คือ จระเข้กินเจ เป็นจระเข้ที่อยู่ที่วัดป่าศิลางาม พอดีวัดนี้ ครูบาท่านก็ฉันเจ คนไปดูวัดนี้ ก็ไปดูจระเข้กินเจ จรเข้ตัวนี้ชื่อ ค่ำคูณ ชัยภูมิ - ฮือฮา จระเข้เลี้ยงในวัดป่าศิลางาม กินข้าวเหนียวก้นบาตร ไม่กินเนื้อสัตว์ หนึ่งเดียวในเมืองไทย เหตุถูกฝึกให้กินข้าวที่เหลือก้นบาตร และพระในวัดไม่มีเงินมากพอซื้อเนื้อสัตว์มาเลี้ยง ที่วัดป่าศิลางาม (เต่าใหญ่) ต.หลวงศิริ อ.หนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีจระเข้ที่ถูกเลี้ยงมาด้วยข้าวก้นบาตร ชื่อเจ้าค่ำคูณ อายุประมาณ 4 ปี เป็นจระเข้ที่ได้รับบริจาคจากประชาชน ให้วัดเลี้ยงไว้แต่เล็ก มานานกว่า 4 ปีแล้ว

พระครูบา พเยาว์ ภิกขุ เจ้าอาวาสวัดป่าศิลางาม ได้ฝึกสอนให้จระเข้ตัวนี้ กินข้าวก้นบาตรเลี้ยงชีวิต เนื่องจากทางวัดไม่มีเงินมาก

อ่านต่อ

และเวลา จะไปซื้อเนื้อสัตว์ มาให้จระเข้กินได้ตลอด จึงนำข้าวก้นบาตรที่เหลือ ให้จระเข้ตัวนี้กินมาอย่างต่อเนื่อง กระทั่งจระเข้ตัวนี้เลิกกินเนื้อสัตว์ สามารถเติบโตขึ้นมาได้ ด้วยเอกลักษณ์ดังกล่าว เจ้าค่ำคูณจึงได้รับฉายาว่า จระเข้กินเจ ตัวเดียวในเมืองไทย ทั้งความแปลกของจระเข้กินเจ จึงเป็นที่สนใจของประชาชนในพื้นที่ รวมถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศ เดินทางมาดูเจ้าค่ำคูณ ที่วัดป่าศิลางาม ในแต่ละวัน เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงนี้ ทางวัดป่าศิลางาม ได้จัดงานเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 1-9 ตุลาคม 2559 มีประชาชนเข้ามาร่วมถือศีลกินเจภายในวัดจำนวนมาก ด้านพระครูบา พเยาว์ ภิกขุ เจ้าอาวาสวัดป่าศิลางาม ฝากหลักธรรมให้กับประชาชน ช่วงเทศกาลกินเจปีนี้ว่า อยากเชิญชวนญาติโยมมาร่วมงานเทศกาลกินเจ ที่วัดป่าศิลางาม มาชมจระเข้กินเจ ที่ดังไปทั่วประเทศ หรือทั่วโลก เราเกิดเป็นคนประเสริฐยิ่งกว่าสัตว์อย่างจระเข้ ทำไมจะทำไม่ได้ ช่วงเทศกาลให้ถือศีลกินเจ ร่วมกับวัดตามโครงการครั้งนี้ เพื่อน้อมเกล้าฯ ถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จเจ้าพระเจ้าอยู่หัว ทรงครองราชย์ครบ 70 ปี มีคนเข้าไปแสดงความเห็นในคลิปรายการนี้ เขาบอกว่าไม่เชื่อหรอก แน่จริงคุณลงไปดูสิว่ามันจะกินเจหรือเปล่า แต่ก็มีคนบอกว่า มีเณรไปเก็บดอกบัวในนั้น ก็ไม่เป็นไร จระเข้ตัวนี้มันชอบกินข้าวเหนียว ผักบุ้ง ขนมจีน มันเปลี่ยนนิสัยไปแล้ว ก็เป็นเรื่องแปลก พ่อครูว่า... มันชอบขนมจีนน้ำยา หรือว่าน้ำพริก สมณะเดินดินว่า...ก็คงจะมีแต่ข้าวปุ้นขนมจีนให้มัน เอาแต่เส้นให้มันกิน นิมนต์พ่อครูต่อเลยครับ พ่อครูว่า... ก่อนจะเข้าถึงเรื่องคนจน ที่อาตมาพยายามเรียบเรียง เขียนมา แล้วเอามาอธิบาย สำคัญมากเลย คำว่าคนจน อาตมาขอย้ำให้คนได้รับฟัง และติดตามพิจารณาให้ดี ว่าคนจนหรือความจน นี่มันเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ยิ่งใหญ่จริงๆ วันที่ 15 ตุลาคม 2560 กราบนมัสการพ่อครู และสมณะปัจฉา ครับ จากกรณีที่มีผู้ถามเรื่องในหลวง ท่านยังทรงเสวยเนื้อสัตว์อยู่ แต่พ่อครูรับรองความเป็นพระโพธิสัตว์ของพระองค์ท่านนั้น ผมก็เคยติดใจ และเป็นจุดสงสัยให้มาคิดพิจารณามาก่อนครับ เลยพิจารณาย้อนทวนจิต และเหตุการณ์ต่างๆในอดีตที่เคยประสบมาก็พอได้คำตอบกับตัวเองได้บ้าง จึงขอเขียนรายงานเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้สงสัยดังนี้ครับ ผมเริ่มรับประทานอาหารมังสวิรัติตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2535 เข้ากลุ่มรามบูชาธรรม ได้พบเจอคนเริ่มรับประทานอาหารมังสวิรัติ และอาหารเจหลากหลายรูปแบบ ด้วยเหตุผลต่างๆกันไป พอสรุปแยกประเภทได้ดังนี้ 1. รับประทานเพราะต้องการละเว้นการฆ่าสัตว์ ไม่ประสงค์จะเบียดเบียนชีวิตของสัตว์ 2. รับประทานเพราะหวังความมีสุขภาพดีของตนเอง 3. รับประทานเพราะหมู่กลุ่ม เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากสังคมที่เราอยู่ 4. รับประทานเพราะเชื่อว่าได้บุญเมื่อตายไปแล้ว จะได้ไปสวรรค์ หรือในที่ที่ดี ที่ปรารถนาบางคน เพราะเหตุผลข้อใดข้อหนึ่ง บางคนก็หลายๆข้อรวมกัน ผมก็ถามตนเองเสมอๆว่าอยู่ในประเภทไหน หรือมีคติความเชื่อเน้นไปทางใดเป็นพิเศษ ก็พอจัดตัวเองได้ว่าอยู่ในประเภทที่ 1 คือไม่ประสงค์จะเบียดเบียนชีวิตของสัตว์ เป็นประเด็นหลัก แม้มันจะไม่ตรงนัก เพราะผมไม่จัดอยู่ในประเภท ต้องออกมาเคลื่อนไหว หรือเห็นการตายของสัตว์เป็นธุระ ที่ต้องออกมาเคลื่อนไหว เพราะเห็นว่าชีวิตทุกชีวิตที่เกิดมาต่างก็มีกรรม และวิบาก ที่ต้องเรียนรู้ฝึกฝน ผมเริ่มชัดตรงนี้จากการที่เห็นมดรุมกินลูกนก ที่ตกลงมาจากต้นไม้สูง ที่สีมาอโศก เดิมที่คิดจะเข้าไปช่วยปัดมดออก แต่พอเดินเข้าไปพิจารณาใกล้ๆ ก็ดูแล้วว่ายังไงก็ช่วยลูกนกไม่ได้หรอก สภาพมดได้เข้าไปในปากแล้ว เหลือลมหายใจอย่างแผ่วเบา ปัดมดออกมดอีกหลายตัวก็อาจจะตายได้ และชีวิตลูกนกตัวนั้นก็ไม่รอด ปล่อยไว้ เช่นนี้ก็ยังพอเป็นอาหารให้กับฝูงมดได้ยังประโยชน์ พิจารณาสักพัก ได้ข้อสรุปว่ามันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ที่ลูกนกกับมดมีร่วมกัน เราเป็นเพียงผู้ดูในขณะนี้ ไม่สามารถเข้าไปมีวิบากร่วมได้ ไม่สามารถช่วยอะไรได้ รังแต่จะไปเพิ่มวิบากให้กับตนเอง นกก็ยังต้องตาย มดก็อาจจะตายเพิ่ม เมื่อทำก็เพียงแค่สนองสภาวะจิตใจของตนเองเท่านั้น ที่แสดงออกถึง ผู้มีจิตใจสูงมีเมตตา ผมจึงเลือกเดินจากมา และปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติของโลก แต่ถ้าผมเจอตอนที่ลูกนกตกใหม่ๆ ผมก็อาจเพียงช่วยไปวาง ณ ที่ปลอดภัย หรือเอาไปหาคนที่พอจะปฐมพยาบาลให้กับมันได้เท่านั้น ดังนั้นผมจึงไม่จัดอยู่ในประเภทที่ 1 เสียทีเดียว ส่วนในประเภทที่ 2 ผมก็ไม่ได้ใส่ใจซักเท่าไหร่ เพราะเห็นว่า เมื่อเราให้น้ำหนักกับเรื่องสุขภาพ เมื่อเหตุผลเปลี่ยน เราก็เปลี่ยนเพราะเราเอาสุขภาพ เอาตัวเราเองเป็นตัวตั้ง ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์จริง ที่มีการดูแลสุขภาพอีกแนวหนึ่งที่ งดเว้นเนื้อสัตว์ แต่ต้องรับประทานปลา ทำให้แนวร่วมเราอีกหลายคน หันเหไปรับประทานเนื้อปลา เป็นต้น ส่วนในประเภทที่ 3 นั้นผมก็ไม่ติดข้อง เนื่องจากเมื่อก่อน ผมมีสังคมหลากหลาย สามารถไปอยู่สังคมไหนก็ได้ ไม่มีอีโก้ที่ต้องได้รับการยอมรับจากหมู่กลุ่ม มีเพื่อนร่วมรุ่นผมอีกหลายคน ที่ติดอยู่ตรงนี้ รับประทานมังสวิรัติ เพื่อให้ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม เมื่อตกร่วงไปแล้ว ไม่สามารถรับประทานมังสวิรัติได้ตลอด ก็เลยไม่กล้า และรู้สึกตนเองผิด โทษตัวเอง จนห่างหายไปจากหมู่กลุ่ม แทนที่จะได้ประโยชน์ของการเรียนรู้ต่อไป พอเจอด่านนี้เข้า เลยปิดโอกาสตนเองในอนาคต ส่วนในประเภทสุดท้าย ประเภทที่ 4 จัดเป็นความเชื่อของแต่ละคน ตอนนั้นพ่อครูยังไม่ได้อธิบายความหมายของบุญที่ชัดเจนเหมือนกับปัจจุบัน ผมก็เข้าใจเหมือนกับคนทั่วๆไป ว่าบุญคือ สิ่งที่ได้มาเป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง ผมจึงเห็นว่ามีการทำบุญอีกมากมายหลายวิธี และหลายอย่าง ไม่จำเป็นต้องเอา และเจาะจง แค่การรับประทานมังสวิรัติก็ได้ แล้วโลกหน้า ภายหลังการตายไปแล้ว เป็นอย่างไร ก็ให้เป็นเรื่องตอนนั้นเถอะ ผมสนใจโลกนี้โลกปัจจุบันมากกว่า ประเภทสุดท้ายนี้ ผมให้น้ำหนักน้อยที่สุด เพราะความเข้าใจเรื่องบุญไม่ถูกต้อง แต่สุดท้ายผมกลับคิดว่าประเภทสุดท้ายนี่แหละ ที่ผมอาจจะจัดเข้าพวกได้มากที่สุด เมื่อพ่อครูอธิบายเรื่องบุญที่เป็นเครื่องขจัดหรือทำลายกิเลสให้เบาบาง และหมดไป บุญคือความไม่มี เมื่อทำบุญจิตจะได้พัฒนาฝึกฝนสู่ที่เจริญกว่าเดิมแน่นอน เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ผมจึงไม่สงสัย ไม่ติดข้องใจอะไร กับการที่ในหลวงท่านเสวยเนื้อสัตว์อยู่ เนื่องเพราะในชาตินี้ พระองค์ท่านต้องทำงานเสียสละอย่างใหญ่หลวง จำเป็นต้องได้รับการยอมรับในวงกว้าง จากมหาชน จะต้องเข้าถึงจิตใจ กับประชาชนส่วนใหญ่ เพื่อสร้างสังคมแห่งความพอเพียง เพื่อให้มวลมนุษยชาติ รอดจากความหายนะ ที่มนุษย์เป็นผู้ก่อเอง การฝึกฝนขัดเกลาจิต เพื่อให้เกิดบุญ ด้วยการถือสมาทานอาหารมังสวิรัติ ถือเป็นเรื่องด้อยไปสำหรับพระองค์ท่าน สำหรับประณิธานของพระองค์ท่านในชาตินี้ และจากที่เห็นสภาวะจิตของพระองค์ อยู่เหนือกว่าที่ผมจะคาดคิด หรือเดาได้ สภาวะจิตของพระองค์ ท่านเหนือกว่าปุถุชนแน่นอน ตัวผมเองไม่อาจเทียบได้เลย แม้ธุลีใต้ฝ่าพระบาท ด้วยเหตุนี้ผมจึงถือว่าการรับประทานมังสวิรัติคือการฝึกฝนตนเอง ขัดเกลาจิตวิญญาณตนเอง เพื่อไม่ให้ติดในรสชาติของเนื้อสัตว์ จนต้องเบียดเบียนชีวิตสัตว์ ทั้งโลกนี้ และโลกหน้า ไม่ใช่บุญที่สะสมเพื่อสวรรค์โลกหน้า แต่เพื่อสภาวะจิตที่ดีดีกว่าเดิม ส่วนใครจะทำหรือไม่ทำ ก็สุดแล้วแต่เหตุปัจจัยของแต่ละคน ไม่ถือเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเป็นปฏิบัติ แบบเดียวกันกับเรา คนที่ดีคนที่บรรลุธรรมเข้าถึงธรรม ดูที่ผลที่เกิดขึ้น รูปแบบยังต้องมี แต่รูปแบบไม่ได้หมายความว่า ผลจะต้องเป็นอย่างนั้น แต่การฝึกฝนยอมดีกว่าแน่นอนครับ กราบนมัสการพ่อครู และสมณะปัจฉาครับ เทวินทร์ สิทธิ์น้อย

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน พระพุทธเจ้าสอนให้กินมังสวิรัติ พ่อครูว่า… การกินมังสวิรัติเป็นเรื่องลึกซึ้ง ที่อาตมาเอง ก็ต้องบอกว่าอาตมาเองลึกซึ้งก็แล้วกัน ในพระไตรปิฎกเล่ม 27 ข้อ 342 พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนว่า ผู้ที่กินเนื้อสัตว์นี่จะต้องติดบาป สัตว์ที่ถูกคนฆ่าทุกตัว มันก็ไม่ยึดถือตัวตนแล้วใช่ไหม ใครจะฆ่ามันก็ได้ใช่ไหม มันไม่มีตัวตนแล้ว ใช่ไหม?...ก็ไม่ใช่ สัตว์ทุกตัวมันยึดถือตัวตน มันแน่นอน มันรู้นะว่า ผู้ฆ่ามัน แล้วมันจะจองเวรกับเรา ที่เป็นผู้ฆ่าไหม มันก็ต้องจองเวรผู้ฆ่า ผู้ฆ่าก็จะถูกสัตว์จองเวรผูกเวร หรือคุณเลี่ยงว่า คุณไม่ได้ฆ่า คนอื่นฆ่ามา แต่อย่าลืมว่า จิตของสัตว์นี่มันยึดติด เนื้อหนังมังสาว่าเป็นของมันหรือเปล่า แม้ว่ามันตายไปมันจะยึดถือหรือเปล่า ก็ยึดถือ ขนาดคนตายไปแล้ว ก็ยังยึดถือตัวตนเลย สัตว์มันก็ต้องยึดถือเนื้อตัวมันแน่นอน คนไปกินเนื้อสัตว์ต้องถูกจองเวรแน่นอน การฆ่าสัตว์ด้วยเจตนา นอกจากว่าคนไม่ได้เจตนา พระพุทธเจ้าไม่ถือเป็นอาบัติ แต่ผู้ที่ปฏิบัติธรรมแล้ว จะสำนึกว่าเราทำให้สัตว์ตาย โดยไม่เจตนา แต่ถ้าไม่เจตนา ก็ไม่ต้องปลงอาบัติ ถือเป็นวิบากไป แต่เราไม่เจตนาฆ่า เราไม่จองเวรจองกรรม แต่สัตว์มันไม่รู้ว่า เราเจตนาหรือไม่ มันก็ต้องจองเวรจองกรรมแน่นอน คนที่ฆ่าสัตว์ด้วยเจตนานั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ว่าได้ บาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเลย ท่านตรัสไว้ 5 ประการ เป็นอย่างน้อย 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสบบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ60 สัตว์มันก็อยู่ของสัตว์ อย่าเอาสัตว์มาเลี้ยง ในศีลของพระพุทธเจ้าให้ไว้ ก็มีการห้ามเลี้ยงสัตว์ด้วย เป็นพระเป็นเจ้าหากเลี้ยงสัตว์ ก็ผิดศีล ผิดวินัย พระพุทธเจ้า แต่ไม่รู้กัน คนเราไม่รู้สึกรู้สา ไม่สะดุ้งสะเทือน กับคำตรัสพระพุทธเจ้าเลย แม้แต่คำว่าอกับปิยะ ก็ไม่รู้เจตนารมย์ พระพุทธเจ้าว่าไม่สมควรเลย จะเอาเนื้อสัตว์มาถวายพระพุทธเจ้า หรือสาวกพระพุทธเจ้า ไม่ควรเลย อกัปปิยะ แม้คุณจะไม่ได้ฆ่าเอง แต่ เอาอาหารเนื้อสัตว์ไปถวาย ก็เป็นบาปเป็นอันมาก ไม่ใช่บุญเลย ใน 5 ข้อนี้รวมไว้อย่างลึกซึ้ง ว่าไม่ควรจะเอาสัตว์ใดมา แม้แต่ข้อที่ 1 ก็ชัดเจนอยู่แล้ว จะไปเอาสัตว์มันมาทำไม เจตนาจะเอามาฆ่า แล้วเอามาถวายพระด้วย หากคุณฆ่าแล้วกินเองของคุณ ก็บาป 4 ข้อ บาปหนักบาปมาก 4 ข้อ แต่นี่จะนำเอาไปถวายพระด้วยของอกัปปิยะอีก ก็บาปเต็มบ้องเลย เป็นเรื่องน่าสยดสยองมาก ถ้าหากเข้าใจคำสอนพระพุทธเจ้า ก็จะไม่ทำการฆ่าสัตว์ ยิ่งจะทำไปถวายพระก็บาปมาก ข้อแรกแค่กล่าวชื่อก็บาปแล้ว พอจะชัดเจนในเจตนารมย์ของผีร้ายตัวนี้เป็นผีตั้งแต่ข้อที่ 1 จนถึงข้อ 5 สมณะเดินดินว่า...ข้อที่ 5 นี้คนจะผิดได้มาก เพราะไม่รู้ เคยได้ฟังโยมบอกว่า เตรียมหูฉลามไปถวายพระเลยยังดี พ่อครูว่า… เพราะว่าไม่รู้เลยไปกันใหญ่ เจตนาฆ่าสัตว์อยู่นั้น ผู้ที่มีจิตใจ ไม่เข้าใจ ไม่รู้สึกรู้สาอะไร คือบาปอันมาก มิใช่บุญเลย เพราะว่าสัตว์ทุกตัว มันไม่มีสัตว์ตัวไหน อโหสิหรอก มันถูกฆ่า แล้วอโหสิ ไม่มี คนผู้มีเจตนาฆ่าสัตว์ ยังมีจิตใจที่ต่ำ การผูกเวรของคนจิตต่ำ(คนฆ่าสัตว์) ผู้ยังผูกเวรกับคนจิตต่ำ จะแรง จะมีเวรแก่กัน ไปอีกนานเท่าไหร่ เรื่องชีวิต อะไรที่สัตว์ และคน รักมากที่สุด….ชีวิต สัตว์ไม่รู้กิเลส ก็รักชีวิต แต่คนนี่รักกิเลส ยิ่งกว่าชีวิต แต่ก็คงพอกันนี่แหละ เมื่อแม้แต่สัตว์ทุกตัว คำเดียวว่า สัตว์ทุกตัวมีการยึดถือตัวตน เนื้อหนังมังสาร่างกายของกู หากไปฆ่ามันตูม ผูกเวรผูกกรรมมีเวรภัยไปอีกเท่าไหร่ เนื้อสัตว์ที่ตายแล้ว เพราะคนที่ฆ่า คนที่มีเวรเยอะ ตัวเองทำเวรไว้เยอะ ก็เป็นคนฆ่าสัตว์ คุณจะฆ่าโดยไม่เข้าใจ ไม่ประสีประสา ทำตามโลก เขาฆ่าเอามาเลี้ยงชีพ ก็ไม่ได้หนักหนาอะไร เพราะคนทั้งโลกกินเนื้อสัตว์ กินพืช ทั้งๆที่ คนไม่ใช่สัตว์กินเนื้อ เป็นสัตว์กินพืช คน มี ลำไส้ แบบสัตว์กินพืช มีความยาว 9 เมตร เล็บ ก็เป็นแบบกีบ nail ไม่ใช่แบบสัตว์กินเนื้อสัตว์ ที่เป็น กรงเล็บ claw ฟัน คนก็มีฟันแบบ molar ไม่ใช่ canine ที่เป็นเขี้ยว สัตว์กินพืชจะมีฟันกรามใหญ่ สัตว์กินพืช กินน้ำ แบบดูด สัตว์กินเนื้อจะเลียกินน้ำ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ถึงความละเอียดของสัตว์ ท่านอนุญาตให้กินเนื้อสัตว์ได้ แต่ว่าเนื้อนั้นต้องเป็น ปวัตมังสะ เป็นเนื้อที่ตายเองหรือ เดนสัตว์กิน คือคนไม่ได้ฆ่า สัตว์มันทำวิบากมันเอง กินเหลือ เป็นบังสุกุล ก็กินได้มีสองอย่าง นี่รายละเอียดมันชัดเจนหมดเลย สัตว์ที่พระพุทธเจ้าให้กินได้มี 2 อย่าง 1 สัตว์มันตายเอง 2 เดนสัตว์กิน พระพุทธเจ้าไม่ให้กินเนื้อสัตว์อย่างอื่น เพราะมันผูกพยาบาทได้ หากว่าสัตว์มันไปเอง มันไม่เอาแล้วร่างนั้น มันก็เป็นเนื้อบังสกุล ไม่ได้ผูกเวร หรือเดนสัตว์กิน มันก็มีวิบากของมัน มันก็ทิ้งแล้ว ประเด็นที่เป็นโทษมาก คือผูกเวรกับสัตว์ พระพุทธเจ้าไม่ให้ฉัน เพราะว่ามันจะผูกเวร แต่ปวัตตมังสะ ก็กินได้ ท่านไม่ได้ห้ามอย่างกีดกั้น แต่ว่า ถ้าไม่ใช่ 2 อย่างนี้ แต่ถ้าพระพุทธเจ้าให้กินเนื้อสัตว์ได้ จะไปแบ่ง 2 ข้อ มีไว้ทำไม แค่ว่าประเด็น 2 ข้อนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่า พระพุทธเจ้าไม่ให้กินเนื้อสัตว์ กินแล้วมันจะผูกเวร สัตว์ทุกตัวมันยึดถือเนื้อหนังมังสามัน เป็นตัวกูของกู หากไปกินมัน มันก็ผูกเวร ท่านใดห้ามไว้แล้ว เพราะว่ามันเป็นบาป เป็นภัย ติดบาป ในสิคาลวรรค ก็ว่าไว้ ตอนนี้ใกล้จะถึงเทศกาลกินเจกัน ไม่กินเนื้อสัตว์ ก็ยังดีปีหนึ่ง ไม่กินเนื้อสัตว์กัน 9 วัน ก็หากไม่กินตลอดชีวิต จะไม่ดีกว่าหรือ แค่นี้คิดไม่ออกหรือ คนมองแง่สุขภาพก็ตาม โดยเฉพาะเรื่อง เวรภัย หากเข้าใจชัดอย่างนี้แล้ว พระพุทธเจ้าท่านสอน ไว้ ในศาสนาพุทธชัดเจน 1.สอนไม่ให้ฆ่าสัตว์ 2. สอนไม่ให้ค้าขายทั้งสัตว์เป็น และเนื้อสัตว์ แค่ 2 ข้อนี้หากชาวพุทธปฏิบัติกันจริง ก็ไปหาเนื้อสัตว์มากินไม่ได้แล้ว นอกจากปวัตตมังสะ 1.ไม่ฆ่า 2.ไม่ค้าไม่ขาย ชาวพุทธทุกคนไม่ค้าขายสิ่งเหล่านี้ ก็ต้องไปซื้อมาจากศาสนิกชนของศาสนาอื่น แล้วเมืองไทยคนไทย 95% เป็นชาวพุทธ สมมุติว่า 95% นี้ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ซื้อขายเนื้อสัตว์ กันเลย ว่าเป็นมังสวณิชชา ก็ไม่ขาย เป็นบาป แต่เขาไม่ได้ใส่ใจศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ศึกษายังแย้งเลย เถรวาทเมืองไทย ทั้งชาวพุทธ แม้จะเป็นนักบวช ก็กินเนื้อสัตว์ สมณะเดินดินว่า...ในหมู่บ้านต่างๆชาวพุทธก็มีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ หากไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ค้าขาย ก็ไม่กินเนื้อสัตว์กันแล้ว พ่อครูว่า... ก็ต้องเก็บเอาปวัตตมังสะ ก็จะพอกินหรือ กี่ปีจะได้กิน แล้วจะอยู่รอดหรือ เรื่องนี้อาตมามาบวช ก็ชัดเจนในเรื่องไม่กินเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เป็นฆราวาส ตั้งแต่รู้ตัว หากไม่รู้ตัว ก็กินอยู่ กินเนื้อสัตว์มา แต่พอรู้ตัว ก็เลิก ไม่มีใครบอกให้เลิกหรอกนะ แต่อาตมาเลิกได้เอง คนไม่กินเนื้อสัตว์หรอก โดยเฉพาะศาสนาพุทธไม่ได้พาให้กินเนื้อสัตว์ แต่เมืองไทยนั้น ได้เสื่อมไป จนไกลจากที่พระพุทธเจ้า อาตมาพูดตั้งแต่ก่อนบวช จนมาบวช แล้วพาทำมาตลอดก็ได้แค่นี้แหละ ได้แต่คนที่แสวงหาสัจธรรมเท่านี้ อาตมาก็ขออธิบายต่อไปว่า ... สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น ท่องไปเถิด เป็นนกแก้วนกขุนทอง พูดกันแจ้วๆๆ สัตว์เป็นเพื่อนทุกข์เกิดแก่เจ็บตาย สัตว์ตั้งแต่เริ่มต้นเป็นสัตว์ ได้จิตนิยามมา ทุกตัว พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ ในศีลข้อ1 ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอายมีความเอ็นดูมีความกรุณาหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์ที่มีจิตนิยามแล้ว เราก็ต้องหวังประโยชน์เพื่อสัตว์เหล่านี้ สัตว์ที่ได้จิตนิยาม เป็นสัตว์เซลล์เดียว เป็นต้นไป ก็อาจจะเป็นพระพุทธเจ้าได้ในอนาคต สัตว์ทั้งปวงให้ไปดีเถิดดำเนินตัวเองไปตามวิบาก แต่เขาอาจได้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ คุณไปรีบฆ่าเขา ไม่ว่าจะสัตว์กี่เซลล์ ก็จะไปตามวิบาก จนกว่าจะบรรลุนิพพาน จนกว่าจะหมดวิบากกุศล จบ บุญจบแล้วก็จบกัน บุญ คือ พลังงานที่ชำระบาป อกุศล พอหน้าที่ชำระบาปหาย บุญก็ไม่เหลือ ก็หาย เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ปุญญปาปปริกขีโณ หากว่าคนเข้าใจที่อาตมาพูด ก็จะรู้ว่าบุญมีหน้าที่แค่ กำจัดบาป สันตานัง ปุนาติ วิโสเทติ บุญไม่มีหน้าที่สร้างกุศล หากเข้าใจคำว่าบุญไม่ได้ เข้าใจการฆ่าสัตว์ไม่ได้ เรียนรู้ศาสนาพุทธไป ก็ไม่มีการได้ชำระกิเลส เพราะเขาเข้าใจว่า การฆ่าสัตว์เป็นเรื่องสามัญ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่อาตมาเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่ หากคุณฆ่าสัตว์อยู่ กิเลสจะไม่หมดจากสันดาน คุณทำบุญ ก็ไม่บรรลุนิพพาน ไม่ว่าจะกิน หรือฆ่าสัตว์ คนนี่ ฆ่าเพราะว่าเอามากินเป็นหลัก การขายก็ขายให้ไปกินสัตว์นั้นแหละ ฆ่าสัตว์ เขาก็ฆ่าเพราะเอามากินเป็นหลัก เหตุอื่นมีน้อย

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ถือศีล 5 ให้ถึงพระอรหันต์ อาตมาขยายความให้ชัดไปอีก ในโลกนี้ เอาศีลเป็นหลัก ศีลข้อ 1 อย่าฆ่าสัตว์ ศีลข้อ 2 อย่าเอาของที่ไม่ใช่ของของเรา ศีลข้อ 3 เรื่องของ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่ติดรสชาติ ข้อ 1 ข้อ 2 เป็นหลัก เลย ในโลกนี้มี สัตว์ กับ สิ่งของ เท่านั้นแหละ หากไปเอาชีวิตเขา มันก็รักมันก็หวงของของมัน หนักกว่าไปเอาของคนอื่นมา สัตว์มันก็หวงชีวิต คือของของมัน แต่ว่าคนไปพรากชีวิตมัน ก็เท่ากับพรากของของมันอย่างหนัก ศีลสองข้อนี้ยิ่งใหญ่มาก หากใครไม่ละเมิดศีลสองข้อนี้...ยิ่งใหญ่...ยิ่งข้อ 3 ทำได้ก็ยิ่งใหญ่ มิจฉา 3 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ผิดในกาม หากปฏิบัติจนสามารถละเว้นได้ในศีล จนบรรลุธรรม มีปัญญาชัดเจน เป็นอรหันต์ จะอยู่โดยไม่มีโทษภัยกับสัตว์ทั้งปวง อย่าว่าแต่สัตว์ แม้แต่ข้าวของ ที่ไม่ใช่ของของเรา ของใครก็ตาม ทุกคนก็ปลอดภัยหมด ปลอดภัยถึงขั้น ไม่ปรารถนาจะไปแย่งชิงเขาเอามา ถึงขั้นสูงสุด ของนั้นจะเอามาให้เรา ก็จะไม่เอาในเชิงเอาเปรียบ จะให้อย่างน้อยก็เท่าราคาเท่าทุน เท่าที่ควรจะแลกเปลี่ยนให้กัน ยิ่งจะให้เขามากเกินกว่าทุน หรือให้เขา อย่างเราเสียเปรียบ หรือขาดทุน เอาของเขามา แล้วเราก็ให้เขา เขาจะขาย 10 บาท นี่ เราก็ให้เขาไป 15 บาท นี่สูตรของท่านหนักแน่น ก็จบ จะไปต่อทำไม หากเขาขาย 10 คุณก็ไปต่อ 8 ต่อ 9 มันจะได้เรื่องอะไร หากเขาขาย 10 เราบอกว่าให้เขา 11 12 13 เขาก็จะยิ้ม เรื่องของสัตว์ เป็นเรื่องยิ่งใหญ่ เรื่องของข้าวของ ที่ไม่ใช่ของของตน ก็ยิ่งใหญ่ ศึกษา 2 เรื่องนี้ เป็นเรื่องตัวกูของกูกับเรื่อง ติดกาม เป็นศีลข้อที่ 3 เอามาเสพรส ก็มีอัตตากับกาม สองอย่าง เรื่องศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้หนีไปจากนี้แหละ ท่านตรัสใน ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ก็สอนเรื่องกาม เรื่องอัตตาเลย สูตรนี้ประกาศก่อน ก็รวมเรื่องไว้หมด คือเรื่องกาม กับอัตตา หาก ศึกษาสองเรื่องนี้จบ ก็เป็นพระอรหันต์ จ้อย ก็ศึกษาไปตามลำดับ ผู้ที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านั้น ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ เราจะต้องพยายามปฏิบัติไปตามลำดับ ถือศีล 5 เป็นลำดับ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่เอาของๆใคร หากมี ผัสสะสัตว์ และสิ่งของ ที่ไม่ใช่ของของเรา ก็พยายามอย่าผูกเวร หรือสร้างวิบากเพิ่ม หรือคุณไปติดรสชาติ กามคุณ 5 ในศีลข้อที่ 3 ก็เลิกไป ตั้งแต่หยาบ กลาง ละเอียด ก็จบในตัวเลย

สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน แบบคนจน ตอน2 มาเข้าเรื่องที่อาตมาพูดถึง เรื่อง ความจน เรียบเรียงแล้ว ก็เอามาอธิบายขึ้นชื่อว่า แบบคนจน …. สังคม “คนจน” ที่เจริญด้วย เศรษฐกิจบุญนิยม ที่สูงสุดถึงขั้น สาธารณโภคี นี้ เป็นสังคมคนที่ยืนยันการสร้างเศรษฐกิจให้แก่สังคมประเทศชาติอย่างสูงส่งแท้จริง ที่แม้นักเศรษศาสตร์ หรือปราชญ์ทางเศรษฐศาสตร์ทุนนิยม จบด็อกเตอร์ โพสด็อกเตอร์ขั้นไหน ก็ยังเข้าใจความเป็น“เศรษฐกิจ”แบบคนจนนี้ไม่ได้ง่ายๆ ถ้าขืนมีแต่“ความฉลาด”แบบ“เฉโก”เต็มหูเต็มหัวปานใดๆก็เถอะ หากยังไม่เกิด“ปัญญา”อันเป็น“ความฉลาด”แบบพิเศษที่ก้าวหน้าทวนกระแสโลกีย์ที่มีเฉพาะในศาสนาพุทธแท้ๆนี้เท่านั้น ก็ไม่สามารถจะหยั่ง“รู้รสอันแสนวิเศษ” ของ“ความจนอันประเสริฐสูงสุด”ที่เป็น“คนโลกุตรภูมิ”ได้ เป็นอันขาด คนมีโลกุตรภูมิ จะยินดีในความเป็นคนจน จะเข้าใจในความเป็นคน ยกตัวอย่าง นาย รัก รักพงษ์ อยู่ทางโลกทำมาหากิน แย่งชิง ลาภ ยศ สรรเสริญ ได้ไม่น้อย ตามประสาในยุคโน้น ยุคที่ นายกฯมีเงินเดือนยังไม่ถึงหมื่น แต่นายรัก รักพงษ์ ได้เงินเดือนเดือนละ 20,000 กว่าแล้ว แต่แล้วก็ไม่เอา แล้วมาเป็นคนจน รายได้ 0 ทิ้งทางโลกมา ยังไม่ได้พ่ายแพ้ หาเงินได้เก่ง ไม่ได้มือตกเลยนะ แต่ชัดเจนในสัจธรรม ออกมาทางนี้ โดยไม่คิดจะหันกลับไป และไม่ได้หันกลับไปเลย ออกมาทิ้ง อย่างนี้เป็นต้น ที่ยกตัวอย่างตัวเอง ก็ชัดเจน ใครจะหาว่าอวดตัว อวดตน ก็เป็นของดีนะ หาแบบยาก และเราก็มั่นใจว่า ได้อวดความเป็นของจริง มาเป็นตัวอย่าง เป็นสิ่งอ้างอิงยืนยัน เท่านั้นเอง ความจน ขนาด พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ของชาวไทย จะตรัสชัดเจนแจ่มแจ้งว่า เศรษฐกิจ “แบบคนจน” หรือเศรษฐศาสตร์ที่มี“ การขาดทุนของเราคือการกำไรของเรา ”นั้น เป็นเป้าหมาย หรือเป็นการบริหารประเทศ ที่พระองค์ทรงมีพระประสงค์จะให้เป็น ให้เกิดขึ้นในประเทศไทยนี้ มาหลายสิบปี แท้ๆ แต่ผู้บริหาร หรือนักเศรษฐศาสตร์ ของไทย ก็ยังสนองพระราชดำรัสนี้ได้ยังไม่บริบูรณ์ เต็มรูป เต็มร่างเท่านั้น แม้จะมีผู้ฟังรู้ เข้าใจพระราชดำรัสนี้ได้ แต่จะบริหารให้เกิด “แบบคนจน” หรือนำมาอธิบายให้ประชาชน ก็เข้าใจดีและปฏิบัติตน ดำเนินชีวิตไปสู่ความเป็น“คนจน”กันอย่างเต็มใจด้วยนั้น มันไม่ใช่เรื่องปกติสามัญเลย มันเป็นเรื่อง“วิสามัญ”จริงๆ ประเทศที่เป็นเศรษฐศาสตร์แบบบุญนิยม ถ้าทำไปได้ดีแล้ว มันจะมีส่วนเหลือ ไปแจกจ่ายให้แก่ต่างประเทศด้วย เป็นเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่มากเลย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสมาตั้งนานแล้ว แต่ข้าราชบริพารข้าราชการ ไม่สามารถรับสนองได้เลย เขาจะเข้าใจอย่างไรว่า มาทำแบบคนจน แบบขาดทุนคือกำไร แล้วจะเจริญได้อย่างไร คนจะฟังขึ้นนั้นยากจริงๆ เพราะแม้จะมี “ ปรากฏการณ์ที่มีคนพิเศษ มีสังคมมหัศจรรย์ยอดเยี่ยม อันเป็นลักษณะสังคมจริงที่คนสัมผัสได้ ยืนยันความจริงนี้ได้ ” (phenomenal) อย่างที่ชาวอโศกเป็น ซึ่งมีคนดำเนินชีวิตจริง เป็น“คนจน” พวกเรานี้ช่วยเหลือสังคมประเทศชาติอยู่ในโลก และพยายามพาสังคม มาอยู่อย่าง“คนจน” ที่ประพฤติชีวิตดำเนินเศรษฐกิจ“แบบคนจน” ให้เจริญ พัฒนาขึ้นถึงขั้น เป็นสังคม“สาธารณโภคี” แต่ประชาชนคนทั่วไปในสังคม ก็ยังไม่ซา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน