บทที่ 2.docx

โฟลเดอร์วิทยานิพนธ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์297 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 2 เอกสารวรรณกรรม และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง “รูปแบบการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วย วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เครือแหของชาวอโศก” ครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้าเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางกำหนด กรอบความคิดในงานวิจัย ในบทนี้ ผู้ วิ จัยได้ ศึกษาข้อมูล จากเนื้อหาเอกสารต่างๆ แล้วแบ่งประเภทข้อมูลเพื่อนำเสนอออกเป็น 3 ประเภท ดังนี้ ควา มรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ องค์กรอโศก ข้อมูลพื้นฐานขององค์กรชาวอโศก ทฤษฎีบุญนิยม อุดมการณ์ของชาวอโศก งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรชาวอโศก ทฤษฎี และกรอบแนวคิดทางทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง แนวคิด สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 จาก พระไตรปิฎก และ หนังสือสมาธิพุทธของ พ่อครู สมณะ โพธิ รัก ษ์ โพธิรักขิ โต ซึ่งเป็นแนวคิดหลักของการวิจัยในครั้งนี้ แนวคิด ทฤษฎีทางพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศีลธรรม อื่นๆ แนวคิด ทฤษฎี อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศีลธรรม งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน งานวิจัยที่ใช้ แนวทางพุทธศาสนา งานวิจัยที่ใช้ แนวทางอื่นๆ งานวิจัยต่างประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน * หมายเหตุ : ความเป็นมา ของ การศึกษาและการพัฒนาศีลธรรม ให้กับเยาวชน ของ ภูผาฟ้าน้ำ ถูก นำเสนออยู่ในบทที่ 4 พื้นฐานทั่วไป ความเป็นมาของ การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ องค์กรอโศก ข้อมูลพื้นฐานขององค์กรชาวอโศก จุดเริ่มต้นขององค์กรชาวอโศก เริ่มในปี พ.ศ. 2518 ซึ่งพระ โพธิ รัก ษ์ ผู้นำชาวอโศก ได้ประกาศแนวทางปฏิบัติศาสนาพุทธในแนวทางดั้งเดิม เรียกหมู่กลุ่มของตนเองว่า "อโศก" ก่อตั้งสำนักอยู่ที่ วัดหนองกระทุ่ม อ.กำแพง

อ่านต่อ

แสน จ.นครปฐม เรียกว่า "แดนอโศก" (เริ่มก่อตั้ง ปี 2513) ได้ตีความตามพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด มีแนวปฏิบัติในศีลที่โดดเด่น(เช่น ไม่ใช้เงินไม่ใช้ทอง ไม่สวมรองเท้า ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ไม่นอนกลางวัน ซึ่งล้วนเป็นข้อห้ามสำหรับภิกษุ) จนเกิดความแตกต่างจากสงฆ์กระแสหลัก และเป็นอุปสรรคในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในขณะนั้น ด้วยเหตุว่า ทางคณะสงฆ์ใหญ่ ( มหาเถรสมาคม หรือ มส. )เห็นว่า สิ่งที่พระ โพธิ รัก ษ์ ประพฤติและเผยแพร่ อยู่นั้น มิใช่คำสอนของศาสนาพุทธ ขณะที่ท่าน โพธิ รัก ษ์ ก็ยืนยันว่า ท่านได้ปฏิบัติตรงตามคำสอนของพระพุทธเจ้าทุกประการ จนเกิดหมู่กลุ่ม พุท ธบริษัทอย่างครบถ้วน มีสงฆ์ครบ 20 องค์ สามารถทำ สังฆ กรรมได้ตามวินัยบัญญัติ ต่อมา มส. ได้ใช้อำนาจบีบบังคับ ให้ท่านล้มเลิกกิจกรรมดังกล่าวเสีย พระ โพธิ รักษ์ได้ต่อสู้ โดยให้เหตุผลว่า การสอนธรรมของท่าน อุปมา ทำกิจการขายปาท่องโก๋ มส. เปิดร้านใหญ่โต ปรากฏว่า คนบริโภคแล้วเสียสุขภาพ (ศึกษาธรรมะ แต่ไม่พ้นทุกข์ ติดยึดในไสยศาสตร์) ท่านจึงขอ แยกไปตั้งร้านเล็กๆ ขายปาท่องโก๋ สูตรที่ท่านเห็นว่าเป็นสูตรดั่งเดิม หากมีคนอุดหนุนก็จะขายได้ แต่ถ้าไม่ดีร้านก็จะเจ๊งไปเอง(ตามสิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญบัญญัติว่า คนไทยทุกคนมีส ิ ทธิเสรีภาพในการนับถือศาสนา) แต่ทาง มส. ไม่ได้เห็นเหมือนท่าน กลับกล่าวหาว่าท่านกระทำให้พระวินัยวิปริต ท่า นจึงได้ตัดสินใจกระทำ นานาสังวาส กับ มส. ( ซึ่งพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ว่า หากสงฆ์เกิดขัดแย้ง ให้แยกกันทำ สังฆ กรรมเป็น นานาสังวาส ซึ่งสงฆ์ที่เป็นนานาสังวาสกัน ไม่อาจไปตัดสินความ หร ือกล่าวโทษกับสงฆ์อีกฝ่ายหนึ่ง หากทำลงไปก็เป็นอาบัติ) เพื่อให้การประกาศสัจธรรมเป็นไปอย่างเปิดเผย พร ะ โพธิ รักษ์จึงขอฉันทานุมัติจากที่ประชุมมหาเถรสมาคม ขอปกครองคณะสงฆ์ของตนเอง แยกออกจากสงฆ์กระ แสหลัก ซึ่งปกครองโดยมหาเถรสมาคม ชาวอโศกได้รวมตัวกันก่อสร้างบ้านเรือนอยู่ติดกับพุทธสถาน เพื่อจะได้อยู่ใกล้ชิดหมู่กลุ่มมิตรดี สหายดีที่ช่วยให้การปฏิบัติธรรมเป็นไปด้วยดี พุทธสถานจึงกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชน ที่ให้การอบรมชี้แนะแนวการปฏิบัติธรรมในแนวลึก และประสานกันทำงานเพื่อสังคมในแนวกว้างไปพร้อมกัน สถานที่ปฏิบัติธรรมทุกแห่งจึงมีชุมชนชาวพุทธเกิดขึ้น กิจกรรมต่างๆ ก็ขยายขึ้นไปอีก ในจำนวนพุทธสถานทั้งหมดนั้น พุทธสถานสันติอโศก ถือเป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่ธรรมะ โดยเฉพาะเป ็นแหล่งผลิตสิ่งพิมพ์ต่างๆ โดยมี มูลนิธิธรรมสันติเป็นผู้อนุเคราะห์ ต่อมาได้เกิด กองทัพธรรมมูลนิธิ สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม และ ธรรมทัศน์สมาคม ตลอดทั้งหน่วยงาน และกิจการต่างๆ ตามมาอีก การเชื่อมโยงกันของกล ุ่มชาวอโศกเป็นไปในลักษณะเครือแห (เครือข่ายหลายระนาบ) คือสมาชิกแต่ละคนจะดำรงตนในฐานะต่างๆหลายฐานะ (เป็นครู เป็นนักการพาณิชย์ เป็นกสิ กร เป็นนักแปรรูป นักอุตสาหกรรม ... เป็นกรรมกร ฯลฯ) และเป็นหน่วยย่อยหนึ่งของชุมชน แต่ละชุมชนเองก็จะมีหน่วยงานบุญนิยมด้านต่างๆ ชุมชนแต่ละชุมชนจะมีการประชุมรวมกัน ในกิจการ ทุกด้าน ทุกสัปดาห์ ผู้ที่รับผิดชอบงานหน่วยงานไหนก็จะเป็นตัวแทนชุมชนเข้าร่วมประชุมกับชุมชนอื่นในเวลาที่แน่นอน ปีละหลายครั้ง เครือแหขององค์อโศก คือ องค์กรต่างๆที่ประสานถักทอกันและกัน ภายใต้แนวคิด ของชาวอโศก ได้แก่ สถาบันบุญนิยม พรรคเพื่อฟ้าดิน องค์กรชาวอโศก มูลนิธิธรรมสันติ ( 2520) เป็นองค์หลักสำคัญยิ่งของกระบวนการทางศาสนา ดำเนินกิจการต่างๆ ภายใต้นโยบายหลัก 3 ประการ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนี้ โรงพิมพ์มูลนิธิธรรมสันติ , โครงการปฐมอโศก , ศาลาสุขภาพ , ธรรมสันติทันตก รรม , โรงเรียนสัมมาสิกขา (ปฐมอโศก และสันติอโศก) กองทัพธรรมมูลนิธิ มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนี้ โรงพิมพ์กองทัพธรรมมูลนิธิ ปฐมอโศก , ชมรมขยะวิทยา สมาคมผู้ปฏิบัติธรรม มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ดังนี้ ชมรมหัตถกรรมกะลาไท , ห้องสมุดสมาคมผู้ปฏิบัติธรรม , ชมรมนักศึกษาผู้ปฏิบัติธรรม ( นศ.ปธ. ) , ชมรมมังสวิรัติแห่งประเทศไทย ( ชมร. ) สาขากรุงเทพ (สวนจตุจักร) สาขานครปฐม สาขาเชียงใหม่ และสาขานครราชสีมา , ชมรมสัมมาสิกขาพุทธธรรม , โรงสีสมาคม จังหวัดขอนแก่น , โรงเจสมาคม จังหวัดจันทบุรี ธรรมทัศน์สมาคม บริษัทบุญนิยม ได้แก่ บริษัท พลังบุญ จำกัด , บริษัท ฟ้าอภัย จำกัด , บริษัท แด่ชีวิต จำกัด , มูลนิธิเพื่อนช่วยเพื่อน , บริษัท วิทยุดี จำกัด กองบุญคุ้มครองภัย , กองบุญสวัสดิการ , สหกรณ์บุญนิยม พุทธสถาน สันติอโศก โทร. 02-374-5230 ปฐมอโศก โทร. 034-258-470 ถึง 1 ศา ลีอโศก โทร. 056-259-217 ภูผาฟ้าน้ำ โทร. 081-779-2138 ศีรษะอโศก โทร. 045-635-767 สีมาอโศก โทร. 044-212-797 ราชธานีอโศก โทร. 086-460-8432 ถึง 3 หินผาฟ้าน้ำ โทร. 044-810-095 ทะเลธรรม โทร. 075-226-196 เครือข่ายก สิกรรมไร้สารพิษ แห่งประเทศไทย ( คกร. ) กิจกรรมกลุ่มกสิกรรมไร้สารพิษ วังน้ำเขียว ศูนย์เรียนรู้ ชุมชนชมรมเพื่อนช่วยเพื่อน อ. อินทร์บุรี จ. สิงห์บุรี ทุกคนที่เป็นสมาชิก จะมีงานร องรับให้ทำหลายด้าน บางด้านจะ ทำหน้าที่แกน หลักเป็นผู้นำ อีกหลายๆด้านจะเป็น เพียง ผู้ปฏิบัติ เท่านั้น สมาชิกทุกคนจะรับรู้เรื่องราวทุกด้านในการประชุมแต่ ละครั้ง เป็นการทำงานแบบบูรณาการ คุรุ( ครู ) ของโรงเรียนสัมมาสิกขาฯเอง ก็ มีฐานะดูแลการศึกษาบุญนิยมในขอบเขตนักเรียนมัธยมต้นถึงมัธยมปลาย และจะมีฐานะอื่นในสังคมชุมชนก็ทำงานตามฐานะอื่นเท่าที่มีกำลังจะทำได้ ทฤษฎีบุญนิยม ปรัชญา ‘ บุญนิย ม ’ อุดมการณ์ของชาวอโศก ปรัชญา “บุญนิยม” ซึ่งเป็นปรัชญาที่มีรากฐานมาจาก ปรัชญาพุทธศาสนา เป็นปรัชญาที่มุ่งสร้างคนที่ประเสริฐ โดยใช้กระบวนการที่มีองค์ประกอบในชีวิตประจำวัน ( บ้าน วัด โรงเรียน) เป็นปัจจัยฝึกฝนการลด ละ เสียสละตัวตน จนกระทั่งหมดตัวหมดตน เหลือแต่การให้ผู้อื่น และสร้างคุณค่าไว้ให้กับโลกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ปรัชญา“บุญนิยม”จะเป็นทางออก ในอนาคตอั นใกล้นี้ ทั้งของประเทศไทย และ ประเทศอื่นๆทั่ว โลกที่ ติดเชื้อ “ทุนนิยม” ซึ่ง กำลังนำโลกไปสู่ความพังทลายอย่าง เห็นได้ชัดเจนมากขึ้นๆเรื่อยๆ ที่มา : แต่เดิมคำว่า "บุญนิยม" ยังไม่คุ้นเคยในหมู่นักวิชาการ และ แม้แต่นักการศาสนาก็ยังไม่มีผู้ใดอธิบายไว้ จนกระทั่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2530 กลุ่มผู้ ปฏิบัติธรรมชาวอโศก (สำนักสันติอโศก) ซึ่งมีสมณะ โพธิ รัก ษ์ เป็นผู้นำ ได้อรรถาธิบายแจกแจง ความหมาย ที่มา ปรัชญา แนวคิด ระบบบุญนิยมดังนี้ ปรัชญา แนวคิด และอุดมการณ์ของระบบบุญนิยม โดยสามัญสำนึกแล้ว จุดหมายที่มนุษย์ทุกคนต้องการ คือสิ่งที่เรียกว่าความสุข ซึ่งเป็นความสุขที่เกิดจากการได้เสพ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ผ่าน ตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และจิตใจ หรือการรับรู้ที่เกิดจากการกระทบสัมผัสระหว่างอายตนะภายในและอายตนะภายนอก การได้มาซึ่งความสุขดังกล่าว มนุษย์ได้ใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีต่างๆ มาเป็นเครื่องมือบำบัดให้เกิดความสุขเหล่านั้น และเรียกสภาพความสุขนั้นว่า “ สวรรค์ ” แต่สภาวะและปริมาณของสวรรค์ หรือความพึงพอใจที่มนุษย์สร้างขึ้นนั้นไม่ยั่งยืน มนุษย์จึงต้องแสวงหาและสะสมปริมาณของสิ่งที่เรียกว่าความสุขเหล่านั้น เพื่อรักษาดุลของความสุขให้คงอยู่นานที่สุดช่วงเวลาใด ปริมาณความสุขหรือความพอใจเกิดลดหายไป ปัญหาหรือความทุกข์ ก็ปรากฏขึ้น เรียกสภาพความทุกข์ในทางศาสนาว่า “ นรก ” มนุษย์ผู้นั้นก็จะวิ่งแสวงหาความสุขมาเติมให้เต็มอีกในครั้งต่อไป เพราะความไม่ยั่งยืนของความสุข ดังนั้นสภาวะนรก หรือ สวรรค์ จึงเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป หมุนวน เป็นวัฏ จักรของชีวิต หากแต่ ระบบบุญนิยม ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับสาระของชีวิต โดยให้คำตอบต่อคำถามที่ว่า “ชีวิตนี้เกิดมาเพื่ออะไร ? เกิดมาเพื่อตา ย . ..! ” “ถ้าอย่างนั้น เกิดมาทำไม ? เกิดมาทำงา น . ..! ” “ทำงานเพื่ออะไร ... ? เพื่อให้ตายอย่างมีคุณค่า สมกับที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์.” ความตาย กับการทำงาน จึงมิใช่ปัญหาสำหรับผู้ที่รู้และเข้าใจสัจจะดีแล้ว นักปรัชญาวิถีพุทธ ได้หยิบยกเอาความทุกข์ มาเป็นทัศนะแม่บทในการกำหนดทิศทาง การแก้ปัญหาของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เข้าใจแก่นสารของชีวิตได้ลึกขึ้น การตรัสรู้หลักอริยสัจ 4 ของ องค์ พระสัมมา สัม พุทธเจ้า ก็เกิดจากมโนทัศน์ของความทุกข์ โดยเริ่มจากการค้ นหาว่าปัญหาหรือความทุกข์คืออะไร (ทุกข์) เมื่อเห็นตัวตนของความทุกข์แล้ว จึงตั้งเป้าหมายให้แก่ตนเองว่า จะต้องไปเสียให ้พ้นจากความทุกข์เหล่านั้นให้ได้(นิโรธ) จึงแสวงหาหนทาง (มรรค) ในการกำจัดปัญหาหรือทุกข์เหล่านั้นด้วยวิธีการต่างๆ โดยเริ่มจากค้นหาต้นเหตุ ( สมุทัย) เป็นเบื้องต้นก ่อน นี่คือกลวิธีในการแก้ไขปัญหา ที่ได้ผลมาแล้ว กลายเป็นทฤษฎีต้นแบบให้อีกหลายทฤษฎีได้นำมาใช้อ้างอิง จะเห็นว่าการมองชีวิตภายใต้มโนทัศน์ของความทุกข์ ก่อให้เกิดคำถามมากมาย และเป็นที่มาของการแสวงหาองค์ความรู้ในสาขาต่ างๆ ไม่ว่าจะเป็นมิติทางการเมือง การปกครอง มิต ิ ทางเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มิติทางสังคม ชุมชน สิ่งแวดล้อม และ มิติทางการศึกษา ศิลปะ และการพัฒนาทรัพยากรมนุ ษย์ ในทุกมิติจะมีทิศทางเดียวกัน คือ การสลาย กิเลส อันเกิดจาก “ อัตตทิฏฐิ ” ( อัตตา + ทิฏฐิ = ความเห็นว่าเป็นอัตตาตัวตน) และ “ อัตต วา-ทุปาทาน ” ( อัตตา + วาทะ + อุปาทาน = การยึดเอาภาษามาเป็นอัตตาตัวตน) ที่มนุษย์ทุกวันนี้ไปยึดถือแนวคิด ( Concepts) บางเรื่องที่สะท้อนผ่านทางภาษา มาเป็นอัตตาตัวตนของความจริง ลักษณะบุญนิยม 11 ประการ มีดังนี้ ทวนกระแสกับทุนนิยม แต่ไม่ได้เป็นศัตรูกับทุนนิยม เพราะบุญนิยมมุ่งให้ ส่วนทุนนิยม มุ่งเอา จึงไม่ขัดกัน ลงกันได้ตามเป็นจริง มีคุณธรรมเข้าเขตโลกุตระ อยู่เหนือกิเลสได้ ทำได้ยาก แม้ยากก็ต้องทำ เพราะเป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นไปได้ ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน เป็นสัจธรรมแท้สำหรับมนุษย์และสังคม กำไร คือ การให้ การเสียสล ะ เน้นสร้างคนให้มีคุณธรรม และพ้นทุกข์ จนประสบผลสำเร็จเป็นเรื่องหลัก การสร้างรายได้ การสร้างวัตถุทรัพย์ อันได้แก่ ลาภ ยศ สรรเสริญ และ โลกีย สุขมาให้แก่ตน หรือการสร้างวิชาการ ถือเป็นเรื่องรอง เข้าถึงสภาว ธรรม ขั้นเปลี่ยนแปลงพัฒนาจิตวิญญาณ ความอุดมสมบูรณ์ จะอยู่ที่ส่วนรวม หรือส่วนกลาง ไม่ใช่อยู่ที่ส่วนบุคคล เชิญชวนให้มาพิสูจน์ได้ เช่นเดียวกับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ จุดสัมบูรณ์ คือ อิสเสรีภาพ ภราดรภาพ สันติภาพ สมรรถภาพ และบูรณภาพ คุณลักษณะของผู้ถึงบุญนิยม 6 ประการ มี ดังนี้ ไม่เผาผลาญทำลาย มีความประหยัด มีชีวิตเรียบง่าย สมถะ ไม่เอาเปรียบใคร มีความมักน้อย กล้าจน เสียสละให้ได้มากที่สุดอยู่เสมอ ใ ฝ่ศึกษา สร้างสรร สร้างสมรรถนะ ขยันและอดทน กินน้อย ใช้น้อย ทำงานมาก จุนเจือสังคม ผู้ขาดทุนหรือผู้เสียสละ คือ ผู้มีกำไรแก่ชีวิตตนเอง สละออก สะ พั ดออก ไม่สะสม ไม่เห็นแก่ตัว ซื่อสัตย์ สุจริต ยุติธรรม ทัศนะแม่บทของระบบบุญนิยม “ บุญ ” คือ การชำระกิเลสจากจิตของตน ได้เสียสละ หรือได้เสียเปรียบให้กับผู้อื่น ยิ่งไม่ต้องการผลตอบแทนกลับคืนมาเลย ยิ่งเป็นค่าและมวลของ “ บุญ ” “ บาป ” คือเอาเปรียบคนอื่น ลงทุนน้อยแต่รับผลตอบแทนมากกว่า โดยสัจจะย่อมเป็นหนี้สังคมเพราะเท่ากับเอาเปรียบแรงงานคนอื่น “ กรรม ” คือสมบัติทรัพย์แท้ของชีวิตที่ต้องติดตัวไปทุกภพชาติ สัจจะของกรรมนั้น เมื่อทำดี - ดีในตัว เมื่อทำชั่ว - ชั่วทันที ไม่สามารถหลบเลี่ยงได้ แนวปฏิบัติในทางการบริหารแบบบุญนิยม คือ ผู้ที่จะไปเป็นนักบริหาร ต้องมีคุณธรรมระดับอริยะบุค คลชัดเจน รู้จักวิถีทางของ โลกี ยะกับโลกุตระ ทุกอย่างดี ตั้งแต่เศรษฐกิจ การศึกษา กสิกรรม อุตสาหกรรม การเงิน สาธารณสุข การบริโภค การสื่อสาร การเมือง หรือศิลปะอย่างบุญนิยม เป็นการบริหารเพื่อสร้างคน เพื่อการเกื้อกูลให้คนอยู่ร่วมก ันอย่าง สร้างสรร อุดมสมบูรณ์ ร่า เริง เบิกบาน สงบสุข พัฒนาระบบ และกระจายอำนาจการบริหาร โดยการปรับบทบาทผู้บริหาร จากผู้ปฏิบัติและควบคุม เป็นผู้สนับสนุนและอำนวยความสะดวก กำหนดกระบวนการ ให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล เที่ยงตรงต่อปัญหาความเดือดร้อนของบุคคลากรโดยเน้นการพัฒนาคนและระบบ ส่งเสริมสมรรถภาพ ความซื่อสัตย์สุจริต ขยัน อดทน สร้างขวัญกำลังใจ และให้หลักประกันความมั่นคงในหน้าที่การงานของผู้ปฏิบัติงาน เปรียบเทียบการบริหาร ระบบบุญนิยมกับทฤษฎี การบริหาร อื่น ๆ สิ่งที่เหมือนกันในทางการบริหาร ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีใด ๆ ซึ่ง มี พัฒนาการมาตั้งแต่ การบริหารเชิงประสิทธิภาพ เชิงมนุษย์สัมพันธ์ เชิงพฤติกรรมศ าสตร์ และเชิงระบบ รวมถึงรายบุคคล แม้กระทั่ง ทฤษฎีการบริหาร ระบบบุญนิยม ก็คือ การบร ิหารมุ่งผล ที่ความมีประสิทธิภาพ และความมีประสิทธิผลของการทำงานหรือการแก้ปัญหานั่นเอง เพียงแต่สิ่งที่ทฤษฎีต่างๆนำเสนอนั้น เป็นทฤษฎีที่อยู่ใน ระบบทุนนิยมมุ่งที่จะจัดการกับปัญหาและงาน โดยวิธีการกระตุ้นให้ผู้ปฏิบัติเกิดพฤติกรรม ผ่านกระบวนการที่ตอบสนองผู้ปฏิบัติว่า เขาได้รับหรือจะได้รับผลตอบแทนในรูปวัตถุ การยอม รับ ชื่อเสียง และความเป็นสุดยอด ... คือเพื่อตัวของเขา(เพิ่มกิเลส) แต่ ทฤษฎีบุญนิยม มุ่งที่ จะลดสิ่งที่จะได้รับให้กับตัวเอง หรือคือ ทำเพื่อผู้อื่น เพื่อโลกโดยส่วนเดียว(ลดกิเลส) ซึ่งแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงในแง่ของพัฒนาการทางด้านจิตวิญญาณ หรือ กล่าว คือ ทุนนิยมกระตุ้นพฤติกรรมโดยมุ่งผลบำบัดความทุกข์ชั่วระยะหนึ่ง(หมุนวน ไม่จบ) แต่บุญนิยมมุ่งสร้างความสุขที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน(นิพพาน) หากจะหยิบยกความเหมือน หรือความต่างของทฤษฎีการบริหารต่างๆที่เรียนรู้ กับ ทฤษฎีบุญนิยม พอเปรียบเทียบได้ดังนี้ ตัวแบบในเชิงระบบทั่วไป : ทุกๆระบบการศึกษาที่ชาวอโศกดำเนินการ มียุทธศาสตร์อยู่ที่การสร้างคน จากปุถุชนทั่วไปสู่อาริยะชนของพุทธ (โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และอรหันต์ตามลำดับ) มีองค์ประกอบแวดล้อมไปด้วย บ้าน(ชุมชน-ชาวชุมชน) วัด(สมณะ/ สิก ขมาตุ) โรงเรียน(คุรุ) เป็น ปัจจัย ป้อนเข้า ( Input ) มียุทธวิธีคือ การฝึกฝนลดกิเลส(จรณะ 15 ) เป็นกระบวนการ( Process ) ได้แก่ 1 . สีล สัมปทา 2 . อินทรีย์สังวร 3 . โภช เนมัตตัญญุ ตา 4 . ชาคริยานุโยค 5 . ศรัทธา 6 . หิริ 7 . โอตตัปปะ 8 . พาหุสัจจะ 9 . วิริยะ 10 . สติ 11 . ปัญญา 12 . ปฐมฌาน 13 . ทุติยฌาน 14 . ตติยฌาน 15 . จตุตถ ฌาน มีคนที่พัฒนาแล้วเป็นผลที่ได้รับ ( Output ) โดยใช้เครื่องมือตรวจวัดได้จากวรรณะ 9 1 . สุ ภระ – เป็นคนเลี้ยงง่าย 2 . สุโปสะ – เป็นคนบำรุงง่าย 3 . อัปปิจ ฉะ – มักน้อย 4 . สัน ตุฏฐะ – สันโดษ 5 . สัลเลขะ – ขัดเกลา 6 . ธ ู ตะ – ศีลเคร่ง 7 . ปา สาธิ กะ – อาการที่น่าเลื่อมใส 8 . อัปปัจ ยะ – ไม่สะสม 9 . วิระ ยารัมภะ – ปรารภความเพียร ทฤษฎีระบบ แผนภาพที่ 2.1 รูปแบบระบบทั่วไป (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) พาร์สันส์ บุญนิยม L I วัฒนธรรม สังคม A G เศรษฐกิจ ศาสนา แผน ภาพที่ 2.2 รูปแบบในเชิงระบบ สังคมของ พาร์ สัน (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) มีนิพพานเป็นแก่น มีการลดกิเลสเป็นหลักการ มีศีลเป็นตัวปฏิบัติ แผน ภาพที่ 2.3 ตัวแบบในเชิงระบบองค์กรแห่งการเรียนรู้ (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) ก ) ชุมชน เ อกลักษณ์ ปทั สถาน ข ) สถาบัน บ ทบาท คว า มคาดหวัง ระบบสังคม พ ฤติกรรม ค ) บุคคล คลิกภาพ คว า มต้องการ ง ) ชุมชน เ อกลักษณ์ ปทัสถาน แผน ภาพที่ 2.4 ตัวแบบในเชิงระบบสังคมของเกท เซลส์ (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) องค์การ พัฒนาการ พฤติกรรมองค์การ และการพัฒนาองค์การบุญนิยม องค์การบุญนิยมในปัจจุบันมีอยู่มากมายที่เชื่อมกับสังคม และเป็นที่ยอมรับของสังคม พบว่า ส่วนที่เชื่อมต่อด้วยว่าดีไม่มีปัญหา เช่น การประเมินภายนอกของโรงเรียน ก็ได้รับการประเมินในเกณฑ์ดีมาก และดี ไม่มีส่วนที่ต้อง ป รับปรุง เป็นต้น ภาวะผู้นำในระบบบุญนิยม ชาวอโศก เคารพกันตามศีล คือบุคคลที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจะได้รับการยอมรับและมีบารมีในการนำมากกว่าบุคคลที่มีศีลน้อย การใช้อำนาจในทางบริหารแทบเป็นไปไม่ได้ในชาวอโศกเพราะทุกคนมาอยู่โดยจิตอาสา ทำงานฟรี แ ลกกับการฝึกฝนตนลดกิเลส เทียบกับทฤษฎี X ทฤษฎี Y ชาวอโศกเชื่อว่าทุกคนมีกิเลส คือธรรมชาติคนจะรักสบาย ขี้เกียจ( X ) แต่พัฒนาได้สู่นิสัยใหม่( Y ) โดยผ่านกระบวนการ สัมมาอริย มรรคองค์ 8 เทียบกับทฤษฎีของ เรด ริน ชาวอโศกเชื่อว่า คำตอบทั้งหมด อยู่ที่คน แต่ไม่ใช ่ เอาใจพะเนาพะนอกัน สิ่งที่จะทำก็ เพียงทำความเข้าใจและให้การสนับสนุนในการฝึกตนของแต่ละคน แล้ว ใน ระยะยาว ถ้าคนดีงานก็ดี เทียบกับทฤษฎีของ เฮอร์เซย์ ชาวอโศกเชื่อว่า ทุกคนจะทำงานได้ดีเมื่อมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และรับรู้ข้อมูลอย่างละเอียด ตอบข้อสงสัยได้อย่างชัดเจน ถ้าเป้าหมายชัดเจนเท่าไหร่ โปร่งใสแค่ไหน งานก็ออกมาดีเท่านั้น เทียบกับการจูงใจของมาสโลว์ การลดละเลิกกิเลสตามทฤษฎีบุญนิยม การกระตุ้นความต้องการตามทฤษฎีมาสโลว์ ชาวอโศกเชื่อว่า นอกจากความจำเป็นทางร่างกายที่ต้องมีปัจจัย 4 พอสมควรมาหล่อเลี้ยงแล้ว สิ่งที่มากกว่านั้นคือความต้องการ ส่วนเกินซึ่ง เป็นกิเลสทั้งสิ้น ชาวอโศกจะ พยายาม ลด ละตามลำดับจนกระทั่งไม่มีความต้องการอื่นนอกจากปัจจัย 4 ที่น้อยลงๆเรื่อยๆเท่าที่ทำได้ แผน ภาพที่ 2.5 ทฤษฎี การจูงใจของมาสโลว์ กับบุญนิยม (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) การจูงใจและการสื่อสาร แรงจูงใจหลักของชาวอโศกก็คือ ต้องการลดกิเลส ส่งผลให้เกิดพฤติกรรมในทางเสียสละ ให้ ยอม การจูงใจ และการติดต่อสื่อสาร เน้นการปฏิบัติธรรม ลดละความเห็นแก่ตัวเป็นค่านิยม สื่อสารกันด้วยความจริงของแต่ละคน เคารพความเชื่อ ความเห็นของกันและกัน(เสมอกันด้วยทิฐิ สมานกันด้วยศีล) การติดต่อสื่อสาร ชาวอโศกสื่อสารกันเป็นระบบเครือแห คือเครือข่ายหลายชั้น หลายระนาบ และสื่อสารไปสู่สาธารณะด้วย ทีวีชุมชน ( บุญนิยมทีวี ) การสื่อสารเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อการบริหารการศึกษาบุญนิยม สื่อบุญ สื่อความจริงที่ถูกโลก(ทุนนิยม)ปิดบัง หลอกลวงไว้ สื่อ วิธีและสิ่งที่จะทำให้เข้าถึงความจริง สื่อความรู้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัย สื่อความรู้ที่ทำให้โลกสงบร่มเย็น... ชาวอโศกเน้นการสื่อสารแบบทุกช่องทาง แผน ภาพที่ 2.6 การ สื่อสารระบบบุญนิยม (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) การบริหารทรัพยากรบุคคล ในองค์กรบุญนิยม บริหาร 2 ส่วน คือ ส่วนแรก โดยฐานะที่ถูกกำหนดขึ้น(สมมติ) โดยมีลำดับชั้นของฐานะ 4 ตามหลักศาสนาเป็นเครื่องกำหนด ได้แก่ นักผลิต นักบริการ นักบริหาร นักบวช ตามลำดับ ฐานะ ส่วนที่สอง กำหนด โดยธรรม(ปรมัตถ์) ผู้รู้ว่ามีศีลต่ำกว่าจะให้ค่า และเชื่อฟังผู้มีศีลสูงกว่า แต่ก็พิสูจน์ไม่ได้ด้วยตาเปล่า ต้องผ่านการคบคุ้นกันนานพอสมควร อำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบ การบริหารทุกระดับ(สถาบัน กลุ่ม บุคคล)ใช้แนวคิด ทฤษฎีการบริหารบุญนิยม ผู้นำคือผู้รับใช้ คนที่จะเป็นที่ยอมรับการนำอย่างแท้จริงจะต้องผ่านกระบวนการลดละ กิเลส และสร้างบารมี เป็นผู้นำอย่างแท้จริง เพราะชาวอโศกจะยอมรับคนที่ทำงานเพื่อผู้อื่นมาก เห็นแก่ตัวน้อย(มีกิเลสน้อย) ส่วนการทำงานโดยมีตำแหน่ง ไม่ว่าจะมาจากงานที่ทำภายในชุมชน การ แต่งตั้ง หรือ เลือกตั้งจากรัฐ(เช่น อบ ต. ผ ู้ใหญ่บ้าน. .. ฯลฯ) ทุกคนก็เข้าใจและให้ความร่วมมือในบริบทที่เกี่ยวข้องกับสังคมภายนอก แต่สังคมภายใน ก็ยัง ใช้บารมีเป็นตัวตั้ง การตัดสินใจและสั่งการ ในทุกระดับของการตัดสินใจ ชาวอโศกจะใช้มติที่เป็นเอกฉันท์ในกรณีที่เป็นเรื่องสำคัญต่อความเป็นความตายขององค์การ แต่การตัดสินใจโดยทั่วไปจะใช้การปรึกษาหารือและให้คนที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วม ใช้เสียงส่วนใหญ่ในการตัดสิน กรณีเร่งด่วนฉุกเฉิน ชาวอโศกจะตัดสินใจทำทันที แต่จะนำกลับเข้าแจ้งกับ หมู่กลุ่มทันทีที่มีโอกาส เพื่อ ชี้แจงให้ ทราบและพร้อมเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ หากที่ประชุมไม่เห็นด้วย การตัดสินใจ เป็นระบบประชาธิปไตยในลักษณะธรรมาธิปไตยคือ ตัดสินใจผ่านระบบประชุมในทุกระดับ สั่งการผ่านอำนาจของที่ประชุม แต่ขณะเดียวกันก็เป็นธรรมคือ ต้อง ดี เป็นประโยชน์ และเพื่อหมู่กลุ่ม หากสิ่งใดไม่ชอบธรรม สิ่งนั้นจะถูกปฏิเสธที่จะทำ โดย ใช้ที่ประชุมในการทำความเข้าใจ อย่างปราศจากอคติ และโปร่งใสชัดเจน การบริหารความขัดแย้ง ชาวอโศกฝึกการยอม การให้ การสละออก ฝึกเลิกความเอาแต่ใจตัวเอง เลิกการเอาชนะคะคานกัน ความขัดแย้งจึงแทบไม่มีเลย หากมีความขัดแย้งใดเกิดขึ้นก็จะนำเข้าสู่ที่ประชุมให้ที่ประชุมตัดสิน การแก้ปัญหาความคับข้องใจ จะผ่านการทำความเข้าใจกับจิตใจของตนเองและเห็นว่าความขัดแย้งในตนเองมาจากความไม่ได้อย่างใจ ซึ่งคือกิเลสนั่นเอง เพราะการต้องทำความเข้าใจกับตนเอง กับผู้อื่น กับเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆ ทำให้ชาวอโศกฝึกที่จะฟังคนอื่น ยอมรับคนอื่นอย่างที่เขาเป็น ยินดีรับฟังคำตำหนิ และข้อมูลสะท้อนกลับเพื่อนำมาแก้ไขปรับปรุงตนเอง กฎหมาย ที่เป็นอุปสรรค์กับการบริหารการศึกษาบุญนิยม คือกฎหมายที่กีดกันความเสมอภาค และไม่ให้คนเข้าถึงความรู้และความจริง เช่น กฎหมายที่ดิน ดอกเบี้ย การเอาเปรียบทางกฎหมายต่างๆ... ฯล ฯ นวัตกรรมการบริหารบุญนิยม ทฤษฎีบุญนิยม เป็นการบริหารอย่างทวนกระแสโลก(ทุนนิยม) ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนในโลก( แต่ ความจริง เคยมีมาเมื่อสมัย องค์ สมเด็จ พระ สัมมา ส ั ม พุทธเจ้า) วิเคราะห์ ข้อดี ข้อเสีย โอกาส และอุปสรรค ( SWOT Analysis ) ของ องค์กร“บุญนิยม” จุดแข็ง ( Strength) คือ ทุนมนุษย์อาริยะอยู่ในองค์กร (ทุนมนุษย์ก็คือบุคลากรที่เป็นสมาชิก มีหลายระดับ และมีคุณภาพแตกต่างกัน ซึ่งถูกอบรมขัดเกลา และฝึกอบรมอยู่เสมอ โดยมีคุณสมบัติพื้นฐานสำคัญ คือ รักษาศีล 5 ลดละอบายมุข รับประทานมังสวิรัติ มีการสร้างกลุ่ม องค์กรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง จากชมรม เป็นกลุ่ม เป็นมูลนิธิ สมาคม บริษัท พัฒนาเป็นชุมชน บางแห่งยกระดับเป็นหมู่บ้าน เช่น หมู่บ้านศ ีรษะอโศก และหมู่บ้านราชธานีอโศก จนสามารถขยายความเกาะกลุ่มเป็นเครือข่ายชุมชน เรียกว่าเครือข่ายกสิกรรมไร้สารพิษแห่งประเทศไทย หรือ คกร. เนื่องจากหน่วยงานในองค์กรบุญนิย มมีจำนวนเพิ่มขึ้น ทำให้การประ สานงาน ด้านกำลังคน และงบประมาณเกิดอุปสรรค เมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 จึงได้จัดตั้งสถาบันบุญนิยม ถือเป็นการปรับกระบวนยุทธ์ขององค์กรเสียใหม่ ให้เหมาะสมกับสถานการณ์บุคลากร ที่ทำงานในองค์กรบุญนิยม มีคุณสมบัติหลายระดับ บา

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

บทที่ 2.docx | สารานุกรมชาวอโศก