บทที่ 4.docx
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 4 พื้นฐาน ทั่วไป การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยจะได้จำแนกนำเสนอ เป็น 4 บท โดยแบ่งเป็น วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานทั่วไป 1 บท และวิเคราะห์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์เฉพาะอีก 3 บท เรียงตามลำดับต่อไปดังนี้ บทที่ 4 พื้นฐานทั่วไป ความเป็นมาของ การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ บทที่ 5 สภาพปัจจุบัน พื้นฐาน พฤติกรรมและ ความ คิด ของเยาวชนในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำ บทที่ 6 แนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และ การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ บทที่ 7 ผ ลของการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน ที่มีต่อพฤติกรรมและความคิดของเยาวชน ในบทนี้ ผู้วิจัย ได้รวบรวม เรียบเรียง ข้อมูล พื้นฐานความเป็นมาของการศึกษาชาวอโศก จากเอกสารการศึกษาของชาวอโศก และ วิเคราะห์ผลข้อมูล จากการ จัดกระบวนการสนทนากลุ่มคุรุแม่ไก่ลานนาอโศก ในเรื่อง จุดเด่น จุดแข็ง ของการพัฒนาศีลธรรม ให้กับเยาวชนของภูผาฟ้าน้ำ และ ข้อมูลเพิ่มเติมจากการสัมมนาการศึกษาประจำปีของคณะคุรุเครือแห ภูผาฟ้าน้ำ สืบเนื่อง จากการที่ท่านสมณะแสนดิน ภูมิ พุทโธ อาจารย์ที่ปรึกษา ได้แนะนำให้ผู้วิจัยนำข้อมูลดังกล่าวมา วิเคราะห์ผล และนำเสนอ ในงานวิจัยชิ้นนี้ เพื่อนำมาเสริมกับข้อมูล ทุติยภูมิ จากการศึกษางานเอกสาร ข้อมูลพื้นฐานขององค์กรชาวอโศก และ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับองค์กรชาวอโศก เพื่อให้งานวิจัยสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ผู้วิจัยจึง ได้รวบรวม เรียบเรียง แจกแจง วิเคราะห์ผล นำเสนอเป็น 5 หัวข้อ ดัง ต่อไป นี้ ความเป็นมา การศึกษาและพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ความเป็นมา การศึกษาและการพัฒนาศีลธรรมของชาวอโศก การศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ ความแตกต่างของการพัฒนาเยาวชน ของ ภูผาฟ้าน้ำ กับโรงเรียนสัมมา
อ่านต่อ
สิกขาอื่น ความมุ่งหมาย และความสำเร็จของการศึกษาแนวทางภูผาฟ้าน้ำ จุดเด่น จุดแข็งของการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ปัญหา อุปสรรค ในการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนของภูผาฟ้าน้ำ การนำรูปแบบการพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ไปใช้ ในสังคมภายนอก ที่ผ่านมา การศึกษาท ี่เป็นไปในปัจจุบันของประเทศไทย ถูกมองว่า ล้มเหลว โดยสิ้นเชิง เกี่ยวกับเรื่องนี้ ท่านอาจารย์ หนึ่ง สมณะบินบน ถิ รจิตโต ผู้ดูแลการศึกษาของภูผาฟ้าน้ำ ได้กล่าวใ ห้ข้อคิดให้เห็นความสำคัญของการศึกษาที่ถูกต้องไว้ จากการให้สัมภาษณ์ ว่า “ ... ก็คิดว่าการศึกษาเป็นพื้นฐานของการพัฒนามนุษย์ตั้งแต่เด็กจนโต ถ้าการศึกษาผิดพลาดตั้งแต่เล็กๆ มันก็เหมือนติดกระดุมผิดเม็ด แล้วพอโตก็จะรู้สึกว่าแก้ยากมากเลย เหมือนกับสังคมปัจจุบัน มันจะแก้ไขยากมากเลย ถ้ารันผิดมาตั้งแต่เด็กๆ มันไม่ใช่จะแก้ได้ง่าย จะมาแก้ตอนโตมันไม่ใช่ของง่ายนะ ยิ่งเขาบอกว่า “อายุเกิน 35 แล้วนี่ โอย … ไม่ต้องไปคิด ” แต่จริงๆ แล้วโดยหลักความเป็นจริงทุกคนก็มีสิทธิ์แก้ไขได้ ถ้ามีความตั้งใจ แต่เนื่องจากขาดแบบอย่าง เด็กก็เช่นกันเขาก็ขาดแบบอย่างที่จะหล่อหลอม ซึ่งการศึกษานี่เป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยพัฒนาคนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในด้านต่างๆ ถ้าหากว่าคนดีแล้วไม่ว่าทำอะไรก็จะทำความเจริญ สร้างประโยชน์ให้กับส่วนรวม ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว มันก็จะมีคนอย่างนี้เพิ่มขึ้น คนเสียสละเพิ่มขึ้น เกิดคนเสียสละเพิ่มขึ้นในสังคม สังคมก็จะร่มเย็นเป็นสุขเป็นธรรมดา แล้วถ้าคนดีในสังคมเพิ่มขึ้นมากๆ มันก็จะเป็นแบบอย่างการเสียสละ เราก็สร้างจากจุดเล็กๆ ไปก่อน เหมือนกับทุกวันนี้เขาตัดไม้ทำลายป่า คนเขาก็เริ่มรู้สึกแล้วว่ามันร้อนเหลือเกิน หรืออย่างนี้ที่ทางภาคเหนือเขาบอกว่าอย่าเผาขยะนะ ไม่ต้องเผาป่าแล้วแค่เผาขยะ แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้ว ควัน … โอ้โฮ ! ปกคลุมบ้านเมืองเลย แม้แต่เผาเล็กเผาน้อยเขาก็ไม่อยากให้เผาแล้ว ให้แจ้งทางการได้เลย ขณะเดียวกันในสังคมชาวอโศกที่เราอยู่จะปลูกต้นไม้ สร้างธรรมชาติตามที่พ่อครูได้ให้แนวทางไว้ ไม่ว่าชาวอโศกจะไปอยู่ที่ไหนจะปลูกต้นไม้ สร้างธรรมชาติ บางแห่งบางที่สร้างทั้งภูเขาน้ำตกด้วย แล้วก็เกิดความอุดมสมบูรณ์ขึ้น คนเข้ามาในสังคมของเราก็จะเกิดความร่มเย็นอย่างเห็นได้ชัดเจนด้านอากาศ ในขณะที่อากาศภายนอกนี่มีมลภาวะเยอะ แต่พอเข้ามาภายในเขตของชุมชนบุญนิยม หรือว่าชุมชนชาวอโศกรู้สึกร่มเย็นเพราะมีต้นไม้มาก อย่างน้อยเขาก็ได้สัมผัสว่ามีต้นไม้มันร่มเย็นอย่างนี้เองนะ เขาก็อาจอยากไปทำของเขาเพิ่มขึ้นๆ มากขึ้น แต่อย่างน้อยของเราก็ยังเป็นที่หนึ่งที่เป็นแบบอย่างให้เห็นว่า การไม่ตัดต้นไม้ทำลายป่า มันจะทำให้สังคมเราโดยกายภาพไม่มีมลภาวะมาก แม้มลภาวะข้างนอกจะเยอะแต่ข้างในก็จะน้อยกว่า ก็จะเป็นผลดีทั้งสุขภาพกาย ส่วนสภาพจิตใจนั้นก็คือ ถ้ามีคนดีๆ มาอยู่ร่วมกันเป็นสังคมยิ่งขึ้น มันก็จะไม่แตกต่างกับเราเข้าไปในบริเวณที่มีต้นไม้เยอะๆ ร่มรื่น เขาก็จะรู้สึกได้อย่างเดียวกัน หรือเข้าไปในที่มีคนเยอะๆ ที่เป็นคนดี มีน้ำใจเสียสละเขาก็จะรู้สึกร่มเย็น แต่อาจจะเป็นความรู้สึกที่ลึกซึ้งกว่า นั่นแหละ ! ถ้าหากเราทำที่เราก่อนไม่ต้องให้คนอื่นทำก่อน แล้วก็เราเสียสละมาทำงานด้านการศึกษาเพื่อสร้างเยาวชนของเรา ที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า มันก็เป็นการแก้รากฐาน พื้นฐานของสังคมจากการศึกษา อาตมาคิดว่าเรื่องการศึกษาเป็นบทบาทและมีความสำคัญเพราะเป็นงานสร้างคน แล้วแสร้างตนด้วยนะ เพราะว่าการศึกษามันต้องอยูกับคนไง จะได้ฝึกฝนจิตใจด้วยตัวเองด้วย จะต้องเสียสละจริงๆ จะต้องเสียสละความเป็นส่วนตัวจริงๆ มากขึ้นๆ จึงจะสามารถทำการศึกษาได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ” จากการประมวลและสรุปของผู้วิจัย เห็นว่า การศึกษาและพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำนั้น มีลักษณะที่ เป็นความหวังหนึ่งในการกอบกู้การศึกษาของประเทศชาติ เพราะเป็นการศึกษาที่มุ่งที่จะสร้างภูมิต้านทานให้กับเยาวชนในการเอาชนะค่านิยมทุนนิยม บริโภคนิยม ที่มาพร้อมกับกระแสโลกา ภิวัตน์ ทั้งๆที่ไม่เหมาะสมกับสภาพจริงของประเทศไทย ซึ่งตรงกับเป้าหมายของการศึกษาของประเทศตามนโยบายการศึกษาของชาติ ความเป็นมา การ ศึกษาและ พัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ การศึกษาและพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เริ่มต้นหลังจากการเกิดขึ้นของหมู่กลุ่มชาวอโศก เพราะชาวอโศกที่มารวมกลุ่มกัน มีลูกหลานที่จะต้องดูแลและ ชาวอโศกต้องการให้ลูกหลานอยู่ในสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้น ซึ่งก็มุ่งหมายให้ความรู้ ตลอดจนสิ่งสำคัญที่สุดคือการพัฒนาศีลธรรมให้กับลูกหลานเป็นเบื้องต้น และต่อมามีการพัฒนาเป็นการศึกษาและพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำขึ้น โดยมีเป้าหมาย ตลอดจนลักษณะเฉพาะ ซึ่งจะได้กล่าวถึงโดยลำดับดังนี้ ความเป็นมา การศึกษาและการพัฒนาศีลธรรมของชาวอโศก “ การศึกษาที่ไม่ลดกิเลส กู้ประเทศไม่ได้ ” เป็นโศลกธรรมเกี่ยวกับการศึกษาที่พ่อครูสมณะ โพธิ รักษ์ ผู้นำชาวอโศกให้ไว้ และกล่าวได้ว่า เป็นคำไข ( Key word ) ในเรื่องการศึกษาของชาวอโศกทุกๆระบบการศึกษา (ในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย ตลอดจนตลอดชีวิต) แผน ภาพที่ 4.1 รูป ภาพแสดงโศลกธรรม กับ รูปหมู่สมณะชาวอโศก การศึกษาบุญนิยม เป็นส่วนหนึ่งของ นวัตกรรมระบบบุญนิยม ซึ่งเป็นกิจวัตร กิจกรรม กิจการ ที่ชาวอโศกกระทำเป็นปกติ แบ่งได้เป็น 11 ด้านได้แก่ ชุมชนบุญนิยม บริโภคบุญนิยม พาณิชย์บุญนิยม สื่อสารบุญนิยม การเงินบุญนิยม กสิกรรมบุญนิยม สาธารณสุขบุญนิยม อุตสาหกรรมบุญนิยม การเมืองบุญนิยม สังคมบุญนิยม รวมทั้งการศึกษาบุญนิยม การศึกษาบุญนิยม ครอบคลุมการใช้ชีวิตของชาวอโศก เป็นการศึกษาอย่างเป็นบูรณาการในทุกๆกิจกรรมของชีวิต ถือเป็น การศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่ง สร้างสมาชิกชุมชนสู่ความเป็นอาริยะชนเพิ่มขึ้น มีการจัดฝึกอบรมหลักสูตรสัจธรรมชีวิต (สำหรับผู้ใหญ่) หลักสูตรเยาวชนคนสร้างชาติ ( สำหรับเยาวชน) หลักสูตรสร้างผู้นำ (สำหรับสมาชิกแกนนำ) เป็นการจัดหลักสูตร การศึกษาตามอัธยาศัย และนอกระบบโรงเรียน อีกทั้งชาวอโศกได้จัดตั้งโรงเรียนสัมมาสิกขาอย่างเป็นโรงเรียนในระบบ เป็นรูปนัยขึ้น รับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา เข้าเรียนเป็นโรงเรียนประจำ เพื่อให้การศึกษา เรียนรู้ กับลูกหลาน ญาติธรรมและผู้ที่ศรัทธา ตาม พ ระราชบัญญัติ การศึกษามาตรา 15 (3) เป็น การศึกษาในระบบ อย่างเต็มรูปแบบ อันได้แก่ โรงเรียนสัมมาสิกขา สันติอโศก ถ.นว มิ นทร์ แขวงคลองกุ่ม เขตบึงกุ่ม กรุงเทพมหานคร โรงเรียนสัมมาสิกขา ปฐมอโศก ต.พระประโทน อ.เมืองนครปฐม จ.นครปฐม โรงเรียนสัมมาสิกขา ศีรษะอโศก ต.กระแซงใหญ่ อ.กันทร ลักษ์ จ.ศีรษะ เกษ โรงเรียนสัมมาสิกขา ศา ลีอโศก ต.โคกเดื่อ อ. ไพศา ลี จ.นครสวรรค์ โรงเรียนสัมมาสิกขา สีมาอโศก อ.เมือง จ.นครราชสีมา โรงเรียนสัมมาสิกขา ราชธานีอโศก ต.บุ่งไหม อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี โดยทุกแห่งมี วัตถุประสงค์ตรงกัน คือ เพื่อ พัฒนาคนทางด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม ให้เป็นพลเมืองที่ดีของประเทศชาติ เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพที่ไม่ผิดกฎหมายและศีลธรรม สามารถพึ่งตนเอง และพัฒนาจนเป็นที่พึ่งให้แก่สังคมได้ เพื่อให้องค์กรชุมชน องค์กรศาสนา และโรงเรียนหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียว ในการสร้างสังคมแบบพุทธ มีพุทธศาสนาเป็นแกนนำหลัก เพื่อดำรงรักษาวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่เป็นรูปธรรมให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษาและปฏิบัติสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรมสืบไป ปรัชญา และวิสัยทัศน์ ปรัชญาการศึกษา : ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ศีลเด่น ( 40 %) ให้ความสำคัญกับการพัฒนาจิตวิญญาณ นำหน้าวิชาการ เพื่อให้เยาวชนเป็นคนดีให้ได้ก่อนเป็นคนเก่ง เพราะเราเห็นปัญหาของ ชาติแล้วว่า ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่เราขาดคนดี แต่เป้าหมายของเราก็จะพัฒนาให้เก่งด้วยดีนั่นเอง แผน ภาพที่ 4.2 รูป ภาพแสดงการฟังธรรมของเยาวชน เป็นงาน ( 35 %) เน้นให้ทำงานเป็น แก้ปัญหาได้ มากกว่าท่องจำได้ (ทุกๆ เช้า หลังตื่น และ ออกกำลังกายตอนตี 4 ครึ่งแล้ว เด็กๆ ตั้ง แต่ ม. 1 - ม. 6 จะกระจายไปเรียนวิชาชีพตามความต้องการ ของตัวเองที่ฐานงาน ซึ่งมีทั้งหมด 12 ฐาน อาทิ - ฐานกสิกรรมไร้สารพิษ ฝึกปลูกผัก - ฐานปุ๋ยสะอาด เรียนรู้การทำปุ๋ยจากขยะในชุมชน - ฐานจักร เย็บผ้า - ฐานสมุนไพร ทำยา แชมพู สบู่ - ฐานจุลินท รีย์ ทำน้ำยาล้างจาน น้ำยาซักผ้า น้ำยาดับกลิ่นตัว ฯลฯ) แผนภาพที่ 4.3-4.4 รูปภาพ ‘ เป็นงาน ’ คือ เยาวชนทำงาน จริง ตามฐานงาน ชาญวิชา ( 25 %) สอนมุ่งวิชาที่จำเป็นกับการดำรงชีวิต ให้พึ่งตนเองจนเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้จริง มากกว่าสอนเพื่อให้ไปรอเป็นลูกจ้างผู้อื่น (แต่ก็สอนวิชาการที่กระทรวงศึกษาใช้เป็นหลักสูตรกลางควบคู่กันไปด้วย) แผนภาพที่ 4.5-4.6 รูปภาพแสดง ‘ ชาญวิชา ’ เยาวชนเรียนเช่นเดียวกับโรงเรียนทั่วไปด้วย วิสัยทัศน์ : พัฒนานักเรียนให้ดำเนินชีวิตตามวิถีทางของพุทธศาสนิกชนที่ดี คือ ปฏิบัติศีล 5 เว้นขาดจากอบายมุข 6 รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นปกติ ฝึกการทำงานให้เป็นงานจนเข้าสู่สัมมาอาชีพด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสมในวิสาหกิจชุมชน เป็นผู้ศึกษาเรียนรู้และพัฒนาตนตามแนววิถีพุทธ ดำเนินชีวิตแบบเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งตนและเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้ พันธ กิจ : เพื่อพัฒนาคุรุ นักเรียน และบุคลากรของโรงเรียน ทางด้านศีลธรรม คุณธรรม จริยธรรม จนกระทั่งมีคุณสมบัติ วรรณะ 9 ตามลำดับ ลักษณะเด่นของโรงเรียนสัมมาสิกขา ที่ต่างจากโรงเรียนเอกชนทั่วไป 1. ไม่เก็บค่าเล่าเรียน และค่าธรรมเนียมใดๆ จากนักเรียน นักเรียนทุกคนอยู่ฟรี กินฟรี เสื้อผ้าฟรี และสวัสดิการอื่นๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น 2. ครูทุกคนมีความสมัครใจที่จะไม่ขอรับเงินเดือนจากทางโรงเรียน 3. นักเรียนต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบพื้นฐานที่โรงเรียนกำหนด ได้แก่ ถือศีลห้า ละอบายมุข รับประทานอาหารมังสวิรัติ ตลอดจนระเบียบอื่นๆ และต้องพักค้างในโรงเรียน และบริเวณพุทธสถาน 4. แนวทางการจัดการศึกษา การบริหารงานภายในโรงเรียนและการอบรมดูแลนักเรียน พยายามปรับให้สอดคล้อง กับ การศึกษาในระบบบุญนิยม กล่าวคือ ให้เป็นผู้มีศีลเด่น มีสัมมาอาชีพ เป็นงาน และเป็นผู้เชี่ยวชาญ ด้านวิชาการ ปรัชญา และหลักการการบริหารการศึกษา ปรัชญา “บุญนิยม” เป็นปรัชญาแม่บท ส่วน ปรัชญาการศึกษา ของโรงเรียนก็ล้อตามปรัชญาแม่บท คือ “ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ” ภารกิจสูงสุดของปรัชญาบุญนิยม คือ การสร้างคนที่ ประเสริฐ (สูงสุดคือ อรหันต์-ผู้ที่เสียสละตนเองได้อย่างบริบูรณ์หมดจด ไม่มีความต้องการให้กับตนเองเลยแม้เล็กแม้น้อย มีแต่การทำเพื่อผู้อื่น และการสร้างคุณค่าให้กับโลก) โรงเรียนสัมมาสิกขา เป็นส่วนหนึ่งของระบบบุญนิยม และเนื่องจากระบบบุญนิยมเป็นระบบปรัชญาที่บูรณาการตลอดทุกๆกิจกรรมในชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน จนอาจกล่าวได้ว่า ทุกกิจกรรมในชีวิตก็คือการศึกษา การศึกษาก็คือทุกกิจกรรมในชีวิต การศึกษาในทุกระบบของชาวอโศกจึงมุ่งแก้ปัญหาที่คน สร้างคนที่มีคุณธรรมจริง คนที่แข็งแรงทางจิตใจ ไม่ตกเป็นทาสของเงินและอำนาจ(คนที่มีศีล-ศีลข้อ 1 ทำให้คนมีเมตตาไม่รุนแรงไม่เบียดเบียนทำร้ายทำลาย ศีลข้อ 2 ทำให้คนไม่โกง ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่น เอาเปรียบกัน ศีลข้อ 3 ทำให้คนเคารพสิทธิไม่ละเมิดสิทธิของกันและกัน ศีลข้อ 4 ทำให้คนไม่โกหกหลอกลวงกัน ศีลข้อ 5 ทำให้คนไม่หลงค่านิยมผิดๆ) การศึกษาทุกวันนี้ อาจกล่าวได้ว่า ล้มเหลว ? เพราะเป้าหมายของกระบวนการศึกษาเกิดขึ้นเพื่อให้คนได้รับการพัฒนา และตอบสนองต่อการแก้ไขปัญหาทั้งของตัวผู้เรียน ครอบครัว ตลอดจนสังคมที่เขาอยู่อาศัย แต่โดยความเป็นจริงแล้ว เราจะพบว่าแม้ทุกวันนี้ ถึงจะมีคนจบการศึกษาสูงขึ้น มากขึ้น คนไม่รู้หนังสือลดลง แต่ปัญหาของสังคม(ในทุกมิติ) ก็กลับมากขึ้นเป็นเงาตามตัว จึงอาจถือได้ว่าเป็นความล้มเหลวของการศึกษา ซึ่งจะ แก้ไข ได้ก็โดยผ่านกระบวนการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบโรงเรียน กระทั่งการศึกษาตามอัธยาศัย... ตลอดชีวิต โดยมีขั้นตอนการพัฒนาผ่านกระบวนการฝึกฝนลดกิเลสตามลำดับ เท่านั้น สภาพแวดล้อมทางการศึกษา สภาพสังคม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม ชุมชนชาวอโศก อยู่กันแบบ ” บวร “ มี บ้าน วัด โรงเรียน โดยมีวัดเป็นศูนย์กลางให้ทั้งความรู้และหลักการดำเนินชีวิตเหมือนสังคมไทยในอดีต มีนักบวชชายและนักบวชหญิง เรียกว่าสมณะและ สิก ขมาตุเป็นแบบอย่างของการถือศีลและปฏิบัติธรรมกันอย่างเคร่งครัด จนเป็นปกติสุข จึงมีผลให้สมาชิกชาวชุมชนและนักเรียนเกิดความเลื่อมใส ตั้งใจถือศีล 5 และศีล 8 ตามกำลัง ดังแผนภาพที่ 4.7 ที่นำเสนอนี้ โครงสร้างวิถีชีวิต-วัฒนธรรมชาวอโศก แผนภาพที่ 4.7 สังคมสิ่งแวดล้อมตามโครงสร้างวิถีชีวิตชาวอโศก (ที่มา แฟ้มภาพของผู้วิจัย) วิถีชีวิตของชาวชุมชน ชาวชุมชนมีความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มเป็นแบบไทยๆ ผู้หญิงนุ่งผ้าถุง ผู้ชายสวมกางเกงแบบไทยใหญ่ สีไม่ฉูดฉาด ไม่ฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย ไม่นิยมเครื่องประดับ ทั้งนิยมเดินเท้าเปล่าสัมผัสดินตามธรรมชาติ เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและเป็นการฝึกสติทุกอย่างก้าว รวมไปถึงการเป็นนักมังสวิรัติกันเป็นปกติ กิจวัตรและกิจกรรมของชาวชุมชนคือสวดมนต์ ทำวัตร ฟังธรรม กินข้าวร่วมกันในศาลาส่วนรวมเป็นครอบครัวใหญ่ที่อบอุ่น จากนั้นจึงแยกย้ายกันไปทำงาน ตามจุดต่างๆอีกทั้งเมื่อพบปะ ก็ไหว้ทักทายกันด้วยความอ่อนน้อม จะใช้คำว่า เจริญธรรม หรือ สำนึกดีแทนคำว่า สวัสดี กิจกรรมในการดำเนินชีวิตในชุมชน 04.30 – 05.30 น. ทำวัตรเช้าฟังธรรม 05.30 – 08.30 น. ทำงานร่วมกันตามฐานงานต่างๆ 08.30 – 10.30 น. รับประทานอาหารร่วมกัน รับรู้ข่าวสาร ฯลฯ 12.00 – 17.00 น. ลงฐานงานต่างๆหรือลงแขกตามฐานงานที่ต้องการ 18.30 – 20.00 น. ทำวัตรเย็น การทำงานที่นี่เป็นไปโดยสมัครใจ ไม่มีใครได้รับค่าจ้าง เป็นแรงงานให้เปล่า รายได้จากฐานงานต่างๆนำมาเป็นค่าใช้จ่ายร่วมกันในชุมชนเป็นระบบ สาธารณโภคี คือกินใช้ร่วมกันเป็นส่วนกลาง ซึ่งมีอุดมคติว่า แรงงานฟรี ปลอดหนี้ ไม่มีดอกเบี้ย เฉลี่ยทรัพย์เข้ากองบุญ การศึกษาอย่างบูรณาการ เพราะแนวคิดบุญนิยม เป็นแนวคิดที่ไม่แยกส่วน คือทุกสิ่งทุกอย่างอยู่กันอย่างเป็นระบบเกื้อหนุนเกื้อกูลกัน โรงเรียนเป็นหน่วยหนึ่งของระบบใหญ่คือชุมชน และชุมชนก็เป็นหน่วยหนึ่งขององค์กรบุญนิยม(สถาบันบุญนิยม) สถาบันบุญนิยมก็แยกไม่ขาดจากสังคมประเทศ ทุกคนจึงต้องเกื้อกูลกัน และอยู่ร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ เสียสละเพื่อคนอื่นๆอีกมา ก ในสังคมโลก การศึกษาบุญนิยม การบูร ณา การการเรียนและการเรียนรู้ ให้เข้ากับวิถีชีวิตจริง ได้ฝึกหัดทำงานจริง อยู่ร่วมกับคนที่ตั้งใจมาใช้ชีวิตแบบเสียสละ และเข้าใจโลกอย่างที่เป็นจริง (ไม่ใช่โลกเสมือนจริง ! ) โดยครูจะร่วมด้วยในทุกงาน และการเรียนรู้ และมีการประเมินอย่างเป็นระบบโดยมีผู้เกี่ยวข้องกับชีวิตนักเรียนร่วมประเมินในทุกๆกิจกรรม แผนภาพที่ 4.8 -4.11 รูปภาพ การศึกษาอย่างบูรณาการ บ้าน วัด โรงเรียน การศึกษาบุญนิยม การบูร ณา การ ปรัชญาการศึกษา กับ ปรัชญาชีวิตเชิงพุทธ เป็นเช่นดังแผนภาพที่ 4.12 ดังนี้ ศีล ศีล : การปฏิบัติตน สมาธิ งาน ฐานงาน ปัญญา วิชาการ ปรัชญาการศึกษา ปรัชญาชีวิต(ไตรสิกขา) แผนภาพที่ 4.12 ปรัชญาการศึกษา การ บูร ณา การ กับปรัชญาชีวิต การศึกษาบุญนิยม การบูร ณา การ การศึกษา กับ การใช้เวลาในชีวิตประจำวัน เห็นได้ตามแผนภาพ เวลา กิจกรรม หมายเหตุ ก่อนเวลา 05.00 น. ตื่นนอน 05.00-06.00 พบสมณะ หมายเหตุ 06.00-09.00 บูรณาการ ฐานงานเช้า ทุกกิจกรรมจะมีใบประเมินที่ชัดเจน และเข้าใจง่าย ใบประเมินมี 1. ใบศีล 2. ใบงาน 3. ใบงบดุล 4. ใบสาระวิชาการอีก 5 สาระ 5. ใบจดประเด็นฟังธรรม นอกจากนี้ หากนักเรียนต้องการเรียนรู้เรื่องอื่นๆที่เป็นสาระ และยินดีขวนขวายมากขึ้น ครูมีหน้าที่ที่จะจัดหา และส่งเสริมให้ เช่น เรียนภาษาต่างประเทศ แบบเรียนเพื่อเตรียมตัวในอนาค ต ...ฯลฯ 09.00-10.30 ฟังธรรมก่อนอาหาร 10.30-11.30 รับประทานอาหารเช้า 11.30-12.00 ล้างภาชนะ 12.00-13.00 พบสมณะ 13.00-14.00 พบครูที่ปรึกษา 14.00-16.00 บูรณาการ ฐานงานบ่าย 16.00-17.00 ซักผ้า/อาบน้ำ 17.00-18.00 รับประทานอาหารเย็น 18.00-20.00 ฟังธรรม FMTV 20.00-21.00 พบสมณะ 21.00 (ปิดไฟ) นอน แผนภาพที่ 4.13 ตาราง กิจกรรมในกิจวัตรแต่ละวัน (ที่มา เอกสารการศึกษาลานนาอโศก) การศึกษาบุญนิยม การบูร ณา การการศึกษา กับ ประเพณีประจำปีชาวอโศก เห็นได้ตามแผน ภาพ กิจกรรม สถานที่ หมายเหตุ/ช่วงเวลา ตลาดอริยะ ราชธานีอโศก 2 สัปดาห์ก่อน/หลังปีใหม่ ฉลองหนาว ภูผาฟ้าน้ำ ปลายเดือนมกราคม พุทธาภิเษก ศา ลีอโศก กุมภาพันธ์ ปลุกเสก ราชธานีอโศก เมษายน อโศกรำลึก สันติอโศก มิถุนายน งานเจ ที่ๆนักเรียนอยู่ ปลายเดือนกันยายน มหาปวารณา ปฐมอโศก พฤศจิกายน แผนภาพที่ 4.14 ตารางกิจกรรมประจำปี ที่ เยาวชน เข้าร่วม (ที่มา เอกสารการศึกษาลานนาอโศก) การศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ การศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ เป็นการศึกษาในลักษณะอรูปนัย คือ ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนในระบบ แบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ สาขาของโรงเรียนสัมมา สิกขาศา ลีอโศก ตั้งอยู่ที่บ้านพืชผัก กิโลเมตรที่ 6 ถนน แม่แตง- ปาย อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ รับนักเรียนโดยตรง ถือเป็นสาขาสังกัดโรงเรียนสัมมา สิกขาศา ลีอโศก และ โรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ ลานนาอโศก ตั้งอยู่ที่ลานนาอโศก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รับเยาวชน จากนักเรียนโรงเรียนสัมมาสิกขาต่างๆ ที่สมัครใจ ต้องการพัฒนาศีลธรรมให้กับตนเอง ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ซึ่งเยาวชนสังกัดลานนาอโศก คือกลุ่มเยาวชนเป้าหมายของการทำการวิจัยครั้งนี้นั่นเอง จากการทำงานภาคสนาม พบว่า จุดเริ่มต้น ความเป็นมาของการพัฒนาศีลธรรมด้วยวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เกิดจากท่านสมณะบินบน ถิ รจิตโต อาจารย์หนึ่งภูผาฟ้าน้ำ ได้ ริเริ่มให้เกิดระบบการศึกษานี้ ด้วยเห็นนักเรียนสัมมาสิกขาต่างๆ โดยเฉพาะลูกหลานญาติธรรม ที่เริ่มต้นด้วยดี ต่อมาต้องออกไปเพราะเหตุแห่งการละเมิดศีล และท่านก็มีข้อมูลว่า เด็กละเมิดศีล มาจากการทำผิดเล็กๆน้อยๆก่อน และพัฒนาความผิดใหญ่ขึ้นๆ เพราะไม่มีผู้ใหญ่ที่มีศีลอยู่ใกล้ชิด คอยบอกกล่าวให้ สัมมาทิฏฐิ ด้วยผู้ใหญ่แต่ละคนก็มีหน้าที่ ภาระมากมายหลายด้าน อีกทั้งท่านก็มีภูมิธรรมที่เชื่อว่า หากเด็กๆ มีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดีแล้ว เด็กก็จะพัฒนาได้ดี เพียงแต่จะต้องจัดองค์ประกอบของผู้ใหญ่ที่มีศีลให้มีเวลามาอยู่กับเด็กตลอดเวลา และจัดองค์ประกอบที่จะเพิ่ม สัมมาทิฏฐิ ให้กับเด็กได้อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากบางตอนการให้สัมภาษณ์ของท่านอาจารย์หนึ่งว่า “... ก็เห็นเด็กของเราละเมิดศีลกัน ทำความผิดต้องออก บางคน เห็นแล้วไม่น่าจะออกก็ต้องออกไป ก็มาพิจารณาดูว่าทำไมเขาต้องออก ตอนแรกก็มาดีๆ นะแต่อยู่ๆ ไปทำไมกลายเป็นเด็กดื้อ ว่ายากสอนยากขึ้น แล้วก็ถูกไล่ออก ก็เป็นเด็กที่เราคุ้นเคยคือลูกญาติธรรม ก็มาพิจารณาดูในความผิดของเด็กแล้วนี่ เพราะว่าปัญหาเด็กๆ เวลามีความผิดอาตมานี่ค่อนข้างจะเป็นศูนย์ข้อมูล ในขณะที่เด็กทำผิดนี่ จะรับรู้ หลายรายก็ได้ประมวลดูแล้วว่าจะไม่มีผู้ใหญ่บอก หรือบางอย่างเขาทำผิดโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เริ่มจากเล็กๆ ไปก่อนจนกระทั่งไปหาใหญ่ แล้วก็มาคิดว่ามันต้องมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิด ถึงจะแก้ปัญหาได้หมดเลย ขั้นต่อไปก็คือหาผู้ใหญ่อย่างไรที่มีความเสียสละ มีเวลาให้ อยู่กับเด็กได้เต็มเวลา จึงมาที่ภูผาฟ้าน้ำ แล้วก็มีแล้วไงหนึ่งคน หนึ่งคนก็ถือว่า หนึ่งคนก็ทดลองหนึ่งคน ก็ประสบผลสำเร็จ... เห็นว่าพอทำแล้วมันก็ได้ผล ตอนนี้ก็เพียงแต่รอประสบการณ์ของแม่ไก่ ยิ่งแม่ไก่มีประสบการณ์มาก เขาก็จะดูแลเด็กได้สบายขึ้น เบาขึ้น ไม่หนักกับความผิดของเด็ก เพราะสร้างความถูกต้องนี่มันย่อมไม่หนักอยู่แล้ว แต่เวลาถ้าเด็กเขามีความผิดนี่ก็จะไม่หนัก ความเจริญนี่มันไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ได้ทำผิดเลย แต่ว่าก่อนที่เขาจะผิดหรือเวลาที่เขาผิดแล้วนี่เขาสามารถกลับเนื้อกลับตัวได้ทันไหม อย่างธรรมวินัยของพระผู้เป็นเจ้าที่พระพุทธเจ้าเผยแพร่มา ก็ไม่ได้หมายความว่า ความเจริญของศาสนา คือไม่มีพระทำผิดเลย แต่ท่านสามารถวางแนวทางเอาไว้ในการพัฒนาแล้วก็แก้ปัญหาต่างๆ ไว้ว่า ถ้าสงฆ์ทำผิดเรื่องนี้ก็ใช้สงฆ์ 4 รูป หรือในการพัฒนาสงฆ์นี่บางอย่างก็ใช้ 5 รูป 10 รูป พิจารณาความผิดก็ 10 รูป 20 รูป สงฆ์ที่จะทำ สังฆ กรรมอะไรต่างๆ ทั้งพิจารณาโทษ ทั้งพัฒนาคน อะไรต่างๆ รวมแล้วไม่ต่ำกว่า 20 รูป ทำได้ ทุกสังฆ กรรม ดังนั้นในวงการศึกษาก็เหมือนกันเราไม่ได้คิดว่าเด็กของเราจะไม่ทำผิด แต่ว่าเราคิดว่าวิธีนี้ การได้ดูแลใกล้ชิดนี่ทำให้เด็กทำผิดน้อยลง เกิด สัมมาทิฏฐิ มากขึ้น มีการควบคุมตัวเองได้ดีขึ้น แล้วก็มีแนวทางในการพัฒนาเด็กๆ เมื่อเด็กทำผิด ไม่ว่าผิดเล็กผิดน้อย ผิดอะไรก็ตามที่ยังไม่ถึงขั้นไล่ออก... ” แผนภาพที่ 4.15-4.16 รูปภาพแสดง แหล่งเรียนรู้ เครือแหภูผาฟ้าน้ำ ( 1 ) แผนภาพที่ 4. 17 -4. 19 รูปภาพแสดง แหล่งเรียนรู้ เครือแหภูผาฟ้าน้ำ ( 2 ) ความแตกต่างของการพัฒนาเยาวชน ของ ภูผาฟ้าน้ำ กับโรงเรียนสัมมาสิกข าอื่น แนวทางภูผาฟ้าน้ำ ก็เหมือนกับโรงเรียนสัมมาสิกขาอื่นในเรื่องของหลักการทางการศึกษา การเรียนรู้ด้วยวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อยู่ในระบบวิถีชีวิตของชาวอโศก หากแต่แตกต่างกันเพียง แนวทางภูผาฟ้าน้ำจะเน้นการมีคุรุแม่ไก่อยู่ร่วมกับเยาวชนตลอดเวลา และ เน้นการเรียนรู้ สัมมาทิฎฐิ ในทุกกิจกรรมของระบบการดำเนินชีวิต เป็นระยะๆ วันละหลายครั้ง ต่อเนื่อง โดยคุรุแม่ไก่บ้าง สมณะการศึกษาบ้าง จากการสัมภาษณ์ท่านอาจารย์หนึ่ง พบว่า “... แนวทางภูผาฟ้าน้ำ แตกต่าง(กับโรงเรียนสัมมาสิกขาอื่นๆ) เพราะว่าอยู่ที่นี่เราจะคัดอาที่อยู่กับเด็กได้ตลอด มีเวลาให้เด็กตลอดไม่ทำงานอื่นเลยนอกจากงานการศึกษา นี่คือสิ่งที่แตกต่าง เพราะที่อื่นเขาจะรับผิดชอบหลายงาน มาทำการศึกษานี้จะทำให้รู้ว่าเมื่อเด็กกระทำผิดมักจะไม่มีผู้ใหญ่ วิธีแก้ปัญหาก็คือหาผู้ใหญ่มาอยู่กับเด็ก ถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่เจริญในสัมมาอาริ ยมรรค มีองค์ 8 ด้วย จะสามารถเป็นแบบอย่างได้ไม่ยาก... แม้ใช้หลักการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างกัน ก็คือ เขาไม่มีเวลาลงรายละเอียดกับเด็กเท่าไหร่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive