บทที่ 8.docx

โฟลเดอร์วิทยานิพนธ์
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์156 KB
วันที่แก้ไข18 ตุลาคม 2561

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 8 สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ เนื่องจาก ผลจากการพัฒนาแนวทางโลกา ภิวัตน์ ก่อให้เกิดปัญหาในมิติต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ทาง ด้าน การเมือง ซึ่งมุ่งเอาชนะคะคานทางการเมืองด้วยความรุนแรงมากขึ้นๆ โดยเชื่อว่าผู้ชนะเป็นผู้เขียนประวัติศาสตร์ ทาง ด้าน เศรษฐกิจ ก็ปรากฏ การฉ้อฉล คอรัปชั่น มีการต่อสู้เพื่อให้ได้ครอบครองอำนาจทางผูกขาดด้านเศรษฐกิจ เช่น การเป็นผู้ผูกขาดตลาดรายใหญ่ การได้มาซึ่งสัมปทานต่างๆ เช่น พลังงาน บ่อน้ำมัน แก ๊ สธรรมชาติ และทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ โดยวิธีการคอรัปชั่น และ แม้แต่ ทาง ด้าน สังคม ก็ มีปรากฏการณ์ครอบครัวแตกแยก คุณแม่ม.ต้น เด็กเที่ยงคืน คนหนุ่มสาวหลงเมือง คนแก่คนเฝ้าชนบท อาชญากรรม ทั้งปล้น จี้ ฆ่า ข่มขืน ปัญหายาเสพติด คนเจ็บป่วยทางจิต คนฆ่าตัวตาย ฯลฯ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่ง สิ่งที่ปรากฏเหล่านี้ เริ่มต้น ล้วน เกิดจากความอ่อนแอภายในจิตใจ ประกอบกับข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้คัดกรองอาศัยการส่งผ่านเทคโนโลยีสารสนเทศดังกล่าว ทำให้คนไทย เกิดความอยากที่จะร่ำรวยจน ตกเป็นทาสของเงินตรา เกิดความอยากได้ข้าวของที่ทันสมัยจนตกเป็น ทาสของวัตถุ อีกทั้งเกิดสภาพ เอาแต่ใจตัวเอง อย่าง ไม่ คิดถึงผลกระทบกับ ใคร ทำให้ อารมณ์แปรปรวนรุนแรง ทำให้กลายเป็นคน รักสบาย ปลูกฝังจนกลายเป็นนิสัย ขี้เกียจ และสร้างความ เห็นแก่ตัว มากขึ้นเรื่อยๆ หากยังไม่มีกระบวนการพัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจให้กับเยาวชน ให้เยาวชนมีภูมิต้านทานกระแสโลกา ภิวัตน์ ในส่วนที่ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของไทยแล้ว อนาคตของประเทศไทยก็เป็นอันน่าห่วงอย่างมาก ทำให้เกิดคำถามว่า จะทำอย่างไรให้เยาวชนเรียนรู้ และเข้าใจโลกเข้าใจชีวิตอย่างถูกต้องเป็นสัมมาทิฐิเหมาะควรกับตนเองและสังคม ทำอย่างไรจะฝึกฝนเยาวชนให้เข้มแข็งพอที่จะเอาชนะใจตัวเอง ไม

อ่านต่อ

่หลงค่านิยมวัตถุที่ถูกส่งเข้ามา ยั่วเย้า มอมเมา และกระตุ้นกิเลสของแต่ละคนให้อยากได้ อยากมี อยากเป็น จนเป็นเหตุให้เยาวชนไทยจำนวนมากไม่สามารถยับยั้งชั่งใจตนเองต้องไหลไปตามกระแสวัตถุนิยม ก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจ อีกทั้งส่งผลให้เกิดความเบี่ยงเบนทางด้านพฤติกรรม สร้างปัญหาให้กับตนเอง ครอบครัว และสังคมในที่สุด ทำให้ผู้วิจัย เลือก ศึกษา กระบวนการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนของภูผาฟ้าน้ำ เครือแหชาวอโศก เนื่องมาจากประสบการณ์ตรงของผู้ทำการวิจัยซึ่งได้ทำหน้าที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์ประกอบการศึกษาของสัมมาสิกขา โดย ทำหน้าที่ คุรุ (ครู) มาเป็นเวลา มากกว่า 10 ปี และพบว่า ท่ามกลางความเชี่ยวกรากของค่านิยมจากกระแสโลกา ภิวัตน์ เยาวชนส่วนใหญ่ที่ผ่านการเรียนรู้จาก ที่นี่ ก็ยังสามารถยืนหยัดอยู่ท่ามกลางกระแสดังกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้าน ทำให้ผู้วิจัยสนใจ และพยายามศึกษากระบวนการที่ดำเนินอยู่อย่างต่อเนื่อง และยังคงจะเฝ้าดูต่อไปว่า การพัฒนาเยาวชนของชาวอโศก จะสามารถสร้างเยาวชนที่พึงปรารถนาของ ประเทศ ชาติ ตาม เป้าหมายการพัฒนาเยาวชนของแผนการศึกษาแห่งชาติ ที่มุ่งสร้างคนที่สมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ ไม่ตกเป็นทาสของค่านิยมที่ผิดได้ ต่อไปได้หรือไม่ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเพื่อนำเสนอ รูปแบบการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนจนจิตใจเข้มแข็งสามารถที่จะตั้งมั่นต่อสิ่งยั่วเย้า ไม่เป็นทาสค่านิยมส่วนที่ไม่เหมาะสมจาก ข้อมูลข่าวสารที่มากับกระแสโลกา ภิวัตน์ โดยมุ่งศึกษาการใช้ทฤษฎี สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ในอริยสัจ 4 เพื่อพัฒนาศีลธรรมในระดับศีล 5 ให้กับเยาวชน ใช้ตัวอย่างจากเยาวชนที่อยู่ในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำเป็นกรณีศึกษาเป้าหมาย สืบเนื่องจากผู้วิจัย ได้ทำหน้าที่พัฒนาเยาวชนให้กับ ภูผาฟ้าน้ำ มานานกว่า 10 ปี ทำให้เห็นการพัฒนาของเยาวชนเชิงประจักษ์ นำไปสู่ การกำหนดวัตถุประสงค์หลัก เพื่อสังเคราะห์ รูปแบบการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน ด้วยวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เครือแหของชาวอโศก โดยได้ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูล จาก วัตถุประสงค์เฉพาะ 3 หัวข้อ ได้แก่ สภาพปัจจุบัน พฤติกรรม และความคิดของเยาวชนเป้าหมาย แนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และการพัฒนาศีลธรรมแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ผลของการพัฒนาศีลธรรม ด้วยวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภ ูผาฟ้าน้ำ ที่มีต่อ พฤติกรรมและ ความคิดของเยาวชนเป้าหมาย การวิจัยครั้งนี้ ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการ สังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วม และ เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม ทั้งในรูปแบบเป็นทางการและไม่เป็นทางการ เพื่อศึกษาวิเคราะห์ สภาพปัจจุบันทั้งด้านความเป็นอยู่ พฤติกรรม และความคิดของเยาวชนเป้าหมาย การนำแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 มาใช้พัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ตลอดจนผลของการพัฒนาที่มีต่อพฤติกรรมและความคิดของเยาวชนเป้าหมาย อีกทั้งเก็บข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการพฤติกรรมทางศีลธรรมเพื่อสนับสนุนข้อมูล ผลของการพัฒนาดังกล่าวอีกทางหนึ่งด้วย ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง โดยฝังตัวอยู่ในพื้นที่ เพื่อทำการศึกษา และทำงานภาคสนามตลอดภาคการศึกษาที่ 2/2555 ซึ่งเป็นช่วงที่เยาวชนต้องอยู่ประจำร่วมกับคุรุแม่ไก่ตลอด 24 ชั่วโมง คือ ตั้งแต่ เดือนตุลาคม พ.ศ. 2555 - เดือน เมษายน พ.ศ. 2556 และ ทำงานภาคเอกสารจนเสร็จสิ้นภารกิจใน เดือน พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ข้อมูลการวิจัยครั้งนี้มาจาก 3 แหล่งข้อมูล/ผู้ให้ข้อมูล คือ 1. ข้อมูลเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดย 1) การสัมภาษณ์ สมณะผู้ดูแลการศึกษาเครือแหภูผาฟ้าน้ำ สมณะบินบน ถิ รจิต โต 1 รูป ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด องค์ประกอบ และวิธีการของกระบวนการพัฒนาศีลธรรม ให้กับเยาวชน ตัวแทนสมณะการศึกษา 2 รูป ตัวแทนคุรุแม่ไก่เยาวชนฝ่ายชาย 4 คน ตัวแทนคุรุแม่ไก่เยาวชนฝ่ายหญิง 4 คน ให้ข้อมูลเกี่ยวพฤติกรรม และความคิดของเยาวชน บทบาทของตน กระบวนการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน และผลที่ได้รับจากการพัฒนาศีลธรรมของเยาวชน ตัวแทนผู้ปกครองเยาวชน จำนวน 3 คน ให้ข้อมูลเกี่ยวกับ พฤติกรรม และความคิด ก่อนและหลังเข้าสู่การดูแลของภูผาฟ้าน้ำ 2) การสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลประกอบด้วย เยาวชนกลุ่มเป้าหมาย รวม 23 คน สนทนาในข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบัน พฤติกรรม และความคิด ก่อนและหลังเข้าสู่การดูแลของภูผาฟ้าน้ำ และคณะคุรุภูผาฟ้าน้ำ สนทนาในข้อมูลเกี่ยวกับ พื้นฐานทั่วไป จุดเด่นจุดแข็งของกระบวนการ ปัญหาอุปสรรค์ การนำไปใช้กับสังคม 3) การสังเกตและสนทนาแบบไม่เป็นทางการกับผู้ให้ข้อมูลทั่วไป ในพื้นที่ที่ทำการวิจัย ในกรณีที่ข้อมูลไม่เพียงพอ 2. ข้อมูลเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลการประเมินผลการพัฒนาพฤติกรรมทางด้านศีลธรรมของเยาวชนเป้าหมาย โดยให้เยาวชนประเมินตนเอง และให้คุรุผู้ดูแลประเมินอีกทางหนึ่งด้วย 3. การใช้ข้อมูลแบบทุติยภูมิจากเอกสาร ได้แก่ ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 จากหนังสือสมาธิพุทธ โดยพ่อครู โพธิ รักษ์ โพธิรักขิ โต ข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาเยาวชนของภูผาฟ้าน้ำ จากหลักสูตร คู่มือแม่ไก่ ตารางชีวิตประจำวัน แบบประเมินศีลธรรม และแบบประเมินอื่นๆ ของโรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำ การตรวจสอบและวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัย ตรวจสอบข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้หลักการ ยืนยันข้อเท็จจริงจากเจ้าของข้อมูลหลัก การตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า และการจำแนกข้อมูล เป็นความคิดเห็น และข้อมูลในส่วนของการเล่าเรื่อง สำหรับการวิเคราะห์เนื้อหา ผู้วิจัยได้กระทำไปพร้อมๆกันกับการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมาวิเคราะห์ แล้วสร้างข้อสรุปแบบอุปนัย เปรียบเทียบข้อมูลต่างๆ แล้วนำเสนอโดยการบรรยายเชิงอุปนัย สรุปผลการวิจัย สรุปสังเคราะห์ผลการวิจัย ได้ดังนี้ พื้นฐานทั่วไป การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ สภาพปัจจุบัน พื้นฐานพฤติกรรมและความคิด ของเยาวชนในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำ แนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และ การพัฒนาศีลธรรมตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ผลของการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน ที่มีต่อพฤติกรรมและความคิดของเยาวชน รูปแบบ การพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนด้วย วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ เครือแหชาวอโศก พื้นฐานทั่วไปของการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนของภูผาฟ้าน้ำ การศึกษาและพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชนตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำนั้น เป็นความหวังหนึ่ง ในการกอบกู้การศึกษาของประเทศชาติ เพราะเป็นการศึกษาที่มุ่งที่จะสร้างภูมิต้านทานให้กับเยาวชน ในการเอาชนะ ค่านิยมทุนนิยม บริโภคนิยม ที่มาพร้อมกับกระแสโลกา ภิวัตน์ ทั้งๆที่ไม่เหมาะสมกับสภาพจริงของประเทศไทย ซึ่งตรงกับเป้าหมายของการศึกษาของประเทศตามนโยบายการศึกษาของชาติ การให้ศึกษากับเยาวชน ของชาวอโศก เริ่มต้นเมื่อชาวอโศกที่มารวมกลุ่มกัน มีลูกหลานที่จะต้องดูแลและ ชาวอโศกต้องการให้ลูกหลานอยู่ในสิ่งแวดล้อมและสังคมที่ดี จึงได้มีการจัดตั้งโรงเรียนขึ้น ต่อมาจึงเกิดการศึกษาขอโรงเรียนสัมมาสิกขาภูผาฟ้าน้ำขึ้น ซึ่งเป็นการศึกษาในลักษณะอรูปนัย คือ ไม่ได้จดทะเบียนเป็นโรงเรียนในระบบ ตั้งอยู่ที่ลานนาอโศก อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ รับเยาวชนจากนักเรียนโรงเรียนสัมมาสิกขาต่างๆ ที่สมัครใจ ต้องการพัฒนาศีลธรรมให้กับตนเอง ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ ซึ่งแตกต่างกับโรงเรียนสัมมาสิกขาอื่นตรงที่ แนวทางภูผาฟ้าน้ำจะเน้นการให้มีคุรุแม่ไก่อยู่ร่วมกับเยาวชนตลอดเวลา เน้นการเรียนรู้ สัมมาทิฏฐิ ในทุกกิจกรรมของการดำเนินชีวิต และตรวจสอบตนเองเป็นระยะๆ วันละหลายครั้ง อย่างต่อเนื่อง โดยคุรุแม่ไก่บ้าง สมณะการศึกษาบ้าง ซึ่งเยาวชนที่สังกัดลานนาอโศก คือกลุ่มเยาวชนเป้าหมายของการทำการวิจัยครั้งนี้นั่นเอง เป้าหมายของการศึกษาแนวทางภูผาฟ้าน้ำ คือ การทำให้เยาวชน มีศีล 5 ละอบายมุขได้ ซึ่งจะแสดงออกในการพึ่งพาตนเองได้ เป็นอิสระจากสิ่งยั่วยุจากภายนอก และไม่เป็นภาระให้ครอบครัวและสังคม และสามารถเสียสละให้กับผู้อื่นและสังคมได้มากขึ้น ซึ่งเห็นได้จากการที่เยาวชนพัฒนาศีลของตนเองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆขณะกำลังศึกษา ซึ่งเป็นก้าวเริ่มต้นของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ โดยมีจุดเด่นอยู่ที่สามารถนำแนวคิด และวิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 มาใช้ได้จริง โดยการแปลงนามธรรมให้เป็นรูปธรรมได้อย่างน่าอัศจรรย์ เน้นการให้ สัมมาทิฏฐิ ในทุกบริมณฑล และจุดแข็งที่สุดอยู่ที่คำว่า ‘ ตัวอย่างที่ดี มีค่ากว่าคำสอน ’ คือ การมีบุคลากรที่มีคุณสมบัติในการดูแล และพัฒนาเยาวชนได้จริง มาทำหน้าที่ในกระบวนการพัฒนาศีลธรรม ในมุมกลับกัน ปัญหาและอุปสรรค ที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน ก็คือ การขาดแคลนบุคคลากรที่จะทำหน้าที่แม่ไก่ ในกระบวนการแม่ไก่ลูกไก่ เพราะการเป็นแม่ไก่ที่ดีต้องมีความยินดีที่จะเสียสละความเป็นส่วนตัว รับหน้าที่ดังกล่าว อีกทั้งจะต้องมีตัวจริงที่ทำได้แล้วในศีลที่กำหนด ไม่ใช้อารมณ์ในการจัดการกับเรื่องราวที่มากระทบ และไม่ทำตามใจตนเองได้จริงจนสามารถที่จะเป็นแบบอย่างให้กับเยาวชนในการใช้ชีวิตและแก้ปัญหาที่ประสบ มีความเป็นไปได้ ที่จะนำรูปแบบการพัฒนาศีลธรรม ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำไปใช้โดยทั่วไปในสังคม ไม่ใช่เป็นเพียงเพราะ เป็นการนำหลักการทางศาสนาโดยใช้ทฤษฎีหลักของ พระพุทธเจ้ามาใช้ แต่ด้วยสามารถทำให้เห็นเห็นผลได้จริง ไม่ต้องลงทุนมาก และทำได้ทันทีอีกด้วย เพียงแต่อาจไม่สามารถขยายให้ใหญ่โตได้รวดเร็วดังใจ เพราะต้องใช้บุคลากรที่ปฏิบัติได้จริงในเรื่องศีลธรรม เป็นผู้ขับเคลื่อนกระบวนการ สภาพปัจจุบัน พื้นฐานพฤติกรรมและความคิด ของเยาวชนในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำ สภาพปัจจุบัน ที่มา จำนวน การแบ่งกลุ่มและสภาพแวดล้อม เยาวชนเป้าหมายทั้งหมด เป็นนักเรียนที่มาจาก โรงเรียนสัมมาสิกขาต่างๆ ในเครือแหชาวอโศก จำแนกเยาวชนตามชั้นเรียน และที่มาของโรงเรียนขณะทำการวิจัย(ภาคการศึกษา 2/2555 ) พบว่า มีเยาวชนในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำในระบบแม่ไก่ลูกไก่ 1. จำนวนและที่มา เยาวชนทั้งหมดมี 23 คน มาจาก 1) โรงเรียนสัมมา สิกขาศา ลีอโศก จำนวน 17 คน 2) โรงเรียนสัมมาสิกขาสันติอโศก จำนวน 3 คนโรงเรียนสัมมาสิกขาปฐมอโศก จำนวน 3 คน 2. การแบ่งกลุ่มและสภาพแวดล้อม เยาวชนจะอยู่ร่วมกับคุรุแม่ไก่ แล้วแต่คุรุแม่ไก่จะอยู่ที่ใด และ จะเคลื่อนย้ายไปตามแต่แม่ไก่ที่จะนำพาไป ทุกกลุ่มก็จะใช้วิถีชีวิตตามตารางเวลาชีวิตปกติของชาวอโศก และ เรียนรู้จากกับกิจกรรมที่แม่ไก่พาทำ ทั้งหมดแบ่งกลุ่มเป็น 6 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มคุรุแม่ไก่ใจจริง ชาวหินฟ้า มีคุรุแม่ไก่ผู้ช่วย 2 คน คือ คุรุแม่ไก่ตั้งใจ วงษ์สมศรี และคุรุแม่ไก่ เยาว ภา โคตรบรม มีลูกไก่ รวม 10 คน ฝึกฝนตนเอง อยู่ที่ พุทธ สถานศา ลีอโศก 2) กลุ่มคุรุแม่ไก่สุวภาพ เพชรสุข มีลูกไก่ รวม 2 คน ฝึกฝนอยู่ที่ ลานนาอโศก เชียงใหม่ 3) กลุ่มคุรุแม่ไก่วิชัย เจียมวิจิตรกุล มีลูกไก่ รวม 5 คน ฝึกฝนอยู่ที่ ลานนาอโศก เชียงใหม่ 4) กลุ่มคุรุแม่ไก่อรุณ แสนมหามงคล มีลูกไก่ 1 คน ฝึกฝนอยู่ที่ ชุมชนเพชรผาภูมิ กำแพงเพชร 5) กลุ่มคุรุแม่ไก่ทนสู้ อุปชาใต้ มีลูกไก่ 1 คน ฝึกฝนอยู่ที่ ชมรมมังสวิรัติ เชียงใหม่ 6) กลุ่มคุรุแม่ไก่ นิวัช ตัน ติวัฒน ไพศาล มีลูกไก่ รวม 4 คน ฝึกฝนอยู่ที่ ธุลีฟ้ารี สอร์ต เชียงใหม่ และที่ บริษัท ธุลีฟ้า จำกัด กรุงเทพฯ สภาพพฤติกรรมของเยาวชน เยาวชนในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำ เคยอาศัยอยู่ประจำ เรียนรู้ในระบบการศึกษาของโรงเรียนสัมมาสิกขาอื่นๆของชาวอโศกมา ก่อนที่จะสมัครใจมาอยู่ในความดูแลของภูผาฟ้าน้ำ ทำให้เยาวชนเป้าหมาย ไม่มีพฤติกรรมหยาบที่ร้ายแรง ส่วนใหญ่แล้ว เยาวชนมีพฤติกรรมที่ดีระดับหนึ่ง แต่ก็ยังมีเด็กที่มีอาการ ต้องการเล่นเกมบ้าง นอนขี้เกียจบ้าง ไม่มีพลังบ้างในตอนต้นของภาคการเรียน หลังจากเข้าสู่กระบวนการ ก็พัฒนาพฤติกรรมขึ้นเห็นได้จาก การกำหนดรู้ว่า ตนเองมีเรื่องอะไรที่ยังทำไม่ได้ดี ที่มักจะละเมิดอยู่ และมีการขวนขวายมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ในด้านพฤติกรรมตามกรอบศีล 5 พบว่า เยาวชนแม้จะทำผิดศีล 5 ตามกรอบของชาวอโศกที่แตกต่างกว่า ละเอียดกว่าที่สังคมทั่วไปหมาย เข้าใจ และใช้กัน ก็เป็นเรื่องที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับเยาวชนในสังคมทั่วไปภายนอก สภาพความคิดของเยาวชน เยาวชนมีความคิดหลากหลาย มีบ้างที่ยังไม่เห็นโทษภัยของการผิดศีล แต่ส่วนใหญ่ มีความสังวร ระมัดระวังความคิดที่เกิดขึ้น ไม่ให้เป็นไปในทางอกุศล และฝึกคิดให้เป็นไปในทิศทางที่มุ่งเสียสละ ลดละเลิก กิเลสที่ตนเองติดอยู่ โดยมีศีล 5 และ สัมมาทิฏฐิ ที่ได้เรียนรู้ เป็นตัวขัดเกลาตนเอง ความคิดโดยทั่วไปของเยาวชน พบว่า เนื่องจากการได้มีพื้นฐานการปฏิบัติศีลของเยาวชนเป้าหมาย ทำให้ความคิดของเยาวชนจะเป็นไปในทิศทางมุ่งที่จะ ลดละเลิก พฤติกรรมที่ไม่ถูกเหมาะ ด้วยความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกรรม ว่าส่งผลให้กับชีวิตต่อไปในอนาคต และมีความคิดความเข้าใจว่า สิ่งไหนดีสิ่งไหนไม่ดี มี สัมมาทิฏฐิ เบื้องต้นมาบ้าง เยาวชนส่วนใหญ่ จะมีความเข้าใจเรื่องของศีลดี เข้าใจในเรื่อง สัมมาทิฏฐิ และมีความคิดเกรงกลัวต่อบาป เหตุแห่งปัญหาเชิงพฤติกรรมและความคิดของเยาวชน พบว่า พฤติกรรมของเยาวชนมักที่จะเป็นไปอย่างไม่รู้ตัว ทำตามความเคยชินที่ทำบ่อยๆจนสั่งสมกลายเป็นนิสัยของเยาวชนนั้น ส่วนเรื่องของความคิดนั้น เยาวชนมักจะไม่มีความคิดเป็นของตัวเอง มักจะคิดทำตามค่านิยมของสังคม ซึ่งส่วนใหญ่ติดมากับสภาพแวดล้อมเดิม และสื่อต่างๆ โดยไม่มีการกลั่นกรอง แม้ในปัจจุบัน เยาวชนเริ่มเข้าสู่กระบวนการพัฒนาศีลธรรม ก็ยังพบปัญหาเชิงพฤติกรรม และความคิด ถึงจะลดลงบ้างก็ตาม ซึ่งอาจจะแสดงที่มาของเหตุแห่งพฤติกรรมได้ เป็น 3 ส่วน คือ 1. จากตัวเยาวชนเอง แบ่งได้เป็น 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) ตัวเยาวชนไม่มี สัมมาทิฏฐิ คือ เริ่มจาก เยาวชนไม่มีความรู้ความเข้าใจ หรือเข้าใจผิดไปว่า สิ่งไหน อะไรเหมาะควร ที่จะแสดงออกในสถานการณ์ แต่ละสถานการณ์ ทำให้ทำตามกระแสสังคม ต่อเนื่องมาจนเกิดความเคยชิน 2) คัวเยาวชนไม่แข็งแรงทางใจพอที่จะเอาชนะความอยากได้ คือ เยาวชนบางคนทราบถึงการแสดงออกของตนว่าไม่เหมาะควร แต่ก็ไม่สามารถต่อสู้เป็นนายเหนือค่านิยมที่ได้รับรู้มาได้ เรียกว่า อินทรีย์พละอ่อน ทำให้ตนเองพ่ายแพ้ต่อกิเลส เช่น ติดเทคโนโลยี เลยเถิดจนกลายเป็นอบายมุข เช่น ติดเกม ติด internet ฯลฯ 3) ตัวเยาวชน เผลอสติ เพราะขาดการระวังสังวร คือ เผลอใจ เผลอปล่อยให้ความเคยชินทำงาน คือ หลังจากทราบแล้วว่า อะไรมิจฉา อะไรสัมมา เขาก็จะเริ่มปฏิบัติศีล แต่เนื่องด้วยยังใหม่ต่อการฝึกฝน ทำให้สติหลุด เผลอสติทำไปโดย ควบคุมไม่เท่าทันกิเลสความเคยชิน 2. จากผู้ปกครอง และสังคมรอบบ้าน เนื่องจาก ผู้ปกครอง พ่อแม่ไม่มีเวลา ปล่อยเยาวชนให้เป็นไปกับสังคมรอบบ้าน แถมผู้ปกครองบางคนก็ไม่มีความเข้าใจใน สัมมาทิฏฐิ ทำให้ส่งเสริมเยาวชนไปในทิศทางตามค่านิยมของสังคม 3. จากคุรุที่ยังมีความสามารถไม่เพียงพอ นอกจาก ตัวเยาวชน ผู้ปกครองแล้ว ตัวคุรุบางท่านก็เป็นที่มาแห่งเหตุที่ทำให้เยาวชนมีพฤติกรรม และความคิดอย่างที่เป็นอยู่ เป็นเพราะที่ผ่านมา วิธีการดูแลของคุรุยังให้ความใกล้ชิดเยาวชนไม่เพียงพอ อีกทั้งยังขาดความรู้ความเข้าใจในวิธีรการที่บริบูรณ์ จะเห็นได้ว่า ปัญหา เชิงพฤติกรรมและความคิดของเยาวชน เป็นปัญหาองค์รวม คือ เริ่มต้นจากตัวเยาวชนเอง ต่อมาก็พ่อแม่ผู้ปกครอง ตลอดจนครูที่ทำหน้าที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งล้วนแต่เกิดเพราะ คนเหล่านี้ยังเป็นคนที่ยังมีกิเลส ซึ่งทำให้หลงนำพาตน และคนรอบข้างไปในทิศทางที่ไม่ถูกต้อง เหมาะสม ซึ่งหากจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้ได้ผลอย่างถึงที่สุด ก็คือจะต้องลดกิเลสในทุกระดับบุคคลนั่นเอง แนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และ การพัฒนาศีลธรรมแนวทางภูผาฟ้าน้ำ การพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน ด้วยแนวคิด วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ตามแนวทางภูผาฟ้าน้ำ หมายถึง การนำแนวคิด วิธีการ สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 และแนวทางภูผาฟ้าน้ำ มาร้อยเรียงกันเพื่อให้เกิด กระบวนการชุดหนึ่ง มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาศีลธรรมให้กับเยาวชน กระบวนการชุดนี้ มีองค์ประกอบที่ มีเป้าหมายในการพัฒนาเยาวชน จากปุถุชนที่ติดข้องอยู่กับอบายมุข สิ่งยั่วย้อมมอมเมา ที่ถูกสร้างให้เป็นค่านิยม โดยระบบทุนนิยม บริโภคนิยม และอำนาจนิยม ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ กระแสโลกา ภิวัตน์ ไปสู่ ความเป็นอริยะชน ที่พ้นจากความเป็นทาส เป็นอิสระและตั้งมั่นเหนือค่านิยมดังกล่าว อย่างสิ้นเชิง ในระดับ อบายมุข และมีศีล 5 เป็น มาตราฐาน ตัวชี้วัด ด้วยวิธีการสร้างความเข้มแข็งทางใจ จากความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ มี สัมมาทิฏฐิ ในระดับศีล 5 ผ่านระบบแม่ไก่ลูกไก่ อันประกอบด้วย เยาวชนลูกไก่ที่มีความยินดี ที่จะฝึกฝนปฏิบัติศีล 5 ในการใช้ชีวิตประจำวัน ประเมินตนเอง รับผิดทำกุศลเพิ่มเมื่อละเมิดศีล และพร้อมที่จะ เชื่อฟัง สนทนาแลกเปลี่ยน ติดตาม คุรุแม่ไก่ ซึ่งเป็นเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ชีวิตภายใต้สังคมของคนมีศีลและวัฒนธรรมของชาวอโศก แนวคิด สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 จากหนังสือสมาธิพุทธ เป็นแนวคิดที่ มีเป้าหมายมุ่งที่จะสร้างมนุษย์ที่สมบูรณ์ ตามอย่างองค์สมเด็จพระสัมมา สัม พุทธเจ้า คือ มนุษย์ที่หมดกิเลส ตัณหา อุปาทาน หรือย่นย่อก็คือ ให้หมดความเห็นแก่ตัวเป็นที่สุด เป็นหลักการสำคัญเอกของการปฏิบัติธรรมในศาสนาพุทธ โดยมีกระบวนการอันประกอบด้วย การเรียนรู้ และปฏิบัติ มรรค 7 องค์ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และจะบรรลุผล เป็นสัมมาสมาธิ อธิบายเป็น 2 ลักษณะ คือ สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อธิบายอย่างเชิงเดี่ยว การ ปฏิบัติธรรมด้วยแนวคิดสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ประกอบด้วย ความรู้ ความเข้าใจในข้อปฏิบัติว่า อย่างไรละเมิด อย่างไรไม่ละเมิดในศีลที่สมาทาน ( สัมมาทิฏฐิ ) เป็นองค์ประธาน และประกอบกับการปฏิบัติ คือการไม่ละเมิดศีลที่กำหนดตามที่แต่ละบุคคลที่จะปฏิบัติ เช่น เยาวชนถือศีล 5 เป็นต้น ก็จะพยายาม(สัมมาวายามะ) ตั้งสติ(สัมมาสติ) ไม่ให้ละเมิด ในสัมมาอริยมรรคองค์ที่ 2 คือ การคิด องค์ที่ 3 คือ การพูด องค์ที่ 4 คือการกระทำ องค์ที่ 5 คือการประกอบอาชีพ ซึ่งประกอบกันเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิต โดยมีองค์ที่ 6 คือ ความพยายามต่อเนื่อง และองค์ที่ 7 คือ การมีสติกำหนดรู้ ตามรู้ ความจริงที่เกิดขึ้นว่ามีอาการชอบ ไม่ชอบ หรือเฉย เมื่อกระทบผัสสะ คือเผชิญกับสิ่งที่เป็นเครื่องทดสอบศีลของตน ว่าหวั่นไหวหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร และจะจัดการอย่างไรให้เป็นไปในทิศทางที่ลด ละ เลิก ให้ศีลที่ตนตั้งสมาทานไว้สมบูรณ์ เป็นการตรวจสอบตนเองว่า ทำได้ หรือยังไม่ได้ และปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องแค่ไหน หรือปฏิบัติจนเป็นปกติในศีลข้อนั้นๆ เรียกว่า เกิดผลเป็นสัมมาอริยมรรคองค์ที่ 8 คือความมีสมาธิแบบพุทธ หรือคือ ความตั้งมั่นของจิตในการที่ไม่ละเมิดศีลที่ตนได้ถือปฏิบัติ และหากได้ผลเป็นสมาธิแล้วก็จะสั่งสมเป็นสัมมาญาณ และสัมมาวิมุติต่อไป ซึ่งก็คือความเป็นปกติในศีลนั้นอย่างยั่งยืนไม่เปลี่ยนแปลง คือมั่นคงในเรื่องนั้นๆได้อย่างเที่ยงแท้ถาวร สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 อธิบายอย่างบูรณาการ เป็นการทำงานของสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 โดยสภาพการปฏิบัติจริงนั้น จะทำงานอย่างบูรณาการกัน คือทำงานไปด้วยกัน พร้อมกัน การมีความเห็นที่ถูกตรงเป็นประธาน มีความพยายามที่ถูกต้องทำได้อย่างต่อเนื่อง มีสติควบคุมกาย วาจา ใจ ให้อยู่ในศีล ในธรรมที่กำหนดเป็นกรรมฐาน ในกิจกรรม ในพฤติกรรมใดๆ ก็สั่งสมให้บรรลุสภาพธรรม เป็นองค์ประกอบอย่างบูรณาการ มรรคทั้ง 3 องค์ก็จะเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการปฏิบัติ กับการประพฤติปฏิบัติ มรรค 4 องค์คือ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ เป็นการดำเนินชีวิตไปในทางสัมมาอริยมรรค สัมมาสังกัปปะ คือ การดำริออกจากกาม ดำริออกจากพยาบาท ดำริออกจากความเบียดเบียน สัมมาวาจา คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดส่อ สียด ไม่พูดเพ้อ เจ้อ สัมมากัมมันตะ คือ การกระทำทุกอย่างทั้งกาย วาจา ใจ ในเรื่องที่เป็นการผิดศีลข้อ 1 ตั้งแต่การไม่ฆ่าสัตว์ และสูงขึ้นไปเป็นอธิศีลได้แก่การเบียดเบียนทุกชนิด ศีลข้อ 2 ตั้งแต่การไม่ลักทรัพย์ และสูงขึ้นไปเป็นอธิศีล ได้แก่ การไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ศีลข้อ 3 ตั้งแต่การไม่ประพฤติผิดในกาม และสูงขึ้นไปเป็นอธิศีล ได้แก่การไม่ เสพกามด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สัมมาอาชีวะ คือ ระดับของการประกอบอาชีพ ที่เป็นสัมมามากขึ้นๆ ตามลำดับ ได้แก่การไม่โกง การไม่ล่อลวง การไม่ตลบตะแลง การไม่มอบตนในทางผิด การไม่เอาลาภต่อลาภ จนสูงขึ้นถึงขั้นการทำงานฟรี ทุกขั้นตอนของการ ปรับ เปลี่ยน มิจฉาให้เป็นสัมมานั้น เป็นการสั่งสมสัมมาสมาธิ ให้เป็นไปในทางอันเหมาะควร เรียกว่า สัมมาอริยมรรค โดยปรับเปลี่ยนทุจริต ให้เป็นสุจริต หรือคือการล้างนิวรณ์ และก็คือการสร้างสมาธิ สร้างฌานอย่างถูกตรงที่สุดนั่นเอง วิธีการสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 หมายถึง วิธีที่มุ่งทำให้มรรคองค์ 8 เดินเครื่อง ซึ่งจะเกิดได้ก็โดยการสร้างเหตุปัจจัย ทั้งภายนอก และภายใน อันนำไปสู่การเกิด สัมมาทิฏฐิ ซึ่งเป็นองค์ประธานของสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็น องค์ ธรรมข้อแรกของมรรคมีองค์ 8 เป็นแสงเงินแสงทองก่อนที่พระอาทิตย์จะขึ้น ซึ่งพระอาทิตย์ ก็คือ สัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 ทั้งหมดที่ทำงานอย่างบูรณาการ จนเกิดผลเป็นสัมมาสมาธิ อันเป็นผลของการปฏิบัตินั่นเอง ซึ่งเพราะเหตุแห่งสัมมาอริยมรรคมีองค์ 8 เป็นเรื่องที่เกิดภายในของผู้ปฏิบัติเอง ไม่สามารถทำแทน หรือส่งมอบให้กันได้ สิ่งที่จะทำได้ก็คือ การกระตุ้นให้เกิด สัมมาทิฏฐิ ซึ่งหมายถึง เห็นชอบในอริยสัจ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ์ หรือ รู้อกุศลและอกุศลมูลกับกุศลและกุศลมูล หรือ เห็นปฏิจจสมุป บาท นั่นเอง สัมมาทิฏฐิ จากการศึกษาพระไตรปิฎก พบว่า สัมมาทิฏฐิ มี 2 อย่าง อย่างแรก เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นสาสวะ และอีก อย่างหนี่ง เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ที่ เป็นอนา สวะ คือเขตของรายละเอียดของจิตที่เป็นส่วนที่เป็นการเอาอาสวะกิเลสออก ซึ่งประกอบด้วย การทำงานของจิตล้วนๆ กล่าวในภาษาทั่วไป ก็คือ เรื่องของจิตใต้สำนึก และจิตเหนือสำนึก สัมมาทิฏฐิ ที่เป็นสาสวะ ประกอบด้วย 10 ประการ จากคำอธิบายในหนังสือสมาธิพุทธ ของพ่อครู โพธิ รัก โพธิรักขิ โต(บทที่ 2 หน้า 60 - 61 ) โดยมีแนวทางการปฏิบัติ ยกตัวอย่าง ดังนี้ ‘ ทานมีผล เราให้เขาก็ได้ทำทานตั้งแต่เช้า ไม่นอนคุดคู้ มีข้อตกลง ก็คือมีศีล หรือหลักเกณฑ์ เราควรตื่นตี 5 นะ แล้ว การสละความสุขจากการนอน สละกิเลสลุกจากที่นอนมาเรียนก็คือเขาได้ทานแล้ว ยิต ทัง คือยัญพิธี เราก็มีกำหนด ชาวพุทธเขาจะมาพบนักบวช หรือมากราบพระพุทธรูป แสดงตนเป็นผู้นอบน้อม เป็นนโมตัส สะ ทำจากปริยัติเป็นข้อปฏิบัต

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน