220128-2-018 ทางเอกภาค2-ตอน018(หน้า023)-พ่อท่าน-สันติอโศก-R999.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 10 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาต่อแต่เราถึงหน้า 23 และได้อธิบายในมิจฉาทิฏฐิสูงซึ่งมันก็คงได้ยืนยันว่าบุคคลที่ไปเรียนรู้ถึงเหตุปัจจัยที่สำคัญที่เกี่ยวข้องก็คือเมื่อวานหรือว่าอินทรีย์ทั้ง 6 พวกเราคือตาหูจมูกลิ้นกาย ใจทวารทั้ง 6 หรืออินทรีย์ทั้ง 6 นี่เป็นจุดสำคัญซึ่งถ้าเกิดว่าเราเองเราได้จับจับติดหรือว่าได้รู้ทิศทางที่มันเป็นไปตั้งแต่ตาก็เห็นเป็นภายนอกภายในถ้ามันไม่เที่ยงคำว่าไม่เที่ยงคำนี้ก็ได้อธิบายถูกกันฟังหรือว่าคำว่าอนิจจังก็เกิดความไม่เที่ยงหรือว่าสภาพไม่เที่ยงเป็นภาวะไม่เครียดที่เราเกิดรู้เห็นมันเกิดแค่ไหนอย่างไรและเขาว่าไม่เที่ยงไม่ใช่มีอยู่แค่ข้างนอกกับยาไม่เที่ยงไม่แท้ ก็แค่สภาพที่เรารู้ได้ง่ายๆตื่นไม่ใช่อย่างนั้นแต่เป็นสภาพละเอียดสุขุมประณีตว่าไม่เที่ยงคำนี้มันโยงไปถึงจิตวิญญาณเป็นปรมัตถ์เป็นเรื่องของจิตใจเป็น 10 รูปแล้วจนกระทั่งว่าทำไมไม่เที่ยงก็ได้อธิบายจากมิจฉาทิฏฐิลอยไปนำหน้าไปถึงศักยภาพถึงอัตตานุทิฏฐิมันจะมีแนวยังไงมีความลดหลั่นมีความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันไปยังไงในรูปรอยต่อรอยหรือว่ามีเชิงเปรียบแต่ไม่มีเชิงเปรียบเทียบกันเข้าไปยังไงทำให้รู้ภาษาบอกให้รู้ด้วยแล้วก็ ชี้เน้นให้เขาไปลองเอาสภาวะใดที่ตนเองมีในเหตุปัจจัยใดเรื่องใดลองเปรียบลองเทียบลองเห็นจริงดูก็จะเข้าใจความหมายหรือคำอธิบายในพระสูตรที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าจึงตรัสเอาไว้นี้ได้แล้วเราก็จะได้เป็นหลักในการเอาไปประพฤติปฏิบัติเมื่อเข้าใจดีมีสภาวะจริงมีของจริงอะไรก็ได้จับติดเราก็จะปฏิบัติเข้าไปก็ไปก็ไปแล้วก็มีหลักอย่างนี้แหละมันไม่มีหลักคือการเรียนรู้เห็นต่างแล้วก็ยังมีสภาพที่มันเป็นกายนอกกายในเป็นรูปเชื่อมโยงเข้าไปจับตาแล้วก็ยังมีรูปจาก
อ่านต่อ
รูปเลยก็ยังมีมี รู้จักครูวิญญาณเรียกว่าวิญญาณที่เชื่อมโยงไปจากทางตานอกจากรูปนะยังมีตัวที่เป็นตัวรู้เป็นนามธรรมเชื่อมแล้วก็ยังมีสภาพโยงเข้าไปอีกมีการบอกถึงจะถูกสัมผัสแล้วก็รวมเมื่อจะขุดสัมผัสแล้วมันก็จะเกิดรู้เกิดมีอะไรแฝงเข้าไปอีกนอกจากวิญญาณแท้ๆซึ่งเป็นจากครูวิญญาณแล้วมันจะต้องมีสุขมีทุกข์ซึ่งเป็นตัวเหมือนตัวจริงอยู่ในวิญญาณมีสุขเวทนาทุกขเวทนาหรืออทุกคนสุขเวทนา เพราะจักษุสัมผัสหรือเพราะตาสัมผัสเป็นปัจจัยเป็นเหตุเป็นปัจจัยประกอบอยู่นั่นแหละมันมีตัวสัมผัสมีตัวหนังสือสัมผัสนอกสัมผัสในพระว่าทวารที่มันไม่เกี่ยวกับข้างนอกเลยมันเข้าไปอยู่ข้างในมันก็ยกสมบัติขึ้นเองเป็นธรรมารมณ์เป็นในใจเกิดรูปก็ได้เกิดรถก็ได้เกิดกลิ่นเกิดเสียงได้เป็นอารมณ์จิตเองอารมณ์อย่างนั้นอย่างนี้อยู่เป็นพระรูปของตัวเองของจิตเลยก็ได้หรือแม้ที่สุดจะปั้นขึ้นมาเกินกว่าจริงไม่คิดเองเลยปั่นเป็นอัตตามโนอัตราที่จริงไม่เคยมีหรอกในโลกนี้ไม่เคยไปดูเป็นแลที่ไหนมาจะเอามาผสม ปั่นไปวาดไปมีรูปจนกลายเป็นรูปกระดานรูปพิเศษไม่เคยมีในพิภพนี้ไม่เคยพบในข้างนอกแต่ในมโนในจิตปั่นอัตภาพนี้เห็นเห็นเห็นรูปเทวดาเห็นร่างเทวดาเห็นร่างผีสางเห็นร่างของวิมานเห็นร่างของนรกสวรรค์เห็นร่างของอะไรเห็นลูกของเรื่องอะไรต่างๆแล้วแต่เอาไปปั่นจนสำเร็จในจิตเป็นมโนมัยอัตตาเกินๆของจริงเกินนามธรรมขึ้นมาเป็นรูปเป็นตัวขึ้นมาเป็นรูปนิมิตใหญ่เป็นรูปเป็นภาพขึ้นมาก็ได้หรือแม้แต่เป็นกลิ่นเป็นเสียงเป็นสิ่งที่สันดานและสิ่งที่ไม่เคยมีก็ได้หรือ จริงแล้วจะบอกว่าเกิดเป็นภาพในๆในจิตเป็นรูปเป็นภาพเกิดเป็นกลิ่นเป็นเสียงในจิตจริงๆน่ะที่จริงมันไม่มีหรอกจะไปปั้นขึ้นมาแล้วว่าตอนนี้ได้กลิ่นอยู่ข้างในหรือว่าตอนนี้ได้ภาพอยู่ข้างในมีลูกมีภาพไม่มีจริงๆมันไม่มีมันก็เป็นการเกินจริงหรือเป็นการเกินอัตภาพไม่เกินในความเป็นจริงไปเป็นอัตภาพเพื่อเป็นมโนมัยอัตราขึ้นไปแล้วด้วยนี่ไปบ้านเป็นธุรกิจที่ลืมมันไม่เคยมีในที่พบในความจริงเลยมันก็ยิ่งเป็นเรื่องที่เฟ้อเป็นเรื่องที่เกินเลยเป็นเรื่องที่มุกขึ้นเนรมิตขึ้น เอาเองจะได้ความเข้าใจตั้งใจหรือความที่ไม่รู้เป็นอวิชชาของผู้นั้นก็ตามนี่ก็ต้องพยายามแยกแยะให้ดีตอนนี้กำลังชี้บอกว่าความจริงแค่ความพอดีจริงๆกับที่มันเกินเลยมันมีแค่ไหนแม้ในจิตแม้จิตในจิตของเราเองเพียงแค่ว่ามันเป็นสภาพรู้รู้อาการรู้สภาพอะไรที่มันให้ถูกรู้ก็รู้จะรู้อาการที่ผุดเกิดในจิตเกิดอารมณ์เกิดอะไรต่ออะไรก็ต้องรู้ว่าเป็นอารมณ์ธรรมดาอารมณ์ว่าถ้ามันไม่มีสัมผัสอะไรในจิตมันก็ไม่มีอารมณ์อะไรก็แล้วแต่ก็ไม่ได้ผิดเขาก็จะเห็นจิตตรงๆซ้ายๆโปร่งๆโล่งๆง่ายๆ ไม่มีอะไรถ้ามีเรื่องอดีตเราก็รู้ว่าเรากำลังจะรับรู้จะสร้างสภาวะความระลึกสัญญาความระลึกรู้อดีตก็รู้ว่าเราจะรู้ว่าอดีตเราจะคิดแล้วก็รู้ว่าเราจะคิดจะปรุงจะคิดไปไม่ถึงอนาคตจะคำนึงคำนวณอะไรก็คิดไปเราก็รู้ว่าเราคิดถ้าคิดมาแล้วก็มาเกิดอารมณ์มาเกิดรถเกิดสุขขเวทนาทุกขเวทนาหรือจะเรียกติดๆก็เป็นโสมนัสเวทนาโทมนัสเวทนาอุเบกขาเวทนาอะไรก็ตามถ้าเราจะนึกออกไปสร้างก็ไปเกิดอารมณ์อย่างนั้นเพราะเราเป็นคนปั้นจริงๆมันไม่มีแต่เราไปทำให้มันมีมันก็เกิดมันก็เป็นแล้วก็ กันมาตั้งแต่เกิดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ก็ต่างกันอยู่ก็มีกันอยู่ไปอย่างนั้นแหละแล้วถ้าผู้ใดรู้แล้วก็จะไปสร้างเพิ่มขึ้นมาลดละฝึกหัดอยู่ให้รู้ว่าเราอยู่ด้วยจิตที่บริสุทธิ์จิตที่เราไม่มีอะไรแม้ตาหูจมูกลิ้นกายเราไม่ได้สัมผัสแล้วเหลือแต่จิตก็ต้องพยายามอยู่ว่างก็พยายามอย่าไปเอานิยายอะไรต่างๆมาวุ่นวายมากนักเพราะมันบางคนจะฝึกจนนั่งหลับตาตัดทวาร 5 เหลืออยู่ติดๆก็ดูที่จิตสำนึกว่ามันอะไรเฉยๆทำได้ไหมถ้าทำได้ก็หมายความว่าเราฝึกพูดกันนั่งสมาธิให้จิตมันว่างโล่งโปร่งใสสงบอยู่เฉยๆแล้วเราก็อยู่กับจิตเฉยๆเดี๋ยวก็ติด รัชกาลที่กั้นไม่ให้อะไรเข้าไปในจิตในอะไรเข้ามาในทวาร 5 กันจะเรียกว่ากันนะเว้ยเวลาเราหัดฝึกก็เหมือนกันว่าเราจะเรียนรู้อารมณ์ของจิตเป็นสมาธิหรือว่าเป็นจิตที่มันตั้งอยู่เปล่าๆจิตสะอาดจิตที่เป็นอารมณ์อย่างนี้แหละจะเป็นอารมณ์ที่เราจะรับทราบว่าเป็นอารมณ์ว่างๆอารมณ์เป็นฐานนิพพานเป็นอารมณ์ที่เราจะสัมผัสรู้เมื่อเวลาเราตั้งใจทำขึ้นมามันก็จะมีจังหวะที่อยู่นานๆหรือว่าอยู่ช้าๆให้เราได้สัมผัสชัดเจนแต่ถ้าเผื่อว่าเราเองเราทำไม่ได้กับกลายเป็นนั่งหลับตาแล้วไปเพ้อเจ้ออะไรต่ออะไร พูดอธิบายแจกแจงให้ฟังกันมากแล้วอย่างนั้นก็ไม่เข้าท่าหรือแม้แต่ว่าเราเองเราไม่ได้อยู่ในที่นั่งหลับตาสงบดูจิตยังไงก็ตามเราก็ผ่านได้รูปแล้วเป็นเสียงสัมผัสนอกแล้วมันก็เกิดไปเป็นวิญญาณไปจะคุมวิญญาณโสตวิญญาณฐานะวิญญาณชิวหาวิญญาณเป็นภาษาบาลีมันนำๆๆแล้วก็ต้องจำบ้างจับคู่กับตาเป็นวิญญาณทั้งตาสงสารเนาะวิญญาณก็วิญญาณทั้งแตงโมชิวหาวิญญาณวิญญาณทางลิ้นกายและวิญญาณวิญญาณทางสัมผัสทางกายสมบัติก็ไปแล้วก็รู้สึกอย่างนั้นอย่างนั้นใจเย็นร้อนอ่อนแข็งทางกายจะเป็นรูปเป็นภาพจะเป็นอะไรก็ได้มันก็เป็น ก็อันนี้มันต้องปรับตัวอย่างตัวใหญ่มันก็เป็นของจริงแค่นั้นแค่นั้นก็ให้รู้ความพอดีอยากให้ลูกกลืนอย่าให้มันเกินแต่ทางด้านกายทางด้านอะไรทางด้านสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกายมันก็เป็นมันจะเป็นตัวเกินมันไม่ค่อยเกินหรอกแต่มันจะมีอารมณ์กิเลสเกินรูปอย่างนี้พอสัมผัสเข้าแล้วขึ้นใจดีใจสัมผัสเข้าแล้วก็ได้ลูกอย่างที่กำหนดมีอะไรอย่างภาพติดลูกติดตาเข้าไปอย่างเงี้ยเสร็จแล้วแทนที่จะมีแต่รูปแค่นั้นมายแล้วมันมีจิตวิญญาณที่มันมีรถชอบมั่งไม่ชอบมั่งกลิ่นก็เหมือนกันเสียงก็เหมือนกันเสียงอย่างนี้ชอบมากไม่ชอบมากเกิดรสชาติดีไม่ตื่นเต้นใจเอร็ดอร่อยใจรสอย่างนี้พอสัมผัสเข้า ก็อย่างนี้แหละแต่เราก็จะมีชอบใจไม่ชอบใจมีสุขมีทุกข์อะไรเพิ่มก็ไปชัดๆเจ๋งๆและแรงๆมีมากๆด้วยถ้าเรารู้สิ่งเหล่านั้นไม่ได้แยกไม่ออกทำให้มันจางคลายรถรถโลกียรถรถสุขรถทุกข์ทำให้จางไม่ได้คลายไม่ได้เราก็ไม่ได้ปฏิบัติธรรมอะไรไม่ได้ลดละหน่ายคลายอะไรเราจะต้องรู้แยกออกแล้วก็ทำให้มันลดจางจนนิโรธจนไม่มีจนดับสนิทได้จริงเราก็จะเห็นจิตที่รู้รถก็รถธรรมดาจะรู้ลูกก็ลูกธรรมดากลิ่นก็กลิ่นธรรมดาเขาเท่าที่มันเป็นอย่างนั้นตรงๆก็ผัด ไพโรจน์เย็นร้อนอ่อนแข็งให้สัมผัสตามจริงที่มันมีตรงๆไม่มีอารมณ์ชอบมาไม่มีอารมณ์จะไม่มีอารมณ์โกรธไม่มีอารมณ์ยึดถืออะไรไม่มีดังนั้นก็เรียกว่าเรารู้แล้วเราก็ทำได้ถ้าทำได้มากเท่าใดก็เป็นของจริงของผู้นั้นเป็นนิโรธเป็นนิพพานแต่นิมนต์มันไม่ใช่ตัวลึกลับอะไรพูดกันก็เข้าใจถ้ามีสภาวะที่แน่นอนแล้วแล้วก็หัดฝึกทำวันนี้แหละมีถาดทำได้เราก็จะรู้ว่าเราเป็นอยู่สุขสบายหูจมูกลิ้นกายใจของเราก็อยู่กับคนในโลกอยู่กับอะไรสัมผัสยังไงก็รู้เท่าทันสบายไม่ต้องไปที่ดีวุ่นวายอะไรในโลกได้ที่นี่รอได้บรรยายกันมาจนอ่าน มาถึงว่าถ้าเราได้รู้แม้ความรู้สึกและแม้จะไปเกิดเป็นความรู้สึกเป็นรูปเสียงกลิ่นรสสัมผัสแตะต้องรับอยู่ในทางใจทางในใจโดยไม่ต้องใช้ลูกกะตาไม่ต้องใช้หูจมูกลิ้นกายเลยก็ตามไม่มีภายใน 2 วงเล็บเปิดอาศัยสัญญาหรือความนึกคิดปรุงอยู่ในจิตเองหรือผุดเกิดในจิตเองก็ตามวงเล็บปิดสิ่งที่เกิดอยู่ทางใจอันเรียกว่าเขาเรียกว่ารูปเป็นจิตแต่รูปเป็นจิตหรือก่อเกิดสิ่งนั้นอยู่เรื่องนั้นบทบาทนั้นอันนั้นอยู่ในใจและมีจิตอีกส่วนหนึ่งของเราก็ไปรู้รูปเป็นรูปเป็นจิตหรืออาการในใจรถในใจ กรมทางใจในวงเล็บปราการหรือนิมิตนั้นๆก็ล้วนเรียกว่ารูปอันนี้เน้นคำว่ารูปคำว่าลาไม่ฟังแล้วคำว่ารูปคือสิ่งที่ถูกรู้ซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกรู้เป็นกายที่เกิดอยู่ในใจเป็นกายที่เกิดอยู่ในใจไม่เอาอธิบายคำว่ากายในใจคือสิ่งที่ถูกรู้เป็นความประชุมประชุมขึ้นภาพปั้นกันจนเป็นอัตภาพในวงเล็บมโนอัตราให้เกินนามธรรมขึ้นมาก็เป็นรูปเป็นภาพก็เรียกว่าลูกนิมิตการขึ้นในใจเลยจริงๆเป็นรูปเป็นภาพก็เป็นลูกนิมิตอยากจะอธิบายแล้วเมื่อกี้ว่ามันเกินจริงมันเกินของของแท้เกินนำมาทำถ้าให้เป็นแต่เพียง ความรู้สึกหรือตัวสภาวะธาตุรู้ในเมล็ดตามที่เป็นจริงก็จะเป็นสภาพที่ถูกรู้ได้เหมือนกันเข้าใจได้ชัดได้ด้วยเพราะว่าไม่มีภาพไม่มีรูปโฉมไม่เป็นรูปนิมิตอะไรหรอกในวงเล็บเป็นเพียงอาการแต่ก็จะรู้อยู่เห็นอยู่ได้เข้าใจได้จริงๆอย่างนี้ก็เรียกว่ารูปก็จิตซึ่งก็คือรูปแท้ๆคือสิ่งที่ถูกรู้เป็นกายของจิตแท้ๆเช่นกันถ้าเรียกเป็นอัตราก็ชื่อว่าพระรูปอัตราคือไม่มีรูปร่างไม่มีรูปโฉมไม่มีสรีระอะไรหรอกแต่มันก็มีสภาวะ จริงๆเรารู้ได้เข้าใจได้เองเข้าใจได้จริงเลยว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้นชัดเจนของเราเรียกว่าเรารู้ตัวนั้นมันเป็นรูปว่ามันเป็นสภาพที่ถูกรู้ในจิตเรียกว่านี่เป็นรูปประธรรมแต่รูปธรรมของจิตเราได้จิตมันไม่มีสรีระไม่มีตัวตนไม่มีไม่มีรูปร่างรูปโฉมไม่มีลูกนิมิตอะไรหรอกแต่ติดจิตมันก็รู้อย่างเขายกตัวอย่างฟังแม้กระทั่งระริกดูรู้ว่าบอกว่าเอาเราไปหยิบขันพลาสติกสีเขียวที่อยู่ในกลุ่มดูซิว่าเราเคยผ่านเคยพบมันก็เป็นสภาพนั้นได้เป็นรูปอยู่ในตัวเราอยู่ในสภาพรถรู้เราก็รู้แล้วไม่ต้องไปปั้นเป็นรูปเขียวๆเป็นรูปอย่างนั้นเคยเจอขึ้นมาใน อัตรายิ่งเป็นอรูปเข้าไปอีกก็คือสภาวะจิตที่ยิ่งแทบจะถูกรู้หรือแทบจะจับรู้รับรู้ไม่ได้น่ะมันยิ่งเจ็บยิ่งเป็นการรู้และรู้เป็นจิตหมายความว่ายิ่งไม่ใช่รู้ลงไปเท่าใดมันก็ยิ่งเป็นสภาพสุขุมประณีตแทบจะถูกรู้หรือแทบจะรับรู้ไม่ค่อยได้เพราะมันละเอียดเล็กสุขุมเบาบางยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นนั่นเองแต่เมื่อเป็นสิ่งที่ถูกรู้มันจะเป็นรูปเท่าใดเท่าใดก็ตามก็ต้องชื่อว่าคือรูปขันธ์หรือรูปอยู่นั่นเองฟังดีๆภาษามันจะซ้อนตรงนี้ เซนติเมตรจะไม่เป็นรูปเป็นภาพเป็นโฉมเป็นนิมิตแต่เราก็รู้ได้ในจิตสิ่งที่รู้ได้ในจิตนี่มันก็เป็นรูปแม้จะเป็นอาการเป็นกิริยาซึ่งไม่มีตัวตนรูปตัวนิดๆตัวโฉมตัวร่างอะไรแล้วไม่มีสีมีสันอะไรหรอกแต่เป็นกิริยาเป็นอาการเป็นสิ่งที่สุดคุ้มเบาลงไปละเอียดเป็นอาการยิ่งอ่อนยิ่งสุขุมยิ่งเล็กยิ่งใกล้จะไม่รู้อาการมันได้ง่ายๆเป็นอารมณ์เป็นอาการที่เป็นอารมณ์ละเอียดสิ่งที่ถูกรู้เหล่านั้นเป็นอารมณ์ก็ดีเป็นอาการก็ดีก็คือสิ่งที่เรียกว่าลูกหลานฟังดีๆนะตอนนี้เป็นรูปของ จิตเป็นกายของจิตเป็นรูปของจิตเป็นกายของจิตเป็นสิ่งที่ถูกรู้แม้แต่ใจยังไม่ได้ผิดในขณะนี้ก็นับเป็นกายนอกฝั่งดีๆในพระสูตรที่ท่านว่าไม่ชัดรู้เห็นใจและยังมารู้เห็นธรรมารมณ์มโนวิญญาณแบ่งออกเป็นตั้งเยอะตั้งหลายชั้นเรียกว่าใจเรียกว่าทำอารมณ์เรียกว่ามโนวิญญาณเรียกว่ามโนสัมผัสในแบ่งออกเป็นกรอบๆๆใจคืออะไรใจมันก็ต้องเป็นอย่างหนึ่งทำมาเราก็ต้องเป็นอย่างหนึ่งแต่มันก็ไม่นอกไปฝากกันมันก็อยู่ในใจนั่นแหละรวมความแล้วก็จ่ายมีสภาพกิริยาอาการเขาเรียกว่าทำอารมณ์ เรียกว่ามโนวิญญาณรวมแล้วก็ออกเป็นอย่างนี้ในอารมณ์นั้นมีประกอบไปอีกอารมณ์มันโตกว่ามโนวิญญาณมโนวิญญาณแท้ๆมีอยู่เท่าไหร่อารมณ์เป็นธรรมารมณ์บวมก็กิเลสเข้าไปหรือเป็นอารมณ์ของกิเลสเข้าไปอีกเท่าไหร่เพราะทำอารมณ์นั้นไม่ใช่วิญญาณมโนวิญญาณบริสุทธิ์เฉยๆไม่ใช่ทาสรู้แค่รู้เฉยๆแต่ยังแถมหมวกอารมณ์กิเลสมีสุขมีทุกข์มีชอบมีชังมีอะไรต่ออะไรเข้าไปอีกเท่าไหร่เป็นธรรมารมณ์มีเป็นต้นแล้วมารู้มโนสัมผัสก็เกิดจิตของเรามีเนี่ยมีตัวเชื่อมโยงเป็นมโนสัมผัสกับอันนั้นก็อันนี้มันสัมผัสในรู้ยากหน่อยถ้าสัมผัสนอกก็รู้งานหน่อยส่วนต่อส่วนเชื่อมส่วนโยงชัดเจนแต่ ไปติดเองแล้วมันสัมผัสตอนไหนมันสัมผัสกับอะไรไหนอารมณ์ที่มันจะแยกกันว่าเป็นอารมณ์ของกิเลสจะเป็นสภาพอากาศของจิตโดยตรงจริงๆมันต้องรู้อย่างนี้แต่มันต้องเห็นอย่างนี้เมื่อเราระลึกถึงสภาพของอดีตอย่างนั้นขึ้นมาตามสภาพของอดีตนั้นปรากฏตัวก็เป็นมโนวิญญาณมันเป็นมโนวิญญาณแล้วเกิดอารมณ์ขึ้นไหมมันมีส่วนต่อส่วนสัมผัสอย่างไรจนเกิดเป็นสุขเวทนาทุกขเวทนาอาจทุกขเวทนาเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยเพราะจิตมันเป็นตัวต่อตัวบวกตัวเพิ่มเงินเข้าตรงไหนรวมเข้าตรงไหนเราจะได้แยกออกเราจะได้ทำลายมันจนกระทั่งมันหมดแล้วนะนี่ไม่มีแล้ว มีแต่จิตเฉยๆจะได้ยกขึ้นมาไม่มีอารมณ์เข้ามาร่วมมีแต่อารมณ์นิพพานหรืออารมณ์สุเมตตาหรืออารมณ์ไม่มีเรียกว่ามันมีแต่อารมณ์ของของจริงไม่มีอารมณ์ของกิเลสเข้ามาเป็นตัวร่วมไม่มีโลกียะรสเอามาปรุงเป็นอารมณ์ที่ไม่มีอารมณ์กินยาลดความปรุงมันมีความบริบูรณ์อยู่ยังไงเท่าไหร่เราจะต้องละเอียดละออเข้าไปรู้นะขณะนี้แม้แต่ใจในขณะนี้ก็นับเป็นกายนอกเป็นรูปขันแท้อันเป็นธรรมะที่ลึกละเอียดเข้ามาหาในตัวในตนของเราจริงๆแล้วดังนั้นกายในจึงคือทำมาลงจิตใจเนี่ยเราเรียกรวมๆแต่เรามีจิตใจ จิตใจแล้วมันก็จะซ้อนลงไปอีกเหมือนกับเรามีตาแล้วเราก็มีรูปเรามีหูแล้วเราก็มีเสียงเพราะงั้นเรามีใจแล้วเราก็มีธรรมารมณ์ไม่มีอารมณ์ของใจมีอาการที่เกิดอยู่ในจิตและเรากำลังเรียกทำอารมณ์เป็นรูปด้วยใจก็เป็นลูกแล้วแถมทำมาอารมณ์ยังเป็นลูกใจไม่เป็นกายนอกเป็นรูปขันหยาบซะด้วยรวมๆใหญ่ๆเลยนะนี่หัวใจทีนี้เราจะมาสอนใจให้ลึกละเอียดลงไปแทรกรู้เข้าไปอีกแทรกเข้าไปแจกละเอียดเข้าไปอีกไม่รู้แม้กระทั่งใจเราก็ยังเรียกลูกขันทำมาอารมณ์เราก็ยังจะเรียกลูกอีกว่าเป็นสิ่งที่กำลังจะตามรู้ จะเป็นสิ่งที่เราจะต้องใช้ปัญญาใช้จิตของเราของเราเองนี่แหละตัวของเรานี่แหละเข้าไปรู้ว่ามันเป็นอารมณ์ยังไงอารมณ์ธรรมารมณ์นี่บอกแล้วว่ามันรวมรวมทั้งตัวจิตที่มันจะกำหนดรู้ขึ้นมาเองจึงกลับอารมณ์ของกิเลสผสมพยายามอ่านตามตรองตามให้ดีๆอย่ายึดความรู้เดิมอยู่แล้วอย่าหลงอยู่เพียงว่ารูปนั้นเป็นแต่วัตถุอย่างถ้าพูดอย่างนี้แล้วคนที่เรียนมาคร่าวๆเรียนมาจากทางอภิธรรมอย่างไม่ชัดไม่เจนพอมาบอกว่าจิตที่เป็นรูปนางงงแตกเลยจริงๆเรากำลังอธิบายรูปเป็นรูปเป็นจิตจริงๆชัดๆแต่ถ้าเราระลึกตามเราก็จะรู้ว่าไม่ต้องไปนั่งหลับหูหลับตาอะไร ไม่ต้องบอกเนี่ยกำลังเข้าฌานแล้วกำลังเข้าฌานมีเยอะโยนิโสมนสิการตาไม่ดีมีจิตสายไม่รบกวนในนิวรณ์ฟังไประลึกตามเห็นแล้วก็สัมผัสไปด้วยอ๋อลูกเป็นอย่างนี้กำลังดูรูปสิ่งที่ถูกรู้มีอาการที่รู้นอกจากฟังความหมายจากหูที่ได้ยินเสียงอธิบายนี้แล้วเข้าใจความหมายแล้วก็มาดูออกอารมณ์คุณขนาดนี้ถ้าเป็นอารมณ์ที่มันไม่มีกิเลสอะไรมันก็เป็นอารมณ์ฌานแล้วเรารู้จิตของเราจิตก็นานนี้เราจะได้รับรู้ทางหูมีความหมายอะไรยังไงยังไงมีอารมณ์ที่มีรสชาติที่มันมีกิเลสอุปกิเลสบ้างมันมีฟังแล้วมันก็รู้สึกพริตตี้ยินดีเข้าใจชื่นใจเป็นสุขเวทนาหรือโสมนัสเวทนา สถิตินี้เป็นตัวโสมนัสเวทนาหรือเป็นตัวสุขก็เป็นได้ก็ลองฟังดูมันเข้าใจหรือแม้เรากำลังต่อสู้กับอารมณ์อะไรขนาดนี้ทั้งๆที่ขณะนี้มีอารมณ์อะไรมีสภาพอะไรชัดก็มีกำลังจ่ายเสียงเป็นตัวชาร์จเป็นตัวใหญ่ขนาดนี้เรารับเสียงมีเสียงมีหูตัวเราเองก็เป็นผู้มีหูแล้วก็กำลังมีเสียงเป็นองค์ประกอบตามไปหูก็เป็นวัตถุรูปชัดๆเสียงก็เป็นรูปนอกกายนอกเสียงก็เป็นกายในก็ไปอีกตอนออกไปจากเสียงนั้นยังไปเป็นตัว ยานจิตวิญญาณของเราเองจิตวิญญาณก็เป็นเสียงวิญญาณเสียงเรียกว่าโสตะวิญญาณนี่เป็นภาษาบาลีเขาเรียกโสณเป็นวิญญาณทางเสียงและเป็นทั้งจิตและทีนี้จิตอ้อเป็นอาการอย่างนี้สภาพนี้ถ้าเราฟังได้แต่เสียงเรารู้ความหมายของเสียงของมันเต็มไม่ได้มีรสชาติอะไรไม่ได้มีธรรมารมณ์อื่นประกอบส่งไว้ซึ่งเสียงของมันเข้าใจตรงถูกต้องเฉยๆไม่เกิดอะไรต่อมาอีกก็มีแต่โสตะวิญญาณไม่มีโสตสัมผัสที่มันมีโสตสัมผัสเฉพาะหูเฉพาะเสียงแล้วก็เกิดมโนวิญญาณครบ บุญ 3 ส่วนทีนี้ถ้าผมว่าเราเกิดมโนสัมผัสมีอื่นเข้ามาผสมอย่างอื่นเข้ามากระทบร่วมเข้าไปเป็นสุขเวทนาทุกขเวทนาหรือมันไม่สุขไม่ทุกข์แต่เราไม่รู้มันไม่สูงไม่ทุกข์ตอนนั้นเรากลับช้าๆชิมหรืออาจจะโมหะไม่รู้นึกว่าเราไม่สุขไม่ทุกข์หรอกที่จริงมันก็มีอาการมีอารมณ์แต่เราไม่ระลึกรู้มันเพราะมีโสตะวิญญาณก็มีโสตสัมผัสเป็นปัจจัยเพราะอันนั้นอีกเรารู้ไหมเราแยกออกไหมแล้วเข้าใจไหมถ้าแยกออกเราก็เป็นผู้ที่รู้แม้จะเกิดละเอียดลึกไปอย่างนี้ทั้งหมดไม่ว่ากู เสียงก็ดีไม่ว่าโสตะวิญญาณก็ดีไม่ว่าโสตะสัมผัสหรือไปจนกระทั่งถึงสุขเวทนาทุกขเวทนาอทุกขมสุขเวทนาที่เกิดหรือว่าเพราะมันเกิดจากโสตะสัมผัสเป็นปัจจัยก็ตามสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่อนิจจังถ้าเราเห็นโดยความเป็นอนิจจังเราก็ละมิจฉาทิฏฐิได้เห็นว่ามันยึดมั่นเอาไม่ได้แล้วมันไม่เกี่ยวไม่แท้มันไม่มีหรอกยิ่งเข้าไปในจิตจึงจะเห็นชัดว่ามันไม่มีตัวไม่มีตัวตนเพราะเดี๋ยวมันก็ผ่านไปเดี๋ยวมันก็ผ่านระลึกขึ้นมาก็เป็นสักแต่ว่าสัญญาจำได้อันที่จำไม่ได้แล้วที่เคยตายกันหรือไม่ออกแต่ที่จำได้ก็ระลึกมันได้ก็เท่านั้นเอง แต่ไม่ใช่เป็นของเที่ยงแท้ไม่ใช่เป็นเนื้อเป็นตัวไม่ใช่เป็นสิ่งที่เราจะยึดมั่นยึดหมายอะไรหายไปได้ง่ายๆด้วยซ้ำไปหายไปแล้วเมื่อก่อนแล้วเราจะครอบครองเราจะอยากได้อะไรจะโหยหาอยู่มันก็เป็นทุกข์ของเราเพราะมันเกิดเพราะเรายึดเอาเพราะเราจะให้มันอยู่นิรันดรว่าเราจะครอบครองยิ่งไปจำเอารถของความสุขความทุกข์พอสัมผัสได้เสร็จไม่ได้อารมณ์สุขอารมณ์ทุกข์เกิดมาอีกเป็นตัวผีน่ะตัวผีแท้ๆเลยนะพอสัมผัสลูกมันก็เป็นรูปภาพเธอจะสัมผัสเสียงเดี๋ยวนี้ก็เป็นเสียงทำไมไม่มีรถอร่อยมีรถสนุกที่ชอบจ่ายเศษสมสุขไม่มีรถมันเกิดก็เสียงดังไอ้ผีตัวนี้ ล้อทำไมมันไม่มีเกิดมาถ้าติดมากขอให้หาร่ำร้องมันเป็นเสียงที่ชอบไอ้นี่มันเกิดเสียงไม่ชอบไม่หนุกมันเป็นอย่างนั้นน่ะมนุษย์แล้วจะเป็นเสียงเป็นรถของจมูกเป็นรถของเล่นเป็นรถทั้งกายก็ตามถ้าเราไปปรุงเป็นชอบไปปั่นไอ้พวกนี้อยู่มันก็จะต้องเป็นสิ่งที่เราจะต้องเป็นภาระทุกหามาให้มันแต่ถ้าเราไม่มีอยู่ว่างๆนั่งอยู่เฉยๆเสียงก็ไม่ไม่ต้องการแม้จะได้ยินเสียงเขาได้ยินเสียงหมาเห่าได้เสียงให้หน่อยมันก็เป็นเสียงสักแต่ว่าเสียงเราไม่มี แล้วก็ปรับปรุงขึ้นเป็นรถสุขรถทุกไม่โหยหาเสียงอย่างนี้มันก็เกิดได้แล้วก็ไม่ชันเสียงอย่างนี้มันไม่ตรงกับที่เราเคยชอบก็ไม่เป็นไรเฉยๆแล้วก็ไม่โหยหาเสียงที่เราชอบกลิ่นก็เหมือนกันรถก็เหมือนกันรถที่เราสัมผัสตอนนี้แหมตอนนี้รถผมเออก็รู้ผมตามผมไอ้รถผมก็เป็นสภาพจริงถามก็เป็นรอบมีลิ้นมีสภาพนั้นปรากฏเป็นคิวหาวิญญาณอารมณ์อย่างนั้นตามจริงแล้วเราก็ไม่ได้มีมโนสัมผัสมโนไม่ได้มีสุขกับเวทนาทุกขเวทนาเกิดเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัยก็ไม่ใช่มโน โทรหาสัมผัสลิ้นสัมผัสเป็นปัจจัยแล้วก็เกิดสุขเกิดทุกข์เกิดอันตรายไม่มีถ้าเราไม่มีเราก็ต้องแยกให้ออกเราไม่มีก็เรียกว่าเราไม่มีอย่างรู้ชัดเจนแล้วเราก็เฉยหรือแม้แต่เรานั่งอยู่เฉยๆเนี่ยสมมุติว่าเราไม่ได้รับอะไรนะจริงๆมันรักรับลมพอสมปรารถนามันก็ยังได้ยินเสียงอะไรอยู่บางทีมันมีกลิ่นลอยมามันก็ได้แต่ปากเราสงบกินแล้วมันก็คงไม่มีอะไรนอกจากน้ำลายเราเพราะเราก็เฉยๆถ้าเราไม่ปรุงอะไรเราก็สบายๆมันจะมีไอ้นี่เราไม่ถือสามากนักลมก็อ่อนๆธรรมดาอากาศไม่ร้อนไม่เย็นอะไรมากมายนักเสียงอย่างนี้ยิ่งอยู่เวลาอย่างนี้มันไม่มีอะไรมากมันเสียงเรไรเบาๆเงียบสบายๆ คุยอย่างนี้ต่างหากเล่าที่จริงมันสบายเนี่ยหรือว่าอยู่ในสัมผัสอย่างนี้ต้องหามันสบายกว่าจะมาจุ้นจ้านวุ่นวายนี่เป็นสภาพดีกว่าสมองสุโขเป็นสภาพที่สงบสงัดนี่แหละสุขกว่าหรือว่านัตถิสันติปะรังสุขังเป็นผู้ที่รู้จริงเข้าใจตามรูปรอยที่ท่านตรัสพระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ว่ามันไม่มีอะไรที่จะสุขยิ่งไปกว่าความสงบความสงบนี่แหละมันสุขกว่าอื่นสุขกว่าความอื่นเราแปรสันตินี้ว่าความสงบที่จริงเคยแปลโดยพยัญชนะให้ฟังแปลว่าปลายแต่เราจะต้องโน้มเองมาทางความสงบระงับเบาบางไม่ชี้จ้าน้องๆมาทางนี้มาหา อันนี้เป็นสภาพพิเศษไม่ใช่เป็นไปในทางสังขารหรือปรุงถ้าปรุงก็มีรถเพิ่มมีอะไรยิ่งหยาบคายยิ่งจัดจ้านอย่างรุนแรงเพิ่มขึ้นลูกก็ตามรถก็ตามเสียงก็ตามกลิ่นก็ตามสัมผัสทางใจก็ตามไม่มีอะไรจีจ๋ามีบทบาทมีกิริยามีไอ้สิ่งที่จัดจานขึ้นไอ้อย่างนั้นไปสั่งสังขารในโลกก็ปรุงไปอย่างนั้นแล้วก็พยายามเปลี่ยนแปลงหมุนเวียนทำพิสดารที่ลึกเพิ่มพ่อเข้ามาต่างๆนานาชาติด้านชามันก็ยิ่งหนามันก็ยิ่งกล้าๆในใจของเราก็ยิ่งมันยิ่งยาวมันยิ่งใหญ่มันยิ่งแย่เลยแต่ถ้าเราไม่ไปหลงในสิ่งเหล่านี้แล้วก็จางคลายมาเข้ามาเข้ามาทางนี้และถ้ามันติดทางนี้อีกมันก็เหมือนกับเราไป เราติดความว่างความเบาความสงบความยุติก็กลายเป็นอัตตกิลมถานุโยคอุตส่าห์ปฏิบัติธรรมมาจากพระมาจากสังขารพระมาจากโลกร่างกายมนุษย์สุดามาได้แล้วเอาผ้ามาติดที่จริงเป็นอัตตามันไม่มีตัวไม่มีตนหรอกแต่เราติดสภาพนี้แหละถ้าเราสมมุติว่าเราผิดว่ามันก็ติดว่าเป็นอัตราแทบจะไม่อยากได้ยินอะไรแต่มันจำเป็นต้องมีในโลกมันต้องมีแล้วเราไม่อยากเป็นวิศวะตัณหาเป็นตัณหาผลักดันไม่อยากไม่ชอบไปกินไม่ชอบไปได้กลิ่นไม่ชอบไปได้รถไม่ชอบไปที่โน่นไม่มีมันทุกข์เพราะว่าในโลกมันต้องมีเกิดอยู่เป็นธรรมดาแต่เราไปเกิดมีจิตตัวไม่ชอบ ผลักดันขึ้นมาอีกก็กลายเป็นกิเลสส่วนผลักแต่เราไม่ดูดแล้วเรากลับไปผ่อนเรากลับไปไม่ชอบแต่มันก็ทุกข์เพราะฉะนั้นเราจะต้องรู้เท่าทันโลกโลกมันจะต้องมีสิ่งนี้จึงต้องหัดเข้าใจแล้วน้องเองมาก่อนว่ามาทางสงบสงัดนี่ก็เป็นขั้นตอนหนึ่งดีแล้วล่ะคุณยังมีทิศทางที่เรียกว่าก็ยังอย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่ไปเป็นตัววุ่นวายไม่เป็นตัวก่อตัวสร้างมันเป็นตัวทำทุกข์ให้แก่โลกคุณไม่บาปจงคนไม่เป็นมอมเมาโรคเข้าทางโน้นคนจะมาหยุดทั้งว่างทั้งเบาทั้งง่ายมันมีจำนวนน้อยมันเป็นดุลมันเป็นสิ่งที่ถ่วงดุลเอาไว้มันก็ยังเยอะกว่าดีเพราะเป็นสิ่งที่โลกมีน้อยต้องหาสิ่งที่ทวง มีจำนวนปริมาณนี้ขึ้นมามากๆหน่อยจะดีไม่บาปแต่ตัวเองสิยังไม่เจริญสุขตัวเองก็จะมาบาปตรงที่ตัวเองถ้าเผื่อว่าตัวเองมาติดสงบแล้วก็มาเน้นสงบมาทำความสงบให้คนอื่นเขามาหลงตามทั้งๆที่ตัวเองมีกิเลสตัวติดกิเลสตัวลงซะแล้วตอนนี้หลงหยุดแม้แต่กระทบอะไรแม้แต่จะไปปรุงอะไรแม้แต่จะไปทำงานอะไรแม้แต่จะไปสัมผัสสัมผัสกับความเป็นชีวิตชีวาตามธรรมดาคุณก็จะไม่สามารถทำซ้อนให้จิตมันวางปล่อยให้มันรู้ความจริงตามความเป็นจริงแล้วก็ไม่ยึดขึ้นมาปรุงไม่เอามันจะได้ยุ่งกับจิตมันจะร่วมรู้ร่วมเห็นร่วมทำร่วมสร้างได้ก็พยายาม เออนี่ร่วมอนุโลมร่วมกระทำด้วยมีสัมมาสัมพุทโธสัมมาวาจาสัมมากัมมันตะเป็นสัมมาอาชีโวเป็นสัมมาอาชีพเป็นชีวิตที่ยังดิ้นอยู่มันก็ต้องมีงานมีการมันก็ไม่ต้องมีดิ้นดอกได้ทำอะไรก็ได้หยุดสร้างสรรค์อยู่เป็นประจำเป็นธรรมธรรมดาตัวเราเองรู้แบ่งแยกออกถึงสุขเวทนาทุกขเวทนาแบ่งได้และก็รู้ด้วยว่าจิตของเราไม่มีสิ่งเหล่านี้เป็นอาจทุกข์ก็มาสุขโดยรู้โดยเราได้ฝึกหัดมาจริงๆกระทบแรงกระทบเบาอะไรมันก็อาจทุกคนมาสุขอยู่ได้โดยเข้าใจชัดแจ้งเลยว่าเรามีสภาพนี้ทำได้อันนี้จริงๆพวกนี้ก็รู้ถึงจิตถึงอารมณ์จิตถึงเวทนาและเวทนาเนี่ยเวทนาจึง เวทนาในเวทนาถ้าเรียกรวมๆเวทนาว่าเวทนาก็มันก็เหมือนกับจิตถ้ารู้ว่าเรียกเข้าไปถึงเจตสิกเขาเรียกเข้าไปถึงอาการที่แบ่งออกอีกลึกเข้าไปอีกเขาเรียกว่าเวทนาในเวทนาเพราะคำว่าเวทนานี่ก็แปลว่าความระลึกรู้ความรู้สึกมันเป็นความรู้สึกกลางๆมันก็เหมือนคำว่าจิตรวมๆเป็นธาตุรู้รู้อะไรล่ะรู้ถูกรู้ทุกข์รู้ดำรู้แดงรู้เขียวรู้เสียงรู้กลิ่นรู้รสแย่เข้าไปอีกตั้งเท่าไหร่ในจิตอยู่ใน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive