220129-2-019 ทางเอกภาค2-ตอน019(หน้า024)-พ่อท่าน-สันติอโศก-R999.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันจันทร์ที่ 29 มกราคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 11 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาเรียนต่อตัวตั้งใจฟังดูดีๆจะสรุปบทที่ 10 ให้ฟังทั้งบทที่ 10 เป็นบทที่เราจะเป็นบทที่ดีอธิบายให้รู้ถึงบล็อกแรกของปรมัตถ์หรือเกาะแร่ของสภาพเกิดผลการที่ปฏิบัติธรรมะขั้นปรมัตถ์จริงๆ เราเรียกว่าขั้นพ้นมิจฉาทิฏฐิขั้นที่จะเป็นพระอริยะเป็นสมาธิที่เข้ามักองค์แรกคือมรรคสัมมาทิฏฐิในการเข้ามักองค์แรกเป็นอริยะชั้นต้นที่สุดเพื่ออธิบายแบบสโลโมชั่นอธิบายแบบที่เป็นขั้นตอนยืดจ้าแล้วก็มีองค์ประกอบมีเหตุปัจจัยมี Factor ต่างๆมีกรรมมาทั้งกรรมวิธีต่างๆนอกจากกรรมวิธีที่เราเองเราไม่สามารถเข้าใจตนเองว่าเราจะทำอย่างไรแต่มันทำเองโดยอัตโนมัติเพราะเราเคยรู้หรือว่าอาจารย์พยายามตะล่อมบังคับหรือว่าใช้นโยบายให้เรากระทำและก็เกิดอย่างนั้นผลอย่างนั้นก็ตามหรือผู้ที่มีบารมีแล้วมันเกิดได้โดยอัตโนมัติก็ตาม ประโยชน์จริงตามนี้แหละอย่างนี้คุณไปจุดไตร่ตรองคุณไปตรวจสอบตัวเองดูนะไปทบทวนดูจะเห็นอย่างนี้คือมันจะรู้ผลมิจฉาทิฏฐิก่อนเป็นสัมมาทิฏฐิก่อนเป็นมรรคองค์แรกถ้าไม่เข้ามรรคโดยเข้าตามตรอกออกตามประตูมันก็เลอะทั้งนั้นแหละมันไม่เป็นไปจริงนี่มันเป็นจริงเป็นสัมมาทิฏฐิเกิดความเห็นแจ้งเกิดความเข้าใจเกิดความรู้ได้สมาธิที่ว่านี้หรือพ้นมิจฉาทิฏฐิที่ว่านี้ก็มีสภาพที่ยืนยันตามสมาคมนั่นน่ะพอเราจะต้องเห็นเป็นอนิจจังเห็นมันไม่เที่ยงจับได้ลักษณะอนิจจังเป็นอย่างไรจับได้จริงๆ กว่าจะจับได้นั้นเราก็จะต้องมีสิ่งที่เราจับได้เรียกว่ามีสิ่งที่ถูกรู้มีสิ่งที่จับได้ไม่ใช่อยู่นอกแล้วตอนนี้เข้ามาหาปรมัตถ์บอกแล้วปรมัตถ์คือจิตเจตสิกรูปนิพพานแม้แต่รูปนั้นก็คือรูปปัจจุบันไม่ได้หมายถึงข้างนอกไม่ได้หมายถึงแม้แต่แต่ผมขนเล็บฟันหนังหรือกายหยาบเมฆไม้อ
อ่านต่อ
ย่างนั้นแต่เป็นแต่เพียงว่ากายหยาบนั้นก็คือสิ่งที่มันไล่ไล่เรียงก็มาจากวัตถุเข้ามหากายาวนานคือกว้างศอกไล่จะตายอย่าว่านะคือกว้าง 2 ตั้งแต่ผมขนเล็บฟันหนังซึ่งเป็นส่วนนอกเข้าไปจนกระทั่งนายและไปจับเอาที่จิตใจเป็นสิ่งปลูกเป็น จริงๆอย่างนี้เราเรียกว่าเราเริ่มจับรู้รูปนามสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่าโรคจิตของเรานี่แหละอีกเป็นตัวรู้เองซะเองด้วยเรียกว่าน้ำจึงเข้าในสภาพมีรูปการรู้ภาษาที่เขาเอามาสรุปรวมเลือดเป็นอุเทศเป็นหัวข้อก็คือนามะรูปเชทะยานนะเป็นผู้ที่แบ่งรูปแบ่งนามออกแท้ๆแล้วตอนนี้ถ้าบอกว่ากลายเป็นน้ำได้กลายเป็นรูปจิตเป็นนามวัตถุเป็นรูปจิตเป็นนามอยากง่ายอย่างที่สรุปไปในนั้นเป็นคนทำขั้นตอนมันง่ายแล้วจนกลายเป็นรูป ปิดเป็นนามในวัตถุนอกเป็นรูปและจิตเป็นนามกายตัวเราเองเป็นรูปจิตเป็นนามก็ง่ายกายนิกายนอกกายในอีกไล่ก็ไปตายแล้วก็มีรูปตามีตามีลูกแล้วก็มีวิญญาณมีสนใจถูกจับคู่วิญญาณหน่อยก็ไปเรื่อยๆลึกเข้าไปเรื่อยๆเป็นรูปเป็นนามซ้อนๆๆจนกระทั่งมีสัมผัสจนกระทั่งที่เป็นเวทนาเป็นนามสุขทุกข์เวทนาในเวทนาอีกเป็นสุขเป็นทุกข์ก็เวทนาเป็นสุขกับเวทนาทุกขเวทนาที่ต่างกันไปอีกหลายเดือนก็ไปละเอียดสุขุมก็ไปเรื่อยๆและเรียกว่าเรารู้ๆดูนามการดูรูปดูหนัง ต้องเข้าใจอาการเข้าใจลิงคะเข้าใจนิมิตรเข้าใจคุณเทพซอยละเอียดลงไปอีกว่าการต่างๆของจิตนี่แหละมันเป็นสภาพต่างกันเป็นลิงคะจับได้มีเครื่องหมายเครื่องบอกว่ามันเป็นอย่างนี้นะอาการอย่างนี้ลักษณะอย่างนี้กำหนดอย่างนี้นะเป็นนิมิตอย่างนี้หมาอย่างนี้เรียกว่าหยาบกว่าไม้อย่างนี้ดีกว่าละเอียดกว่าไม้อย่างนี้เรียกว่าดีกว่าไม้นี้เรียกว่าต่ำกว่าอย่างนี้เรียกว่าพอเหมาะอย่างนี้บ่อยพอเหมาะอย่างยิ่งว่ากุศลอกุศลมีลักษณะต่างกันมีลักษณะมากลักษณะน้อยลักษณะดีกว่าไม่ดีกว่าเข้าใจเป็นเจโตปริยญาณเข้าใจอย่างจิตรู้รายละเอียดอย่างต่ำอย่างนี้อย่างนี้ลึกซึ้งอย่างนี้ ขึ้นอย่างนี้ดีที่สุดแล้วไม่มีดีกว่าอีกแล้วเป็นอนุจิตรอะไรต่างๆนานาจะเข้าใจลึกขึ้นไปอย่างนั้นแบ่งรู้ทีเดียวมีความต่างกันว่าดีกับไม่ดีต่างกันอย่างไรมีลูกค้ารู้อาการของจิตอาการกิริยาจิตอาการจิตมีเครื่องหมายบอกมีหัวข้อมีอุเทศมีทฤษฎีบอกจะบอกเหตุบอกผลบอกอย่างนู้นอย่างนี้ไปตีเป็นความหมายเป็นเครื่องหมายเป็นอุทยานเป็นหัวข้อเป็นหลักตัดสินหลักเกณฑ์เข้าใจนามว่าอุปสรรคและเข้าใจสิ่งที่เกี่ยวโยงเกี่ยวข้องเป็นปัจจัต อย่านะถ้าเขาเรียกข้อนี้เขาเรียกเต็มเป็นนามมะรูปคหญาณรวมไปหมดเลยทั้งนามรูปเป็นปัจจัยที่เรายังฉวยเอาไว้หรือว่าปล่อยแต่ในนี้ก็ไม่ได้ปกติก็หาเขาไม่ได้แปลว่าปล่อยก็แปลว่ายังห่วงเห็นสวยไว้อยู่ยังยึดถือเอาอยู่ที่เรายังเกาะเกี่ยวไปอัดตาเป็นอัตตายังอยู่จิตถึงเรายังเที่ยวยังเกาะเป็นนามว่ารูปปะปรีชานะไม่ใช่เป็นนามว่ารูปแบบปฏิญาณปริศนานะถ้าพูดสั้นๆก็ไม่เอาภาวนารูปเข้าไปใส่เหมือนกับเราเรียกอริยสัจจริงๆชื่อเต็มบริษัทยังมีทุกข์แล้วก็ทุกข์สมุทัยทุก ทุกข์นิโรธสังขารไม่มีปฏิปทาเพราะเอาเข้าจริงเราไม่เรียกเราเรียกทุกข์สมุทัยนิโรธนิโรธนิโรธทักทายไม่มีปฏิปทาแล้วก็ตัดคำว่าทุกข์ข้างหน้าออกที่จริงเขามีคำว่าทุกข์ด้วยนี่ของอริยสัจ 4 อันนี้ก็เหมือนกันนามะรูปปะรู้รูปรู้นามรู้สิ่งที่ถูกรู้นี่แหละรู้กายรู้จิตนี่แหละไม่มีอื่นและเกิดสัมมนานอกจากปัจจัยการผลิตก็หายแล้วก็เกิดสมรรถนะญาณเกิดการรู้ไตรลักษณ์เริ่มต้นไตรลักษณ์ตัวชัดๆที่สุดก็คือตัวอนิจจังก็ไม่เทียบเกิดมาแล้วก็ไม่เสี่ยงอะไรก็ไม่เที่ยง เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแล้วก็เป็นรวมหมดไตรลักษณ์แต่วันนี้มันไม่เที่ยงมันเป็นตัวแน่ใจมั่นใจเป็นจุดเด่นเบื้องต้นขั้นต้นของไตรลักษณ์เจนเลยว่าอันนี้จังตัวที่จะไปซาบซึ้งทุกครั้งก็ยังล่ะถ้าไปสุดสัปดาห์ทิฐิมันขั้นตอนโน้นจะซาบซึ้งในทุกครั้งคราวนี้จะซาบซึ้งในอดีตจังพอไปขั้นปลายกันแน่นอนถึงจะตายทีนี้ได้ทราบซึ่งได้รับการอนัตตายิ่งแจ๋วอย่างรถทุกข์แล้วหรือว่ามีทุกข์ชักเป็นสัตว์กายะรู้สักกายะก็เป็นขั้นที่ซาบซึ้งๆไปมีอารมณ์จะชัดเจนในการ รู้มักรู้ผลรู้ธรรมะเกิดพุทธธรรมที่แท้ชัดขึ้นนะเพราะงั้นในป่าบทที่ 10 เนี่ยแต่ฟังมาดีๆตั้งใจปะติดปะต่อมาสรุปให้ฟังนี่จะเข้าใจได้อย่างชัดดีเลยทีเดียวเพราะเราเรียนอะไรเรารู้อะไรขยายอะไรทำความเข้าใจอะไรของบทที่ 10 มาเป็นการรู้บล็อกนึงเขาบอกว่าไตรลักษณ์ก็รู้ญาณเกิดญาณ 3 ญาณ 3 ก็คือนามว่ารูปเชษฐาณปัจจุบันนะกับสมรรถนะยานจากรูปเป็นรูปเป็นนามแล้วก็รู้มีอาการมีนัยยะของรูปนามชัดเด่นก็ต้องรู้รายละเอียดของอาการสินค้านิมิตเพศรู้อย่าง แต่จนกระทั่งเราสามารถเข้าใจได้ไม่ใช่เข้าใจแต่เพียงสุตมยปัญญาไม่ใช่เข้าใจแต่แค่จินตามยปัญญามันเป็นภาวนาระยะปัญญาเพราะว่าเราได้วิปัสสนาเราได้ไล่เรียงเข้ามาจนจับถูกจิตถ้าจับไม่ถูกจิตก็ยังไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิจับถูกจิตรู้จิตจริงไม่ใช่ว่านั่งคบคิดคำนวณดาวน์ต้นไปเฉยๆไม่ใช่มีสติสัมปชัญญะมีการได้ไตร่ตรองรู้อาการของจิตจริงๆจับรูปจับนามมีตัวที่ถูกรู้คือจิตเราไม่ หนองคาย 19 รู้ลูกรู้นามของกายแล้วก็รู้ละเอียดไปกระทั่งรูปและนามของจิตอีกลึกซ้อนเข้าไปเรื่อยๆเราก็จะเข้าใจกายที่หมายถึงจิตใจอีกไปออกประชุมของจิตฟังดีๆซ้อนกายที่ว่านี่เป็นหลักในรูปร่างตัวตนของเราที่เป็นยาเนี่ยอย่าว่านะคือกว้างสอบความสัญญาและจ่ายไหล่รู้รูปนามเข้าไปถึงจิตใจเป็นสิ่งพอได้รู้รูปนามแล้วยังไปเข้าใจได้อีกว่าอ่อถ้าจะเรียกโดยบัญญัติภาษานิมิตว่าหรืออุเทศว่ากายของจิตแล้วก็รู้ได้อีกไม่สับสนในเรื่องภาษาบัญญัติและเข้าใจคุณลักษณะโดยว่าที่ กายของโลกประกอบไปด้วยดินน้ำไฟลมประกอบไปด้วยอะไรเยอะแยะหมดเลยมีดินมีน้ำมีไฟมีลงมีภูเขามีท้องน้ำจริงๆมีต้นหมากรากไม้มีนกมีหนูมีสัตว์มีสัตว์บกสัตว์น้ำสัตว์อากาศทุกอย่างแม้แต่คนประกอบไปด้วยกายนี้เป็นกายของโลกความประชุมองค์หนึ่งของโลกในยุคนี้เต็มๆไอ้นั่นยิ่งขยายก็อยากแล้วเข้าใจกายเรานี่ประกอบไปด้วยองค์ประชุมเราไปติดอบายมุขทั้งเพื่อนฝูงกินนั่งเล่นด้วยทั้งองค์ประกอบของอบายมุขถ้าเล่นไพ่แต่ตัวไพ่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกายมีกติกามีอันนั้นอันนี้อะไรจนกระทั่งทั้งอารมณ์ ก็รวมเป็นกายหมดแสดงว่ากายหยาบกายนอกแต่เราตัดกายนอกแล้วเดี๋ยวจะอารมณ์จิตหรือจะจิตมีจิตเป็นกายของจิตแล้วก็รู้ว่าความประชุมของจิตมันไม่ได้ประชุมแต่จิตเฉยๆมันประชุมกันทั้งอดีตมาประชุมกันทั้งอนาคตประชุมกันทั้งกิเลสตัณหาต่างๆประชุมอยู่ในจิตนั่นแหละรวมกันอยู่เป็นสังขารธรรมเป็นสังขารกายสังขารกายของจิตสังขารกายของจิตตอนนี้ตัดหญ้ามาแล้วตัดนอกมาตั้งมากแล้วมันเคี่ยวเอามาเหลือเกินแล้วก็เข้าใจกายที่หมายถึงจิตใต้ในจิตนั้นในสังขารกายนั้นมีเวทนาที่หมายถึง และมีจิตนั่นแหละที่เป็นรูปเรารู้ได้ว่ารูปคืออะไรอีกอย่างไรลักษณะอย่างไรดีกว่าถูกเพราะมันรู้ชัดสิ่งที่ถูกรู้คือจิตของเรานั่นแหละหรือจิตที่เป็นนามก็รู้ได้แจ้งชัดจุดที่เป็นนามก็รู้จักในนามแบ่งออกไปอีกเป็นอารมณ์แล้วก็ถูกรู้ตัวที่ถูกรู้มันแย่ลงไปเรียกอีกว่าลูกก็ได้ก็จิตของเราอีกอารมณ์จริงจริงอารมณ์ที่ผสมเป็นสังขารและแยกอารมณ์ออกว่าอันหนึ่งเป็นสภาพอารมณ์โลกอีกอันนึงเป็นอารมณ์วิมุติอารมณ์ที่เป็นจิตที่จะต้องรู้เป็นอารมณ์นิพพานมันรู้ จริงมันเป็นเรื่องของจิตธาตุรู้มันต้องรู้ไม่ให้มันรู้มันก็ไม่ถูกธาตุจริงถ้าจิตมันรู้ความจริงตามความเป็นจริงนี่เป็นนิพพานอารมณ์จิตทำงานสมส่วนของหน้าที่ของจิตเองจิตไม่ได้เอาอารมณ์อื่นเข้ามาปนปรุงอันนี้เป็นความสะอาดของจิตนิพพานแท้เป็นความสะอาดของจิตโดยตรงไม่มีอารมณ์โรคอารมณ์โกรธไม่มีอารมณ์ชอบไม่มีอารมณ์ชังแม้ที่สุดถ้าเราจะเรียกว่าสิ่งใกล้เรียกว่าอุปสรรคอุปัชฌายะพฤติกรรมที่อยู่ใกล้ที่จริงจิตของเราเป็นอัปปนาจิตของเรา คงแล้วจิตของเราแนบแน่นต่อนิพพานซาบซึ้งต่อนิพพานรู้ว่าจิตมันว่างจิตมันไม่ต้องมีอารมณ์อื่นนอกจากอารมณ์ที่มันรู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้นไม่ต้องเอาอะไรมาสังขารไม่ต้องเอาอะไรมาปรุงจิตนั้นเป็นจิตที่สะอาดตามรู้เฉยๆดีเราแนบแน่นแล้วอัปปนาแต่ว่าเราก็จะต้องรู้พฤติกรรมใกล้อุปการะเราก็ปฏิเสธสังขละหรือถอนคือคือหมายความว่าอรุณโลมจะให้จิตของเรามีพฤติกรรมแห่งปิติแห่งสุขบ้างนอกจากจะอุเบกขาเฉยแล้วเราก็ยืดหยุ่นได้เป็นองค์ฌาน องค์ชายเป็นเครื่องอาศัยหรือจะให้มันเกิดบทแห่งการงานมีวิตกวิจารณ์จริงๆเพราะฉะนั้นจาระพฤติกรรมต่างๆเหล่านี้เราเป็นผู้รู้เราเป็นผู้ควบคุมเราเป็นผู้มั่นใจว่าเราแน่นเราแน่เราไม่มีการเสียท่าเราไม่มีการไปติดอีกแต่เราเสียสละให้จิตของเรานี่ออกมาเป็นบทบาทโลกออกมาเป็นบทบาทการงานเพราะเรารู้จักใช้การงานรู้จักใช้จิตจิตนี้จะมีอะไรไม่จำเป็นจะต้องไปอยู่ในสภาพที่เรายึดมั่นถือมั่นว่านิพพานต้องเน้นๆสะอาดหรือเชยจืดจนกระทั่งแม้แต่อารมณ์ปิติก็มีไม่ได้อารมณ์สุขก็มีไม่ได้ ที่สุดเลยพาซื่อวิตกวิจารหรือว่าให้พฤติกรรมมันมีบทบาทในพฤติกรรมมากกว่านั้นให้มีเรื่องราวมากกว่านั้นก็ไม่ได้จะติดจืดชืดๆเฉยๆและอุเบกขาถือมันก็พาซื่อเกินไปมันก็ไม่ได้เรื่องแต่ราวไม่ได้บทบาทไม่ได้งานการก็กลายเป็นคนไร้ค่าเพราะฉะนั้นจึงเป็นอยู่พูดอ่ะเป็นอริยะหรือผู้ที่เป็นพระอรหันต์แล้วจึงเป็นอยู่ด้วยฌานพระอรหันต์หรือว่าผู้ที่มีจิตเป็นนิพพานนิพพานแทนจึงเป็นนิพพานที่เป็นปัญหาวิธีอัปปนาวิถีหมาย จิตขึ้นวิถีแต่แน่นแนบแน่นแม้จะเจ็บไม่ใช่ว่าอัปปนาอัปปนาของทางด้านซ้ายหลับตาคราวนี้อัปปนาของเขานี่จิตไม่ขึ้นวิธีเป็นจิตภวังค์สายนั่งหลับตาเขาเขาไม่มีเอาเป็นนามวิถีจิตก็เข้าไม่มีมีแต่จิตอัปปนาสมาธิฌานของเขาก็เป็นอัปปนาสมาธิแบบนั่งตาอยู่ในภวังค์นั้นพอออกมาไม่มั่นคงไม่แนบแน่นไม่อยู่อย่างเชื่อมั่นเป็นไปไม่ได้แน่นอนไม่มีสมบัติชั้นยะไม่มีสติไม่มีการควบคุมทำไม่ได้ไม่อยู่เหนือจิตไม่เป็นเจโตก็ 10 ปัตโต น่ารำคาญพวกที่บรรลุจริงไม่ใช่หลับตาเกิดอัปปนามีอัปปนาวิถีมีจิตขึ้นวิถีไม่ใช่จิตภวังค์เท่านั้นจิตคือวิถีหมายความว่าตาหูจมูกลิ้นกายลืมจิตรับรู้ต่อภพทั้งกามภพไม่ใช่อยู่แต่ในภวังค์คืออยู่ในแต่องค์พบข้างในอยู่ในได้เพราะสภาพหลับตาก็จมูกด้วยการมหากาฬมาหาตาหูจมูกลิ้นกายไม่ได้ไม่ใช่อัปปนาวิถีวิจิตรวิถีคือจิตวิถีกับภวังค์นี่มันต่างกันจิตภวังค์คือจิตที่อยู่ในไหนไปออกบ้านนอกเพราะพวกชาญหลับตาลงตั้งแต่ฌานหลับตาเข้าใจแต่สมาธิหรืออะไรอยู่ในภวังค์แบบนี้อัปปนาของเขายังมีอัปปนาอยู่แต่ข้างในสมาธิของเขาก็เป็นสมาธิอัปปนาแบบนี้ ฝึกสมาธิวันพุธนี้เจริญพรพร้อมไปหมดทุกทวารแต่เจ้าตาหูจมูกลิ้นกายใจมีทั้งกรรมกิริยากายวจีมโนพร้อมแล้วไปอัปปนาวิธีแน่นมั่นคงแนบแน่นไม่แปรปรวนรู้เท่าทันจิตของตัวเองจะอนุโลมให้อนุโลมแค่ไหนตัวเองรู้ถ้าเอาอันนี้ไม่ไหวแล้วมันมากไปแล้วเราไม่ไหวแล้วจะรวมแล้วอันนี้เดี๋ยวเราน็อครวมแล้วเดี๋ยวมันค่อนข้างเหลวๆหลายๆไม่ค่อยถูกเรื่องไม่ดีไม่อัปปนาไม่แน่นดีไม่มั่นคงเราจะเสียค่าเราไม่อนุโลมเขาไม่ยืดหยุ่นเราไม่เอาแล้วเราขอเพลงอย่างนี้แล้วขอขนาดนี้เถอะถ้าเผื่อว่ามากกว่านี้ เราไม่เอาเพราะฉะนั้นผู้ใดที่จะปล่อยตนเองให้เป็นพฤติกรรมเกิดขึ้นในวารีก็จะต้องรู้ความสามารถของเราจะต้องอยู่ในระยะที่เราควบคุมได้อุปการะความใกล้หรือว่าความเกิดอุบัติเหตุมันแปลว่าความเกิดเราจะปล่อยให้เกิดเท่าใดเราเป็นผู้ให้เกิดเราเป็นผู้อนุรักษ์ถึงความเกิดนั้นเราไปพูดปรุงเราไปพูดสังขารสิ่งนั้นตามอำนาจความเก่งความรู้แท้ของเราว่าเราจะอนุโลมไหวไหมถ้าเราจะอนุโลมไม่ไหวผู้นั้นไม่มีปัญญาผู้นั้นไม่มีการตัดสินหรือว่าการประมาณไม่มีสัตบุรุษ ไม่มีสรรพคุณวิธีทำ 7 ประการเอาไว้ใช้ด้วยทำเลอะเทอะก็พลาดได้ง่ายดีไม่ดีตัวเองก็พลอยตกต่ำไปด้วยเลยช่วยเขาก็ไม่ได้ตัวตายด้วยเพราะการที่จะอุปการะหมายความว่าเราจะอนุโลมลงไปจะปฏิเสธพระลงไปจะถอนคืนมาทำขนาดนี้จะช่วยเหลือเฟือฝ่ายจะสร้างสรรค์เราก็ต้องรู้พฤติกรรมรู้จาระอันนี้จะต้องแน่ว่าเราทำให้เกิดได้หรือใกล้เหมือนกับมันเป็นแรงใกล้ก็จะเกินเอื้อมเหมือนกับเรายื่นมือลงไปช่วยคนในบ่อก็เอื้อมไปในนั้นในระยะหนึ่งเราจะรับเราจะมีแรงพอดึงขึ้นมาได้ ถ้าเกินเอื้อมมือลงไปค้นในบอร์ดดึงเราลงบ่อได้เลยตีลังกาตกบ่อไปด้วยเลยในวันนั้นไม่ได้อยู่ในเขตหุบปากไม่ได้เขตที่ใกล้ไม่ได้เขตที่มีฤทธิ์เมื่ออยู่ในเขตที่มีแรงพอที่จะทำงานนั้นได้สำเร็จเราต้องมีปัญญามัสยิดตาประมาณรู้กำหนดจะอนุโลมไม่อนุโลมจะทำอะไรต้องมีอุปการะฟังฟังสารัตถะฟังความหมายของอุปจารให้ชัดเดี๋ยวจะย้อนกลับไปอธิบายอุปัชฌาย์แบบสมาธิหลับตาให้ฟังเพราะเราจะอุจจาระเนี่ยเราก็จะต้องรู้ความหมายของอุปจารอัปนาเราก็ต้องรู้ความหมายที่ลึกซึ้งมีนิมิตมีอุเทศเทศอธิบายไม่มี สามีอาคมมีขยายเป็นคัมภีร์ให้คุณฟังถ้าเป็นภาษาคาถาภาษาสั้นๆภาษาสรุปมันก็มีอีกต่างหากแต่นี้กำลังอธิบายเป็นคัมภีร์รักให้คุณฟังแต่ก็ไม่ได้ทิ้งจากอุเทนของข้อหลักๆคำว่าอุปัชฌาย์นี่แปลว่าเป็นอุเทนคำว่าอัปปนานี้เป็นอุเทนเป็นหัวข้อนะแต่ตอนนี้กำลังขยายสู่ฟังอธิบายให้ฟังอธิบายให้เห็นนิมิตให้เห็นเครื่องหมายว่าหมายังไงมันหมายยังไงให้รู้ให้เข้าใจแล้วคุณก็จะไปทำถูกไปดูรูปรู้นามของคำว่าอุปัชฌาย์ของคำว่าอัปปนาของคุณเองอ๋ออุปการะหมายอย่างนี้นะนี่อยู่ที่เราแล้วเรากำลังใช้อยู่อย่างนี้หมายความว่าอัปปนานะเรากำลังใช้อยู่เพราะอัปปนาลืมตาไม่ใช่อัปปนาหลับตา ลักหลับลืมตาไม่ใช่หลับตาไม่ใช่แบบสมาธิหลับตาสมาธิลืมตานะแล้วกว้างความพิสดารกว่ากันมากกับอุปกรณ์และหลับตามันขี้หมามันจะยากอะไรหรอกปัญหาสมาธิหลับตาก็มันไม่ยากเข้าใจง่ายเดี๋ยวอธิบายให้ฟังไม่ยากมีความหมายไม่ยากหรอกแล้วก็ทำอยู่ในที่ที่แคบเล็กอาณาจักรเล็กสมาธิน้อยๆสมาชิกเด็กเด็กไม่ยากหรอกสมาธิเด็กๆฝึกหัดเอาแล้วก็เรียนรู้แล้วก็จ่ายมันมีนัยยะคล้ายกันน่ะมีลักษณะอัปปนาของแบบสมาชิกหลับตาก็เหมือนกันคล้ายๆกันอุปการะของสมาธิหลับตาเรา ก็ขยายพิสดารขยายกว้างออกมาให้ฟังเนี่ยมันก็มีลักษณะเหมือนกันแต่มันพิสดารกว่ากันแต่มันกว้างขวางกว่ากันมีบทบาทมากกว่ากันได้ประโยชน์มากกว่ากันถ้าจะว่าแล้วเก่งกว่ากันใหญ่โตกว่ากันไม่ใช่เด็กๆหรือน้อยๆเล็กๆจุ๋มจิ๋มอะไรไม่ใช่พิสดารกว้างขวางมโหฬารกับการโอลาล่ากว่ากันถ้าพูดได้รู้ความหมายและก็มีเครื่องพิสูจน์เป็นภาวนาเป็นสภาพของตนเองเข้าใจเป็นสมาธิคณิตกับสมาธิอุปจารสมาธิอัปปนาสมาธิเข้าใจแท้รู้สภาพลูกนางก็ถูกตัวรูปตัวนางของจิต จริงๆทำจิตของเราเป็นคณิตศาสตร์สมาธิจิตของเราสามารถที่จะจับได้และก็รู้รูปรู้นางทั้งจิตคนอิจฉาทิฐิรู้พฤติกรรมของมันจนกระทั่งสามารถจบทำให้เด็ดขาดจับได้แม่นเป็นอัปปนาสามารถเปลี่ยนแปลงได้ยื่นจนได้จริงๆแนบแน่นแม้กระทั่งลืมตาแม้กระทั่งจะมีบทบาทอื่นน่ะเป็นอัปปนาวิถีหรือว่าเปิดวิถีจิตแม้ตาจะเห็นรูปจมูกจะได้กลิ่นลิ้นจะได้รสหูจะได้เสียงกายจะสัมผัสอื่นเราก็ยังไม่หวั่นไหวไม่วุ่นวายไม่สับสนจะให้อะไรมากวนเท่าไหร่สมาธิของเราก็ยังมั่น ไม่ใช่ตัดทิ้งเลยปิดประตูแล้วคุณก็เงียบสงบก็ง่ายเปิดประตูหมดทุกด้านให้ทุกอย่างเข้ามาเอาเข้ามาอะไรจะเข้ามาร่วมด้วยเราก็ยังมีสมาธิสมาธิอย่างนี้มันแกร่งกว่ากันเยอะสมาธิอย่างนี้สิ้นแรงกันเยอะเราเดินออกไปข้างนอกโลกไปประจำสัมผัสรู้กับอะไรทั้งหมดเราก็ไม่วุ่นเราก็เป็นหลักอยู่อัปปนาแนบแน่นแข็งแรงรู้เท่าทันไม่ใช่หวั่นไหวมั่นคงอยู่เป็นหลักทุกอย่างจะแปรปรวนทุกอย่างจะเป็นยังไงไปเข้าใจอ๋อไอ้เดินชิดเหนือไอ้นี่ไปทิศใต้นี่ขึ้นข้างบนไอ้นี่ลงข้างล่างไอ้นี่เบี้ยวไปทางนี้ไอ้นี่เสียไปทางนี้เป็นเหมือนมาตราวัดเลยเคยเป็นเหมือนหลักตรงสามารถรู้อะไรโค้ง กดอะไรไม่ตรงอะไรไม่ซื่อรู้ไม่มีอคติใดไม่เอนไม่เอียงไม่เข้าข้างใครเป็นอย่างนั้นในวันแรกแน่นมั่นคงเป็นหลักเป็นหลักยึดหลักวัดเป็นที่พึ่งของผู้อื่นหรือไปช่วยผู้อื่นได้ไปตะล่อมความโค้งของผู้อื่นไปตะล่อมความไม่ซื่อของผู้อื่นแต่ตะล่อมความไม่ตรงของผู้อื่นไปช่วยดับให้คนอื่นตรงจะทำงานมีฤทธิ์มีอำนาจให้ผู้อื่นมาขอความตรงหรือตัวเองไปช่วยผู้อื่นดัดผู้อื่นให้ตรงแม้เขาจะไม่ยอมก็ยังมีกุศโลบายเป็นหลักคนอื่นให้ตรงแข็งแรงอย่างนี้แนบแน่นมีความหมายฟังดีๆความหมาย อธิบายพิสดารอธิบายอะไรประกอบเยอะนี่เป็นผู้ที่มีสมาธิที่สุดจะเป็นสมาธิอย่างนี้การรู้รูปรู้นามการรู้กายรู้จิตการรู้อาการต่างๆลึกซึ้งซ้อนๆๆลงไปในจิตอย่างที่กล่าวนี้แหละรวมหมดทั้งหมดเลยเราเรียกว่ารู้ธรรมะนั่นแหละผู้นี้มีธรรมะรู้ธรรมะนอกจากรู้เป็นเพียงส่วนต่างระยะปัญญาที่ฟังไปแล้วคุณไปกินตาเข้าใจเรียบเรียงเข้าใจซับซ้อนเข้าใจซาบซึ้งขึ้นก็เป็นความลึกซึ้งขึ้นศรัทธาเกิดปัญญาก็เกิดลึกบ้านมั่นคงขึ้นสัญญาจำหมั้นเรียบเรียงถูกคนไปทำเองจนเกิดกับจิตตนมีภาวนา ระยะปัญญาตรงกับสูตรตรงกับภาษาทฤษฎีต่างๆที่เรารู้มาได้สภาวะได้ของจริงเกิดภาวะปรับปรุงปรับเปลี่ยนขึ้นมาแม้เริ่มต้นคุณก็พ้นมิจฉาทิฏฐิทำได้มากขึ้นคุณก็สูงขึ้นเป็นสักกายะลดลงลดลงตัวการตัวเลวตัวไม่ดีมันก็ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆแล้วว่ารสชาติหรือพ้นจากกายะพลนี่หมายความว่ามันมันตัวใหญ่ประมาณตนนี้ลดลงไปจนถึง 50% เลยไปแล้วเร็วกว่ามันพ้นสัปดาห์ละผลการใหญ่ลงเล็กลงไปหาตั้งครึ่งถึงก่อนก็เรียกว่าพ้นควรจะเรียกอย่างนั้นถ้าเรียกว่ารถสกายก็มาคำว่าเริ่มลดลง จาก 100% มาเป็น 90 กับ 90% เป็น 80 80 มันเป็น 70 ลดลงมาเรื่อยๆ 60 เป็น 50 ลดลงไปเหลือ 40 ตอนนี้แม้เราถือว่าจะเรียกว่าพ้นสัปดาห์ละควรจะเรียกช่างเลยลดลงไปตั้งเลย 50 แล้วตอนนี้เหลือสักกายะแค่ 40 เพราะฉะนั้นจะเรียกตัวนี้เป็นอัตราก็ได้หมายความว่าไม่ใช่สกายอะไรไม่ใช่ตัวการใหญ่และเป็นตัวการที่น้อยลงแล้วไอ้อัตราทีนี้อัตราก็จะน้อยลงไปอีกเป็นอัตรานกน้อยลงไปเป็น 40 30 24 มันจะนอนจะนิ่งมันจะเบาจะเคลื่อนไหวอย่างละเอียดเท่าไหร่ก็เป็นอนุสัญญาเหมือนตัวนิ่งตัวนอน หลับโดนหลบอนุสัยอนุมานน้อยแล้วมันมีบทบาทที่เหมือนกับตัวเมื่อนอนไม่กระดิกเลยนะแกนิ่งไม่เห็นจับได้เลยนะอนุสัยอนุสัญญาเราก็จับได้เราก็เห็นได้เราก็รู้ได้ตามรู้ได้จริงๆเป็นอัตตานุทิฏฐิก็เห็นเกิดรู้มีแต่ใจเหลืออ้าปากแกยังเป็นตัวอันตรายแม่น้อยๆก็เหลืออัตราไม่รู้ตัวอัตราเราก็ตามทำลายอัตตานั้นให้สูญจนไม่เป็นอัตตาคือเกิดอนัตตาอนัตตานี่เป็นตัวเกิดนะไม่ใช่ตัวนึกว่าว่างๆนึกเอาคะแนนเอาว่างๆๆมาด่าแต่ว่าถ้าได้แต่บัญญัติได้แต่ภาษาปล่อยอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเออจริงด้วย มันถึงมันแล้วก็รู้สึกว่าเราว่างสบายเพราะอาตมาจะปาทานพวกนี้มีเยอะมังสีเกิดแต่เพียงตรรกะเกิดแต่เพียงเหตุผลเกิดแต่เพียงการรู้ได้ดีเท่านั้นแล้วก็พึ่งทฤษฎีผึ้งตัวทฤษฎีรู้นี่เท่านั้นไม่เกิดถึงจิตไม่ได้รสจะวางอะไรเป็นแต่เพียงจิตไปเกาะเหมือนกับสิงห์เกาะวาทะไว้กับโลกนึกว่าตัวผึ้งปัญญาจริงๆเป็นปัญญานะเป็นความรู้รู้ได้คิดจะดีแต่เสร็จแล้วพอเวลาเจอสภาวะเจอเรื่องทุกข์เรื่องอะไรๆก็ไปพึ่งจะว่างนี้ที่จริงไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุเป็นแต่เพียงเอาใจไปปะดีไว้เอออย่าไปยึดติดในคืนลืมไปพักนึงแทนที่จะค้นหาตัวจริงเลยมันเกิดตรงไหน เป็นอาการอย่างนั้นอย่างนี้มันไปยึดอะไรมันไปทำยังไงไม่อ่ะเอาจิตนี้ไปพระไว้ที่เมืองวาทะเมืองทฤษฎีแล้วก็ลืมเรื่องลืมเหตุลืมเรื่องนี้ไปชั่วคราวเหมือนนอนหลับเหมือนกดข่มจิตจับปุ๊บไปเฉยๆซะหยุดเป็นเชื้อเครื่องนี้อย่าเอามาวุ่นเฉยๆเท่านั้นเองนะจะบอกว่าได้ผลไหมได้ผลทางเจโตบ้างเหมือนกันเป็นสมถะจิตมันก็สงบลงมันสบายลงชั่วคราวแต่ไม่ได้ดับเหตุแต่มีสุขเขาวิหารไม่ได้ดับเหตุแต่มีสุขเขาวิหารครับขนาดนั้นเราก็เป็นอยู่สุขอยู่ช่วงนั้นเพราะพักไปได้ชั่วคราวการที่เป็นอยู่ ศุกร์ลงไปเขานึกว่าผลสบายพ้นทุกข์เป็นอยู่สุขจริงเป็นการพ้นทุกข์ชั่วคราวแต่ไม่ได้เป็นอริยสัจไม่ได้ตามไปรู้เหตุดับเหตุจนเห็นนิโรธชัดๆว่าเหตุก็หายตัวเรื่องก็หายตัวมีจริงๆเข้าใจในปัญญาอันยิ่งไม่มีเนื้อมีตัวมีสภาวะมีเหตุมีเรื่องหายไปดับไปด้วยฝีมือปัญญาล้างออกไปเห็นจริงๆไม่ได้เป็นอย่างนั้นจึงไม่เกลียดแต่ก็ช่วยเหลือมีอุปการะมนุษย์ถ้าทุกข์มากใช้วิธีนี้ก่อนจงทำแล้วเขาก็ทำอยู่แล้วใครก็ทำแบบนี้ใครก็ทุกคนน่ะถ้ามันทุกข์มากก็สลัดออกลืมมันดับโดยวิธีการอย่างไรก็ตามมันก็ทำอยู่ทุกคนโดยอัตโนมัติ ทุกคนมีวิธีการเก่งขั้นไหนก็ทำให้แก่ตนอยู่ทั้งนั้นแหละแต่ไม่ใช่ลักษณะของอริยสัจ 4 หรือสติปัฏฐานหรือว่าทำวิมุตแบบเจโตวิมุติปัญญาวิมุติให้เป็นอุปโภคไม่ใช่วิธีนั้นยังไม่ถึงขั้นนั้นผู้ใดจับจิตได้กระทำไล่ลงมาได้มากมายนี้อธิบายอธิบายมากอธิบายเยอะเมื่อกี้นี้สรุปลงมาให้เห็นแล้วว่าธรรมะที่จิ้งจกไปแล้วบทที่ 10 เนี่ยธรรมะก็คือรู้หมดรู้กายรู้จิตแล้วก็แยกแยะกายจิตเรามันต่างกันยังไงเป็นรูปเป็นงานยังไงเป็นความต่างเป็นสภาวะสูงต่ำยังไงและเรียกว่ารู้ธรรมอกุศลธรรมสูงก็เป็นอกุศลก็เป็นกุศลกรรมก็เป็นอกุศล ดีกว่ากันไม่ดีกว่ากันถ้าดีก็เรียกว่ากุศลไม่ดีก็เรียกว่าอกุศลกุศลธรรมอกุศลธรรมต่างๆแล้วอภัยไม่ดีไม่ชั่วคำว่าไม่ดีไม่ช่วยเราเป็นผู้มีปัญญารู้เลยว่านี่ไม่ดีไม่ชั่วแล้วกลางแล้วพอเหมาะพอสมและสมส่วนที่สุดแล้วแม้แต่น้องไปทางดีก็ทีนี้ก็ย้อนกลับมาหาจิตเราเราจิตเรารู้แล้วว่าดีแต่จิตเราไม่ติดดีและไม่อภัยจิตของเราอีกและทำเป็นตัวจริงของเราเองดีมีเป็นของโลกแบ่งออกเป็นสมมติฐานในโลกส่วนจิตของเราไม่ติดดีดีมันแน่ใจดี ชวนใจดีมาเป็นนายเหลือใจเราไม่ได้ไม่ดีอย่าว่าแต่ชั่วเลยชั่วมาเป็นนายเหนือใจเราโดยจะบังคับเราให้ทำชั่วไม่ได้มาไหนไหนแล้วแต่ไหนๆแล้วอกุศลชนะเราไม่ได้จะมีดีเท่านั้นที่เราจะอนุโลมทำด้วยอยู่ด้วยเป็นชีวิตชีวาเพราะฉะนั้นถ้าของเรายังมีชีวิตมีเครื่องแสดงความเป็นชีวิตยังไม่ตายแต่ยังไม่ดับกายขันยังไม่ดับขันธ์ทั้งหมดเราก็เป็นตัวกุศลแสดงตัวอยู่มีบทบาทหรือว่าเป็นตัวกุศลธรรมมีตัวกุศลธรรมแสดงอยู่ยังมีชีวิตมีอิทธิบาทมีชั้นพระวิริยะจิตตะวิมังสามีความพัฒนาประยุกต์พัฒนาอยู่ อายุของสมณะเห็นกายกรรมท่านก็พัฒนาอยู่นะวจีกรรมท่านก็สร้างสรรค์พัฒนาอยู่นะโอ้ฉันมีอิทธิบาทที่ฉันทะวิริยะจิตตะวิมังสามีอุฏฐานะสัมปทาฟังพร้อมขยันหมั่นเพียรมีอาราธนามีกัลยาณมิตตตาก็เป็นคนมีประโยชน์มีสัมมาสัมมาสัมมาชีวิตตามีอาชีพชอบตนไม่ได้สัมมาชีพไม่ใช่อยู่อย่างคนไร้อาชีพอยู่อย่างคนว่างเปล่าลอยไปลอยมาเหมือนพ่อพวงมาลัยไม่ใช่นะเป็นสมรรถนะหนอสมณะนี้มีชีวิตอย่างนี้เรารู้อายุของสมณะเพราะมีอิทธิบาทเพราะมีความ น้ำมันเพี้ยนเพราะมีทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์จะพยายามอธิบายสืบโยงมามองให้เห็นลักษณะที่ถูกต้องที่เต็มจริงที่ถูกจริงแม้เราจะอนุโลมเราก็สบายอภัยของเราเราทำกุศลนั้นเราไม่ติดกุศลนั้นเรารู้ดีโดยปัญญาแล้วจะอนุโลมขนาดนี้แหละดีกว่านั้นเขาเก่งใครเก่งกว่านั้นจงทำใช้เก่งกว่านั้นจริงๆก็ทำจริงๆแล้วก็ทำได้เขาเก่งได้เขาก็เป็นตัวสมรรถนะเป็นตัวผู้มีคุณความงามเป็นผู้มีคุณความดีในโลกมันเป็นกรรมกิริยาจริงๆแท้ๆเนี่ยเถียงกันไม่ได้ใครทำกับคนนั้นเป็นกรรมกรหี ทายาโทรกลับมายังพันธุกรรมปฏิสังขรณ์กับการกระทำของมันจะไปตู่ไปทวงเอาเขาทำไปตัวมันก็เข้ามาเป็นของเราตู่ยังไงตัวไม่ได้โตได้ก็ได้ในขี้โกงตัวเขาจ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive