220127-2-017 ทางเอกภาค2-ตอน017(หน้า020)-พ่อท่าน-สันติอโศก-R999.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันเสาร์ที่ 27 มกราคมพุทธศักราช 2522 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 2 บทที่ 11 ที่พุทธสถานสันติอโศกหากเรามาเรียนต่อแต่ถึงหน้า 20 แต่เรากำลังจะปฏิบัติยืนยันในวิธีทั้ง 3 วิธีทั้ง 3 คือวิธีที่จะพ้นซึ่งมิจฉาทิฏฐิวิธีที่จะค้นสกาย และวิธีที่จะพ้นอัตตานุทิฏฐิเพื่อค้นทั้ง 3 ส่วนนี้มันก็ถึงที่สุดเป็นอนัตตาหรือเป็นวิมุตเป็นความบริบูรณ์บริสุทธิ์ในการพ้นที่ว่านี้ก็ต้องเข้าใจจริงๆเข้าใจทั้งสภาพที่มันเกิดจริงๆเกิดอยู่ในจิตในใจเกิดอยู่ในสภาพของการสัมผัสรู้สัมผัสเห็นมีฌานน่ะโตปริญญาโทวิชาดนตรีทุกคันไปถ้ามีชานมโตนี้มันเป็นสภาพที่ ย้ำยืนยันในภาษาบาลีฌานนั้นโตชอช้างสระอานหนูเนี่ยวิชาญกษัตริย์โตปปลาไม้หันอากาศสเสือ 2 ตัวเขียนไทยๆโตก็สระโอตอโตปราศจากปัจจัตก็แปลว่าแปลว่าเห็นว่าแปลว่าเห็นที่จริงแล้วมันแปลว่าการการเข้าไปถึงสภาวะอันนั้นประมวลผลอย่างลงอย่างถึงตั้งขึ้นถึงจิตของเราเลยจะต้องเป็นจิตเป็นสภาพที่ อาการมีสภาวะมีสภาพเกิดสภาพเป็นจะเป็นการเจริญก็เป็นการเกิดเจริญจึงจะเป็นการหลุดพ้นจะเป็นการสูญเป็นการละหลุดขาดจากกันไม่มีถึงขั้นไม่มีอารมณ์นั้นไม่มีสภาพนั้นไม่มีกิริยานั้นไม่มีอาการนั้นก็เป็นจริงๆแล้วเราก็ต้องรู้รู้ของเราเองเป็นฐานะรู้อยู่แต่ฉันนั้นโตช้าเป็นไปในการรู้ปะต่อไปเติมเข้าในชานนท์ต่อศาลเป็นปลายมันเป็นกำลังเป็นไปอยู่คนเดียวมีปัจจุบันน่ะทำให้เราเห็น มันดูมันเป็นการการที่เป็นไปอยู่ทีเดียวแล้วมันเป็นการรู้ที่ไม่ใช่ไปรู้นึกคิดอดีตนึกคิดอนาคตมาดูอยู่เดี๋ยวนี้ก็ยังอยู่อยู่ยังอยู่อยู่เห็นอยู่ก็แปลภาษาเห็นอยู่เห็นอยู่ทนโท่อยู่เดี๋ยวนี้เดี๋ยวนี้พูดกันเดี๋ยวนี้ก็เห็นเดี๋ยวนี้รู้เดี๋ยวนี้อยู่เดี๋ยวนี้เป็นการพิสูจน์อกาลิโกเป็นการพิสูจน์หลักการนิโกไม่ใช่ไปพูดอดีตเมื่อ 2,500 กว่าปีมาแล้วมีเขารู้เขาเห็
อ่านต่อ
นกันหรือปัจจุบันไปเถอะนู่นอนาคตอีก 5 ชาติ 10 ชาติ 100 ชาติเป็นภาวะปัจจัยจึงจะไปรู้ไปเห็นไม่ใช่เป็นการยืนยันอยู่ว่าศาสนามีคุณธรรม เนื้อหาสาระที่แท้มีคนมิจฉาทิฏฐิได้พ้นจากกายสิทธิ์ได้พ้นอัตตานุทิฏฐิได้ผลได้จริงๆมีได้จริงๆหาเราจะต้องเรียนรู้วิธีทั้งสามนี้ให้รอดด้วยให้ครบถ้วนให้เป็นจริงครบทั้งวิญญาณทั้งหมดวิญญาณน่ะมีวิญญาณ 6 นี่แหละสำคัญที่สุดวิญญาณตาหูจมูกลิ้นกายใจนี่แหละเมื่อครบยืนยันที่ติดตั้ง 6 ด้วยเหตุเท่าไหร่ปัจจัยเท่าไหร่แล้วก็ไลน์ไปถ้าโซดาจะเอาเท่าไหร่ลดกันแล้วศีลประมาณนี้กิเลสก้อนก็ยังอยากตามอย่างนี้มี เท่านี้อันนี้ก็หมดจริงๆคนอัตตานิติถึงขั้นอนัตตาจริงๆอันนี้ก็หมดๆๆหมดเท่านี้ครบรอบนึงจะรีบขมวดกันว่าเป็นโสดาบันก็ได้หากพบอันนี้ไปได้เท่านี้เรียกว่าสันติภาพคบไปได้เท่านี้เรียกว่าอนาคตเท่านี้จึงเรียกว่าอรหันต์เหตุเท่านั้นปัจจัยเท่านั้นเป็นโสดาเหตุฉะนั้นปัจจัยเท่านั้นเป็นสันติภาพเหตุเท่านั้นปัจจัยเท่านั้นเป็นอนาคตปัจจัยเท่านั้นเป็นอรหันต์เราก็จะได้รู้แจ้งรู้ขอบรู้เขตรู้จริงรู้จักต้นมีแต่ตนจริงๆเข้าใจทั้งโครงสร้างทฤษฎีด้วยปัญญาและก็เข้าใจทั้ง เป็นจริงที่มันเห็นมันรู้เกิดจริงมีจริงที่ตนเกิดเปลี่ยนไปเกิดดีขึ้นเจริญขึ้นโดยการกิเลสตัณหามันลบมิจฉามันลดสักกายะมันลดอัตรามันลดจนหมดอัตราเป็นอนัตตาจริงๆไม่ว่าจะเป็นนั่งพูดแต่ภาษาฝากเอาไว้แต่ว่าถ้าอยากจะยึดถือสิว่างหยุดใช้อะไรแล้วมันก็ไม่จริงมันก็เป็นแต่เพียงลำลองบำบัดลืมๆมันไปชั่วคราวหรือทำปล่อยปล่อยมันไปอย่างเสียไม่ได้อะไรมันไม่ใช่มันจะต้องมีสภาพจริงเห็นความเปลี่ยนแปลงอันไม่เที่ยงไม่แท้นี้ไปในทางเจริญเห็นว่ามันเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทางรถรับราชการตัว สำคัญตัวเรื่องที่มันเหลวๆหลายๆที่มันไม่ดีไม่งามมันลดลงไปจริงๆนะทีนี้ก็กลับมาซ้ำดูอีกหน้า 20 นี่ช้าที่ผิดสูตร 1 เอาวิชาก่อนข้อ 254 มีมิจฉาทิฐิก็ 2555 ซึ่งเป็นศักยะแต่ตอนนี้ยังอ่ะยังไม่ได้ไปกล่าวถึงกษัตริย์กายะกายกรรมอัตตานุทิฏฐิจะไปจะเป็นมีตอนหลังจะไปกราบถึงตอนหลัง skip อ่านพระสูตรนี้มาให้ฟังไปเป็นขั้นตอน 254 มีมิจฉาทิฐิสูตรข้อ 255 ก็เป็นศักราชที่สุดก็ 2516 ก็เป็นอัตตานุทิฏฐิสูงรายเดือนกันอยู่ในพระสูตรท่านมีอย่างนั้นเลยได้เลี้ยงไว้แต่อันนี้เราเอามาขยายความอธิบายกระจายให้รู้เป็นพิสดารให้เข้าใจจริงๆแต่เมื่อผู้ใดพยายามตั้งจับจับหลักเมื่อบุคคลรู้อยู่อย่างไรเห็นอยู่อย่างไรจึงจะละมิจฉาทิฏฐิได้เพราะคุณมีรสชาติก็จัดว่าดูก็รับภิกษุบุคคลผู้รู้บุคคลรู้เห็นจักษุแลโดยความเป็นของไม่เที่ยง จึงจะรักมิจฉาทิฏฐิได้รู้เห็นจักษุนี่เรียกว่าอันแรกประตูแรกรู้ขยายเกี่ยวพันไปเลยทีเดียวตั้งแต่เป็นตัวก้อนๆแข็งๆเป็นตัวหลักจักษุตัวหลักก็คือตัวหลักที่จะเป็นทางแห่งวิญญาณเรียกว่าทวารไม่ได้ว่าอายตนะก็ได้เป็นทางแห่งวิญญาณจักษุไม่รู้เห็นว่าจักษุเองตั้งแต่เป็นตัวทากวัตถุธาตุดินน้ำไฟลมหรือมหาภูตรูปมันก็ไม่เถียงโดยรูปภาพมันก็แปลไปมันก็เห็นได้ไม่เห็นได้ต่อไป ตัวไปเปลี่ยนไปอายุแก่เข้ามันก็ลดลงลดลงถึงจะสุกหรือแม้แต่รูปก็เป็นแต่เพียงเกิดเมื่อป่ารับมีแสงมีวัตถุที่จะรู้รูปแล้วมันก็ถ่ายทอดกันไปไว้ที่ข้างในถ้าแม้แต่ในข้างในก็มีม่านตามีอะไรรับมีอะไรต่างๆนานาจริงๆแล้วเราจะรู้ได้ว่าจะต้องมีวิญญาณหรือมีธาตุรู้เป็นจักษุวิญญาณเมื่อมีจากสุวิญญาณแล้วท่านก็ไล่ตอนไปอีกเข้ารอบใหม่จะต้องเกิดจากสูตรสัมผัสมีแสงมีอะไรเข้ามากระทบกันจริงๆมีวัตถุที่จะ เข้าไปดูรูปเข้าไปเป็นรูปข้างในที่จะรู้ข้างในมีจริงๆก็เป็นการสัมผัสนอกหรือจะไม่เป็นสัมผัสนอกมันจะไปสัมผัสในจิตในจิตโดยการไม่ต้องใช้จักสุขสัมผัสนอกเป็นทวารในของเราเองจะตั้งรูปเป็นรูปเป็นรูปเป็นจิตแล้วก็เกิดสัมผัสหรือว่าอยู่ดีๆก็มีสภาพรูปเกิดขึ้นในดวงวิญญาณในจิตในอารมณ์จิตจิตในจิตโดยไม่มีสัมผัสนอกเป็นสัมผัสในเป็นธรรมารมณ์โดยไม่ติดก็ได้ ได้เราไม่ต้องสัมผัสนอกเราจะยกสภาพสัมผัสนั้นขึ้นมาหรือว่าให้เกิดจิตมีธรรมารมณ์มีอารมณ์มีกิริยามีอาการยกภาพยกเรื่องอะไรขึ้นมาก็ได้จริงๆทุกคนทำได้ตามความสามารถเพราะมันจะต้องเกิดสัมผัสจะเป็นสัมผัสนอกก็ตามหรือไม่สัมผัสในก็ตามจึงเป็นจะต้องมีภาวะนี้เป็นสำคัญภาวะสัมผัสมีแต่สำคัญว่าเราปรับตั้งแต่นอกไม่ให้นอกสัมผัสหรือสัมผัสนอกก็เฉยๆไม่เกิดอารมณ์ไม่เกิดกิเลสเราก็จะต้องฝึกหัดรู้จริงๆว่าไม่เกิดกิเลสไม่มีแล้วอัตราตัวกิเลสมีแต่ความเป็นจริง ความเป็นจริงที่สัมผัสจะสักแต่ว่ารู้สักแต่ว่าเห็นสักแต่ว่าเด็กเป็นได้รถอะไรธรรมดาซึ่งเป็นสภาพสุดท้ายเป็นสภาพบริบูรณ์ในสภาพนิพพานไม่มีรถของกิเลสไม่มีโลภะโทสะโมหะเจือปนไม่มีรสสุขรถทุกข์เจือปนเป็นการวางลงปล่อยสบายถ้าไม่โหยหาไม่ติดยึดไม่ผลักไม่โดนแต่ผู้รู้เห็นแม้สุขเวทนาทุกขเวทนาหรือทุกข์ก็สุขเวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจากสุขสัมผัสเป็นปัจจัยโดยความเป็นของไม่เที่ยงจึงจะมีฉากได้ เห็นว่ามันไม่จริงไม่เที่ยงถ้ามันเป็นสุขก็ได้อารมณ์หรือว่าเวทนาเป็นความรู้สึกกิริยาอย่างนั้นน่ะเราเรียกว่าความรู้สึกกิริยาที่ 7 นี้กิริยานี้เราก็กำหนดหมายได้สัญญาลงไปได้ว่าไอ้อย่างนี้เขาเรียกว่าสุขอย่างนี้เขาเรียกว่าความรู้สึกทุกข์อย่างนี้เรียกว่าทุกคำว่าสุขที่เกิดจากจะสู่สัมผัสเป็นปัจจัยเพราะเกิดจากศาสนาเป็นปัจจัยก็รู้อยู่เห็นอยู่นะรู้อยู่เห็นอยู่ของคุณเดี๋ยวนี้คุณก็พิสูจน์พิสูจน์จากสุขสมบัติแม่นอกคุณก็รู้ว่าสุขหรือทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์รู้อารมณ์อ่านอารมณ์ของจิต สุขทุกข์หรือไม่สุขไม่ทุกข์คุณฟังธรรมอยู่เดี๋ยวนี้คุณก็ฟังธรรมะอันนี้อันนี้คือจักษุเนื้อดินต่อไปมันก็มีหูบุคคลผู้รู้หูด้วยความเป็นอนิจจังเหมือนกันด้วยความไม่เที่ยงเหมือนกันรูหูรูจมูกรู้เห็นหูดูเห็นจมูกรู้เห็นลิ้นรู้เห็นตายรู้เห็นใจรู้เห็นทั้ง 6 ทวารตาหูจมูกลิ้นกายใจทวารนั่นแหละมันหูเด็กฟังตาคุณได้พบลูก ขณะนี้พบเห็นอยู่รูปคุณก็เห็นอยู่จักสุมีรูปมีจักษุวิญญาณมีเพราะในนี้ไม่มีใครตาบอดสักคนจะสุรินทร์ยานบอกแล้วว่าแม่จะส่งวิญญาณบอร์ดนี่นะมันยังพยายามสัมผัสไหนนะพยายามสมมติขึ้นอย่างที่พูดไปคราวก่อนนี้แล้วพยายามจะระลึกเอาให้มันได้ขึ้นมาเป็นรูปสีนั้นฤาษีนี้อย่างที่ว่าคนตาบอดมาแต่กำเนิดเธอไปสัมผัสผ้าซักสีฟ้าสีชมพูโอ๊ยวันนี้ใส่สีฟ้าเชียวนะเคยเห็นสีฟ้าที่ไหนตาบอดเต็มเลยแต่เขาก็จะสมมุติของเขาขึ้นไปในนั้นตามอารมณ์ของเขาเป็นสภาพจากสุขวิญญาณของเขาแต่ที่จริงไม่มีสัมผัสนอก เขามองไม่เห็นใช้ไม่ได้จากสูตรใช้ไม่ได้แต่เขาก็จะสมมติเอาตามดิบๆของเขานั่นแหละแล้วเขาก็จะจำสัญญาหมายเอาไว้สัมผัสผ้าผืนนี้สีนี้อย่างนี้เครื่องหมายอะไรก็ตามใจเขาเขาก็จะรู้ว่าไอ้นี่สีฟ้านี่สีชมพูไอ้นี่สีเหลืองอะไรแล้วแต่แต่เขาก็จะเกิดอยู่อารมณ์ภายในเป็นสัตว์ในเป็นธรรมารมณ์แล้วเขาก็สุขก็ทุกข์ของเขาได้เขาชอบเขาช้างเขาจะเอาเขาจะไม่เอาเขาจะปรับเขาจะดูดพวกเขาได้ได้ของเขาจริงๆตามที่เขาจะหลงตามที่เขาจะยึดถือในขณะนี้เรากำลังมองเห็นภาพเห็นรูปเกิดจากสุวิญญาณมีจะสัมผัส ซื้อถุงยางลงไปนี่เป็นความประชุมตรงนั้นเป็นกายพร้อมหรือกายนอกความประชุมต่อเหตุปัจจัยความยินดีมีความประชุมต่อเหตุปัจจัยเรียกว่ากายะแล้วก็รับเข้ามาถึงเวทนาสุขกับเวทนาทุกขเวทนาหรือทุกข์เวทนาที่เกิดขึ้นเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยจากสูตรสัมผัสแล้วแล้วก็มีเหตุมีปัจจัยอื่นแต่ยังมองที่มาที่ผมเป็นปัจจัยหนึ่งตามคุณก็เป็นปัจจัยประกอบเป็นองค์ประกอบทั้งนั้นแหละมีแสงก็พอเห็นพร้อมสร้างสติของคุณก็มีอยู่พร้อมรับประทานยามีพร้อมเว สัญญาสังขารวิญญาณทำงานอยู่ครบเสร็จแล้วมันก็รวมลงไปแต่ทีนี้เราก็วิเคราะห์ลงไปว่าเรียกว่าเวทนาในเวทนาคืออย่างไรเวทนาคือความรู้สึกรู้สึกนั้นเรามีกิริยาอาการที่เราแบ่งแยกเรียกว่าสุขหรือทุกข์คุณเห็นรูปนี้แล้วคุณสุขคุณเห็นรูปนี้แล้วทุกข์หรือคุณเห็นรูปนี้แล้วอะทุกคนมาส่งอารมณ์ของคุณเดี๋ยวนี้คุณก็รู้ให้ได้เห็นไม่ได้หาอารมณ์กูเดี๋ยวนี้คุณก็รู้ให้ได้เห็นให้ได้เป็นฉันก็เวทนาหรือทุกขเวทนาหรืออทุกกรรมสิทธิ์เวทนาที่เกิดขึ้นอยู่เดี๋ยวนี้ ที่มีอยู่เป็นอยู่นี่เมื่อคุณเห็นแล้วบางทีคุณอาจจะส่งคุณอาจจะชอบบางทีคุณอาจจะไม่ชอบมันแปลเปลี่ยนอยู่มันไม่เที่ยงคำว่าไม่เที่ยงนี่ไม่เที่ยงไปได้ทั้งเจริญขึ้นหรือเลวลงถ้าผมว่าเราเองเราไม่ให้มันเลวลงจะให้มันเจริญขึ้นเรื่อยๆมันไม่เที่ยงแต่ว่ามันดีขึ้นหรือในจิตของเราเนี่ยกระทบลูกอย่างมีแล้วลาโลพระโทสะของเราเนี่ยมันอ่อนบางลงกระทบอีกก็นับวันที่จะอ่อนบางลงโดยรวมพระโดย กระทบอีกสัมผัสอีกก็มีแต่จะอ่อนลงบางลงในโลภะโทสะก็เรียกว่าอะไรเจริญขึ้นเพราะมันมีสิ่งที่เลวลงมันมีโลภะโทสะเสื่อมลงเลวลงจางลงลดลงแล้วก็ต้องฟังดูดีๆมีอันหนึ่งลดอันนึงเจริญและเป็นทิศทางไปทิศทางของนิพพานเป็นจริงๆมันไม่เถียงหรอกมันไม่ตายตัวมันไม่ใช่ว่ามันจะคงทนนิรันดรโลภะก็ดีโทรศัพท์ก็ดีจะคงทนนิรันดรมันไม่ใช่เราเห็นทีเดียวเป็นทิศเห็นทีเดียวว่าเป็นพิธีว่าอ๋อไอ้เจ้านี่ตีแตกนะไม่ใช่อัตราตายแหมไม่ใช่ว่าสิ่งนี้จะเที่ยงคงทนถาวรเอาชนะ ไม่ได้ไม่ใช่นะและเรารู้ทิศทางและไม่ใช่มันไม่เที่ยงเฉยๆหรอกวูบวาบประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้ายประเดี๋ยวดีวนๆสุขๆทุกข์ๆดีขึ้นเลวลงเลวลงดีขึ้นไม่ได้ยั่งยืนไม่ได้เป็นไปในทิศทางที่เรากำหนดหมายได้เป็นสัมมาทิฏฐิและเป็นการเจริญขึ้นด้วยกุศลกุศลหรือวุฒิอย่างฉลาดรู้ในชั้นระยะสั้นต่างๆในทวารต่างๆเรียกว่ารักฉลาดหรือเจริญหรือก้าวหน้าโดยทวารต่างๆจะรู้จักวิญญาณรู้จักทวารรู้จักอายตนะแท้ๆอายตนะ 6 14 ก็คือ วาดรูปชัดๆเกี่ยวโยงกันทีเดียวผู้ที่ได้สอดส่องผู้ที่ได้ศึกษาได้อ่านรู้สังเกตของจริงแล้วก็กระทำได้จริงไม่มีวิธีทำจริงๆนะก็ทำได้จริงตอนนี้เห็นชัดเจนในอนิจจังและบอกแล้วว่าไม่ใช่อนิจจังวนเวียนประชาอนิจจังไม่รู้ไม่มีทิศทางไม่มีความตั้งต้นไม่ใช่เป็นอนิจจังที่มีความจางคลายเป็นอนิจจาอนุศักดิ์ศรีวิราชไม่เที่ยงจริงๆเห็นความไม่ใช่แปรปรวนไปตามกระแสลมพาลมเพลมพัดไม่ใช่ มันไม่เที่ยงเพราะเราทำเอามันไม่เที่ยงเพราะเรามีวิธีมีวิธีมีกรรมฐานมีภาคปฏิบัติมีการกระทำสติปัฏฐานมีอานาปานสติทุกลมหายใจเข้าออกเรามีสติในการปฏิบัติสติปัฏฐานแล้วก็มีระบบที่มันลดละลงไปรู้จักกายสังขารรู้จักจิตสังขารจะทำไม่ตามทิศทางที่เราหมายให้มันเปลืองปล่อยมีรีโมทจะยังจะทำให้มั่นคงได้จริงๆให้มันเป็นที่น่ายินดียินดีเพราะเรารู้ว่ามันดีมันเจริญดีมันดียินดี ต้องการจางตายของกิเลสเทพอธิบายให้พิสดารฟังให้ดีๆตั้งใจฟังมันไม่ไม่มันไม่เหลือบาทต่อแรงที่จะเข้าใจมันเข้าใจละเอียดลออได้เพราะคิดว่าได้อธิบายอย่างละเอียดละอออยู่มันก็พูดได้เข้าใจเข้าใจจริงเห็นรูปเห็นอยู่รู้อยู่แม้แต่วิญญาณเข้าใจแล้ววิญญาณคืออะไรและวิญญาณทำตามเป้าประเด็นทางวิญญาณทางตากิเลสเป็นอย่างไรเราก็ต้องรู้จะต้องเข้าใจว่ากินเลทเป็นอย่างไรอาการที่ว่างจากกิเลสแม้แต่มันทุกข์มันมีการมีปฏิกิ เดี๋ยวนี้มันก็มีโลภะประกอบเดี๋ยวนี้มันก็มีโทรศัพท์ประกอบทุกสัมผัสเด็กตาเดี๋ยวนี้มันก็ยังทุกข์อารมณ์ที่ต้องการต้องการมากปรารถนามากใครอยากได้รูปอย่างนี้อย่าจากไปเลยรูปอย่างนี้อย่าพลาดไปเลยแล้วก็เห็นอยู่ว่ามันก็มันก็ต้องมีเปลี่ยนไปเปลี่ยนมารับได้รับไม่ได้อยู่เป็นธรรมดาอันนี้เป็นอนิจจังธรรมดาจิตของเราไม่ยึดมั่นถือมั่นจิตของเราไม่ต้องไปหลงกำหนดว่าเราจะต้องได้รูปนี้ให้อยู่ตลอดเวลาเที่ยงตลอดเวลาด้วยความหลงผิดวิปลาสจริงๆสัญญาวิปลาสอย่างนั้นเราไม่มีรูปนี้ ย่อมได้เดี๋ยวนี้เมื่อหลับตาฉันก็ไม่มีแล้วจะมีก็ไปเป็นลูกศิษย์ลักษณะหนึ่งเป็นรูปในที่เราจะเอาอดีตนั้นไปสัญญาขึ้นกำหนดขึ้นให้มันเกิดสภาวะภาพรูปวิญญาณนั้นขึ้นไปจิตเราก็ทำได้แต่ไม่ใช่อันนั้นหรอกนะไม่ใช่ผัสสะนั้นไม่ใช่จักษุสัมผัสนอกแต่เป็นจากสุขสัมผัสได้เป็นธรรมารมณ์ของเราก็ทำได้แต่ถึงทำได้คุณก็จะเอาไว้นิรันดรไม่ได้อีกอันนี้จ้างเมื่อเราเข้าใจไม่ผิดหวังและเราก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในการที่ต้องการอยากได้จะต้องเป็นอยู่มีอยู่นิรันดร์เราไม่สงสัยแม้แต่จะผลักไม่ต้องฝากมันก็ไม่ติดตกน้ำมัน ขาดต้องหลุดไปอยู่วันยังค่ำเราไม่ทำจนกระทั่งสัมผัสแตะต้องอยู่เดี๋ยวนี้ก็ยังมีอยู่แล้วก็เฉยอารมณ์ของเราเวทนาไม่ทุกข์ไม่ผลักที่จริงตัวผลักนี่แหละตัวทุกข์ตัวโทสะเนี่ยตัวทุกข์แท้ๆเห็นชัดดูง่ายก็ดูดก็ทุกข์ไม่ได้สมใจไว้ดูดไว้ไม่อยู่จะต้องมีอยู่นิรันดรนะมันไม่เป็นตามที่หมายนั้นมันต้องทุกข์แน่เพราะมันไม่มีอะไรที่จะไม่พรากจากกันพระพุทธเจ้ากลับชัดเจนไม่มีอะไรที่จะไม่พลาดจากกันไม่มีไม่มีจะต้องพรากจากกันทั้งสิ้นโอเคเอาพระสูตรนี้ก็เคยเอามายืนยันก็ ขดลวดใครจะไปเล่นบอลไม่เคยได้ยินก็ตามใจก็จงได้ยินเสียงพระพุทธเจ้าตรัสว่าทุกสิ่งทุกอย่างต้องพรากจากกันไม่มีอะไรที่จะไม่พรากจากกันเมื่อเรารู้ความจริงอย่างนี้แล้วก็ต้องพาเธอไปยึดมั่นถือมั่นเอามาได้ไงจะอยู่นิรันดรด้วยกันได้ไงไม่มีจะได้สิ่งที่รักที่ชอบใจอย่างไรก็ต้องพรากถ้าใครไม่รู้ความจริงอันนี้มันเป็นภาพก็ทุกข์เมื่อมันอยู่ก็นึกว่าเป็นอยู่ก็เฉยๆอารมณ์ก็รู้แล้วว่าตอนนี้มีอย่างนี้สิ่งนี้ดูอย่างนี้เห็นอย่างนี้ได้ยินอย่างนี้สัมผัสอยู่อย่างนี้ก็เฉยๆทุกคำว่าสุขเวทนากิริยามิติของคุณเป็นอย่างไรการดูสิเดี๋ยวนี้รู้อยู่เห็นอยู่ได้ยินเสียงก็รู้อยู่เห็นอยู่ เห็นภาพก็รู้อยู่เห็นอยู่ถ้ามันจะมีสุขบ้างมันไม่มีทุกข์มันก็พ้นทุกข์แล้วได้ยินเสียงผมพูดเห็นรูปผมอยู่เดี๋ยวนี้ถ้าพี่กำหนดรู้กำหนดเห็นคุณก็เกิดเวทนารู้เวทนาในเวทนาจับผิดธุรกิจของคุณเข้าใจผิดแท้ๆเลยว่านี่คือจิตและรู้ธรรมารมณ์คืออย่าเข้าไปจนกระทั่งถึงฐานในเลยว่าทำอารมณ์ไม่อารมณ์ที่ทรงอยู่ธรรมะแปลว่าการทรงอยู่ที่จิตนี่แหละโอ๊ยอารมณ์ที่ทรงอยู่ที่จิตที่เป็นอารมณ์เป็นอาการอารมณ์ก็คืออาการของจิตอาการหนึ่งแบ่งแยกออกเป็นตัวจริงของจิตคือเป็นภาครู้มันรู้สักแต่ว่ามันรู้อีกอันนึงอารมณ์ ปรุงเข้าไปร่วมหรือว่าเป็นรถเป็นภาษาพระเป็นวิญญาณนักศักดิ์วิญญาณบวกอัสสะไม่ใช่ว่าวิญญาณเปล่าวิญญาณบริสุทธิ์วิญญาณประภัสสรเป็นธาตุรู้ตามเป็นจริงเฉยๆไม่ใช่มันมีอารมณ์นะแม้คุณจะเกิดอารมณ์ฟังธรรมอยู่ขณะนี้คุณเกิดทราบซึ่งคุณเกิดปิติใจดีใจร่าเริงใจเข้าใจเข้าใจดีเชียวก็มีทิศทางเป็นสังขารมีประสิทธิภาพมันรู้ดีมันกำลังเจริญมันกำลังศรัทธากำลังเกิดปัญญากำลังเกิดอินทรีย์พระยิ่งศรัทธายิ่ง เชื่อมั่นยิ่งเกิดปัญญายิ่งเข้าใจดีวิริยะก็ยิ่งมีสติก็ยิ่งแจ๋วเลยเต็มสภาพจิตเอามารวมไว้เป็นหนึ่งเป็นสติร้อยเต็มสนใจอยู่ทีเดียวสมาธิก็คือจิตอันอธิษฐานอธิษฐานด้วยสมาธิบอกอธิบายของกิจการเรื่องการเกิดด้วยเจริญขึ้นเจริญเป็นสมาธิก็ดีขึ้นดีขึ้นดีขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆไม่ใช่หมายความว่ามันยิ่งซึมลงมันยิ่งดับไม่รู้โลกลงปลามันกลับรู้โลกยิ่งขึ้นเป็นโลกุตระรู้โรคยิ่งขึ้นเป็นโลกะวิทูฟังดีๆนะสมาธิที่เป็นทิศทางของสัมมาทิฏฐิมันไม่ใช่สมาธิแบบ มิจฉาทิฏฐิที่ไปยื่นไปนั่งหลับดับดิ่งยิ่งเฉยยิ่งเมยยิ่งไม่รู้โลกไม่รู้อะไรไม่มีความเจริญยิ่งกลายเป็นบอกว่าไปเป็นสงบว่างั้นน่ะที่จริงมันก็ต้องบอกว่าแก้ไขอยู่ที่จริงมันไปฟุ้งซ่านยังไงมันสงบยังไงก็แค่สงบแล้วก็หยุดมันไม่มีที่อื่นหรอกมันไม่รับรู้อะไรก็บอกว่าสงบที่จริงมันไม่สงบหรอกมันตายตายภาษาหยาบๆด้วยมันตายมันนิ่งมันหยุดมันไม่รู้เรื่องมันมันไร้สมรรถภาพคำว่าสงบนี่ก็คือคำว่าไม่มีกิเลสเข้ามาปรุงรวมสงบจากกิเลสสงบจากโรงพระโทสะโมหะเราพยายามอ่านขณะนี้กำลังพูดเนี่ยพูดคือให้เข้าใจให้ไม่โมหะจะสับสนสงบภาษาเดียวคำเดียวโมหะก็คือไปเข้าใจสงบอย่าง ไปเข้าใจสงบคือหยุดนิ่งๆเฉยๆโดนๆเป็นสงบไม่ใช่สงบคือเป็นสภาพที่เราต้องการเอาอารมณ์อกุศลเอาสิ่งที่เกิดอกุศลนี้ออกเท่านั้นอกุศลใดในจิตก็คือทุจริตหรือว่าจิตที่มันเป็นอกุศลจิตเราก็เรียกว่าราคะมูลโทรศัพท์มูลโมหะมูลนิธิธุรกิจมีตัวเมียดูสิครับกุศลมีทั้งนั้นแหละไม่มีอื่นหรอกมีอกุศลถ้าพี่ทำเป็นแยกอกุศลก็มีราคาโทรศัพท์เมื่อมันจับเป้าได้เราเข้าใจได้ว่าอันนี้แหละอาการอย่างนี้ลักษณะอย่างนี้แหละ นิติวิทยาหรือมีอารมณ์มีอาการอาการอาการอาการเป็นงานของจิตอารมณ์ระยะก็คือรสของจิตมันมีอารมณ์ที่เป็นอกุศลมันไม่มีหรอกเรารู้แล้วว่ามันเป็นอย่างนี้ตอนนี้ไอ้ที่เป็นอย่างนี้หายหน้าไปอันนี้เป็นอย่างนี้ไม่มีอยู่ในธาตุรู้มันมีท่ารู้ว่าภัสสรรู้เรื่องเปล่าๆคุณจะต้องกำหนดอ่านผิดของคุณสัญญากำหนดหมายลงไปรู้เองใครจะรู้แทนกันไม่ได้เลยต้องรู้อยู่เห็นอยู่ของเราเองเมื่อคุณทำได้เป็นทุกข์ธรรมสุขขอเวทนามันก็ยิ่งสะอาดแม้จะเป็นสุขดังกล่าวแล้วเมื่อกี้นี้อธิบายแล้วเป็นปิติยินดี ก็ยังดีกว่าเป็นทุกข์เพราะฉะนั้นเกาะแรกเราไม่มีทุกข์เราให้เป็นสภาพยินดีหรือเป็นสภาพอารมณ์ที่ดีเบิกบานแจ่มใสร่าเริงก่อนหรือเป็นสภาพที่ยังสดชื่นไปในทางที่ไม่เหี่ยวเฉาไม่หมองหม่นไม่ทุกข์โศกมีใช้ภาษาแทนอารมณ์อย่างนั้นน่ะคุณย่อมรู้ของคุณเองถ้าผู้ใดกำหนดแพ้เกิดจริงจับจิตมั่นสภาวะของจิตมีอาการอย่างนี้มีสภาพอย่างนี้จริงคุณทำถูกแล้วคุณปฏิบัติธรรมถูกแล้วเดี๋ยวนี้ก็มีจิตเป็นของคุณอยู่ชี้ลงไปเดี๋ยวนี้คุณก็ปฏิบัติธรรมไปเดี๋ยวนี้จิตของคนเดี๋ยวนี้กำลังบ่นหมองเท่าไหร่โศกเศร้าอ่านดูเท่าไหร่ เบิกบานแจ่มใสเท่าไหร่คุณปรับมันได้ไหมเปลี่ยนสภาพอารมณ์เปลี่ยนสภาวะจิตได้ไหมมีธรรมารมณ์ที่เป็นเวทนาในเวทนาอย่างนี้คือคำว่าสุขหรือจะเป็นสุขของเวทนาก็ยังดีกว่าทุกขเวทนาคุณเข้าใจต่างกันไหมล่ะสภาวะอย่างนี้อันเกิดเพราะจักษุสัมผัสเป็นปัจจัยเดี๋ยวนี้ยกตัวอย่างเอาแม้แต่เสียงได้ยินในหูเดี๋ยวนี้รูปที่เห็นด้วยตาเดี๋ยวนี้แค่นี้ถ้าเป็นไปได้คุณก็สบายอยู่แล้วคุณก็รู้จุดที่ต้องการรู้จุดที่เปลี่ยนแปลง YouTube จุดที่จะปรับปรุงกระทำเป็นสิ่งยืนยันมีของจริงอันนี้มันอาจจะไม่เร่งเรามาก เกินไปผลกระทบสัมผัสหูก็ได้ยินเสียงแค่ที่ผมพูดแค่นี้ไม่ใช่เป็นเสียงประโลมเป็นเสียงยั่วยวนดูรูปภาพก็ไม่ใช่ภาพที่ยั่วยวนไม่ใช่ภาพที่ประโลมแค่นี้มันก็อาจจะง่ายแต่ถ้าไปเจอเอาสภาพของเสียงที่เร่งรากฟันนี้รูปที่เร่งเราก็มีแต่คุณก็จะทุกข์กว่านี้เพราะคุณเองสมมุติเพราะคุณเองยึดเพราะคุณเองเอามาปรุงมากถ้าคุณปล่อยเฉยเสียมันเป็นเหตุปัจจัยอย่างนั้นแหละ สามารถที่จะสู้ได้แต่กำลังปัญญาและกำลังจิตจริงๆจิตก็มีอำนาจแต่ได้รับเสียงรถยนต์เสียงเพลงการที่เคยติดคุกก็ลองยกดูไหนเสียงด่าเสียงชมรูปที่มันไม่ชวนตาโยนตาชอบชมอะไรก็แล้วแต่หรือแม้แต่กลิ่นฉุนกลิ่นหอมกลิ่นอะไรอย่างนี้ต่างๆก็รู้แล้วแต่จะเกิดถ้าเราวางได้เด็กปัญญาก็ได้คันนึงวางได้เด็กโตกำลังจิตเหนือก็อย่างนี้เราก็เฉยได้ทนได้กังวลไม่ต้องคว้านอะไรหรอกเหลือได้ก็เรียกว่าเรามีอำนาจเปโต เจ็บจริงๆกำลังเจ็บจริงๆสามารถปลดปล่อยสามารถวางเฉยเป็นอัดทุกข์เข้ามาสู่เวทนามาแล้วถึงแม้ว่าเป็นสุขเวทนาก็ยังดีกว่าเป็นทุกขเวทนาอย่าพยายามอธิบายช้าๆละเอียดฟังดูดีๆแล้วก็จะจับความจริงพวกนี้ได้แล้วเราก็ทำจนกระทั่งคล่องแคล่วรู้สูตรอย่างนี้เดินทางนี้ปรับปรุงเพราะเราจะกระทบอะไรได้ตาหูจมูกลิ้นกายใจแม้แต่ในใจเองบอกแล้วว่าไม่มีสัมผัสใจไม่ต้องอาศัยทวารต่างหูจมูกลิ้นกาย 5 ทวารนอกตามมันก็จะเหมือนกันเราปรับปรุงไปอย่างน้อยบอกว่าถามต้นจากทุกข์เลย อยากให้หม่นหมองเลยอย่าให้อึดอัดขัดเคืองเลยอารมณ์อย่างนั้นเกิดที่จิตนั้นเอาออกทุกประตูผลักออกทุกประตูอย่าให้เกิดปัญญาเราฟังดูดีๆจะทำให้เข้าใจไม่เอาอ่ะถ้าจำเป็นถ้าจำยอมเดี๋ยวนี้จะต้องสัมผัสๆอย่างนี้ต้องสัมผัสสัมผัสเหตุเกิดปัจจัยนั้นแรงขนาดใดขนาดใดก็ดีเราก็จะต้องฝึกเหมือนกับเราออกไปฝึกสู้แดดสู้ลมถึงที่หยาบเราจะสู้ในสิ่งที่หยาบกร้านด้วยเสียงกลิ่นรสสัมผัสอย่างไร ไปจาริกแล้วเราออกไปประสบกับส่วนนั้นส่วนนี้เหมือนกันสัมผัสกับสิ่งนั้นสิ่งนี้ก่อนที่เราจะมาสัมผัสนี่เราก็จะต้องรู้แล้วว่าเราจะไปเจอกับสิ่งนี้สิ่งนี้ให้เข้าใจถ้ามันไม่รู้ตัวแล้วที่จริงไม่รู้ตัวก็ดีถ้าเกิดว่าเราเองมีสติปัฏฐานโดยไม่รู้ตัวนี่ยิ่งดีใหญ่ที่สุดถ้าเรามีหมดสติปัฏฐานมีวิญญาณไม่มีอารมณ์จับเวทนาได้จับเป้าจิตได้ปรับปรุงอารมณ์ปรับปรุงทำมาผมได้เข้ามาสู่สภาพไม่ทุกข์ไม่สุขรูปแบบขาซึ่งเคยเน้นให้ฟังแล้วว่าฐานนิพพานก็คือทำจิตมหาอุเบกขาฐาน มหาอุดมหาสุภาพไม่ทุกข์ไม่สุขพ้นทุกข์เป็นสุขจึงเรียกว่านิพพานมีเป็นฐานฐานที่เชื่อมโยงอุปสรรคบวกเอกบวกขาเลยทีเดียวใกล้ความเป็นสุดยอดความเป็นหนึ่งหนึ่งเดียวนี่แหละพอเวลามัน 0 แล้วมันก็เป็นสภาพหนึ่งเป็นเอกถึงจะตายก็เป็นสภาพเอกเป็นสภาพว่างเป็นเอกว่างจริงๆแต่สภาพโล่งว่างจริงๆเป็นเอกเป็นหนึ่งไม่มีอะไรปรุงเพราะว่าจิตไม่ได้จิตสะอาดก็เป็นจิตหนึ่งเป็นภาพรู้ถ้ารู้ว่าถ้ารู้ไม่มีอะไรทุกข์ไม่มีอะไรผมไม่มีอารมณ์อยู่ในโลกที่เลือกว่าจะเลือกปราศจากสิ่งจริงๆ แล้วผู้ใดรู้เข้าใจดีในขณะนี้ก็แล้วก็ยังมีทานน่ะโตปัสสะคือรู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งจิตจริงๆด้วยเดี๋ยวนี้พวกเราแม้มันจะเที่ยงบ้างไม่เที่ยงบ้างเรารู้แล้วว่ามันเป็นอนิจจังเพียงบางไม่เที่ยงบ้างปรารถนาหรือว่าต้องการจะให้มันไปในทางที่ดีรู้ทิศทางและเข้าใจแล้วด้วยปัญญาแต่มันก็ยังได้บ้างไม่ได้บ้างแล้วเราก็พยายามอยู่ผู้ใดมีพยายามผู้นั้นก็มีสัมมาวายามะตามสัมมาทิฏฐิรู้แล้วเข้าใจแล้วฟังเดี๋ยวนี้เข้าใจเจ้าเป็นที่ผิดที่เห็นแจ้งเป็นสมาชิกเป็นประธานเพราะฉะนั้นเราก็จะทำให้เกิดสัมมาสมาธิพระอริยะมีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานมีสัมมาวายามะ พยายามอยู่ให้มันเกิดตามสมาธินั่นเป็นความพยายามที่ถูกแล้วเป็นสัมมาวายามะและมีสติสตินี้ก็รู้อยู่เห็นอยู่ในทิศทางที่จะต้องไปเจริญไปดีเข้าใจแกว่าเรากำลังรู้อยู่เห็นอยู่ว่าในทางเดินไปในทางที่ดีเราเจริญอยู่ไม่เสื่อมไม่ไปเลวถึงแม้จะมีบกพร่องบ้างบางคล้อยบ้างก็รู้ว่าพยายามอยู่ที่จะให้ดีอยู่ก็มีสติรู้สติรู้ก็แน่นอนว่าในเหยี่ยวข่าวว่าจรในพระผู้ปฏิบัติกำลังพึงปฏิบัติเป็นเสธครับมันจะไปได้ทันทีมันจะไปเก่งทันทีทีเดียวนะย่อมเป็นไปไม่ได้แต่เรารู้เข้าใจทิศทางแล้วและก็ทำให้ตนอยู่วันนี้เรากำไรทุกวันกำไรดีขึ้นดีขึ้นเรื่อยๆ มากขึ้นเรื่อยๆแล้วก็รู้ว่าเราเจริญวันเจริญคืนมีสติปัฏฐานมีอานาปานสติที่เจริญจริงเราทำได้เจริญอย่างนั้นจนเป็นการเห็นชัดเจนเลยว่ารสผักกายลดตัวการลดตัวแต่ก่อนนี่มันเคยจะเป็นอย่างโน้นกินอย่างโน้นมันเป็นผีร้ายตลอด 24 ชั่วโมงก็เป็นผีร้ายทั้ง 24 ชั่วโมงแต่จริงๆมันไม่มีอะไรจะเป็นกีฬา 24 ชั่วโมงไปเลยทีเดียวไม่มีหรอกแต่ก่อนที่จะจ้างเป็นอารมณ์อย่างนั้นสัมผัสและก็เกิดรถเกิดพ่ายแพ้อย่างนั้นตลอดเวลามากตอนนี้เราเกิดรถได้แต่ก่อนโหยหามากมายในช่วงระยะมันก็โหยหามากเดี๋ยวนี้ไม่โหยหานอกจากไม่โหยหาแล้วเดี๋ยวนี้เข้าไปสัมผัสดูบ้างล่ะแม้เกิดการสัมผัสนอกเลยทีเดียว กะว่าจะเกิดในสัมผัสในแต่อารมณ์ที่เป็นหางด้วยวัตถุหรือหารด้วยตัวของนอกแม้จะเข้ามาสัมผัสทั้งของนอกแล้วเดี๋ยวนี้เราก็ไม่มีอารมณ์แรงปรุงไม่แรงรถไม่จับเบาบางแล้วก็รู้ว่าสกายเราลดตัวใหญ่ตัวที่มันเป็นตัวผีตัวที่เราเข้าใจว่านี่แหละคือตัวตนนี่แหละคือตัวร้ายนี่แหละคือตัวที่มันเป็นเรื่องเป็
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive