Copy of 170803 นามรูปเป็นไฉน-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์61 KB
วันที่แก้ไข12 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ธรรมะชาวอโศก ชาวพุทธทั่วไปมักจะเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของนามรูป ให้รู้จักการแยกนาม แยกรูปในโอกาสนี้ขอเชิญท่านผู้ฟังรับฟังการแสดงปาฐกถาธรรมโดยท่านพระโพธิรักษ์ได้แสดงที่วัดนรนาถสุนทริการามในเรื่อง นามรูปเป็นไฉน ได้แสดงเมื่อ วันที่ 3 สิงหาคม พุทธศักราช 2517 ขอเชิญท่านรับฟังได้ในโอกาสนี้

วันนี้ก็มาฟังธรรมกันอีกวันนึง เพื่อจะเพิ่มศรัทธาประสาทะ หรือ แม้จะเป็นผู้ใดฟังธรรมด้วยโยนิโสมนสิการ คือ ฟังธรรมด้วยใจ โดยเป็นผู้ที่มีความสามารถในการที่จะฟังธรรม ให้ใจมันมีโยนิโสมนสิการะ ซึ่งแปลว่า ให้ใจมันทำงาน มนสิการะ หมายความว่า ให้มันเกิดการทำงานอยู่ในใจ นั้นๆ โยนิ แปลว่าเกิด โส แปลว่า นั้นๆ มน แปลว่าจิต สิแปลว่าผูก การะ แปลว่า การงาน ให้จิตมันทำงานอยู่ในจิต ผูกแน่นอยู่ในจิตนั้น ณ บัดนั้น ให้มันเกิดผลอันนี้อยู่ในจิต เรียกว่า โยนิโสมนสิการ ก็หมายความว่า ผู้ที่จะสามารถจับจิตในจิตของตนได้ และจะต้องเป็นผู้ที่ฟังธรรมด้วยใจเป็นกลาง ฟังธรรมด้วยใจที่ปราศจากซึ่งกามฉันทะ พยาปาทะ ถีนมิทธะ และไม่มีอุทธัจจะ กุกกุจจะ ไม่มีแม้วิจิกิจฉา ไม่เพ่ง ไม่มีอภิชา ไม่มีโทรมนัส ไม่มีความเพ่งเพื่อที่จะจับผิดจับถูก ไม่มี และไม่มีความขุ่นข้องหมองใจ ไม่มีอะไร ปราศจากความขุ่น ความมัว ทุกประการ เรียกว่า ไม่มี ทั้งฝ่ายทางด้านโทรมนัสก็ไม่มี จะยินดี ยินร้ายไม่มีอะไรทั้งสิ้น ไม่มีอภิชาใดๆ จิตต้องฟังด้วยฌาน ผู้ใดมีฌานในจิตและฟังธรรมะด้วยฌาณในจิต เปิดทวารหัวออกเป็น เอกัคคตา รับเสียงที่เป็นรูปแล้วจะเข้าไปสู่จิตเมื่อจิตจับมีธรรมะวิริยะมีสติโพลงเต็มเป็นสตินทรีย์ มีสติพละ แข็งกล้า แล้วมี ธรรมวิจยะ เดิน มีวิริยะอยู่ข้าง พร้อมเพรียง มีความขยันหมั่นเพียรอยู่พร้อมเพรียง จิตทำงานอยู่เพียงเท่านี้ โพชฌงค์จะเดินเต็มรูปหรือ โพธิปักขิยธรรม จ

อ่านต่อ

ะเดินเต็มร้อย จะขึ้นไปทีเดียวรับรูปนั้นไปพิจารณา ทันทีแล้วมันก็จะเกิดผลออกมา ผู้ใดฟังธรรมด้วยประการดังนี้ จะเกิดการบรรลุได้ ณ ในที่นั่งแห่งนี้ ไม่ไปบรรลุที่อื่น จะบรรลุได้ทันที ถ้า ถ้ามีไว้นิดนึง ถ้าผู้ใดแล มีเจโตอันเป็นธรรมถีติญาณ เกิดแล้วในตน เป็นธรรมถีติ เป็นธรรมที่ได้เกิดแล้วจิตของเราหรือเจโตของเราได้กระทำการเบื่อหน่าย ละคลาย เป็น นิพพิธาญาณ มาแล้ว แต่เรายังไม่รู้โดยสามัญสำนึก หรือยังไม่รู้โดย อัปปนาวิถี กามวิถี ขึ้นมาทำพร้อมๆ กัน มันรู้โดยสติสามัญ เรียกว่าเกิดปัญญารู้ตาม โดยเป็นปัญญาญาณ หรือ ญาณทัศนะ อันแจ่มแจ้งเป็น ฌาณโต ปัสสโต เห็นอยู่ รู้อยู่อย่างชัดเจน มันไม่เป็นอย่างนั้น ถ้าเป็นการเห็นอยู่อย่างปัสสโต ฌาณโต คือ เป็นการเห็นอยู่ รู้อยู่อย่างชัดเจน เป็นญาณทัศนะอันแท้ ถ้าจิตผู้ใดมีบารมีได้กระทำการสำรอกมาแล้ว จะบรรลุในที่นั่งแห่งเดียว ในที่นั่งแห่งนี้ ไม่ใช่ที่นั่งแห่งเดียว อาจจะฟังมาหลายทีแล้วก็มาบรรลุในที่นั่งในขณะที่นั่งอยู่ไม่ต้องไปพากเพียรที่ไหนเป็นปัจจุบันนะ ธรรมได้ แต่ถ้าผู้ใดไม่มีเจโตมาก่อน ไม่มีธรรมะถีติญาณ เกิดแล้วก่อนในจิต ถ้าไม่ยังไม่มี แม้จะฟังก็ยังไม่เป็นผล ฟังได้แต่เพียงสุตมยปัญญา อย่างมากกับจินตามยปัญญา แต่ยังไม่ได้จินตาหรอก ในขณะปัจจุบันใด ที่ฟังธรรมก็มีแต่ สุตมยปัญญาเท่านั้น แล้วมันจะผ่านไปเป็น ภาวนามยปัญญาเอง เมื่อมันมีธรรมวิจยะอยู่ได้ สำหรับผู้ที่เดินโพชฌงค์เต็มตัว การฟังธรรมด้วยวิธีอย่างนี้เป็นอานิสงส์สูง ถ้าผู้ใดฟังธรรมโดยไม่มีจิตเป็นฌาณ ไม่ปราศจากกิเลสตัณหา ฟังโดยแม้ที่สุดมีแต่ วิจิกิจฉา คือ มีแต่ความสงสัย ข้องอยู่ ข้องอยู่ ข้องอยู่ ยังไม่เท่านั้น ยังแถมมีอภิชาเพ่งเล็ง เพื่อที่จะจับผิดจับถูกอยู่ด้วยแล้ว ไม่เกิดประโยชน์อะไร ไปนอนหลับกลับบ้านดีกว่าถ้าจะฟังธรรมแบบนั้นแล้ว ก็ไปนอนหลับ กลับบ้านดีกว่า เพราะว่าผู้นั้นมาด้วยตัวเต็ม ฟังด้วยตัวเต็ม ฟังด้วยมานะทิฐิ เพื่อที่จะจับผิดผู้อื่น ไม่เกิดประโยชน์ และการฟังธรรมที่จะเป็นประโยชน์ตนอย่างดีแท้นั้น ก็ควรจะฟังดังในที่ได้อธิบายมาแล้ว อาตมาเองอธิบายธรรม ที่นี่อยู่เป็นเวลาติดต่อกันมานาน มีพักบ้างบางครั้ง บางคราว รวมปีนี้ก็ไปเป็นปีที่ 4 แล้วตั้งแต่ 13 14 15 16 17 14 15 16 17 ปีที่ 4 แล้ว ย่างเข้าปีที่ 4 ก็มีผู้ติดตามจนกระทั่งฟังจนกระทั่งออกไปบวชกันก็เยอะแล้ว ที่ติดตามฟังเนี่ย ก็เลื่อนไปบวชกันเยอะ ที่ยังไม่บวชก็ยังติดตามอยู่ แล้วก็เข้าใจธรรมะได้ดีเป็นไปโดยควร ด้วยศรัทธาอย่างแน่นแฟ้น เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ ไม่หลงใหล ไม่เป็นแต่เพียงรู้ แต่เพียงบัญญัติรู้แต่เพียงภาษา เข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิ ถูกจุดหมายปลายทาง ถูกคำว่า พุทธศาสนาขององค์พระสมณโคดมด้วย และรู้ปรมัตด้วยว่าเป็นจุดอย่างไร เรียกว่า ปรมัตถ์ อย่างไรเรียกว่าสมมุติสัจจะ สัจจะในโลกมันมีอยู่ 2 อย่าง สัจจะที่เรียกว่าสมมุติ อีกอันนึงอีกอันหนึ่งเรียกว่าปรมัตถ์เป็นสัจจะทั้ง 2 อย่าง จริงทั้งสองอย่าง แต่สัจจะที่เป็นสมมุตินั้น มันเกิดทีหลัง ปรมัตถ์ ปรมัตถ์มาก่อน คือ จิตมาก่อน ปรมัตถ์นั้นก็ให้ถึงจิต เป็นจิตเจตสิกรูป เป็นจิตเจตสิกรูปอยู่ภายใน จิตเหล่านี้เกิดเป็นแล้วมันถึงมาสร้างสมมุติทีหลัง แล้วสมมุติอันนั้นก็เกิดก่อตามมาด้วยความไม่รู้ จึงสร้างสมมตินั้นเบิกบานใหญ่โตไม่รู้จบไม่รู้แล้วเวียนแล้วเวียนเล่า ภพแล้ว ภพเล่า ชาติแล้วชาติเล่า กัปแล้ว กัปเล่า ไม่รู้กี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่แสน กัปสังวตกัป วิวัฒตกัป ไม่รู้ตั้งกี่ ไม่รู้กี่ล้านแสนมหากัป ก็วนเวียนอยู่อย่างนั้น ไม่มีการหลุดพ้นไปได้ ศาสนาของพระพุทธเจ้าเกิดมาทีนึง ก็มาช่วยรื้อสัตว์ที่นึง เสร็จแล้วก็ฝั่นเฝือด้วยความลึกซึ้งสุขุมของปรมัตถ์มันรู้ได้ยากเห็นได้ยาก จึงพยายามยกตัวอย่างประกอบทั้งสมมติจะใช้ทั้ง ปรมัตถ์ เสร็จแล้วผู้ที่ไม่มีภูมิปัญญา หรือว่าปัญญาไม่สามารถจะชำแรกไปรู้ปรมัตถ์ได้ ก็เลยรู้ได้แต่เพียงสมมุติ และจะได้แต่เพียงสมมุติ ถ้าติดสมมุติอยู่จับเป้าหมายไม่ได้แล้วจะได้ เป็นภาษาสมมุติแล้วก็ไปหลงผล ผลที่ว่านั้นก็เป็นบัญญัติเป็นภาษาที่อธิบายถึงผล อธิบายถึง ปรมัตถ์ อธิบายถึง จิต เจตสิก รูป แม้แต่นิพพานด้วย อธิบายเป็นภาษาเป็นบัญญัติ เมื่ออธิบายแล้วให้คนที่เขามีสภาวะรับ หรือใกล้เคียงที่จะเกิดสภาวะนั้นรับ เขาก็จะรู้ได้ แต่สำหรับผู้ที่เป็น อนุสัมบัน เป็นผู้อีกไกล ไกลที่จะรับสภาวะนั้น ก็ไม่ค่อยจะรู้ ไม่ค่อยจะรู้ ผู้ที่จะยก อุทาหรณ์ ยกสมมุติมาเทียบเคียง ก็ยกสมมุติไกลไปบ้าง ใกล้ไปบ้าง แต่ส่วนมากไกลไปนี่แหละ ก็เลยทำให้ไม่รู้เรื่อง แล้วก็ประยุกต์ได้แต่สมมุติ เอาปรมัตถ์มาอธิบายสมมุติ แล้วก็ได้สมมุติไปทั้งหมด จะยึดถือว่าสมมุตินั่นแหละเป็นอย่างนั้น ภาษาที่กล่าวออกมาว่า จิต เจตสิก รูป เทวดา มาร อินทร์ พรหม เป็นภาษาปรมัตถ์ แต่จิตของผู้ที่ไปคิดนั้น ไปคิดเป็นสัญญาถึงสมมุติ เช่นอธิบายว่าเทวดา อย่างนี้ เทวดาก็คือจิต เทวดาก็คือจิต อธิบายว่าสัตว์นรกก็คือ จิต แต่เสร็จแล้ว เมื่อผู้ที่ไม่รู้ ก็ไม่เข้าใจว่าเทวดาน่ะเป็นรูป เป็นร่าง เป็นตัวเป็นตน อยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ สัตว์นรกจะเป็นรูป เป็นร่าง เป็นตัวเป็นๆ ที่มีตัวเป็นตน เป็นกายหยาบ เป็นรูปให้เห็นชัดด้วยอย่างโน้น อย่างนี้ด้วย เอามาจับมารู้ไม่เห็นกันด้วย ที่จริงไม่มีเทวดาไม่มีรูป เป็นรูปแต่เฉพาะธรรม ถ้าเป็นรูปแต่เฉพาะธรรมแล้วก็มี แต่จะเป็นรูปโดยที่เรียกว่าหัวหยักๆ เป็นรูปธรรมเหมือนคนไม่มี เทวดาไม่มีอย่างนั้น สัตว์นรกก็ไม่มีรูปอย่างนั้น ไม่มีนะไปอยู่ฟากฟ้าไหนก็ไม่มี อยู่ในตัวคนนี่เป็นปัจจุบันน่ะธรรม ส่วนจะเกินกว่านี้อย่าเพิ่งพูด เพราะพูดแล้วก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร เพราะสิ่งเหล่านั้นย่อมเป็นไปตามกรรม กรรมเป็นกำเนิด กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมที่พึ่งอาศัยสิ่งเหล่านั้นจะเกิดไปตามกรรมเอง ไม่มีประโยชน์ที่จะไปเอาเรื่องเหล่านั้นมาพูด แต่ถ้าผู้ใดรู้เทวดาในตัวได้หรือสัตว์นรกในตัวได้ แต่ละบุคคล ผู้นั้นจับปรมัตถ์ถูก จับปรมัตถ์ถูก ถ้าจับจิตที่เป็นเทวดาเป็นผีไปเอาก่อนหลังตาย ตายแล้วจึงจะมีถ้าไปเป็นอย่างนั้นแล้วก็ผู้นั้นไม่รู้ปรมัตถ์เลย รู้แต่ภาษาปรมัตถ์ แต่ว่าสภาวะสัญญานั้นอีกอย่างหนึ่ง สัญญาอีกอย่างหนึ่ง รูปอย่างหนึ่ง รูปก็คือภาษาที่เรียน คือ บัญญัติที่เรียน รูปอย่างหนึ่ง เมื่อเรียนรู้รูป แต่จับสัญญา สัญญาที่ประกอบรูปนั้น หรือนามธรรมประกอบกับรูปอันนั้น ผ่าไปเป็นอีกอย่างหนึ่ง มันจึงไม่ลงตัวกัน เมื่อไม่ลงตัวกัน ก็มีวันที่จะดับ ไม่มีวันที่จะฆ่า ไม่มีวันที่จะทำลายได้สำเร็จลุล่วง อันนี้เป็นผลเสียที่เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ จนเดี๋ยวนี้ก็เกิดขึ้นมามาก

วันนี้พูดถึงนามรูปเป็นไฉน ดีเหมือนกัน ดีมากทีเดียว อาตมาจะได้พูดเรื่องนี้ให้ฟังอย่างละเอียดพอสมควร สำหรับเวลาที่มี ลองติดตามฟังให้ดี อาตมาจะอธิบายนามและรูป และก็รวมคำว่านามรูปไปตั้งแต่หยาบๆ ตื้นๆ ต้นๆ แล้วก็จะไล่ละเอียดไปจนกระทั่งถึง รูปจิต อรูปจิต ซึ่งเป็น มหคตจิต ข้างใน อีกทีนึง ตอนแรกเนี่ยจะอธิบายตั้งแต่หยาบๆ เป็นตัวเป็นตน เป็นสมมติประกอบอยู่ด้วย ฉีกออกเป็นตัวๆ ด้วยรูปและส่วนหนึ่งนามนั้นส่วนหนึ่ง จนกระทั่งมันมาประกอบกันเป็นนามรูป จนกระทั่งเข้ามาหาตัวเรา จนเอาทวาร 5 มาประกอบจนกระทั่งไปถึงทวารที่ 6 คือใจ จนกระทั่งเป็นรูป เป็นจิต จนกระทั่งเป็น อรูปจิต อาตมาจะแยกนาม แยกรูปออกให้ฟังชัดๆ ตั้งใจฟังดีๆ ไม่ง่าย แต่ไม่ยากสำหรับผู้ที่มีภูมิ ตั้งใจฟังไม่มีอคติใดๆ ไม่ยาก นิยามคำว่านามกับรูปซะก่อน คำว่า นาม หมายความว่า สภาวะตัวสิ่งที่รู้ นามหมายคำว่าสภาวะตัวสิ่งที่รู้ รูปหมายความว่าสิ่งที่ถูกรู้ มันมีอยู่ 2 มันมีอยู่ 2 อัน อันนึงเป็นสิ่งที่ถูกรู้ อีกอันนึงเป็นสิ่งที่เข้าไปรู้ สิ่งที่เข้าไปรู้นั้นเรียกว่านาม หรือตัวผู้รู้เอง ส่วนรูปนั่น คือ สิ่งที่ถูกรู้ เช่น แก้ว ยกตัวอย่าง หยาบๆ ตั้งแต่ต้น ตั้งใจฟังให้ดี แก้วน้ำใบนี้ เป็นรูป เป็นวัตถุรูป ชัดๆ ตัวมันเองไม่มีความรู้ ไม่มีนาม ตัวมันเองไม่สามารถรู้ ตัวมันเองมันไม่มีจิต มันไม่มีวิญญาณ จิตวิญญาณอยู่ไหน จิตวิญญาณอยู่ที่เรา เมื่อเรา ตาเกิดสัมผัสแก้ว ก็เป็นปัจจุบัน เมื่อเกิดสัมผัส เราก็รู้ได้ เมื่อเกิดสัมผัส ภายในกายเป็นรูปอุบัติเหตุของเราก็ไปทำงานกับไอ้เรติน่า ทีนี้จิตของเราก็ไปทำงานกับเรตินา อันนั้น คือม่านตา อันนั้นไปทำงานกับนั้น ก็รับสัมผัสต่อ จิต ตัวนั้นแหละ คือ นาม คือ ตัวรูป รู้แล้วว่า อ้อ แก้ว อย่างนี้เรียกว่า รูปกับนามอย่างหยาบๆ ชัดๆ โดยอาศัยทวารตา อาศัยทวารตา ที่นี่ก็ขออธิบายเรื่องรูปนาม เข้าไปหา มหคจิต ต่อ ซะก่อนนะ ฟังเป็นลำดับ ให้ดีไม่งั้นจะเมา เดี๋ยวจะวนเวียน จนกระทั่งว่ารูปอย่างไรที่เราจะควรจะดับ นามอย่างไรที่เราควรจะฆ่า จะได้รู้ฆ่ารูป ฆ่านาม วางรูป วางนามให้ชัดเจน แล้วทีนี้เมื่อเราเอง เราเป็นผู้ที่เคยเห็นแก้ว รู้แล้วเคยกำหนดหมายเป็นสัญญาด้วย จำได้ ไอ้อย่างนี้ อย่างนี้ กำหนดไว้อย่างนี้ ลักษณะอย่างนี้ เธอกำหนด สภาวะ สภาพ หรืออะไรทุกอย่าง ลักษณะของมันเป็นนิมิตร เป็นนิมิตรทีเดียวและเป็นรูปเนี่ย อย่าเพิ่งพูดถึงอาการ พูดถึงนิมิตรก่อน รูปแปลว่า นิมิตร ทีเดียวรู้แล้วอย่างนี้ เพราะฉะนั้น เมื่อมาพูดขึ้นมาอีกทีนึง หรือไม่พูดก็ตาม ตาเราไม่ต้องหลับ ไม่ต้องลืมก็ได้ ตาก็ไม่ต้องเห็นแก้วก็ได้ แต่ในจิตของเราก็สามารถที่จะรู้รูปได้ เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใดจะมาใช้เสียงพูด ว่าแก้วเสียงนั้นก็เข้าไปในหูเข้าไปถึงก็ไปกระทบที่ในประสาทหู แล้วก็เข้าไป ไอ้จิตก็มารับไปอีก พอจิตมารับไปแล้ว จิตมันก็รู้ว่าแก้วเป็นนิมิตขึ้นมา รู้ทันทีก็ คือ อย่างไร เพราะสัญญามันมี มันเคยกำหนดไว้ เคยจำไว้ได้แล้ว แก้ว ถ้าเผื่อรู้ว่าเป็นรูปชัดๆ มันก็เป็นรูปอยู่ในจิต แล้วเราจะรู้ว่าอ๋อ แก้วเป็นอย่างนี้ แล้วจิตก็รู้ รู้จักรูปที่มาจากเสียง เสียงเขาพูดว่า แก้ว เข้าไปในหู แล้วก็ไปรู้ที่จิต แล้วเราก็รู้กำหนดหมายในจิตขึ้นมา ว่าแก้วเป็นอย่างนั้น ทั้งๆ ที่ไม่มีรูปแก้วก็ได้ จิตมันก็รู้แก้วขึ้นมาได้เหมือนกัน ก็เป็นมหคตจิต อย่างต้น อย่างตื้น ซึ่งจะเกิดจากรูปต่างๆ อีกอยู่ ไม่โดยตรง มหคตจิต ชั้นลึกเข้าไปอีก ชั้นลึกเข้าไปอีก ไม่ต้องอาศัยทวารอื่น อาศัยทวารใจโดยตรง ใจนึกขึ้นมาเอง นึกถึงแก้ว รูปแก้ว ก็ปรากฏขึ้นมาในใจ รูปแก้วที่เกิดขึ้นมานั้น เรียกว่า รูปจิต เมื่อเป็นรูปแก้วขึ้นมาแล้ว สิ่งที่เข้าไปรู้รูปแก้วในจิตของเราเองนั่นเองรูปแก้วและเป็นรูปนะเราไม่ได้อาศัยทวารตา ไม่ได้อาศัยจมูก ไม่ได้อาศัยหู ไม่ได้อาศัย ปาก ลิ้น กาย ไม่ได้อาศัยเลย เราอาศัยใจเอง สร้าง หรือ หรือควักความจำขึ้นมา มาเป็นรูปแก้ว ว่าเป็นแก้วไม่ต้องไปถึงรูปแก้ว บอกว่าแก้ว รูปแก้วก็ปรากฏขึ้นมา ใครจะปั้นขึ้นมาให้เป็นมโน มยอัตตาขนาดไหนก็ตามแต่ผู้จะสามารถ บางคนจะนึกขึ้นมาเลยลูกแก้ว แก้วใบนี้ลอยฟ่องเป็นภาพขึ้นมาในจิตเลย ลอยฟ่องเป็นรูปนี้ ชัดเจนเลย ก็เรียกว่า เป็นมโนมยอัตตา ชัด คือ รูปที่สำเร็จด้วยจิต จิตสร้าง จิตปั้น จิตทำ ไม่มีสัมผัสนอก ไม่มี อย่างนี้ เขาเรียกว่า รูปจิต เป็นรูปชัดๆ พยายามเข้าใจคำว่า รูปจิต ให้ดีนะ แตกต่างแล้วมีความแตกต่างจากรูปนอก หรือ เราไม่ต้องไปนึกปั้นเป็นรูปลอยขึ้นมาเป็น มโนมยอัตตา ไม่ต้อง เป็นเพียง อรูปมยอัตตา คือเป็นอัตตา มยอัตตา ขึ้นมาเอง ของตัวเอง รู้เอง เห็นเอง เข้าใจเอง เพียงแต่ระลึกขึ้นมาว่า แก้ว ไม่ต้องเห็นรูปแก้วหรอก อยู่ข้างในจิต สีอะไร รูปยังไง ใสยังไง มีแบบมีลายยังไงก็ไม่ต้อง ไม่ต้องเห็นเป็นรูปชัดเป็นลางๆ เป็นแต่เพียงว่ามันเข้าใจ เข้าใจได้ทันที แต่ไม่ต้องปรากฏรูป พอบอกว่า แก้ว แก้วใบขาวนะ เท่านี้ แก้วใบขาวในจิตของเรา เนี่ย เรานึกถึงแก้วใบขาวใบนี้ไม่ต้องมาใช้เสียงนะของเราเองนึกเองนะอรูปมยอัตตา จิตของเราเองหมด แก้วใบขาวเท่านั้นแหละ ไม่ต้องปั้นรูปขึ้นมาก็ได้ เราก็จะรู้ไอ้ตัวรู้นั่นแหละแล้วมันรู้ถึงไอ้รูปที่ระลึกถึงด้วย รู้ถึงรูปที่ระลึกถึงด้วย อันนั้น อย่างนั้น อันนั้นแหละ สัญลักษณ์ อย่างนั้น สมมติ อันนั้นนะ เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกรู้ และจิตของเรานั่นเองแหละเข้าไปรู้ด้วย ลองนึกดูทุกๆ คนเทียบเคียงกับจิตของเราเอง ฟังแล้วก็พิจารณา คือ ธรรมวิจัย ธรรมวิจัย คือ วิจัยที่อาตมาพูดให้ฟังนี่ไปด้วย นึกไปด้วยเลยจะเข้าใจรูปนามชัดๆ แล้วเราก็เข้าใจรู้เรื่องสิ่งนั้นได้ เข้าใจได้ว่าอ๋ออันนั้น ก็เป็นสิ่งที่สำเร็จขึ้นในจิตเหมือนกัน อรูปมยอัตตา อรูปะ อรูป มันไม่ใช่รูป หรอก แต่มันก็เป็นตัวตน เป็นอัตตา เป็นอัตตา ตัวตน รู้ได้ด้วยตน มยัง อันเป็นตน มยัง หรือ มยะ อันนี้ แปลว่าเป็นอันเป็นตน รู้ได้ด้วยตน เจ้าใจด้วยตน เข้าใจอยู่ในจิตเรา อย่างนี้เรียกว่า มหคตจิต คือ จิตที่มันยังเกิดอยู่โดยไม่ต้องอาศัยทวาร 5 ข้างนอกจิตมันยังมีอยู่เป็นการเกิดข้างในจิตเลยทีเดียว มันตามเกิดขึ้นไปข้างในจิตเลยทีเดียว การเกิดแบบนี้เขาเรียกว่าโยนิ การเกิดแบบนี้เรียกว่า โยนิ โยนิ การเกิดแบบนี้มี 4 อย่าง หนึ่ง ชลาพุชโยนิ สอง อัณฑะชะโยนิ สาม สังเสทชะโยนิ สี่ โอปปาติกะโยนิ เกิดที่จิต จิตเกิด ถ้า อัณฑะชะโยนิ เรียกว่า เกิดอย่างที่เรียกว่า เกิดแล้ว สังขารปรุงแต่ง แล้วก็ออกมาโตข้างนอก โตข้างนอก ถึงขั้นชลาพุชโยนิ หยาบมาก เมื่อเกิดว่าแก้วอยู่ข้างนอก ก็บรรดาล ออกมาเป็นภาษาเลยข้างนอกก็ได้ พูดเลยแต่ว่าแก้ว ถ้าถึงคิดในจิตแต่แล้วถึงขนาดบรรดาลออกมาให้เกิดเป็นกายวจี เป็นวจีกรรมก็ได้ เป็นกายก็ได้ หรือ เป็นรูปนอกที่คนอื่นเห็นได้ด้วยเรียกว่า คลอดออกมาแล้ว คลอดออกมาออกมาจากจิต พ้นมโนทวาร พ้นมโนทวารออกมาแล้ว ออกมาสู่วจี สู่กาย อย่างนี้เรียกว่า ชลาพุชะโยนิ เมื่อกี้อาตมายกตัวอย่างแก้ว ในจิตคิดถึงแก้ว รู้เรื่องถึงแก้วขาว ถ้าบอกแก้วขาว ก็ออกมาเป็นภาษา เป็นวจี แล้ว เราเรียกว่า อันนี้ คือ ชลาพุชะโยนิ คลอดออกมาแล้ว ไม่ได้อยู่ในจิต อย่างเดียว แล้ว พ้นออกมาเป็นตัวเป็นตนใหญ่แล้วนะ แต่ถ้ามันไม่ถึงคลอดออกมา มันยังอยู่ในจิตของเรา นึกถึงแก้วอันนี้แล้วก็ยังนึกถึงฟูมฟักรักษาอยู่ รูปแก้วก็ยังปรากฏอยู่ในจิตใจของเราชัดๆ รูปแก้วก็ยังปรากฏอยู่ในจิตใจของเราชัดๆ ในปัจจุบันที่ยังปรากฏอยู่นั่นแหละเราเรียกว่า อัณฑชะโยนิ ยังเกิดอยู่ก้อน ยังเป็นคณะสัญญา ยังเกิดก้อนอยู่ยังเป็นคณะ อยู่ยังไม่หายไปเรียกว่า อัณฑชะโยนิ มันแปลว่าลูก แปลว่าก้อน ยังทรงอยู่ ถ้าอธิบายอย่างนี้ ก็เป็นแต่เพียงว่า อธิบายให้เห็นว่าลักษณะนี้ ยังเกิดอยู่ ยังมีอยู่นะ ฟูมฟักรักษาไว้ ยังมีพลังงาน ยังมีการเกิด ยังมีบทบาทอยู่กับจิต เรียกว่า อัณฑะชะโยนิ ถ้าทีนี้ สังเสทชะ นี่ห่างไป ห่างไป ถ้าเผื่อว่า เราคิด ก็คือหยิบ ผู้ใดจะเริ่มคิดผู้นั้นก็คือเริ่มหยิบจิตของเราเอง ที่เป็นสัญญา ที่เป็นความจำ หรือเป็นธาตุรู้ ที่เคยรู้ แล้วหยิบมันมาคิดพอคิดขึ้นมามันก็เกิดรู้ขึ้นมาใหม่ หยิบขึ้นมาคิดนี่ เรียกว่า แตกผลิออกมาเองจากของเก่าของเรานั่นแหละ เป็นต้นเหตุ เป็นมโนปุพพัง แล้วก็หยิบขึ้นมาแตกผลิขึ้นมาใหม่ เป็นตัวตนใหม่อีกทีนึง อย่างนี้เรียกว่า สังเสทชะโยนิ สังเสทชะโยนิ ฟังให้ดีนะ โยนิ ที่อธิบายอยู่ขณะนี้ คือ โยนิแบบปรมัตถ์ ไม่ใช่โยนิแบบตัวตนบุคคลเราเขาที่เป็นสัตว์ประเภทที่ เรียกว่า หยาบ อย่างหยาบที่เป็นสมมติสัจจะ ไม่ใช่ ขณะกำลังอธิบายอยู่ขณะนี้ คือ ปรมัตถสัจจะ แต่เดี๋ยวนี้เขาเรียนกันไอ้โยนิ 4 ไปเรียนกันแต่ แบบสมมติสัจจะ มันเลยใช้การไม่ได้กับการปฏิบัติธรรม ใช้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อจับจิตของตัวเองก็ไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าการเกิดโยนิ 4 นี้อยู่ในจิตของเราอย่างนี้ ก็ไม่รู้ เมื่อไม่รู้มันก็เลยไม่สามารถที่จะดับ ไม่สามารถที่จะเข้าใจจิตที่ลึกซึ้งไปได้ รู้แต่หยาบๆ คือรู้แต่เพียงสมมุติ ลักษณะที่เราหยิบจิตของเราเองที่เป็นสัญญาณนี่แหละ มาคิดเมื่อใด รูปที่เกิดขึ้นมาจากที่เราหยิบขึ้นมาคิดนี่แหละเราเรียกว่า สังเสทะชะโยนิ เราระลึก นึกออกมา นึกถึงแก้วใบขาว นึกออกมา เรานึกเองนะ นึกออกมาจากจิตของเราเอง เรียกว่า แตกออกมาจากจิตของเราเอง แต่ผลิตออกมาจากจิตของเราเอง ก่อความเกิดเอง อย่างนี้แหละ เรียกว่า สังเสทะชะโยนิ ส่วน โอปปะปาติกะโยนิ นั้นไม่มีการนึก ไม่มีการคิด ไม่มีเจตนา ไม่มีอะไรเลยอยู่ๆ มันก็โผล่ๆ พลัวะ อุบัติขึ้นมาเองในจิตของเรา ไม่ได้นึก โผล่ขึ้นมาในจิตเองเกิดขึ้นมาเองในจิตของเราอยู่ๆ ก็นึกถึงคนนั้นอยู่ๆ ก็นึกถึงคนนี้ก็มาเองไม่มีเจตนา ไม่เคยจะระมัดระวังตัวไม่ได้อยากนึกเลยด้วยซ้ำไปบางทีเขาก็ พลัวะขึ้นมาในจิต อย่างนี้เรียกว่า โอปปาติกะโยนิ เป็นการเกิด 4 อย่าง นี่เป็นการเกิดที่เกิดที่จิต เป็นจิต เป็น เจตสิกรูป ไม่มีตัวตนบุคคลเราเขามาประกอบ ไม่มี เข้าใจให้ได้ล่ะ 4 อย่างนี้มันหยาบ ละเอียด ระดับเป็น ระดับๆ กันไปแตกต่างกันเป็นสภาวะอย่างนี้ ถ้าใครยังไปเข้าใจอยู่แต่ว่า ชลาพุชชะโยนิ คือการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ อันนั้นเป็นสมมติสัจจะ ก็ถูกเหมือนกัน บอกว่าสัจจะมันมี 2 อย่าง สัจจะ มันมี 2 อย่าง ต้องเข้าใจปรมัตถ์ให้ได้ และต้องเข้าใจสมมติให้ได้ ไม่ผิดนะ แต่ อย่ารู้อย่างหยาบ ชลาพุชโยนิ คลอดจากสัตว์โต ที่คลอดออกมา ออกจากมดลูกมาเลย เป็นตัวตนบุคคลเราเขา อย่างนี้ก็ถูก ถูก อัณฑะชะโยนิ คือ เกิดมาแล้ว ต้องมีการไปฟูม ไปฟัก กันอีกทีหนึ่ง เกิดสองครั้ง เกิดแล้วยังไม่จบ ต้องไปฟูม ไปฟักกันใหม่ ถึงจะเกิดมาอีกทีนึงเรียกว่าอัณฑะโยนิ เหมือนอย่างสัตว์ปีกมีไข่ ไข่ออกมาทีนึงแล้ว ยังไม่พอยังต้องเอาไปฟักอีกทีนึงถึงจะเกิด ถูกเหมือนกัน สังเสทะชะโยนิ เช่น ตัวอะไรแล้วน้ำเน่าน้ำคลำ ตัวสัตว์ที่มันแตกปีกของตัวเองเหมือนพวกเชื้อโรคพวกอะไรพวกนี้ก็ถูก โอปปาติกะโยนิ ก็คือ จิตของมันเกิดขึ้นเองหากสำเร็จพร้อมด้วยตัวของมันเอง เอาสำคัญ ตรง โอปปาติกะโยนิ มาเข้าเทียบที่จิต ไว้ที่จิต คือ โอปปาติกะโยนิ เกิด และเกิดที่จิต จิตเกิด เป็นวิญญาณ เป็นรูป เป็น รส เป็นกลิ่น เป็นเสียง อะไรก็ตามแต่ก็เป็นจิตเกิด แล้วเขาไม่อย่างนั้นซะด้วยนะ ไม่พยายามโยงเข้าหาปรมัตถ์ตรงที่ว่าเกิดและเป็นตัวเป็นตนไปเป็นหลังตายถึงจะเกิด อันนั้นก็เกินไป ก็ไม่ผิดหลังตายเกิดได้จริงเหมือนกัน สำหรับผู้ที่ยังไม่บรรลุอรหันต์แท้ยังมีเชื้อเหลือที่จะต้องไปเกิดก็จริง แต่ว่าเราไม่ต้องพูดถึง เพราะว่ากรรมย่อมเป็นกำเนิด กรรมย่อมเป็นเผ่าพันธุ์ มันต้องไปเกิดแน่ ไม่ต้องพูดแล้ว พูดปัจจุบันดีกว่าเพราะจะเรียนโลกุตระต้องเรียนที่ปัจจุบัน ไปเรียนไอ้หลังตายเลย อย่าไปเรียนมันเลย มันเสียเวลาไปเรียนมันทำไม มันไม่เข้ายาอะไรไม่มีเรื่องอะไรถ้าคุณทำตัวไม่บรรลุหรือไม่เป็นเทวดาได้แต่เป็นๆ ขณะนี้คุณตายไปคุณก็ไม่ได้เป็นเทวดา ถ้าไม่ทำตนให้เป็นพระพรหม ตั้งแต่ยังเป็นๆ คุณตายไปคุณก็ไม่ได้เป็นพระพรหม แต่ถ้าคุณทำตนให้เป็นเทวดาเป็นๆ ตายไปมันก็เป็นเทวดา ทำตนให้เป็นพระพรหมในเป็นๆ นี้ จิตวิญญาณของคุณเป็นพระพรหมแล้ว ตายไปคุณก็เป็นพระพรหม ทำให้ตัวเองเป็นสัตว์นรกขณะเป็นๆ นี้ตายไปมันก็ไปเป็นสัตว์นรก ซึ่งไม่มีปัญหามันเกิดไอ้อนาคตมันเกิดจากปัจจุบัน ปัจจุบันตัวนี้สัมฤทธิ์ผลมันทำปัจจุบันเสร็จในตัวของมัน อยู่ตรงนี้ เมื่อตัวเองทำตัวเองเป็นอะไรแล้วตายมันก็เป็นแบบนั้น แต่ถ้าเราทำอันนี้ไม่เป็น แล้วจะไปเอาตายไม่มีทำไม่ได้ ตายไปแล้วทำอะไร ไม่ได้เพราะการปฏิบัติธรรมจึงบอกว่าอย่าไปพูดกันมากนะไอ้เรื่องหลังตาย พูดกันแล้วมันก็ไม่ทำอะไรมัน ก็มันไม่ได้ นี่จึงเข้าใจพยายามเข้าใจให้ได้ อาตมาจึงได้พยายามแยกให้ฟังว่าการเกิด 4 อย่าง ที่เป็นสมมุติก็คืออธิบายกันอย่างนี้ แล้วก็ไปยึดหรือว่าไปเข้าใจแต่เพียงอย่างนี้ ส่วนปรมัตนั้นไม่เข้าใจ แล้วก็ไม่รู้ว่ามันเกิดยังไง 4 อย่าง ปรมัตถ์ จิตเจตสิกมันเกิดเกิดยังไงไม่รู้ ชลาพุชช เกิดยังไง อัณฑะชะ เกิดยังไง ลักษณะอย่างไรมีอาการ มีลิงคะ มีนิมิต มีอุเทศ อย่างไร ไม่รูปรู้นาม ผู้ที่จะรู้รูปรู้นามชัด ต้องแยกอาการลิงคะ นิมิต อุเทศ ออกชัดเจนจริงๆ ถ้าแยกไม่ออกมันไม่รู้เรื่อง ถ้าแยกหยาบๆ ออกมา เทียบกับรายละเอียด ก็พอเข้าใจได้บ้าง แต่พอแยกละเอียดที่เป็นจิตในจิตแล้วเวทนาในเวทนาแล้ว ถ้าไม่เข้าใจอาการลิงคะ นิมิตชัดๆ แล้วละก็ไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ยกตัวอย่างให้เห็นจริงเห็นจัง เป็นเรื่องของสิ่งที่เราควรจะรู้ว่า เราจะทำอย่างไรกับรูปกับนาม และตัวนามรูปที่เราเรียกติดกันนั้น ทำไมเราเรียกติดกัน นามรูป นั้นเป็นสภาพของจิตแท้ๆ เพราะว่าคำว่านามติดอยู่ด้วยจะต้องเกี่ยวข้องกับตัวรู้ ตัวรู้จะไปอยู่ที่นอกจิตไม่ได้ ตัวรู้จะไปวางแหมะๆ อยู่บนโต๊ะ บนเก้าอี้ ตัวไหนไม่ได้ ตัวรู้มันจะต้องอยู่ที่จิตของแต่ละบุคคล ที่เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เพราะฉะนั้นคำว่า นามรูปเมื่อเอาตัวนามสำหรับประกอบร่วมด้วยแล้ว มันจึงจะต้องอยู่ที่ตัวคนเสมอ ส่วนรูปนั้นอยู่ข้างนอกได้ รูปนั้นอยู่ข้างนอกได้อย่างที่ยกตัวอย่างแล้วเมื่อกี้ บอกแก้วอย่างนี้อยู่ข้างนอกน่ะ ถ้าพูดคำว่ารูปแค่แก้ว พวกคุณก็บอกไม่ไม่ค่อยเข้าไม่เข้าท่าแล้ว เพราะว่าอย่างนี้เป็นบทบาทธรรมดา ก็จะขอยกรูปที่มันจะทำให้เราเกิดกิเลสตัณหา จะขอยกตัวอย่างรูปที่มันทำให้เราเกิดกิเลสตัณหา ที่มันยังเกิดกิเลสตัณหา ก็เพราะว่านาม หรือจิตของเรานั้นยังประกอบไปด้วยอวิชชา ยังประกอบไปด้วย โมหะ คือความไม่เข้าใจ ยังไม่รู้เท่าทันในรูป รูปนั้นจึงเป็นปัจจัยทำให้เราเอง สร้างนามรูปซ้อนเข้าไปเป็น มหคตจิต แล้วก็เป็นอรูปจิตอยู่ในนี้ จนกระทั่งชำนาญ พอได้สัมผัสข้างนอกหน่อยเดียวเท่านั้นเองปั๊บเป็นรูปจิต อรูปจิต เสพ เสพมันเข้าทุกทีไป แล้วก็สั่งสมลงเป็นวิบากอยู่ในจิตเรื่อยไป สั่งสมไปด้วย แล้วก็ติดยึดด้วยความไม่รู้ตลอดกาล เช่น เอาตั้งแต่ อบายมุขมาก่อน โรงหนัง โรงละคร ดาราทั้งสวย ทั้งโป๊เก่ง เป็นวัตถุนอก เป็นรูปวัตถุต่างหากจากตัวเรา ตัวเรานั้นเป็นนาม ฟังให้ดีนะ ตัวเราเป็นนาม เข้าไปรู้ รู้ถึงไอ้สิ่งที่เมื่อกี้สมมุติแล้วหนัง ภาพยนตร์ที่มีดารา มีอะไรแสดงติดใจ ไปยึดถือซะแล้วว่าแหม่ ดาราคนนี้สวย โป๊ดีด้วย ก็ไปติดรูป รูปนั้นก็รวมมาปรุงกับนามของเราเสมอ ถ้าได้ไปดู ดูหนังที่ดาราคนนี้ดารา ก สมมติว่า นางสาว ก. แหม๋ ชอบใจ เมื่อไปแสดงก็จะต้องเสียตั๋ว ซื้อตั๋วไปนั่งดูทีเดียว จะไปนั่งชม ในขณะที่นั่งชมก็เกิดหมดทุกทวาร จะหูก็ได้ยินเสียงเธอ ตาก็ได้ดูรูปเธอ ผัสสะแล้วก็ชื่นชอบใจ เกิดรสชาติเป็นโลกียรส ในขณะใดที่ตัวโลกียรสที่เกิดอยู่ในจิตทีใดๆ อันนั้นเราเรียกว่าตัวนามรูปที่มันกำลังผสมพันธุ์กัน คือ เอาตัวรูปข้างนอกนะ มาผสมกับจิตเราเองชอบ และก็เสพ ตัวชอบนี่ คือ ตัวโลภะมูลจิต เสพ เป็น โสมนัสมหัคคตัง ทิฎฐิสังคหคตัง อสังขารกะ สังขาริกะ ไม่รู้ เพราะบางทีก็ไม่รู้ว่าอะไรกระตุ้นเตือน คนมีโมหะไม่รู้เรื่องหรอก จนกว่าจะจิตเป็นวิชชา เป็นปัญญาแท้ จึงจะรู้ว่าอะไรมันกระตุ้นเตือนให้เราเองไปชอบ ไปยึดถือ ไอ้นี่เป็นโสมนัสมหัคคตัง ดีใจ ปลื้มใจ ยินดีเอร็จอร่อย ทิฏฐิคต แล้วจะเห็นดี ณ ปัจจุบันนี้ ยึดถือมั

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน