Copy of 170720 พิจารณาแล้วจึงเห็น-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์57 KB
วันที่แก้ไข25 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปท่านจะได้รับฟัง การบรรยายธรรมะเรื่อง พิจารณาแล้วจึงเห็น บรรยายโดยท่านพระโพธิรักษ์ที่ได้บรรยายไว้ ณ วัดนรนารถเทเวศ

เอาวันนี้ เราฟังคำบรรยายอีกวันนึง ซึ่ง ได้ตั้งหัวข้อเอาไว้ว่า พิจารณาแล้วจึงเห็น เป็นหัวข้อที่ดีเหมือนกัน พิจารณาแล้วจึงเห็น คำว่าพิจารณา คำนั้น เป็นภาษาไทย แต่ที่มา มาจากภาษาบลี มาจากคำว่า วิจารณ์ หรือ วิจารณะจะใส่ วิจารณะก็เป็นพิจารณาเลยทีเดียว ตัวเดียวกันมาจากรากศัพท์คำว่า วิจารณญาณ เอาแค่ วิจาระดีกว่า เพราะจะได้ ชักจูงเข้าไปหาการวิจารณ์จริงๆ หรือ จะได้เข้าไปหา วิจารณญาณจริงๆ แล้วจะได้รับประโยชน์ ก็จะขอพูดถึงศัพท์ กับคำว่า วิจารณ์ หรือวิจารณญาณ เสียก่อน คำว่า วิจารณ์ หรือ วิจารณะ ถ้าผู้ใดได้ เรียนรู้ทางศาสนามา ผ่านมา จะผ่านมามากมายทีเดียว เพราะเมื่อผู้ใดเรียนมาจนกระทั่งถึงคำว่าได้ที่เขา หรือ ได้ทำให้ตนเอง ได้ตัดกิเลสลงไปบ้างแล้ว หรือเผากิเลสลงไปแล้ว ภาษาบาลีท่านเรียกว่าจิตมี ฌาน ฌานตัวนี้ก็เคยแปลให้ฟังแล้วว่าแปลว่า เผา ฌาน ตัวนี้ ฌ กะเฌอ สระอา คำว่า ฌา ฌา แปลว่า เผา มี น. หนู สะกดเข้าไป แปลว่า การเผา ฌาปนกิจ ก็เลยแปลว่า การที่เผา เป็นการงานที่เผา การงานเผา ก็เลยไปเรียกว่า การเผาผี หรือ การเผาคน ที่จริงไม่ได้เผาผี ที่จริงเผาเนื้อเน่า ผีไม่ได้อยู่ที่ร่างเนื้อเน่า ผีไม่ได้อยู่ที่เนื้อเน่า เนื้อเน่าไม่มีผี คนหลงก็ไปกลัวผี ไปกลัวคนตาย เพราะตายแล้วเรียกผี ตายแล้วไม่มีผี ตายแล้วผีออก ยังไม่ตายนี่ ผีเต็ม เพราะฉะนั้นคนที่มีเป็นผีนั้นไม่ใช่ตายแล้วเอาร่างที่ไปเผาเนื้อแล้วไม่ใช่ผี เป็นร่างของเนื้อเน่า ร่างของธาตุที่มันไม่มีอะไรสังเคราะห์แล้ว ไม่มีทาง ไม่มีพลังงานเข้าไปสังเคราะห์แล้วนับวันแต่จะเน่าเป็นผุยผงเป็นคลิดิน มีแต่จะเน่าเป็นผุยผง เป็นอาหารของดิน เป็นคลี

อ่านต่อ

ดินไป นั่นไม่ใช่ผี ผีมันคือ มันคือวิญญาณหรือจิต ผีมันคือวิญญาณหรือจิต เพราะฉะนั้นวันนี้ ก็พูดเลยเถิดมาจนถึง คำว่า ผี ก็ขออนุญาตมาช่วยกันพิจารณาให้เห็นคำว่า ผีซะก่อน ถ้าไม่พิจารณาแล้วไม่เห็น ผู้ใดจะเห็นผี ผู้นั้นจะต้อง มีตาทิพย์ ตาทิพย์ ไม่ใช่ตาหยาบ ถ้าตาของคน ไปเห็น ไอ้เนื้อเน่า เรา เรียกว่า ผี ไม่ต้องอาศัยตาทิพย์ ใครก็เห็น คนตาย แล้วก็ร่างกายกองอยู่ตรงนั้นน่ะ ดิ้นก็ไม่ได้ เดินก็ไม่ เป็นอะไรก็ไม่ได้ เนี่ยไม่ต้องอาศัยตาทิพย์ ตาคน ตาเด็ก ตาผู้ใหญ่ ตาคนที่มีกิเลสตัณหาหนาแค่ไหนก็เห็น เห็นร่างกายตาย ถ้าดูไปหลายๆ วันก็จะขึ้นอืด หลายๆ วันก็กลิ่นออก น้ำเหลืองๆ ไหลเละออกมา เหม็น ไม่ต้องใช้ตาทิพย์ เพราะฉะนั้น จึงบอกว่า เห็นผีได้ โดยที่ไปเห็นร่าง เน่า นะ เป็นผี ทิพย์ คนนั้นเข้าใจผิด คนนั้นถูกหลอก ใครหลอก คนด้วยกัน หลอก คนด้วยกันหลอกมานานแล้วว่า ร่างกายที่ตายเน่านั้น ที่เหลือแต่รูปขันธ์นั้นว่าผี ใครอย่าไปหลงนะ เนื้อเน่าไม่ใช่ผี คนที่หมดลม หมดลมหายใจแล้วไม่ใช่ผี แม้จะเหลือแต่โครงกระดูกเลย เอาเนื้อหนังมังสามันเปื่อยผุลงไป เปื่อยเน่าไปหมดแล้ว เหลือแต่กระดูก ซากโครงกระดูก เหลือแต่กระดูกซี่โครง เหลือแต่กระดูกสันหลัง เหลือแต่กระดูกขากระดูกแขน แล้วคนก็จับมาโครงเครงๆ ๆ เข้า มีแต่กระดูก นั่น คือ กระดูก ไม่ใช่ผี แต่เพราะคนไม่รู้มี โมหะ หรือมีอวิชชา ไม่เคยพิจารณาไตร่ตรองจึงไม่เห็นแท้ เห็นจริงว่า นั่น กระดูก ไม่เห็นแท้ เห็นจริงว่า คนตายนั่นก็ คือ คนที่หมดลมหายใจ ถ้าเนื้อหนังมังสาที่ตายแล้วมันก็จะเน่า ร่างเน่านั้นก็ไปเรียกว่า ผี ไม่ใช่ คนที่ไม่พิจารณาจะเห็นสิ่งนั้นน่ะผี เพราะไปถูกหลอก มานาน คนด้วยกันเป่าหูมาจนกระทั่งเด็กๆ เล็กๆ เดี๋ยวนี้พอเห็นคนตายแล้ว ก็ ผี เห็นโครงกระดูก ก็ว่า ผี จนกระทั่งไปเล่นหนังเล่นละครจะแสดงสัญลักษณ์ถ่ายทอด ออกมาว่า ผี ก็เอาหัวกระโหลก เอากระดูกซี่โครงมาเขียนเข้า เอากระดูกอะไร ต่ออะไร มาเขียน แล้วก็แสดงว่า นี่แหละ ผี เด็กเดี๋ยวนี้ จึงได้รับการถ่ายทอดมาแล้วว่า เออ อย่าง ผี เหมือนในหนังสือที่อาตมาพิมพ์หนังสือเล่มใหม่ หนังสือเล่ม กินนี่ หลังปก หน้าปก ออกมาแล้วรูปต่อมา ตรงนี้เป็น เรื่องกินด้วย ญาณ 16 ใครเห็นแล้วก็นึกไม่ออก เป็นรูปถ่าย ที่ถ่าย แล้ว เห็น กระดูกข้างใน เป็นรูปถ่ายของคุณ เขาถ่ายดีมาก เขาถ่าย ซ้อน เห็นแม้กระทั่ง รองเท้าที่ใส่อยู่ก็ยังเห็นเลย เนื้อหนังมังสาก็เห็น เห็นหมดรูปร่างของคน เนื้อหนังมังสาก็จะเห็น กระดูกก็เห็นด้วย หลังจาก ที่หน้าปกหลัง ที่ว่า คน คน คน คนเราก็เท่านี้เองละหนอนะ คนเราก็เท่านี้ นี่นะ คนหนอคน คนก็เท่านี้ นั่นละเด็กๆ เห็นเข้า ตัวเล็กๆ กระเจี๊ยบเลย เขาเปิดดู เขาก็บอก ผี นี่เด็กๆ นี่ ลูกของบ้านที่พิมพ์หนังสือนี่ด้วยซ้ำไป แล้วเปิดออก แล้วบอก อาตมา ว่า ผี อาตมาบอกว่า ผีที่ไหน รูปคน เขาบอก ผี นี่เขาถ่ายทอดกัน หลอกกัน แม้แต่เด็ก เด็กๆ ก็ นึกว่า ผี หมด เลยกลัวคนตายกัน กลัว เนื้อเน่า กลัว กระดูก กลัวจริงๆ เขาก็กลัวกันนะ โถ กลัวมันทำไมละ มันเนื้อเน่า กระดูกมันจะทำอะไรได้ กลัวมัน นึกว่า กลัวผี ส่วนผีจริงๆ ไม่กลัว ผีจริงๆ ไม่กลัว ผีในกรุงแยะ อยู่ในกรุงเทพนี่ แยะที่สุด แยะที่สุดผี แยะจริงๆ ถ้าผู้ใดพิจารณาแล้ว จึงจะเห็นผี อยู่ในกรุงเทพ อาตมาบอกแล้วว่า แยะ ในกรุงเทพนี่ แยะจริงๆ เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดไม่พิจารณา ไม่เห็น ผี แล้วไม่รู้ว่า ผี อาตมา ก็จะขอ ชี้ ขอชี้ผีให้เห็นบ้าง นะ บางทีผีนี่นะ ปากแดงๆ ปากแดงๆ ตาเขียวๆ นะ ตาเขียวๆ ปากแดงๆ บางทีไม่มีผม มีเผ้า ก็แล้วแต่เขาจะทำรูปไหน ทรงไหนมา บางทีก็มี มีตรงนั้น ตรงนี้ย้อยระย้าลงมา ตรงนั้น ตรงนี้มา บางทีหนักๆ เข้า แหกอกมาด้วย แหกอกให้เห็นข้างในด้วยนะ เขาเรียกว่า เขา แบร็ก กัน หรือ ที่เขาเรียกว่า ซีทรู อะไรนั้น ถ้าผี ผี แต่คนไม่เห็นโดยเฉพาะไอ้หนุ่ม กระโดดใส่ ไม่กลัว โดยเฉพาะ ไอ้หนุ่ม กระโดดใส่ไม่กลัว ผี ผีมีลักษณะอยู่อย่างหนึ่ง คือ หลอกหลอก ฟังให้ดี ผีมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ หลอก ผู้ที่ทาปากแดงๆ เขียวๆ ทาไอ้โน่น ตรงนี้เขียวๆ ตรงนี้ดำๆ ตรงนี้ นวลๆ ผัดอะไร ต่ออะไร เอาไอ้นั่นมาห้องตรงนี้ ตุ้งตรงนั้น ตุ้งตรงนี้ แล้วก็เอากลิ่น หอมๆ เหม็นๆ อะไรมาเทสาดใส่ตัว ใส่เนื้อใส่ตัว พวกนั้นมีเจตนาหลอก หลอกให้คนติด ฟังให้ดีนะ ฟังธรรมะจากอาตมาต้องฟังดุๆ หน่อย หลอกให้คนโง่ติด คนโง่คนนี้โง่อะไร โง่เพราะมีอวิชชา โง่เพราะมีโมหะ และก็ถูกหลอก ติด แทนที่จะกลัวกลับโดดเข้าใส่ ไม่รู้ว่า ผี นะ ไม่รู้จริงๆ นะ หลอกจริงๆ ด้วย หลอกด้วยรูป หลอกด้วยกลิ่น หลอกด้วยสี หลอกด้วยอาการอะไรก็แล้วแต่ หลอกให้ติด คนจึงไม่รู้ว่าผีที่แท้จริง แต่คนก็มาเบี้ยวให้ผี เป็นร่างของศพ คนตายว่าผี กระดูกว่าผี เนื้อหนังมังสาเน่าว่าผี มันไม่ใช่ผีนะ อาตมาขอยืนยัน พิจารณาให้เห็นนะ ต้องพิจารณาจึงจะเห็น ต้องพิจารณาจึงจะเป็น เห็น และยังมีผีอื่นๆ อีกเยอะในกรุงเทพฯ แยะจริงๆ เลย ผีที่แต่งตัวอย่างเก่งแม้แต่ผู้ชาย อยู่ในร่างของผู้ชายแต่งตัวผูกเนคไท ใส่เสื้อนอก เต๊ะท่ามาทีเดียว มาถึงก็พูดนั่นพูดนี่ อย่างโน้นอย่างนี้ ตลบแตลงไป หลอก รวมความแล้วว่า ถูกหลอก หลอกบางทีก็เอาสตังค์เราไปเสียบ้าง หลอกหมดตัวเลยบ้าง หลอกล้วงตับกินไส้อะไรไปบ้าง ไม่เห็นไม่เคยเห็น ไม่เคยกลัว ไม่กลัว ใครเคยเห็นบ้างไหมเล่า ผีอย่างนี้ อาตมาบอกแล้ว ผีที่มีลักษณะหลอก ผีมีลักษณะหลอก มันแฝงร่างไว้ในร่างคนนี่แหละ เก่ง ไอ้ผีตาย ไอ้ร่างตายมันไม่เก่ง มันไม่หลอกง่ายๆ นะ คนโชคไม่ร้าย คนโชคไม่ดี ไม่เห็นมันลุกขึ้นมา คนพวกนี้บางทีก็เห็น ไอ้เส้นเอ็นบางทีมันก็ยึดขึ้นมา เอ็นมันกระตุกลุกขึ้นมา ก็พอจะเห็นผีลุกขึ้นมาได้ ที่จริงมันก็หลอกชั่วคราว ลุกปุ๊ปขึ้นมา ก็เพราะเอ็นข้างในมันกระตุกขึ้นมา ร่างกายที่ตายแล้วมันก็กระดกขึ้นมา เอ้อเห็นผีมันกระดกได้ มันหลอกนิดเดียว วิ่งหัวโกร๋นเลย แต่คนที่โดนอย่างนั้นะ ที่หลอกนิดเดียวนะ วิ่งหัวโกร๋นเลย แต่ในรายที่เห็นผีในร่างที่ผูกเนคไท ใส่เสื้อนอกมา อย่าหลอกเลย ต้มตุ๋นด้วย ต้มตุ๋นด้วย อย่าว่าหลอกธรรมดาเลย หลอกจนคุณสิ้นเนื้อประดาตัว หลอกจนคุณหมดเงินเป็นแสน เป็นพัน เป็นหมื่น คุณไม่ยักเห็นผี ไม่ยักกลัวผีแฮะ ไม่ยักกลัวผีแฮะ พยายามนะ วันนี้ฟัง ผี ให้เข้าใจ ถ้าคุณเห็นผีแบบนี้ไม่ได้ คุณไม่รู้อริยสัจจะ คุณไม่เข้าใจสัจจะ คุณก็ถูกหลอก ถูกเบี้ยวอยู่ตลอดกาลถ้าคุณเห็นผีได้จริงๆ คุณจะเห็น อริยสัจจะ เป็นสัจจะของคนฉลาดรู้ เพราะฉะนั้น คนแบบนี้ คนที่ใส่เสื้อนอกผูกเน็คไท มาแล้วก็ตั้งใจจะหลอกเรานี่นะ หนีให้ห่างไกลร้อยโยชน์ พันโยชน์ อย่าให้ผีหลอก อย่าให้ผีหลอก หรือตัวคุณเองนั่นแหละอย่าทำตนเป็นผีไปหลอกเขา หรือตัวคุณเองนั่นแหละอย่าทำตนเป็นผีไปหลอกเขา แม้ผู้หญิงก็ตาม อย่าไปหลอกเขามาก แหม ทาตรงนี้แดง เขียนตรงนี้ เขียนตรงนี้ เหมือนกับถูกชกมาบ้าง เขียวๆ แดงๆ ป้ายตรงโน้น ผมเผ้าก็ทำรูปนั้นทรงโน้นไปหลอกเขา ประเดี๋ยวม้วน ประเดี๋ยวชี้ ทาอะไรต่างๆ นานา เสื้อผ้าอะไร อะไร แขวนตรงนั้นกระตุ้งกระติ้งตรงนี้ เอาไอ้นั่นมาแขวนตรงนี้ กระโปรงตรงนี้ อย่าหลอกเขามากนัก อย่าหลอกเขามากนัก เขาเมา เมาหัวโงหัวไม่ขึ้นเลย โงหัวไม่ขึ้นเลย เพราะคนมันอวิชชาแยะ อย่าหลอกเขามากนัก ทำตนเป็นคนมั่ง ทำตนเป็นมนุษย์โส มนุษย์โสไม่ต้องหลอก มนุษย์โส อาศัยสัจจะ มนุษย์โสอาศัยสัจจะ ไม่ต้องอาศัยหลอก สัจจะที่ว่านี้ คือ อะไร คือ ความจริง ความจริงที่มีปัญญารู้ดี รู้ชั่วสัจจะนี้ คือ ความจริงที่มีปัญญารู้ดีรู้ชั่ว เพราะฉะนั้น ถ้าคนไหนรู้ดีรู้ชั่ว แล้ว ประพฤติดีใส่ตน สะสมความดีใส่ตน เป็นผู้ชายก็ตาม เป็นผู้หญิงก็ตามทำดีใส่ตนแล้วไม่ต้องหลอกเขาด้วยเครื่องแต่งตัว ไม่ต้องหลอก เนื้อในของเราให้มันดีแท้ๆ พร้อมไปด้วยกิริยามารยาท จิตใจมีเมตตากรุณาปราณี มีความซื่อสัตย์สุจริต รู้สิ่งที่ควรจะทำ หรือสิ่งที่ไม่ควรกระทำ รู้สาระ รู้เทสะ รู้ฐานะและกระทำให้แก่ตนเอง เป็นผู้หญิงก็ดีแท้ เป็นผู้ชายก็ดีจริง ไม่ต้องแต่งตัวผูกเนคไท ใส่เสื้อนอก ไปหลอกเขา ไม่ต้องเขียนคิ้วทาปาก ไม่ไปหลอกเขา ไม่ต้อง ไม่ต้อง ดีตัวนี้เป็นดี สัจจะเป็นอริยสัจจะ เป็นสัจจะของผู้ฉลาด เป็นอริยะเป็นความสัจจ เป็นความจริงที่ผู้ฉลาดเท่านั้นรู้ ผู้ฉลาดเท่านั้นเข้าใจ ผู้ฉลาดเท่านั้น เสาะหามาให้ตัว เพราะฉะนั้น ผู้ใดเห็นทาง ผู้ใดเข้าใจได้ละเอียดละออ จงเดินตามทางเถิด สะสมความดีนั้นใส่ตน อย่าทำตนเป็นผีพอเห็นผีได้มาบ้างแล้วนะ

เอ้าที่นี้ ผี พระพุทธเจ้า เรียกว่า ผี ต่อๆ ไปอีกภาษาบาลีเรียกว่า อบาย ภาษาไทยเรียกว่า นรก ทีนี้ เรามาดู ผีนรกกันสิ เป็นยังไง ผีนรกนี่ แหกอกหลอกคนตลอดเวลาเลย นอกจากไปแหกอกหลอกคนตลอดเวลาเลย แล้วยังไปตีปี๊ปตีกลอง หลอกคนด้วย ตีปี๊ปตีกลองหลอกคนด้วย ผีนรกนี่ ตีปี๊ปตีกลอง ตอนนี้ก็พูดถาษาคน ไม่ใช่ไปเอาปี๊ปเอากลองจริงๆ แต่ คำว่า ตีปี๊ปตีกลองนี่ พูดภาษาธรรมะ หมายความว่า โปรปะกันดา หรือ โฆษณา พูดเป็นภาษาธรรม หมายความว่า โฆษณา โฆษณาหลอกกันอยู่ตลอดเวลา หนังเรื่องนี้ดีนะ มาสิ หนังเรื่องนี้มีโป๊ด้วย เขียนรูปโป๊ นั่นกางลานโฆษณาเอาไว้ หนังเรื่องนี้โป๊ถึงใจ ฆ่ากัน แหกแหลกถึงใจ ถึงยับ ย้อมใจคน คนก็อยากดูโป๊ เขาหลอกไว้ก็ไปดูโป๊ พอไปดูทีนึงก็มีกามาวะจรจิต โลภะมูลจิต เพราะย้อมด้วยกามนี่ ไปดูโป๊ก็ถูกย้อมด้วยกาม ออมใส่กระป๋องเป็นจิตของตัวเองนั่นแหละ สั่งสมไปเรื่อยเลย โลภะมูลจิตที่เป็นกามาวจร สะสมไป ฆ่ากันฟันแทง เป็นโทสะมูลจิต สะสมไป สะสมเข้าไปในจิต เข้าไปสิไปดูหนังนะเชิญ และไปถูกผีหลอกแหกตาอยู่ไม่รู้ตัว ไม่รู้ตัว ผีหลอกแหกตาไม่รู้ตัว แล้ว ตัวเองนั่นแหละถูกย้อมตัวเป็นผี ถูกผีล้างสมอง แล้วตัวเองก็กลายเป็นคนเต็มไปด้วยโลภะมูลจิต เต็มไปด้วยโทสะมูลจิต จนเต็มไปด้วยกาม พอออกมาจากโรงหนังโอ้โห สีหน้านี่เต็มไปด้วยกามคร่ำเลย หนังที่มันโป๊จัดๆ ก็เดินเข้าโรงแรมเลย กลายเป็นผี ชัด ชัด เลย ตกอยู่ในอบายมุขต่างๆ ในโรงเหล้า โรงยา ในโรงการพนัน ผีทั้งนั้น ไม่มีที่ไหนมากเท่าในกรุงเทพฯ ผีในกรุงเทพฯ เต็มไปหมดเลย พรึบๆ ๆ แล้วเขาก็ตีปี๊แตีกลองหลอกกัน อาตมาแปลคำว่า ตีปี๊ปตีกลอง คือการโฆษณาประชาสัมพันธ์ หลอกตีปี๊ปตีกลอง หลอกกันอยู่เแจ้ว แจ้ว แจ้ว หลอกกันอยู่ด้วยวิธีการต่างๆ ด้วยเหลี่ยมมุมต่างๆ หลอกกันเข้าไปเถิด อย่างนี้เราเรียกว่า ผี ถ้าไม่พิจารณาไม่เห็น ถ้าพิจารณาจึงจะเห็น ถ้าพิจารณาจึงจะเห็น ผีพวกนี้ อยู่นอกตัวนอกตนเต็มที อยู่นอกตัวนอกตนเต็มที เพราะฉะนั้น ผีพวกใด ที่มันหลอกเราอยู่ พิจารณาให้เห็นแล้วอย่าให้ผีหลอก อย่าหลงลมผี อย่าหลงลมผีเป็นอันขาด และอย่าไปตามหัน แล้ว ตัวเองไปสั่งสมโลภะมูลจิต โทสะมูลจิตใส่ตัว อย่าเป็นอันขาด ขาดทุน ขาดทุนจริงๆ จงทำตัวเป็นผู้มีปัญญา อย่ามีโมหะ อาตมาพูดแล้วก็ซำ้แซะ อบายมุข ทั้ง 7 ขอร้อง อบายมุขบอกแล้วว่าแปลว่านรก เพราะฉะนั้นสิ่งใดที่มันแสดง สภาวะของอบาย แสดงสภาวะของนรก สิ่งนั้นเรียกว่า ผี พูดเต็มๆว่า ผีนรก หรือผีทั้งอบาย อย่าให้ผีนรกพวกนี้มาหลอกเรา ขอให้เลิก ตนก็อย่าทำ ตนก็อย่าไปหลงลมผี ผีหลอก หลอกไปโรงม้า หลอกไปโรงหวย หลอกไปเล่นโบว์ลิง มันเอาเงินเราทั้งนั้นแหละ การละเล่น มหรสพ กินเหล้ากินยา การพนันขันต่ออะไร อย่าไปมัวเมานัก นักเลงผู้หญิง นักเลงผู้ชาย เรื่องผีนรกทั้งนั้น หลอกกันไป หลอกกันมา ผู้ชายได้ท่าก็หลอกผู้หญิงหาเมียน้อย พอมีเสื้อนอกหลายๆ ตัวก็ไปแต่งเสื้อนอกหลอกเขา เป็นนักเลงผู้หญิงอ่าผู้หญิงไม่รู้ ว่านี่ผีหลอกก็ไปติดบ่วงเป็นเมียน้อย แล้วก็มีเมียหลายคน ก็ไปทุกข์เท่าไร ก็ไม่รู้ แบบนี้ผีทั้งนั้นผีทั้งนั้น เห็นให้ได้ พิจารณาจึงเห็น ถ้าไม่พิจารณา ไม่เห็น อย่าให้หลอก อย่าให้หลอก ให้จำไว้นิดเดียวว่า ผี มีลักษณะหลอก เพราะฉะนั้น ไอ้ ความหลอกไปอยู่ที่ผู้ใด ผู้นั้นแล ชื่อว่า ผี ผู้นั้นแล ชื่อว่า ผี เอาให้ชัดนะ เอาให้ชัดนะ ฟังธรรมะ ต้องเอาให้ชัด อย่าคลุมเครือนะ ถ้าคลุมเครือ คลางเคลง ก็หมดท่าเลย เอาให้ชัด ผีมีลักษณะหลอก ถ้าใครมีความหลอกอยู่อย่างนี้ ไม่มีสัจจะ ไม่มีความตรง ไม่มีความซื่อ ผีทั้งนั้นหลอก โกงเขา หลอกต้มเขา หาวิธีหลอกต้ม อุบายอะไร ต่อลักษณะอะไรต่างๆ นาๆ ผีทั้งนั้น ผีทั้งนั้น โกงเขาด้วยประตูไหน ก็ผีทั้งนั้น แหละ ไม่ว่าจะโกงด้วยวิธีไหน หลอกลวงเขาด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดขนาดไหนก็ผีทั้งนั้น ก็ผีที่ชาญฉลาดเท่านั้น เท่านั้น เพราะฉะนั้นสรุปความได้ในเรื่องนอก นอก ก็คือ ผี มีลักษณะหลอก อย่าไปยึดเป็นตัวตนบุคคลเราเขา ถ้าไปยึดตัวตนว่า ไอ้นี่ไม่ใช่ผีแล้วนี่ คน แต่คนนี่แหละผีมันแฝงอยู่ข้างใน มันมีจิตวิญญาณ แล้ววิญญาณนั้นแหละ วิญญาณผีนรกก็เยอะ ผีอะไรก็เยอะ นี่นะ ผีมันอยู่ในตัวคน นี่ผี ไอ้ผีที่จะลุกขึ้นมาหลอก บอกว่าเป็นรูปร่างอย่างโน้นอย่างนี้ แลบลิ้นยาวๆ ตายแล้วมาเดินกุกัก กุกัก มาไข ประตูบ้าง มาส่งเสียงมั่ง มาส่งกลิ่นให้เรารู้มั่ง อะไรต่ออะไรมั่งนะ โอ้คุณอย่าไปหลงมันมากเลย ถึงมันส่งกลิ่นยังไงมันก็ไม่หลอกเอาสตางค์เราไปอ่ะ ไม่หลอกให้เราเหน็ดเหนื่อยอะไรหรอก ไม่ กลิ่นมันเกิดได้มันก็ดับได้ ถ้าบอกว่า แหม ญาติเราตาย เสร็จแล้ว ประเดี๋ยวส่งกลิ่นมาแล้ว ให้มันส่งมากลิ่นนะ เดี๋ยวมันก็หาย อย่าวิ่งนะ ถ้าคุณวิ่งแล้ว นั่นหละ คุณหลอกกตัวคุณเอง ก็มันจะมีกลิ่น จูกมันแค่ไหน กลิ่นนะ จมูกคุณแชแหมเอง กลิ่นมันมาจากไหนก็ไม่รู้ เราอาจจะตดออกมาก็ได้ แล้ว ไปเที่ยวได้ตู่ว่า กลิ่นมันออกมาอะไรก็ไม่รู้ จากคนตาย กลิ่นมัน มันถูก มันยึดอยู่แล้ว มันหาเรื่อง อะไรนิดอะไรหน่อย กลางคืนมันมืดๆ แล้ว อะไร ก็อกแก็ก ก็อกแก็ก ผี เป็นเสียง เป็นเรื่องเป็นอะไรแล้ว วิ่ง ถ้าแบบนั้น ก็เสร็จทุกราย ถูกผีหลอก ทุกราย แต่ความจริง มันไม่มีอะไร มันมีเชื้อ ปัจจัยนิดหนึ่ง ไอ้ตุ๊กแก เอย ไอ้จิ้งจกเอย อะไรเอย ก็อก ก็อก แก็ก แก็ก เสียงทำเป็นอะไรบ้าง แสนที่จะไม่รู้เรื่อง วิ่งจนหัวโกร๋นทุกที จริงอย่างนั้นก็ผีหลอก แต่คุณหลอกตัวคุณเองนะ คุณหลอกตัวคุณเอง เพราะไปประมวลเอาไอ้เหตุปัจจัยที่มันมีอยู่นิดเดียวเท่านั้นเอง แล้วคุณก็มาหลอกตัวคุณเอง ถ้าคุณไม่พิจารณาจิรงๆ ไม่เห็น ถ้าคุณพิจารณาจริงๆ คุณจะเห็น จริงๆ เห็นผีเหล่านั้น เพราะฉะนั้น ไอ้ผีแบบนั้น นานๆ มีที นานๆ หลอกที อาตมาจะไม่พูด มาก จะพูดว่า คุณอย่าไปกลัว คนตาย อย่าไปกลัวเนื้อเน่า อย่าไปกลัวกระดูก เพราะสิ่งเหล่านั้น ไม่ใช่ผี มันไม่หลอก ส่วนที่ผีจริงๆ นั้น ที่มีมาก ไม่ได้อยู่ที่คนตาย ผีที่มีมากนั้น อยู่ที่คนเป็น อยู่ที่คนเป็น ฟังให้ดี ฟังให้เข้าใจแล้วให้ทะลุถึงไส้ อย่าฟังให้ทะลุหูขวาแล้วออกหูซ้าย ฟังหูซ้ายออกหูขวา อย่าฟังอย่างนั้น ฟังให้มันเข้าหู แล้วมัน เข้าใจ เข้าใจ แล้วมันก็เข้าไส้ ฟังเข้าหู แล้วไปถึงใจ แล้วมันเข้าไส้ มันถึงจะถึงที่ เอาอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ผี นี่อาตมาขอสรุปรวมได้ว่า ผี ไม่อยู่ในร่างคนตาย ใครเข้าใจอันนี้ให้เป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้ ถ้าใครเข้าใจอันนี้เป็นสัมมาทิฏฐิไม่ได้ จะกลัวผีตาย สักวันหนึ่งจะถูกผีหลอกหัวโกร๋นตาย หัวโกร๋นตาย จริงๆหลอกหัวโกร๋นตาย ตัวเองหลอกตายเอง เพราะตัวเองขี้กลัว ไม่เอาแล้ว ก็ตายไป ช้อกตายเอง ถ้าเข้าใจเป็นสัมมาทิฏฐิแล้ว จะไม่ถูกผีแบบนี้หลอกตาย แต่จะถูกผีที่หลอกอยู่ในคนนี่แหละ หลอกจนตาย บางคนถูกหลอกให้ไปกินเหล้า แล้วไปกินเหล้าจนตับแข็งตาย นี่ผีนะ ฟังให้ดีนะ บางคนจะถูกหลอกไปกินเหล้า นะ แล้วคุณก็ไปหลงเหล้า เพราะไปติดเหล้าแล้วก็กินเหล้าจนตับแข็งตาย นี่เรียกว่าตายเพราะถูกผีหลอก บางคนถูกหลอกว่าเรื่อง เมถุนธรรมนี่เป็นรสเป็นชาติ เรื่องผู้หญิงผู้ชายนี่เป็นของดิบของดี จะต้องไฝ่หารสชาติ เติมโสม เติมไอ้นั่น เติมไอ้นี่ ตายคาอกนี้ อย่างนี้ถูกผีหลอกตาย จนตายคาอกเลย ถ้าไม่ตายคาอก ก็ทุกข์จนสุดท้ายถูกที่เรียกว่า เมียน้อย ผู้หญิงนี่นะยิงตาย ฆ่าตาย เพราะไปเกิดการแย่งกัน ชู้ฆ่า ฆ่าผัว ผัวฆ่าชู้ ชู้ฆ่าเมีย เมียฆ่าผัว ตาย นี่คือ การถูกผีหลอกตาย ฟังให้ดีนะผีของอาตมานี่นะ แน่นัก เห็นพิสูจน์ได้ เป็นเอหิปัสสิโกด้วย ไม่ใช่ผีที่พูดกันไม่รู้เรื่อง พิสูจน์ก็ไม่ได้ ร้องกันให้มาดูก็ไม่ได้ นี่เรียกร้องมาให้ดู คุณเห็นไหม พิจารณาดู พิจารณาจึงเห็นนะ ไม่พิจารณา ไม่เห็นนะ นี่แหละตายกันโครมๆ ถูกผีหลอก หลอกว่า ดี นึกว่าดี แหม มีผู้หญิง มีผู้ชายแยะๆ ไม่รู้จักจบ ไม่รู้จักพอ ผัวเดียว เมียเดียว ใจเดียว พระพุทธเจ้าก็บอกเหลือทุกข์ ยังไม่รู้จักพอ ยังไปหาหนึ่ง หาสอง หาสาม หาสี่ หวาน แล้วผีก็หลอกเอาจนตาย บางทีผีก็ยิงเอาตาย แล้วก็ตาย บางทีคนอื่น เขาก็มายิงตาย บางทีก้อ กินยาตาย บางทีก็อะไรตาย ไม่รู้บางทีตายคาอก น่าทุเรศ น่าสงสารมั่ง ตาย คาอกนี่ น่าสงสารตาย มันจะสงสารมันก็ไม่น่าสงสาร ที่จริงมันควรเรียกว่าน่าทุเรศมากกว่า นะนี่ผีหลอกตาย บางคนก็ตายถูกผีการพนันหลอกจนกระทั่งหมดเนื้อหมดตัว ฉิบหายกันไม่รู้จะทำยังไง อาย ชาวบ้าน อายเพื่อนฝูง ไม่มีเงินใช้หนี้ ยิงตัวตาย ก็ผีหลอกตายเหมือนกัน ฟังให้ดีนะ ก็ผีหลอกตายเหมือนกัน ผีหลอกตาย ผีอบายมุขทั้งหลายทั้งแหล่ เยอะแยะมากมาย ขอให้ประมวล อาตมาพูดซ้ำแซะ เรื่องอบายมุข ตั้งแต่ เป็นนักเลงของเสพติด นักเลงการพนัน นักเลงผู้หญิงผู้ชาย ไปจนกระทั่ง การละเล่นการละหัว มัวเมา เป็นโจรการละเล่นต่างๆ นี่ ประดิษฐ์ประดอยกันมาเป็นราคาสูง สตังค์ไม่มีก็จะไปตีกอล์ฟ ผีหลอกมันหลอกให้ไปตีกอล์ฟ นึกว่าเป็นเกมเก๋ๆ โก้ ท่านี้ เสร็จแล้วก็ไปตี จ่ายไปเถอะ เพราะว่าเป็นเกมที่ ยกย่องว่าเป็นเกมชั้นสูง ต้องจ่ายเงินแยะ เงินไม่มี หนี้ทับถมหัว หนักเข้า หนักเข้า ฆ่าตัวตาย ผีหลอก นั่นละผีหลอก ไปเล่นโบว์ลิง ไปเล่นนั่น เล่นนี่ เที่ยวบาร์ เที่ยวไนท์คลับ เที่ยว อะไร ยุแหย่ กันไปเถิด ไปอาบอบนวด คนขี้เมื่อยนัก ต้องไปนวด ต้องไปอาบน้ำ ต้องไปนวด ต้องไปจับจ่ายเงินทอง หลอกกันเต็มบ้านเต็มเมือง กรุงเทพฯ นี่ อาตมาขอยืนยันแล้วยืนยันอีก ตายแล้วก็จะลุกขึ้นมายืนยันอีก ว่าในกรุงเทพฯ นี่ ผีหลอกมากที่สุด ในกรุ่งเทพฯ นี่ ผีมากที่สุด ผีในป่าช้าไม่มี อาตมาไปนอนมาแล้วป่าช้านี่ ผีในกรุงเทพฯ นี่เข้ามาแล้ว โอ้โฮ้ ขนลุกขนพอง เยอะเหลือเกิน บางคน โอ้โหเห็นแล้วเป็นผีตั้งแต่เดินมา โอ้จะว่าคนก็ไม่ใช่คน เขียนขีด ทาทำอะไรต่ออะไรโอ้โฮ้ เห็นแล้ว ช่างไม่น่าอายเลย บางทีแหกอกมาเลย เป็นท้อปเลสมาเลย โอ้โหผีแหกอกมาจริงๆ ด้วยเป็นท้อปเลส มาจริงๆ ด้วย เจาะมาเลย เจาะรูมาเลย เป็น ซีทรู มา แหกมานี่ผี มันหลอกเราทั้งนั้น มอมให้เราเมา ผีนี่มอมให้เราเมา แล้วก็ล้วงตับกินไส้เรา ล้วงตับกินไส้เรา จงพิจารณาแล้วจึงจะเห็น ถ้าไม่พิจารณาแล้วไม่เห็น นี่อาตมาพอพูดชั้นหยาบก่อนเดี๋ยวจะพูดถึงพิจารณาชั้นใน ถึงขั้นที่ตกวิจารณ์

วันนี้จะพูดให้ถึงจิตในจิตให้ฟัง จะพิจารณาไปจนถึงจิตในจิต วันนี้จะพูดให้เป็นขึ้นไปหน่อย พูดตามใจเรื่องผี เรื่องอะไรต่ออะไร หรือว่าเรื่องอะไรพวกนี้ ไม่พยายามแคะก็ไม่ได้ ต่อผี ชนิดที่สูงขึ้นมาอีก ขอพูดอาตมานี่ มันยืนยันว่าเป็นธรรมะกถึกของพระพุทธเจ้า ขี้เกียจจะตัดลัดผ่านมา ขี้เกียจจะตัด ตัดความเพราะมันยังไม่มิด ก็ไม่อยากรับความว่าเสียท่ามันเป็นธรรมะกถึกแท้ ไม่เอา ก็ขอพูดหน่อยนะ ทนฟังหน่อยนะ เพราะเรื่องอบายมุขแล้ว ผีนรกนี้คุณรู้แล้ว คุณอย่าไปทำ อย่าไปได้ถูกหลอก ผีมาให้มันหลุดพ้น ใครหลุดพ้นพ้นตัวเอง ไม่ไปถูกหลอก ตัวเองไม่ทำตัวเป็นผี นะเป็นนักการพนัน เป็นนักการได้วุ่นวายเป็นนักเลงผู้หญิง ผู้ชาย นักเลงยาเสพติด เป็นนักเลงการละเล่น มหรสพ หลงหนัง หลงละคร หลงเกมต่างๆ ไม่เป็นนักเลงเที่ยวกลางคืน ไม่เป็นนักเลงคบมิตรชั่ว ไม่เป็นคนขี้เกียจ ขี้คร้าน เป็นคนขี้เกียจขี้คร้านก็ผีนรกนะ ฟังให้ดีนะ นี่อาจมาย้ำยืนยันอยู่เสมอ เป็นคนขี้เกียจขี้คร้านก็ยังเป็นผีนรก เมื่อเราทำตัวของเราไม่เป็นผีนรก และไม่ถูกผีนรกหลอกได้แล้ว เราก็มารู้จักผี ขั้นต่อมา ผีขั้นต่อมาก็ผีท่านหลงลาภ หลงยศ หลงสรรเสริญ หลงผีขั้นนี้ ก็จะเอาลาภมาอ่อยลาภ ถ้าเรียกว่าใช้ลาภต่อลาภ ใช้ลาภแลกลาภ บางคนก็ไม่ใช้ลาภแลกลาภ บางคนใช้ยศแลกลาภ บางคนก็ใช้สรรเสริญแลกลาภ บางคนใช้สุขแลกลาภ คนที่บอกว่าเอาละเราหลอกเขาให้มาสุขแล้วเราก็ได้ลาภ ฟังให้ดีนะ อาตมาจะยกตัวอย่างฟังแล้วอย่าตกเก้าอี้ อย่างโสเภณีนี่ หลอกเขาว่า มาสิ มาหาชั้น แล้วชั้นจะให้สุขแก่เธอผู้ชายก็หน้ามืดตามัว ก็ดิ้นๆ ๆ คลานเข้าไปหาโสเภณี เมื่อไปหาโสเภณีก็ไปเสพ นึกว่าตัวได้ความสุข เพราะโสเภณีเขาเอาสุขหลอกไว้ เขาเอาสุขหลอกไว้ คนไม่รู้ ผู้ชายก็คลานไปเสพเอาสุขพอเสพเสร็จ ก็จ่ายลาภไปให้เขา โสเภณีก็ได้ลาภ คือ เงิน นี่คือเอาสุขมาแลกลาภ เห็นไหม เห็นชัดไหม เอาสุขมาแลกลาภ นี่ก็เป็นความหลอก หลอกชนิด หลอกกิน หลอกกิน หลอกกิน เป็นความสุข ไม่พูดถึงว่า โสเภณีเขาจะสุข หรือไม่สุข ไม่เกี่ยว แต่ตัวเขาหลอกผู้ชายแน่ เดี๋ยวนี้ก้าวหน้าไปจนถึงไม่ใช่โสเภณี โสเภณา แนะ โสเภณาก็มีข่าวว่า ไว้หนวด ตามข่าวว่าโสภาณามีหนวดเป็นสัญลักษณ์ หลอกว่ามาหาฉันที่เธอเปล่าเปลี่ยว อ้างว้าง ว้าเหว่ มาหาฉัน ฉันจะให้สุขแก่เธอ จ่ายฉันแพงหน่อยนะเพราะโสเภณาหายาก ราคายังมี ราคายังสูงโสเภณา นะ ที่เขาลงข่าวกันมา ไม่ทันสมัย เพราะอาตมานี่ทันสมัยหน่อยนะ ต้อง up to date คือทันวัน ไม่ต้องทันสมัย คือ ทันวัน up to date นี่ ต่อได้ทันวัน up แปลว่า กระโดด to date แปลว่า ตามวัน กระโดดไปตามวันเลย เรียกว่า up to date เขาก็แปลว่า ทันสมัย อาตมาขอแปลใหม่ ภาษาอาตมานะ ภาษาอังกฤษว่า up to date อาตมาขอแปลเป็นภาษาไทยว่า ทันวัน ทันสมัย ทันสมัย ไม่ไหวแล้ว ภาษาแย่ ช้า ทันวันเลย แล้ว ตรงตัว เป๊ะด้วย up to date เป๊ะเลยด้วย ภาษาอังกฤษ เขามาไกลแล้วนะมานานแล้วนะ ภาษาไทยยังล้าสมัยอยู่เลย ทันวัน ซิ เพราะฉะนั้น ผู้ใดยัง โสเภณา นี่ หลอก เขาไว้ มาสิ มาหาชั้น ชั้นมีสุขให้เธอนะ พวกผู้หญิงที่อ้างว้าง เปล่าเปลี่ยว ว้าเหว่ หรือ ว่า จะไปหาสุข ก็ไปหา โสเภณา โสเภณาก็กินเงินเข้าให้ หลอก แพง ยังราคาแพง เพราะหายาก นี่ก็เรียกว่า เอาสุขมาแลกลาภ หลอกเหมือนกันเป็นวิธีหลอกอย่างหนึ่ง ใช้ปัญญาเอาสรรเสริญมาแลกลาภ เอาสรรเสริญมาแลกลาภ กลุ่มนี้ไปทำให้มันเด่น มันโด่งมันดัง จนกระทั่งคนยกย่องสรรเสริญชมเชย เพื่อที่จะให้เขามาแล้ว โอ้ยโปรประกันดา ดังไปถ้วนทั่ว แล้วคนนั้นก็มาหา พอมาถึงก็ใช้วิธีการหว่านล้อม เอาอย่างนี้สิ เอาอย่างนั้นสิ วิธีโน้น วิธีนี้สิ เสร็จแล้วถูกปลิ้นปล้อน เอาลาภ โดยไม่รู้ตัว บางทีก็ให้ด้วยใจศรัทธาซะด้วย เช่น บางคนแสดงฤทธิ์เดช แสดงความเก่งในประตูต่างๆ บางคนไม่อย่างนั้น เอาอย่างเดียวนี้มี เชิญทรง เชิญเข้าทรงแล้วแสดงฤทธิ์เดชอย่างนั้นอย่างนี้ ให้มันดัง กล่าวสรรเสริญยกย่อง ที่นี้คนไม่รู้ก็ถูกหลอกไปสิ พอไปถึงก่อนเข้ามาซื้อดอกไม้ธูปเทียนหน่อยก่อนนะ เอ้าวิธีเนี่ยรดน้ำมนต์ตรงนี้ก็มี บูชาครูไปบ้างสัก 10 บาท 16 บาท คือตั้งให้มันเก้ๆ อย่างนั้นแหละ 16 บาท 90 สตาง

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน