Copy of 170727 จะยึดถือไปทำไม-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์57 KB
วันที่แก้ไข20 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

ต่อจากนี้ไปขอเชิญท่านรับฟังธรรมะซึ่ง พ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้แสดงไว้มีชื่อว่า จะยึดถือไปทำไม การแสดงธรรมในครั้งนี้ได้แสดงไว้ที่วัดนรนาถ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม พุทธศักราช 2517 เนื้อหาสาระธรรมจะเป็นประการใดก็ขอเชิญท่านติดตามรับฟังได้ ณ บัดนี้

วันนึงตามที่เราได้กำหนดนัดหมายกัน การฟังเป็นการแสดงธรรม เป็นการที่จะชี้ธรรมในวันสุตะ จะเป็นการแสดงธรรมของพระพุทธเจ้า สุตะที่ว่านี้ ทุกคนก็คงจะฟังมาก็เคยได้ยินมาแล้วแต่มันแปลว่า ฟังพระพุทธเจ้าได้สอนธรรมะในการฟัง สุตะ เมื่อผู้ใดฟังแล้ว ก็ไปจับเอาแก่นจับเอาเนื้อ ของมันเองให้ได้ ฟังแล้วจับเอาแก่นเอาเนื้อของมันให้ได้ เรียกว่าเปยยะ แม้แต่สิ่งใดที่มันขยายอยู่ มันเกี่ยวข้อง มันสัมพันธ์ ที่จะสืบกันไปต่อกันไปเป็นความติด เป็นความต่อ เป็นการขยายธรรม แก่นนั้นออกไปเราเรียกว่า เราเรียกว่า เวยยะจรณะ ก็ให้เข้าใจเอา ให้รู้จักย่นย่อจับเนื้อหา จับแก่น จับสาระ รู้คำที่สัมพันธ์ รู้คำที่มันสัมพันธ์ มันเกี่ยวข้องกัน มันขยายกัน ให้รู้ให้เข้าใจ ธรรมะไม่มีมาก ธรรมะมีแก่นเนื้ออยู่นิดเดียว นอกนั้นเป็นการขยายทั้งนั้น เป็นไวยกรณะ ขยายออกไปขยายออกไปนับวันก็ยิ่งขยายกันยาวกว้าง สมัยพระพุทธเจ้าได้ขยายกันขนาดหนึ่ง พอมาถึงสมัยนี้ขยายกันออกไปไกลเหลือเกิน ขยายกันจนกระทั่ง อาตมานี่เหนื้อยเหนื่อย เหนื่อยเพราะมันขยายความออกมาแยะ ภาษาก็แยะ ความเข้าใจก็แยะ อะไรต่ออะไรก็แยะ คนนักตั้งภาษา นักตั้งของสมมุติขึ้นมา ก็ตั้งขึ้นมา สร้างขึ้นมาแยะ ไอ้ความแยะ แยะ แยะ นี่แหละมันทำให้เราเลอะ มันทำให้เราวนมันทำให้เราหลง เพราะมันอำพราง มันอำพราง มันเลยทำให้เราไม่รู้ความจริง ไม่รู้แก่น ไม่รู้สาระแก่นมันไม่มีมาก แต่มันมีแต่ความจริง ของความที่เรียกว่าสัมพันธ์กันอยู่ เป็นบทบาทไตรลักษณ์ เป็นบทบาทของการเ

อ่านต่อ

กิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปเท่านั้นเอง นี่เป็นแก่นของมัน แต่เราเห็นมันไม่ได้ เห็นมันแล้วก็เป็นเห็นหยาบๆ เห็นไปในละเอียด ชอบใจไปจนกระทั่งถึงจิต เราก็เข้าใจมันไม่ได้ มันก็ต้องพากเพียร พากเพียร ฟัง ฟัง แล้วก็จับเนื้อหาสาระ เมื่อจับเนื้อหาสาระ ก็รู้ในการขยายเข้า ขยายออกมาให้ได้ ทบทวนแล้ว ทบทวนเล่าอีก เราเรียกว่ามีคาถา มีอุทาน มีอิทธิวุตกะ คาถาก็คือ ไอ้ที่เรารวมยอดแล้ว เรารวบรวมไว้ด้วยดี หรือว่าเราทำความเข้าใจไว้ให้ดีว่า เป็นเนื้อหาสาระแค่นี้ นั่นแหละเอาออกมาใช้ แล้วเราก็ฟังอีก เราอาศัยอันนั้นเป็นฐาน ไอ้สิ่งที่เราเข้าใจแล้วเป็นเบื้องต้น นั่นแหละ เป็นฐานพอ ฟังต่อไปมันก็จะมีอะไรใหม่ๆ มีอะไรเข้าใจเพิ่มเติมได้อีกเราเรียก อุทานเราเรียกว่า อุทานมีรายได้ใหม่ๆ เพิ่มเติมให้ เสร็จแล้วมันก็มีแต่ของเก่า แล้วก็ย่นย่อเข้าไปหาหลักเก่าให้ได้ ไม่พลาดกัน ไม่ทิ้งกันในหลักเก่า แต่ก็มีความใหม่ที่ขยายความอยู่ เราเรียกว่าเรารู้ซ้ำๆ ซากๆ เรารู้ของใหม่ ของเก่ามันก็เป็นของเก่านั่นแหละ แล้วก็ขยายความ ร้อยกรอง ร้อยเรียงกันออกไปเรื่อยๆ เราเรียกว่า อิติวุฒตักกะ จริงๆ มันก็ของเก่าซ้ำๆ ซากๆ นั่นแหละ แต่ว่ามันขยายความกันไปเรื่อย สิ่งเหล่านี้ เราร่ำเรียนอยู่ไป มันยาวความเข้า มันก็ถูกร้อยกันเข้าไปเป็นเรื่อง เป็นราว เป็นบท เป็นบาท เป็นหมู่ เป็นหมวดเราเรียกมันว่า ชาดก หรือ ชาตกะ ภาษาบาลีก็ไม่มีตัวเด็ก ชาดกหรือ ชาตตกนี่แหละ หรือ ชาตกะ นี่หละ เราเรียกว่า ชาตก หรือ เรียกเป็นภาษาไทยๆ ว่า นิทานก็ได้ นิทาน คือ มันร้อยเรียงกัน เหมือนเรื่อง เก่า เรื่องใหม่ ผสมผเส นั่นละ เห็นใหม่ รู้ใหม่ ก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ อาจจะไม่ใหม่หรือว่าเราจำได้ก็เป็นเรื่องเก่าๆ อยู่นั่นแหละ แต่ว่าเรื่องเก่า หรือเรื่องใหม่ก็ตาม เรารู้เท่าทันเรื่องเก่า เรื่องใหม่ รู้เนื้อหาสาระแท้ๆ แล้วก็ รู้คำขยาย รู้เรื่องใหม่ ที่ขยายความอยู่ เข้าใจโดยลึกซึ้ง แล้วก็ไม่หลงทั้งของเก่า ไม่หลงทั้งของใหม่ ไม่หลงตีความถอดตัวถอดตนออก เห็นไตรลักษณ์ให้ชัด เห็นความที่มันเกิดขึ้น ความที่มันตั้งอยู่ ความที่มันเป็นไป แล้วมันก็สูญมันก็ดับ เห็นให้ชัด มันมีแต่การเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มีการเกี่ยวข้องกันได้ของ 2 สิ่ง เราจะเรียกว่ารูปกับนาม หรือว่าจะเรียกว่า ของสองสิ่ง เราเรียกว่าบวกกับลบ เราเรียกว่าหญิงกับชาย เรียกว่า อิทถีลิงคะ กับ ปุงลิงคะ อะไรก็ได้ แล้วแต่ว่าเราจะเรียกเ ป็นสภาพธรรมสองสิ่ง มันก็จะดำเนินบทบาทของมันอยู่อย่างนั้นแหละ เรื่อยไป เรื่อยไป เรื่อยไป ถ้าเรารู้เท่ารู้ทันเรียกว่า อภูตธรรม เป็นธรรมะที่ฉลาด หรือเป็นอัจฉริยะที่เราได้รู้ขึ้น หรือเป็นอริยะเป็นความรู้ที่จริง เป็นความรู้ที่เข้าใจเพิ่มขึ้น สูงขึ้นเรียกว่า อภูตธรรม แล้วสั่งสม การกระทำแบบนี้ตั้งแต่ฟังมาแล้ว ก็ย่นย่อเอาให้เป็น ขยายความออกก็ได้รวบรวมเอาไว้ เป็นบทเป็นข้อสรุปอะไรเนี่ย ที่ภาษาย่อๆ ของพระพุทธเจ้าเรียกว่าตั้งแต่ สุตตะ อธิบายมาเมื่อกี้เนี่ย มีสุตะเคยยะเคยยาอกรณะ คาถาอุทานอิทธิวุฒตกะ จนกระทั่งถึงวุฒิธรรม 8 ลักษณะเนี้ย รวมธรรมอยู่อย่างนี้เวียนวนอยู่แล้วเล่า แล้ว เล่า ก็เป็นความรู้แท้ เป็นความรู้สูง เรียกว่าธรรมะแท้ ธรรมะสูงหรือเรียกว่า ยอดแห่งความรู้ หรือเรียกว่า อภิธรรม ภาษาบาลีท่านเรียกเวทละรวมยอดลงไปเป็นเวทละหรือเป็นยอดธรรม หรือเรียกว่า อภิธรรม หรือเรียกว่าความหรือว่าเรียกว่าธรรมะอันแท้ ธรรมะอันสูง ความรู้อันยอด ก็ตามใจ จะแปลเป็นภาษา ยังไงก็ได้ ถ้าเราเข้าใจสภาวะมันแล้ว คำสอนพระพุทธเจ้าที่สอนมนุษย์ เทวดา พรหม มาร ทั้งหมดนั้น เราเรียกว่า นวังคศรัตรุศาสน์ ก็คือคำสอนตั้งแต่ สุตตะ เวยยะ เวยากรณะ คาถากิตติวุฒตกะ แล้วกระทั่งถึง ชาดก อภูตธรรม แล้วก็ เวทละ นี่แหละ เก้าอันนี่แหละ นวะ แปลว่าเก้า นวะ บวก องคะ แปลว่า องค์เก้า ศรัตรุ แปลว่า อาวุธ ศาสตร แปลว่า ความรู้ มีความรู้ที่เป็นอาวุธอย่างเฉียบขาด ยอดที่เป็นยอดสิ่งที่ควรได้ควรเป็นคือความรู้มีองค์ 9 หรือว่ามีหมวด มีหมู่ก็แบ่งเข้าก็เป็นหมวดเป็นหมู่ 9 ทำงานร่วมกันทั้ง 9 เป็น สมัคคี คำสอนพระพุทธเจ้ารวมลงแล้วทั้งหมด 84,000 พระธรรมขันธ์ก็คือคำสอนระหว่างศรัตรุศาสตร์ อันนี้แหละอย่างนี้ เพราะคุณมาฟังธรรมะเนี่ย อาตมาเองก็ดำเนินรอยตามพระพุทธเจ้า สอนเหมือนอย่างท่านพูด เหมือนอย่างท่าน แล้วก็เข้าใจพูดไปแล้วไม่ทิ้งแก่น พูดไปยังไง ยังไงก็ไม่ทิ้งแก่น จะขยายยืดยาวออกไปยังไง ยังไง ก็ต้องไม่ทิ้งแก่น เตือนเตือนพวกคุณเสมอกลับมาหาแก่น มาหาเนื้อ ไม่ใช่พูดแล้วทิ้ง พูดแล้วทิ้ง พูดแล้วทิ้ง เลยขาดลอย พูดแล้วก็ช่างยกตัวอย่างไปหาสัตว์ตัวตนบุคคลเราเขาแล้ว ทิ้งไม่ได้ เราต้องพูดแล้วย้อนกลับไป กลับมาไม่ทิ้งแก่น ต้น กลาง ปลาย ต้องให้มันกินหัวกินหางรอบอยู่ ถ้าไม่กินหัวกินหางแล้ว ขาดลอยแล้วหลงทาง เสร็จแล้วเราก็ตัดขาดทิ้งไปเรื่อย แบบนั้นก็เสียหาย ธรรมะเป็นอย่างนั้น

วันนี้หัวข้อจะยึดจะยึดถือไปทำไม เราจะพูดกันให้เข้าใจมุมเหลี่ยมที่ควรจะได้เข้าใจ ตามหัวข้ออีก คำว่าจะยึดถือไปทำไม เป็นเชิงคำถาม เป็นเชิงคำถาม ก็ดีเราถามกันซะก่อน ว่าเราจะยึดถือไปทำไม เราจะถามคนอื่นก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรมาก เราควรถามตัวเราว่าจะยึดถือไปทำไม คำว่ายึดถือก็คงจะเข้าใจความอยู่แล้วว่า เราไม่วางมันเอง เรายังแบกยังหาม ยังเกี่ยว ยังข้อง ยังเกี่ยว ยังข้องมันอยู่ ที่นี้ เราจะยังเกี่ยวข้องมันอยู่ หรือยังวุ่นวายกับมันอยู่ ไม่ปล่อย ไม่วาง ไม่เลิก ไม่ลากับมันไปนั้นน่ะ ทำไม เพราะอะไร ถามตัวเอง ถ้าผู้ใด ถามตัวเองในสิ่งใดที่เราเห็นว่า เรายังยึดถือ เรายังเกี่ยวข้อง ยังวุ่นวายกับมันอยู่ แล้วเราก็วิจัย วิจัยสิ่งที่เรายึดถือนั้น ที่เราเกี่ยวข้องนั้นว่า ไอ้สิ่งที่เราเกี่ยวข้อง เรายึดถืออยู่ เรายังไม่ปล่อย ไม่วาง ไม่ทิ้งมันเนี่ย ทำไมมีประโยชน์อะไร ทำให้ชีวิตของเราดีขึ้นอย่างไร หรือไม่ หรือว่ายึดถือไว้ เพราะทำให้ชีวิตคนอื่นดีขึ้นอีกเท่าไหร่หรือไม่ เราต้องพิจารณา ถ้าเรียกว่าธรรมวิจยะ วิจัยดูให้ดีให้แท้ทีเดียว ถ้าชีวิตของเรายังทิ้งมันไม่ได้แล้ว มันจำเป็นเหลือเกิน ก็เอาไว้ก่อนหละ ถ้าเห็นว่า ทิ้งได้นี่นา เราไม่ต้องมีสิ่งนี้ เราไม่ต้องเกี่ยวกับสิ่งนี้ได้นะ ไม่ต้องยึดเอาไว้ ไม่ต้องถือเอาไว้นี่นะ อันนี้ปล่อยได้แล้ว วางได้แล้ว หลุดพ้นไปจากเราได้แล้ว อันนี้ อันนี้ไม่ควรจะอยู่กับเราแล้ว ถ้าเราเห็นได้อย่างนั้นก็รีบ รีบหาทางปล่อย ทั้งๆ ที่รู้ว่าไอ้นี่ควรปล่อยนะ เราไม่ควรยึดถือไว้ เราไม่ควรจะคลุกคลีเกี่ยวข้องไว้แล้วนะอันนี้ ทั้งๆที่บางทีคุณเห็นคุณเข้าใจได้ว่าถ้าเอาไว้ก็รังแต่จะขอให้เราทุกข์ ก่อให้เราเหน็ดเหนื่อยเป็นภาระ บางทีทำให้เราเสื่อมเสียด้วย เห็นชัดๆ แต่ก็ยังวางไม่ลง ปล่อยไม่ได้ ยังวางไม่ลง ยังปล่อยไม่ได้ ก็ยังมี พิจารณาตนเอง ไม่ต้องไปถามใคร ถามตัวเรานี่ถามชัดๆ ค้นหาให้ชัดเลย ไอ้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเราไม่ต้องเอามาคิดน่ะ ของคนอื่นเขาช่างเขา ตัวเราเองเนี่ยของเรานี่แหละ เราคิด เพราะมันทุกข์อยู่ที่เรา มันจะเจริญแล้ว มันจะเสื่อมก็อยู่ที่เรา เอาของเรานี่ มันติดมันยึดอะไร เอามาคิดที่เรา เพราะคนอื่นอย่าไปเอาเขามา คนเราส่วนใหญ่ไปชอบ ไปมองคนอื่น แต่เห็นคนอื่นได้ ใจดีซะด้วยนะจะไปทำให้แต่คนอื่น ใจดีซะด้วย จะไปทำให้แต่คนอื่น ไอ้ตัวเราเองไม่ทำ ไม่ให้ก็ไม่ทำให้แก่ตัวเองหรอกไม่พยายามมาคิดค้นดูว่าเรายึดถืออะไรแล้วแบกหามอะไร เราคลุกคลีเกี่ยวข้องอะไรอยู่นักหนา เป็นภาระอันมากมาย อะไรอยู่นักหนา ไปก่อ ไปสร้าง ไปต่อ ไปเติม ไปทำอะไร ต่ออะไรให้มันเกินมันเฟ้ออะไรอยู่นักหนา เราไม่เคยคิดอ่าน เมื่อไม่คิดอ่านเราก็ไม่เห็น เมื่อไม่เห็น ก็ไม่เคยถามตัวเองว่าจะยึดถือไปทำไม ไม่เคยถาม เพราะฉะนั้นผู้ใดเริ่มต้นเอาข้อนี้ไปถาม ถามตัวเองจะยึดถือไปทำไม จะยึดถือไปทำไม เอาไปถามตัวเองเข้า พยายามคิดอ่านดูให้แท้ๆ เลยว่าชีวิตของเราประกอบไปด้วยอะไร ชีวิตเราประกอบไปด้วยอะไร ถ้าเรารู้แล้วว่าชีวิตของเราประกอบไปด้วยสิ่งนี้ล่ะ สิ่งนี้แหละ แล้วก็ถามต่อว่า เมื่อมันประกอบไปด้วยสิ่งนี้ เราเอง ยึดถือมันอยู่ เราเองก็ต้องใช้มันอยู่ เราเองก็ต้องมีมันอยู่ เมื่อมีมันอยู่แล้ว มันหนักหนาแค่ใด มันให้อะไรแก่เราบ้างจะวางมัน จะเลิกมันจะไม่ยึดถือมันล่ะ จะไม่เกี่ยวข้องมันหละ จะได้หรือยัง ไอ้เนี่ย อาตมาพูดโครงเสียก่อนนะพูดโครงใหญ่ๆ ไว้ก่อน เดี๋ยวอาตมาจะย่นเข้าไปหาว่าอะไรบ้าง เพราะ อาตมาพูดกลางๆ หลายคนมีเยอะแยะก็ต้องพูดกลางๆ นะ แล้วก็คิดเอาเอง ฟังธรรมเนี่ยเราฟังแล้วก็เทียบเคียงของตนเอง ฟังแล้วก็คิดเทียบกับของตนเอง อย่าไปคิดคนอื่น ถ้าคิดคนอื่น แล้วเราจะไม่จบ เพราะว่ามันจำเป็นไปหมด แล้วทุกอย่างในโลกแล้วเราไปคิดเทียบกับคนอื่นแล้ว เราไปเห็นแต่คนอื่นเขา เราไปเทียบให้คนอื่นเขาด้วย มันก็เลยไม่ได้ทำงาน เพราะทุกอย่างมันจำเป็นหมด แม้แต่ฝิ่นก็จำเป็น แม้แต่ฝิ่นก็จำเป็น เฮโรอีนก็จำเป็น เพราะคนมันติดจริงๆ แม้ไม่กินตายนะ แม้แต่ตำรวจเองจับคนติดฝิ่น ติดเฮโรอีน มาแล้ว ยังต้องมีฝิ่น เฮโรอีน ไว้สำหรับไอ้คนนี้ มันกำลังจะลงแดง แย่แล้วต้องเติมให้มันหน่อย ไม่เติมให้มันนิดนึง มันตายแน่ ตายจริงๆ ด้วยตายจริงๆ ด้วย เพราะฉะนั้นต้องให้มันนิดนึง เขาเรียกว่า เปรตพลี ภาษาของพระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า เปรตพลี คือการต้องเสียสละบ้าง พลี หมายความว่าต้องเสียสละ ต้องให้มันบ้าง ต้องให้มันบ้าง แม้เราจะรู้ว่าเราเลี้ยงเปรตไว้ แม้เราจะรู้ว่าเราเลี้ยงเปรตไว้ก็ เราก็ต้องอนุเคราะห์มันบ้างเล็กน้อย สำหรับ เปรตพลี การให้ฝิ่น หรือ เฮโรอีน ขอบเขตที่มันจะลงแดงแล้วเนี่ย ต้องให้มันเอาไว้ก่อนอย่าพึ่ง แล้วค่อยๆ ลดน้อยลง ลดน้อยลง ค่อยๆ หาวิธีช่วยกันรักษากัน อย่างเดียวก็ค่อยๆ ทยอยๆ อนุโลมให้นิดๆ หน่อยๆ แต่ไม่ใช่เราตามใจ จะเรียกว่าเราจะไม่ให้เขารู้ว่าที่จริงอ่ะ เราไม่ได้เต็มใจให้เขานะ ที่จริงแล้วเราจะขัดเกลา ไม่ใช่ของดิบของดีที่จะส่งเสริมนะ ให้เขาได้รับปัญญา อันนี้ เพราะการให้ เปรตพลี ซึ่งหมายความว่าอย่างนี้ อย่าไปเข้าใจว่า เปรตพลี ก็คืออะไรก็ไม่รู้ลอยลมเอาข้าวไปถวายลม เอาไปกางไว้บนโต๊ะที่ไหน หรือกางไว้ป่าช้า ใต้ต้นไม้ไหน และบอกว่า อุทิศให้เปรต ต่างๆ นานา ไม่ใช่ หรือมาทำการกรวดน้ำ กรวดน้ำ อะไรเนี่ย เปตานัง อุปกรรมปะติ อะไร เนี่ยสวดไปให้เปรตอย่างนี้นะ ไม่ใช่ เปรตไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เปรตหมายความว่า ผู้ตายแล้วซึ่ง ผู้ตายแล้วจากความดี คือ เปรตผู้ตายแล้วจากความดี เปตานัง คือ ผู้ตายแล้วจากความดี อย่าไปเข้าใจว่าผู้ตายแล้ว จากร่างกายนี้แล้ว ก็ไปเป็นเปรต ไอ้นั่นมันไม่ได้เรื่อง เปรตคือผู้ที่ต่ำ เปรตไม่ได้หมายว่าคนดี ไม่ได้หมายความว่าวิญญาณ หรือ จิต หรือปัญญาอันดี ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เปรต หมายถึงจิต หมายถึง ปัญญาอันเสื่อมทราม จิตวิญญาณ หรือ ปัญญาอันเสื่อมทราม มันตายแล้วจากจิต วิญญาณ หรือปัญญาอันดี มันตายไปจากอันนั้น เพราะงั้นพวกที่ไปปฏิบัติ ไปประพฤติ หรือ ไปคลุกคลีอยู่กับสิ่งต่ำ เราจึงเรียกว่าเป็นผู้ที่มีจิตวิญญาณเลว เป็นผู้ที่มีปัญญาเสื่อม อยู่ในคน เปรตอยู่ในคน เปรตไม่ได้ไปอยู่ที่ไหน ไหนหรอก เปรตอยู่ในตัวบุคคลนี่แหละ เป็นผู้ที่รนราน ดิ้นรน เดือดร้อนอยากเสพ อยากไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ไปยึดถือไอ้สิ่งที่มันเลวๆ เอาไว้ เปรตนะ เปรตมันมีเดรัจฉานอยู่พร้อม และส่วนใหญ่จะเป็น นิรยะสัตว์ คือ เป็นสัตว์นรก ทุกข์ทรมาน ทุกขทรมาน และเป็นอสุรกายอยู่ในตัวด้วยเปรตเนี่ย เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจให้ได้ว่ าจิตวิญญาณใดที่มันอยู่ในร่างคนนี่แหละ ไม่ต้องไปเอาอยู่ในร่างสัตว์ที่ไหน หรือว่า ออกนอกร่างไปแล้ว แล้วก็ไปพิสูจน์กัน โอ้ พิสูจน์เปรตแบบนั้น เสียเวลา คนที่จะเห็นเปรต เห็นผี เห็นสัตว์ในนรกภูมิ เห็นสัตว์ในเทวดาภูมิ เห็นสัตว์ในพรหมภูมิ ที่มีตาทิพย์เห็นนั่นน่ะ เห็นทะลุไปหมด อยู่ในคนนี่แหละ อยู่ในคนนี่แหละ เห็นชัดแล้วก็สอนคน สอนคนให้พ้นจากเปรตภูมิ สอนคนขึ้นมาเป็นเทวดา และไม่ยึดเทวดา สูงกว่าเทวดามีอีก สอนเทวดาในร่างของคนนี่แหละ จิตวิญญาณในร่างของคนไข้สูงขึ้นไปอีกเป็นพรหม สุดท้ายสอนให้วางความเป็นพรหม ทิ้งจิตวิญญาณที่เป็นพรหมอีก จึงจะเป็นพระอรหันต์ ทิ้งวิญญาณที่เป็นพรหมแล้วก็เป็นพระอรหันต์ เนี่ยเป็นระดับๆ อย่างนี้จริงๆ อย่าไปเข้าใจว่าพระพรหม ก็คือลอยละล่อง เชิบ เชิบ อยู่บนสวรรค์ไหนก็ไม่รู้ ไม่พระพรหมก็คือคน จิตวิญญาณที่อยู่ในคน เทวดาก็คือจิตวิญญาณที่อยู่ในคน สัตว์นรกก็คือจิตวิญญาณที่อยู่ในคน อันนี้เป็นปรมัตถ์ ถ้าอธิบายลอยอยู่นอกตัวแล้ว เป็นสมมุติบัญญัติ ไม่ใช่ปรมัตถ์ เห็นให้เป็นปัจจุบันเดี๋ยวนี้ เห็นที่เรา ยิ่งใครเห็นที่เราเมื่อกี้นี้ได้เน้นเข้าไปแล้วว่า การที่เราพิจารณาที่เรา เรายึดถืออะไรไว้ เห็นที่เรา ผู้ใดเห็นที่เราเมื่อใด นั่นแหละ ผู้หลักผู้นั้นรู้ สักกายะ รู้อัตตา ผู้เห็นที่เราเมื่อใด ผู้นั้นรู้ สักกายยะหรือรู้อัตตาตัวตนของเรา รู้กาย รู้จิตของเรา ถ้าเราไม่รู้กาย ไม่รู้จิตของเรา ไม่เป็นปรมัตถ์ ไม่เป็นสติปัฏฐาน ไม่เป็น ก็ไม่ได้นั่งมีความรู้ไปรู้นั่นแหละตาทิพย์ไปมองเห็นเปรตอยู่ข้างนอกโน่น นั่นไม่ใช่ปรมัตถ์ อันนั้นเป็นสมมติสัจจะ ผู้ปฏิบัติธรรมที่จะบรรลุนิพพานได้ต้องเป็นปรมัตถ์ ต้องเป็นปัจจุบันธรรม ต้องเห็นที่ตัวตน เป็นสติปัฏฐานแท้ เป็นสติปัฏฐาน มันจึงจะพ้น มันจึงจะบรรลุเป็นพระอริยบุคคล แล้วก็เป็นนิพพานได้ ไอ้นี่เป็นจุดแท้ๆ ในการ ธรรม เพราะฉะนั้นถ้าผู้ใด ยังยึดถืออะไร ก็ให้ถามตัวเองเข้ามากๆ ตรวจพล ตรวจตัวเอง รู้ตัว ของตั วหรือรู้ต นพระอริยะต้องมีจิตที่เรียกว่าสติและจิตที่เรียกว่าระลึกรู้ สำหรับตนเองอยู่เสมอ มีสติเป็นอาวุธอย่างแกล้วกล้า ภาษาบาลีท่านเรียกว่า มี สัตตาธิปไตย มี สัตตาธิปไตย คือมีจิตเป็นอำนาจจิต หรือ มีสติเป็นอำนาจ จิตตัวนี้ เราย่นย่อมาเป็นตัวสติ มีการระลึกรู้ตัวอยู่เสมอ เสมอ เป็นอำนาจ เรียกว่า สัตสต หรือ บาลี เรียกว่า สติอันเดียวกัน คือ จิตที่มันระลึกรู้ บวกกับอธิปไตย หรืออธิปไตยนี่แหละ ที่เราก็พูดกันอยู่เดี๋ยวนี้กำลังอธิปไตยกันเต็มที่เลยในประเทศไทยเดี๋ยวนี้ กำลัง เก่ง เก่ง อธิปไตยกัน อันเดียวกันนี่แหละ ต้องมี สัตตาธิปไตรย คือมีสติเป็นอำนาจ เมื่อผู้ใดมีสติเป็นอำนาจแล้ว ก็ค่อยตรวจตน ตรวจดูตนเสมอ เสมอ ตรวจดูฐานของเรา อย่าไปนู่นคนอื่น กายยาววาหนาคืบกว้างศอก พร้อมกับสัญญากับใจของเรานี่ ตรวจเราให้มาก ตรวจแล้วก็จะเกิดปัญญา เกิดรู้ รู้ว่าเราไปยึดถืออะไร รู้ว่าเราไปยุ่งกับอะไรมาก และสิ่งที่ไปยึดถือไปยุ่งอยู่นั้น อ่านมันทุกอัน รู้มันทุกอัน ตั้งแต่เช้าขึ้นมาจรดเย็น จนกระทั่งถึงนอนตื่นขึ้นมาอีกที อ่านไปทุกวัน อ่านไปทุกอาทิตย์ อ่านไปทุกเดือน อ่านไปทุกชั่วโมง อ่านไปด้วยตรวจไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เช้านี่มันมีอะไรที่เรายึดเอาไว้ที่มันเกิน แบบฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยบ้านฟุ่มเฟือยมากไปแล้วมันไม่เข้ายา อันใดที่เป็นเรื่องของคนโง่ ถ้าเรียกว่าอันนั้นของชาวนรก เราไม่ค่อยเข้าใจ หรอกว่าเราเองเราไปหลงสิ่งที่ชาวนรกเขาหลงอยู่ พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่าอบายมุขอบาย แปลว่า นรก มุข แปลว่า ใหญ่ หรือแปลว่าปากไปว่าหน้าเนี่ยเห็นชัดๆ ปากหน้าเนี่ย แปลว่า ใหญ่ อันนั้นแหละชาวนรก หรือว่า ใหญ่ อันนั้นแหละของชาวนรก คือ ผู้ที่โง่ไปยึดถือไปทุกที เกี่ยวข้องพูดออกไปเดี๋ยวนี้ก็อาย พูดไปเดี๋ยวนี้ก็อาย เรียกว่าเรารู้อยู่ ถึงยังไง ยังไงสามัญสำนึกก็รู้ว่าไอ้นี่ชาวนรกเขาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น ถ้ารู้ว่า อันนี้มีที่ตัวเอง ต้องหาทางปลดปล่อย อย่ายึดถือเอาไว้อย่าเกี่ยวข้อง อย่ามีที่ตน อย่ามีที่ตน อบายมุขใดๆ ก็ตามแต่ อาตมาพูดแล้วก็ทิ้งหลักไม่ได้ บอกแล้วว่าทิ้งหลักไม่ได้ เพราะงั้นเราต้องตรวจจริงๆ อบายมุข อย่าไปคิดว่า ไม่ได้ ช่างมันเถอะเล็กๆ น้อยๆ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนใครว่า ไม่เป็นไรหรอกโทษภัยนิดหน่อย เธอทำเฉยๆ ก็ช่างมันเถอะ ไม่มี พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนสาวกของท่านอย่างนั้น ไม่เคยสอนพุทธบริษัทอย่างนั้น พระพุทธเจ้ามีแต่สอนว่า อย่าประมาทแม้โทษภัยอันเล็กน้อย อันมีประมาณน้อย อย่าประมาทแม้โทษภัยอันมีประมาณน้อย พระพุทธเจ้ามีแต่สอนอย่างนี้ ไม่เคยสอนว่าช่างมันเถอะเล็กๆ น้อยๆ ช่างมันเถอะไม่เคยสอน เพราะฉะนั้นเมื่อเรารู้ตัวว่าอย่างนี้จัดเข้าเป็นอบายมุขแน่แล้วเลิกยึดถือจะยึดถือมันไปทำไม จะคลุกคลีมันทำไม จะเกี่ยวข้องมันไปทำไม บ้านเมืองก็ตาม สังคมก็ตาม คุณเองก็ตามจะเจริญได้เพราะคุณเลิกอบายมุขมาก่อน อันนี้ขอยืนยันเลย ขอยืนยันว่า คุณไปถามใครก็ได้ คำสอนพระพุทธเจ้า สอนมาแล้ว 2,000 กว่าปี ท่านก็ชี้ชัด ชี้เด่น ก็ไปยุ่งเกี่ยวกับไอ้เรื่องการพนันทั้งหลายแหล่ เนี่ยถ้าเรายังยุ่งกับการพนันก็พูดทีไรก็อายตัวเอง ถ้าเรายังติดการพนัน ยังยึดถือการพนัน ยังเกี่ยวข้องกับการพนัน พูดทีไรก็ยังอายตัวเองอยู่นั่นแหละ นี่มันรู้ชัด ชัด รู้ว่า เป็นอบายมุขแท้ๆ ก็จะไปยึดถือมันทำไม หาทางระงับ การจะระงับได้ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่ามีมรรค คือ มรรคะวิธี คือ มีศีล สมาธิ ปัญญา พอคุณฟังว่า มีศีล สมธิ ปัญญา คุณก็ไม่เข้าใจเนื้อหาสาระ มันหมายความว่าอะไร ศีล ก็คือ หลักเกณฑ์ กฎข้อที่คุณจะเอามาทำเสมอๆ มายึดแทนเสมอๆ คือ มันคือ สมาทาน สมาทาน ภาษาบาลีนี่แปลว่า มันยึดถือไว้เสมอๆ ฉวยเอาไว้เสมอ เสมอ มาจากคำว่า คำว่า สท บวก อาทาน อาทานแปลว่า ยึดเอาไว้ฉวยเอาไว้สำหรับแปลว่าติดต่อกันเนืองๆ หรือเสมอๆ เราเอาอันนั้นมายึดแทน แต่ก่อนเราเคยเดินเข้าสนามม้าเสมอๆ เดี๋ยวนี้แหละตั้งศีลให้กับตัวเองใหม่ บอกต่อไปนี้เราจะไม่เดินเข้าสนามม้าเสมอๆ ฟังให้ดีนะ ฟังให้ออก ธรรมะ ของพระพุทธเจ้าฟังง่าย และเข้าใจได้ เราอย่าไปติดภาษา แต่ก่อนนั้น เราเคยเดินเข้าไปเล่นไพ่เสมอๆ เดี๋ยวนี้เราตั้งกฎให้ตัวเองใหม่ คือ ตั้งศีลให้ตัวเองเสีย หรือ ตั้งข้อสมาทานให้ตัวเองเสีย ยึดเอาข้อ อันนี้มาทำเสมอๆ ว่าไม่เดินเข้าบ่อนไพ่ให้ได้เสมอๆ ให้ได้ติดต่อกันเนืองๆ แต่ก่อนนี้เดินเข้าไปบ่อยๆเดี๋ยวนี้ไม่เดินอย่างนี้ถึงเรียกว่าตั้งศีลขึ้นมามีสมาทาน มีข้อ มีหลักเกณฑ์ที่เราจะเอามาประพฤติ ประพฤติจริงๆ จนกระทั่งให้เข้าถึงจิตเราเรียกว่าสมาธิ เราเรียกว่า อธิจิตถ้าปฏิบัติยังไม่เข้าถึงจิต ไม่มีปฏิบัติ ปฏิบัติอยู่ข้างนอกก็ได้แค่ ศีลมันวิรัติ ไว้ ศีลมัน วิรัติไว้ มันมีแต่แค่ ศีล มันทำให้เราบริสุทธิ์ กาย บริสุทธิ์วจี เราไม่ เดินเข้าสนามม้าเราไม่เดินไป บ่อนไพ่ เราไม่เดินไปวงเหล้า เราไม่เดินไปวงเหล้า แล้วก็เอาวงเหล้ามาตั้งไว้ในบ้าน ก็ไม่เอานะ หรือว่าไม่เดินเข้าสนามม้า เอาสนามม้าไปตั้งไว้ในบ้าน เดี๋ยวนี้ก็มีสนามม้า เขามีสนามมาเป็นใบๆ ก็มีมาแทงกันในบ้านเลย เป็นกระดาษ เป็นสนามม้า เขาเรียกอะไร เค้าเรียกม้าอะไร เล่นม้าใบๆ ก็มี เดี๋ยวนี้ สารพัดที่เขาจะทำหลอกคนได้ คนมันมัวเมา เพราะฉะนั้น เราไม่เอา เราเลิกอบายมุขพวกนี้ อย่างแท้จริง ตั้งศีลให้ตัวเอง ทำจนกระทั่งถึงจิต จิตมันไม่เคยในการที่จะไปเสพ มันก็จะค่อยๆ ห่างมา นอกจากไม่เคยแล้ว ความเสพคุ้นน้อยลงไปแล้ว ลดออกได้แล้ว เราก็ทำปัญญาเข้าไปถอนอาสวะซะด้วย ทำปัญญาก็ไปถอนอาสวะ คือ พยายามพิจารณาอ่านตน คิดให้เห็นว่าเรานี่โง่ๆๆ คนอื่นเขามีความเจริญด้วยสิ่งที่ดี แต่เราทำไมยังจะต้องไปมัวเมา ยึดถือติดอยู่กับความชั่วที่ท่านพูดอยู่ว่า อบายมุขหรือเป็นเรื่องของคนโง่ เป็นเรื่องนรก อบายมันแปลว่านรกทำไมเราจะไปติดมันอยู่ทำไมเราจะต้องไปวุ่นวายมันอยู่ อ่านไม่เห็นอ่านให้ชัดในปัญญา ถ้าเราไม่มีสิ่งนี้เราจะตายไหม บังคับตัวเองเข้า ตั้ง สัจจะเข้า มีธรรมะ มีขันติ สัจจะ ก็คือเอาจริงเอาจังเข้า ธรรมะก็คือข่มเข้า ขันติก็คืออดทนจริงๆ จึงจะเกิดจาคะ จึงจะเกิดการเสียสละออกไปได้ ปลดปล่อยไปได้ หลุดออกไปได้ เมื่อปัญญาของเราเข้าใจแจ้งแทงเห็นแล้วก็กด โธ่ไอ้นี่เป็นอกุศลจริงหนอ โธ่เราโง่อยู่ได้ตั้งนาน ก็ชีวิตไม่ต้องเกี่ยวข้องกับอกุศลธรรมแบบนี้ มันก็อยู่ได้นี่นะ เมื่อปัญญาของผู้ใดเห็นอย่างนี้ แจ้งสว่างขึ้นมา เมื่อนั้นล่ะก็ ผู้นั้นจะไม่ยึดถือสิ่งนี้ ไม่เกี่ยวข้อง ถ้าไม่เกี่ยวข้องสิ่งนี้ ไม่คลุกคลีสิ่งนี้ จะปลดปล่อยจะวิมุติ จะทำให้หลุดพ้นออกไปจริงๆ คนผู้นั้นก็จะเป็นผู้มีวิมุติ มีความหลุดพ้น วิมุตอย่างนี้แหละเราเรียกว่าเป็นการกระทำ ที่เรียกว่าปฏิบัติธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อย่าไปฟังเพ้อลอยลมอยู่ที่ไหนเป็นอันขาด ปัญญาเท่านั้นจะเข้าไปตัดอนุสัย จะเข้าไปตัดจิตตัวที่เราไปยึดถือ ตัวที่เราไปเกี่ยวข้องไปคลุกคลี ปล่อยวางไม่ได้ ปัญญามันจะเห็นว่าไอ้นี่ชั่วแท้ ไอ้นี่เป็นอกุศลธรรมแท้ เป็น อกุศลาธรรมา ผู้ใดอ่านออก ว่า กุศลาธรรมา คือ ใจสอนจิต มองเห็นแล้วว่า เรายึดถือสิ่งนั้นไม่ถูก แล้วเราก็ล้างออก แล้วเราก็พยายามพากเพียร ทำให้เกิดแก่ตนจนถึงจิต จิตสูงขึ้น วิญญาณเปลี่ยนแล้ว แต่ก่อนเรายังเป็นเปรต แต่ก่อนเรายังเป็นเดรัจฉาน แต่ก่อนเรายังเป็นสัตว์นิรยะภูมิ เป็นสัตว์นรก แต่ก่อนเรายังเป็นอสุรกาย เพราะเราไม่เข้าใจมัน เพราะเราไปหลงหลงยึดถือมัน เพราะเราไปติดมัน เพราะฉะนั้นเมื่อเราไปติดมันไปยึดถือมันก็จะไปเกี่ยวข้องทุกทีอยู่ จิตของเราก็ไม่ดีขึ้น ใจเข้าใจได้แท้เห็นถึงจิต ปฏิบัติจนกระทั่งจิตร่อน จิตมันวาง จิตมันปล่อย จิตมันไม่ยึดถือ จิตสบายไม่ต้องเสพสิ่งนี้ ไม่ต้องคลุกคลีสิ่งนี้ เพราะจิตไม่ยึดถืออันนี้แล้ว ปล่อยปลดออกไปจากตนแล้ว แม้แต่ที่อาตมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า เรื่องอบายมุขเห็นได้จริงนะคุณไปรับทำความเข้าใจให้ชัดนะ ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้นี่ท่านไม่ได้หลอกคุณนะ อะไร การพนันเอย สิ่งเสพติด ยิ่งสิ่งเสพติดหยาบๆ คายๆ จนถึงไอ้ ยาเสพติด เฮโรอีน ผงขาวอะไรนะยิ่งร้ายกาจ เพราะคุณเสพติด แม้แต่เหล้า สุรา แม้แต่เบียร์ แม้แต่ไอ้ที่เป็นทำให้จิตของเราสติมันตกเนี่ยคุณก็เห็นให้ได้อย่าไปเสพติดบุหรี่ ไอ้ยาดม ยาหอม ยานัดถ์ ยาถุงอะไรก็ตามแต่คุณเถอะ มันรู้แล้วแต่มันเปลือง สิ่งเสพติดพวกนี้ของผู้ชายเนี่ย ชอบจะไปลองอะไรที่มันจะกัดๆ บุหรี่ เหล้า สุราของฉุนๆ อะไรที่มัน กักๆ ถ้าชอบรส ข้างใน เสพเข้าไปข้างใน ส่วนผู้หญิงนั้นสิ่งเสพติดจะชี้ให้ สิ่งเสพติดคือของสวยของงาม ไอ้เรื่องถุน ไม่เอาอ่ะ ถุนเข้าไปข้างในไม่ค่อยเสพติดเท่าไหร่ ผู้หญิงแต่ผู้หญิงเสพติดของพอกนอก ของพอกนอก หลง เครื่องบริโภคนอก พระพุทธเจ้าท่านแบ่งบริโภคนอกกับบริโภคใน บริโภคในก็คือเอาเข้าไปข้างใน ส่วนบริโภคข้างนอกก็คือ ฉาบพอกไว้ข้างนอก ผู้หญิงติดอันนี้ เปลืองกว่าผู้ชาย ผู้ชายติดเหล้าเปลือง แล้วจะทำอะไรให้ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยได้เยอะ ผู้หญิงติดการแต่งตัวเปลืองเท่ากัน เท่ากัน ถ้าใช้มากก็มากไปด้วยกันทั้งคู่ แหละใครหนักฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยเป็นด้วยเรื่องวิตถารก็ไปด้วยกันทั้งคู่อ่ะ ลากจูงกันไปหมด ฟังให้ดีนะสมัยนี้แหละชัดๆ เลยเพราะสมัยนี้ก็บอกที่จะประโคมให้เป็นมงคลตื่นข่าวมันมาก กระบอกที่มันทำให้คนเราเห็นเป็นมงค

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน