Copy of 170622 ไขข้อข้องใจโดยพระโพธิรักษ์-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
หากใครรู้ได้เชิงวิทยาศาสตร์ก็สามารถที่จะรู้ได้เหมือนกัน แต่ไม่รู้ในเชิงวิทยาศาสตร์ สามารถรู้ได้ด้วยรูปนาม หรือด้วยความรู้ที่เป็นญาณที่สัมผัสถึงรูปอรูปอย่างที่ว่านี้ ที่อาตมาสามารถเอามาอธิบายให้ฟังก็เพราะอาตมารู้ด้วยญาณ รู้รูป รู้อรูปด้วยญาณอาตมา อาตมาไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ แต่อาตมาเอามาอธิบายเป็นเชิงภาษาวิทยาศาสตร์ให้คุณฟังอย่างนี้ได้ เพราะอาตมารู้ภาษาวิทยาศาสตร์ และอันเดียวกันอาตมาขอรับของทั้งนักวิทยาศาสตร์มาฟังก็เข้าใจมันเป็นเรื่องอย่างนี้จริงๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรายังไม่รู้พิสูจน์ไม่ได้แล้วก็บอกว่าผี จริงคุณจะตามหาเหตุปัจจัยไม่ได้คุณก็ว่ามันหลอก เป็นเสียงก็ได้ เป็นกลิ่นก็ได้ เป็นรูปก็ได้ เป็นรสก็ได้ เป็นอะไรก็ได้ เป็นตัว เป็นตนอะไรก็ได้ อย่างนี้ก็ลึกซึ้งขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่มันมีในโลกนี้ ก็เพราะว่า เราเองไปปรุงแต่ง ไปร่วมสร้าง ไปร่วมยึดถือแล้วก็ก่อตัวก่อตนขึ้นมามาก แล้วหลอกกันจนกระทั่งจิตยึด ยึด ยึด ยึดเข้ามากว่า ต้องมี ต้องมี ต้องมี ต้องมี ต้องเป็น ต้องได้ มันก็เป็นก็ให้เรื่อยไป ไม่มี ยังมีได้เลย เพราะฉะนั้นใครที่ยังมีอยู่ อาตมาแสนที่จะเข้าใจ ใครจะมีก็มีไป อาตมารู้ได้ด้วยเหตุปัจจัยของแต่ละคนคนไหนจะยึดแค่ไหนก็ว่าไป แต่อาตมาเองไม่เอา มีไม่เอามีด้วยมันหนักแล้วใครจะมี ก็มี แต่รู้ให้มันจริงเถอะ ถ้าคุณมี คุณไปหลง คุณก็ยิ่ง ถ้าหลงไปรัก ไปชอบคุณ ก็ต้องติดอีก แล้วคุณก็ต้องไฝ่หา ถ้าคุณไปหลงชัง หลงเกลียด คุณก็เกิดกลัว เกิดเกลียด เกิดชัง อยู่อย่างนั้น มันก็เป็นกิเลส ตัณหา มันก็ยุ่งยากอยู่ตรงนั้นน่ะ ถ้าเรารู้ไม่รัก ไม่ชอบ ไม่เกลียด ไม่ชัง ไม่กลัว นี่หมดอคติ 4 เป็นโลภะ หรือ ราคะ อคติ โลภาคติ ก็ไม่มี โทสาคติก็ไม่มี โมหาคติก็ไม่มี มีปัญญารู้เท่าทัน ภยาคติก็ไม่มี ไม่กลัว โลภาคติเกิดสิทธิข
อ่านต่อ
องเราก็ยังเกิดอยู่ หรือว่ายังจะต้องเป็นไปได้อย่างนั้น อย่างนี้ ก่อให้มันเกิด เพราะตัวเราเอง ยังจะต้องมีที่ไปด้วยรัก ยังมีที่ไปด้วยชัง ยังมีที่ไปด้วยการไม่รู้ ยังมีที่ไปอยู่เพราะกลัว ไม่เอา เพราะฉะนั้นเราจะมี ที่ไป ก็มีที่ไปโดยสุคติเท่านั้น ไม่อคติโดยโลภา โดยโลภะ โดยโทสะ โดยโมหะ หรือโดย ภยาคติ เราไปโดยสุคติ จะไปเพราะเรารู้มันชัดๆ จะไป จะมีอยู่ ก็รู้ แต่ไป ไปสักแต่ว่าไปกับคุณ อาตมาไม่ไปไปแต่รูปที่ปั้นให้มันไป กายไป วจีไป แต่มโนไม่ไป มโนศูนย์ ไม่ไปด้วยมโนศูนย์ มโนจริงๆ จิตเฉยๆ จิตไม่ไปด้วย อาตมากำลังพาคุณไปนรก ไปสวรรค์ในขณะนี้ ไปหาอะไรก็ได้ ไปหาผี หาสาง อะไรก็ได้ อาตมาไม่ได้ไปด้วยหรอก อาตมาไม่ได้ไปไหน อาตมาไม่ได้ไปด้วยอาตมาอยู่เฉยๆ งั้นก็ไปถ้าใครโน้มไปตามจิตที่คนอื่นเขาไปตามอาตมาพูด แต่คุณต้องไปเห็นให้ได้นะ ถ้าคุณไปเห็นของคุณแจ้งแล้ว คุณไม่หลงสิ่งเหล่านี้ คุณก็สบาย คุณก็เป็นผู้สุคติชั้นสุด จนกระทั่งไม่มีอะไรเลยไม่มีอคติใดๆ ไม่มีไปใดๆ ด้วยอคติ บอกว่าไม่ต้องไปใดๆ ไปเพราะว่าโลภไม่มี ไปเพราะว่าโกรธ ไม่มีไปเพราะกลัวไม่มี และไม่โมหาคติด้วย ไม่ไปเพราะโง่ โง่ แต่จะไปก็เพราะมีปัญญาไป ไปสักแต่ว่าไปให้พวกคุณเฉยๆ แต่ตัวเองอาตมาไม่ไป จึงไม่เกิด ไม่มีมา ไม่มีไป หยุดแล้ว หยุดจริงๆ ไม่มีไป ไม่มีมา ที่สุดแห่งที่สุดของ สุคติ คือไม่มีไป ไม่มีมา จบ ก็ไม่มีไป ไม่มีมา เนี่ยรู้ให้ได้ อาตมาพูดภาษาวันนี้ อาจจะเข้าใจยาก ยาก ยาก แต่ถ้าคนเข้าใจก็ดีอนุโมทนาสาธุ ได้เท่าไหร่ก็เอานะ อาตมาเติมภาษาจนถึงวันนี้ก็ถาม
ใครมีข้อข้องใจอะไรถาม จะเขียนขึ้นมาถาม หรือจะมาถามได้ที่ไมโครโฟน เชิญ
อ้า กำลังจะเรียกว่าสติไปอยู่กับสิ่งนั้นก็ได้ คือคุณเอาความรู้ ความระลึกรู้ สติคือความระลึกรู้ จิตของคนระลึกรู้ ขึ้นไปรู้กับสิ่งนั้นเขาเรียกว่าเอาสติไปไว้ที่นั่นก็ได้ ถ้าคุณเพลิดไปกับมัน คุณก็ไม่มีสติตัวนี้ ระลึกรู้และรู้เท่ารู้ทันสิ่งนั้นด้วย มันจึงจะเป็นสัมปชัญญะต่อแล้วจึงจะมีปัญญา ถ้าคุณไประลึกรู้สิ่งนั้น แต่คุณไม่มีสติตามไม่เท่า ตามไม่ทัน สัมปชัญญะไม่มี ปัญญาไม่มี แต่คุณไปเสพรสมัน คือ มันปรุงออกมาแล้ว คุณไปเสพ คุณไปนึกถึงสิ่งนั้น พอไอ้นั่นมันมาสัมผัสหู คุณก็บอกว่าเออไอ้นี่เพราะดีนะ เอออร่อย หวาน น่าฟัง น่าเพลิน แล้วคุณก็ปล่อยใจไปตามมัน อย่างนี้เรียกว่าไร้สติ ตอนนี้คุณกำลังถูกครอบงำ ถูกรูป หรือถูกเสียงอันนั้น มันครอบงำคุณ แล้วคุณไร้สติ ไร้สัมปชัญญะ คุณไม่มีปัญญา คุณกำลังเป็นทาสเสียงอันนั้น สักแต่ว่าเห็นได้ก็ต่อเมื่อ คุณเอง คุณรู้เท่าทันว่า เห็นสิ่งนั้นก็สิ่งนั้น มาปรากฏแก่ตาเราเท่านั้นเอง เป็นสักแต่ว่ารูปหรือเสียงนั้นมันได้ยินที่หูเรา ก็สักแต่ว่าเสียง ก็เป็นรูปอันนึงเหมือนกันเสียง รูปกลิ่นก็เป็นรูป รสก็เป็นรูป ใช่ไหม ถ้าเมื่อเวลาเราย่นย่อเข้าหา รูปกับนาม เพราะฉะนั้นไอ้รูปต่างๆ เหล่านี้มันจะมามันใหญ่กว่าเราไม่ได้หรอก เราเองก็รู้มันมีนาม นามอยู่ที่เรา คือจิต คือปัญญา เรารู้มันเอออันนี้นามนี้ แต่มันจะมาข่มขู่หรือมันจะมาใช้อำนาจบาตรใหญ่ ทำให้เราหลง ทำให้เราไปเอร็ดอร่อยก็มันจะต้องไปเป็นทาสมัน จะต้องไปหามัน จะต้องอะไร ต่ออะไรอีก ไม่ได้เรียกว่า เราเหนือมัน ถ้าเราไม่เหนือมัน เราก็เป็นทาสมัน แล้วก็แสวงหาตามมัน ต้อยๆ เลย รูปก็ดี รสก็ดี ก็ดี เสียงก็ดี เป็นทาสมันแสวงหาไม่รู้จักหยุดในโลก วันนี้แสวงหากันอยู่เยอะไหม แสวงพวกนี้เยอะไหมไม่มีคำตอบมี มีแต่อาการยิ้ม เรียกบรรลุธรรมก็ได้ รู้ทันแล้วต้องมีปัญญาด้วย ถ้ารู้ทันเฉยๆ แล้วมีปัญญามันก็สักแต่ว่ารู้ แบบโง่ แบบโมหะ รู้เฉยๆ ไม่พิจารณา ไม่มี ธรรมวิจยะ ไม่รู้กุศล อกุศล แยกไม่ออก เพราะฉะนั้น ก็ปฏิบัติต่อมันไม่ถูก เป็นอกุศล ก็ไม่รู้ กุศลก็ไม่รู้ ไม่ได้ ต้องรู้ว่าเป็นกุศล หรือ อกุศล ถ้าเป็นกุศล เราพึงยังกุศลให้ถึงพร้อม เธอควรปรุงกับมัน เมื่อควรปรุงกับมันเขาเรียกว่า เราบุญญาภิสังขารหรือ วิสังขาร ปรุงกับมันอย่างรู้ เรามีวิชชา ควรปรุงให้มีประโยชน์ เราก็ทำ ถ้าไม่ได้ประโยชน์ หยุด ไม่ปรุง เรียกว่า วิสังขาร ไม่ปรุง ก็ ได้ ไม่ปรุง เหมือนกัน ก็เรียกว่า ไม่ปรุง เพราะถ้าใครถึงขึ้น วิสังขารแล้ว ยอด จปรุงหรือไม่ปรุงก็อยู่ที่เรา เพราะฉะนั้น ตัวดับ ตัวนี้อยู่ที่จิตของเรา
ไม่มีอะไรจะถาม ถามให้คนอื่นก็ได้ อาตมาไม่มีส่วนตัวส่วนผู้อื่นหรอก ถามเลยเปิดโปงบอกเลยไม่เป็นไร อาตมาไม่กลัว ถามเลย คุณจะถามอะไร ความลับนักหนา หรือความลับของคุณ ถ้าความลับของคุณก็ค่อยว่ากันอีกทีนึง แต่ถ้าความลับของอาตมา ไม่ต้องกลัวเปิดเลย ถามเลย คนอื่นตามใจ ถ้าใครจะถามอะไรเชิญ
เอาทั้ง 3 อย่างมีพร้อมบริบูรณ์ มีทุกอย่างที่คุณว่าเนี่ย 3 อย่าง อ้าวเอาสติปัฏฐาน 4 ก็คือรู้ ปัฏฐานของตัวเองแล้วก็มีสติ จับที่ปัฏฐานของตัวเองเสมอ ปัฏฐาน คืออะไร ปัฏฐาน ก็คือตัวเราเองนี่แหละ จิตของเรากายของเรา จิตของเรา กายของเรานี่มันบันดาล จิตสั่งกาย กายถูกจิตสั่ง หรือจิตสั่งจิตเองก็ตามใจ แล้วก็เป็นล่าเหยื่อ ทุกวัน ทุกวันที่จะล่าก็คือความหลง หลงอะไร หลงสิ่งที่เป็นสุขเวทนา ล่าจังเลย ล่าสุขเวทนาตลอดชาติ พยายามจะดิ้นหักหนีทุกขเวทนาแล้วจะแสวงหาที่สิ่งที่หลงมาเป็นสุขเวทนา เวลาสั่งจิต สั่งกาย จิตนี่แหละมันคือสั่งกาย ไอ้กายมันเป็นไปเองไม่ได้หรอก จิตมันสั่ง ตลอดเวลา สั่งการให้ไปล่า เพราะฉะนั้นเมื่อเราเองรู้ฐานของตัวเอง ปัฏฐาน แปลว่าสิ่งที่ตั้งขึ้นที่นี่ ตัวตนเนี่ยมันเป็นกาย ยาววา หนาคืบ กว้างศอกพร้อมกับสัญญาและใจ นี่แหละรู้มันแล้ว เราก็มีสติตามไอ้เจ้าจิต ก็เจ้ากายเนี่ยมันไปล่าแต่เวทนาแล้วมันจะล่าหาแต่สุขเวทนา ตามรู้เท่าทันให้ได้ว่า สุขคือเวทนา ที่จริงเมื่อไปตามล่าสุขเวทนา ตัวเองเหนื่อย ลำบากมีอีกตลอดเวลามีอะไรต่างๆ นานาตลอดเวลาเพื่อไปตะเวน หรือว่าล่าเอาสุขเวทนา อยู่ตลอดเวลา เราจะต้องตามเจอให้ได้วะ ทีนี้เราไปซ่อกๆ ๆ เพื่อหลงที่จะตามหาสุขเวทนาเนี่ย มันคุ้มกันหรือเปล่า ไอ้สุขเวทนามันมีจริงๆ หรือเปล่า คนอื่นเขาไม่หลงเสพอันนี้ เขาอยู่ได้หรือเปล่า นึกถึงเลย นึกถึงตั้งแต่พระพุทธเจ้ามาเป็นปฐมครู เอาตัวอย่างเพราะเราถูกยึดพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ เราก็ต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง พระพุทธเจ้าท่านหลงอย่างนี้ไหม ท่านเห็นว่าอันนี้เป็นสุขเวทนาไหม เอ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ล่าอันนี้แฮะ คุณหลงว่า เราไปสูบฝิ่นนี่ เป็นสุขเวทนาแท้เลยนะ ก็ไปล่า พระทุทธเจ้าล่าไหม ไม่แฮะ พระพุทธเจ้าไม่ได้ล่าฝิ่นแฮะ เราเอาอย่างให้ได้ นี่แหละสติปัฏฐาน แล้วเราหัดลดลงมา หยุด
อาตมาอธิบายเมื่อกี้ควบไปทั้งจิต ทั้งเวทนา คุณฟังยังไง ฟังไม่ออก อาตมาอธิบายเมื่อกี้ทั้งกายและจิตและเวทนาพร้อม แล้วแยกเวทนาออกเป็นสุขเวทนา และทุกขเวทนาด้วย แล้วคุณนั่นแหละหลงสุขเวทนาแล้ว ก็ตามล่าสุขเวทนา โดยให้จิตมันจะได้สั่งกาย ไปล่าสุขเวทนานี้มาให้แก่ตนเสมอ เออเหมือนกันรูปนามนั่นแหละรูปนามนั่นแหละ มีในสติปัฏฐาน 4 ในคำบรรยายของพระพุทธเจ้าก็มี มโนปุปพัง มโนมยา มโนเสฏฐามโนมยา จิตเป็นใหญ่ จิตเป็นประธาน สั่งทุกอย่างในโลก และมันก็สั่งกายของคุณด้วย ถ้าคุณไม่มีกายไม่มีจิตสั่งกาย คุณทำอะไรไม่ได้หรอก และตกลงแล้วเก้าอี้ตัวนี้เป็นกายของคุณหรือเปล่า คุณจะได้สั่งได้มันเป็นกายของคุณหรือเปล่า
พิจารณาให้รู้ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เมื่อพิจารณาไปเท่าไร เท่าไรๆ ในโลกนี้ อาตมาก็เห็นแต่ทุกขเวทนา จึงเรียกว่า อริยสัจ มันไม่มีสุขเวทนา มันมีแต่ สุขัลลิกะ ทีแต่สุขตอแหลทั้งนั้น ก็สักแต่ว่ารูป ถ้าเราไปหลงมันก็ทุกข์ อาตมาก็ไม่หลงซะ ก็สบายเฉยๆ เท่านั้นเอง แต่ถ้าคุณไปเห็นมันแล้ว คุณก็หลงมัน คุณก็ทุกข์เข้าให้แล้วก็ต้องลนลานหาหา ต้องให้มาให้ได้นะ ถ้าไปรัก ไปชอบชอบก็ต้องจะเอาให้ได้ มีให้ได้ เป็นให้ได้ คุณก็ทุกข์ แต่คุณไม่รู้ทุกข์ คุณก็ลนลานหาหมดก่อนที่คุณจะได้มาเสพจะได้มาสนใจคุณก็เหนื่อยเหน็จ มีภาระ แต่คุณไม่รู้หรอก พอได้มา เออสบาย โถ กว่าจะได้ ทุกข์เท่าไร ทุกข์เกิดก่อนทุกที แต่คุณไม่เห็นทุกข์เกิดก่อนสักที แต่คุณไม่เห็นทุกข์เกิดก่อนสักที
ได้ก็ได้ ก็คุณพิจารณาให้รู้ว่า กาย คืออะไร อ้าวก็รู้ว่ามันได้มันก็เร็วกว่าไปได้ทั้งนั้นแหละ รู้กายให้ได้ รู้เวทนาให้ได้ รู้จิตให้ได้ รู้จิตของเราให้ได้เป็นตัวตัวนึงแต่มันยังไม่จบนะจะจบต่อเมื่อรู้มันถ้วนทั่ว แล้ววางมันให้ได้ มรรค 8 ให้เป็นผล ทำไมคุณไม่งง เหรอ อาตมาพูดให้คุณงงนะเนี่ยบอกว่ามรรค 8 เป็นผล คุณไม่งงเหรอ เก่งจังเลยนะอาตมาเห็นแต่พูดอยู่วัดมหาธาตุว่าอาตมาแหยงๆ เอ๊ะอะไร มรรคว่าเป็นผล อาตมาก็พูดอยู่อย่างนี้แหละ คือผล เมื่อ มรรค 8 มันเป็นสัมมาทั้ง 8 แล้วมันเป็นผลทั้งนั้นเออ คุณไม่งงก็ดีแล้ว เออ สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จ สำเร็จแน่นอน และอาตมาพิสูจน์แล้วถึงอาตมาถึงยันตามที่พระพุทธเจ้าว่า พิสูจน์แล้วอาตมาเห็นในมรรค 8 เห็นในอริยสัจ 4 เห็นในญาณ 16 อีกไม่กี่วันก็ ญาณ 16 ก็ออกมาแจกแล้ว เดี๋ยวพิมพ์หน้าปกเสร็จแล้ว ตอนนี้อาบน้ำมันแล้ว เดี๋ยวส่งเข้าเล่มแล้ว มาแจกเสาร์หน้าได้แจกแน่ เสาร์หน้าได้เอามาแจก ญาณ 16
แยกอะไรนะ แยกไว้ว่ายังไงบ้าง แล้วเมื่อไหร่จะเป็นพระอริยะล่ะ เก้าอี้ตัวนี้ เอาตัวอย่างยกเก้าอี้ตัวนี้ปรมัตถสัจจะ เออนั่นน่ะพูดผิด พูดผิดคนบรรยายไว้ก็ผิดด้วย อ้าวถ้าเห็นว่าไอ้นี่เป็นเก้าอี้ไม่ได้ ตีลังกาแล้ว ผิดแล้วก็เห็นเก้าอี้เป็นเก้าอี้ถูก ถ้าเห็นเก้าอี้เป็นของที่ต้องรัก ต้องชอบ ต้องทำอย่างนั้นสิ อย่างนั้นที่เรียกว่าแย่ อย่างนั้นผิด ผิด 100% คุณพูดว่าอย่างนั้นผิดเลย คนเห็นเก้าอี้เป็นเก้าอี้ ตามความเป็นจริง ยถาภูตะ เกิดคนนั้นเป็นพระอรหันต์ ถ้าใครเห็นเก้าอี้ตัวนี้เป็นของน่ารัก น่าชัง น่าแล้วก็เราไปเอาใจไปรัก ไปชอบ ไปชัง ไปหาหรือไปจีบทำคนนั้นแหละเป็นปุถุชน เก้าอี้มันก็เป็นเก้าอี้ มีหน้าที่อะไรช่างมัน ก็นั่งไป ถ้าจำเป็น จะต้องนั่ง ก็นั่ง ไม่นั่งก็เฉยๆ ไม่รักแล้วไม่รัก ให้หวง ไม่หวง ให้ชอบ ไม่ชอบ ให้แตะทิ้ง ก็ไม่เตะทิ้งเฉยๆ จึงเรียกว่าพระอริยะ หรือพระอรหันต์เห็นความจริงไปตามความเป็นจริง เก้าอี้เป็นเก้าอี้ ก็เป็นไม่มีทางเป็นพระอรหันต์อธิบายอย่างนั้นผิด 100% โอ๊ยเอา 18 ประโยค แนะ ถ้าจะพูดอย่างนั้นละก้อ แล้ว เป็นอรหันต์แล้วต้องเห็นเก้าอี้เป็นอะไร ว่าอย่างไร เอ้อสิ่งสิ่งที่ปรากฏทางตาและภาษา แล้วภาษาไทย อ้า หลับตาแล้วไม่เห็นใช่ไหม ทำได้ ทำได้ หลับตาแล้วไม่เห็น แต่ทำหลับตาแล้วเห็นก็ทำได้ ตัวนี้หลับตาแล้วเห็น ก็ทำได้ ทำไมโง่นักหนาหลับตาแล้วไม่เห็นตัวนี้ อ้าวถูกแล้วล่ะ มันได้แล้ว มันอะไรนะ มันได้แล้วมันอะไรนะ อ้าวตกลงอันนี้ดี ถามอันนี้ดี ไอ้ตัวที่ได้ที่ละที่วางแล้ว ที่เราได้แล้วเนี่ย มันไม่กลับไปเพราะอะไร มันเป็นอย่างไร อันนี้ดีคำถามอันนี้ดีนะ เมื่อกี้นี้เขาจะแซ่ซ้อง สาธุการสังฆราชก็เลยมีเสียงฆ้องเสียงกลองเคาะกันใหญ่ ก็ดี เหมือนกัน เราพูดในขณะที่กำลังมีฤกษ์ดีเหลือเกิน สถาปนาพระสังฆราช แล้วคำถามเมื่อกี้นี้ อาตมาก็ขออธิบายให้ฟัง ขอฟังดีๆ สภาพธรรมอันนี้เป็นสภาพที่อาตมาควักออกมาจากจุดของอาตมาเอง และเป็นสภาพธรรมที่จริงพระพุทธเจ้าท่านก็ยืนยันว่า สิ่งที่ได้ถอนราก ถอนโคน เห็นด้วยปัญญาอันแจ้ง ที่สุดรอบแล้ว สิ่งนั้นถอนอนุสัยอาสวะ ไม่มีการเวียนกลับ สิ่งใดเรียกว่าเวียนกลับอยู่ สิ่งนั้นเราเรียกว่าโลกียะหรือโลก หรือวนหรือกลมหรือหมุนอยู่ไม่มีการหยุด เรียกว่าโลกียะ หรือ โลกสิ่งใดมันหยุดหมุนตามโลก อยากหมุนก็หมุนไปหมุนนั่นแหละไม่หมุนด้วยจริงๆ อยากหยุดก็หยุดและสามารถหยุดตัวเองได้ด้วย จึงเรียกว่าเป็นผู้อยู่เหนือโลก หรือเหนือโลกียะ ไม่หมุนของตัวเองไม่หมุนเมื่อกี้พูดแล้วว่ามีกาย แต่สักว่า กายไป มีวจี ก็สักแต่วจีไป แต่จิตไม่ได้ไม่หมุนตาม ไม่ได้ไปหลงรส หลงรูป หลงกลิ่น หลงเสียง หลงอะไรด้วยตาม ไม่ได้หมุนไปตาม จิตอยู่เฉยๆ รู้จิตนะ เป็นฐานรู้ รู้สิ่งนั้น สิ่งนั้น นี่เราเรียกว่าเป็นผู้ที่เหนือโลก หรือเหนือโลกียะ เป็นตัวรู้แท้ เอาทีนี้ สภาพที่บอกว่าเป็นยังไง มันถึงไม่เวียนกลับ มันถึงไม่ ไม่ ไม่ ไม่มีการที่จะไปรับอันนั้นอีก เมื่อกี้ก็บอกแล้วว่าต้องเห็นด้วยปัญญา ปัญญานั้นไปเห็นอะไร ปัญญาเห็นว่าสิ่งนี้ไม่ยี่เจ้ยเลย ไม่มีค่า ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีเดชไม่มีอำนาจที่จะทำให้เราไปหลงเป็นทาสได้ ไม่ว่าอะไรทั้งนั้น อาตมาพูดแล้วก็ซ้ำของเก่าอีกนะ เพราะว่าพวกคุณยังมีของเก่าที่ยังไม่ล้าง ที่จะคุณจะเป็นทาสมันอยู่บางอย่าง อันไหนที่คุณเลกได้ก็ดี อาตมาก็จะพูดเป็นลำดับอบายมุขทั้งหลาย คุณเองยังเป็นทาสมันอยู่ คุณก็เวียนกลับไปคลุกคลี สังสรรค์ คุณก็ไปสร้างไปก่อ ไปให้มันยุ่งกับมันอยู่ ก็เรียกว่าคุณจะไปหมุนกับมัน ยังเอาตัวไปคลุกคลีไปเกี่ยวข้อง ไปนึกว่ามันเป็นสุขเวทนาแต่แท้จริงเป็นทุกข์นะ แต่คุณก็ว่าเป็นสุข ได้ไปนั่งเล่นไพ่ บางทีนั่งมันทั้งคืน อุ้ยสุขดีมันดี โถที่แท้จะตาย บางทีตาโหลเลย เงินก็เสีย ยิ่งเสียเงินแล้ว ยิ่งเห็นทุกข์ชัด อย่างเงี้ย คุณไม่รู้ทุกข์ คุณก็ไปเสพทุกข์นั้น แต่คุณหลงหลง
วันนี้ตั้งใจฟังกันในวันหนึ่ง การฟังว่า เป็นสุตตะ เรารับไป เพื่อจะเป็นเคยยะ เป็นสิ่งที่จะติดเอาไว้ที่ตนเอง เรียกว่าเคยยะ เมื่อเราฟังเป็น สุตตะ เป็นเคยยะ แล้ว ก็ไปทำความเข้าใจเพิ่มเติมให้เป็นไวยกรณะ เป็นสิ่งที่จะขยายเทียบเคียง ไล่เรียงซึ่งกันและกัน เรยกว่า ไวยกรณะ มันติดต่อกันได้ด้วย เป็นไปโดยสืบต่อกันหรือว่าใกล้เคียงกัน เหมือนกัน หรืออันเดียวกัน รวมความลงให้มันเหมือนกัน เห็นความเหมือน กับเห็นความแตกต่างกันในทุกๆ สิ่งให้ได้ ธรรมะในโลกนี้มีอย่างเดียวเรียกว่า เอโก หรือ เอกีธรรมโม มีอย่างเดียว แต่อย่างเดียวขยายเป็นสอง พอขยายเป็นสอง เราเรียกว่ารูปกับนามพอจากสอง ก็ขยายเป็นสาม เราเรียกว่าไตรลักษณะ หรือไตรลักษณ์ จากสามก็ขยายเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 เป็น 8 เป็น 9 พอถึง 10 แล้วก็นับเป็นรอบ เรียกว่า ทัสสะ หรือว่าเอกภาพหรือว่า Unity หรือว่ามวลให้ลงตัวแท่งหนึ่ง อันหนึ่ง หน่วยหนึ่ง เกินนั้นไปอีกก็เป็น เวยยะกรณะ เป็นส่วนขยาย ขยาย ขยาย ขยาย ขยาย ล้อเลียนซึ่งกันและกัน มีความเหมือนกัน แต่มีมุมที่ละเอียดลึกซึ้งโตขึ้นเพิ่มขึ้นมากขึ้นพลิกแพลงขึ้นเป็นสิ่งที่ได้สร้างได้ก่อได้แตกแยก พัฒนาหรือ วิวัฒนาการเพิ่มขึ้นต่อไปอีกเป็น 11 12 13 14 จนกระทั่งเป็นล้าน เพราะงั้นเมื่อถึงล้าน ล้าน ล้าน ล้านล้านมากขึ้นแล้ว คนจึงเมาธรรมะ หรือเมาสิ่งที่เกิด ที่มี ที่เป็นอยู่ในโลก ทุกสิ่งทุกอย่างเรียกว่า ธรรมะสัพเพธัมมา ทุกอย่างเมื่อสัพเพธัมมา หรือทุกสิ่งทุกอย่างนั้น เราเข้าใจความเหมือน และความไม่เหมือน ย่นย่อเข้าหาต้นเค้า เข้าหา เรียนรู้ สิ่งที่เป็นหนึ่ง จนกระทั่งแยกออกเป็น 2 เป็น 3 เป็น 4 ไม่ได้ เราก็หลง เราก็ไม่รู้ไปดับ หรือความเป็นหนึ่งได้ คนนั้นก็เป็นตัวของตัวเองเรียกว่าไทย หรือเรียกว่าอิสระเรียกว่าตัวผู้รู้ หรือเรียกว่าผู้ถึงที่สุดที่ แปลภาษาบาลีว่า อรหันต์หรือเรียกว่าผู้จบแล้ว เป็นหนึ่งเนื้อตัวเดียว ไม่สัมพันธ์ กับอะไร แต่สัมพนธ์ ที่ว่าไม่สัมพันธ์กับอะไรนั้นก็หมายความว่า เราไม่ยึดมั่นถือมั่น เราสัมพันธ์กับทุกๆ สิ่งอยู่ แต่เราไม่ได้สัมพันธ์ เพราะเหตุว่า เราจะไปทำให้คนอื่นเขาเสีย ด้วยความเห็นแก่ตัว ไม่มีเราไม่เห็นแก่ตัว เราไม่ทำให้คนอื่นเสีย เราจะทำให้คนอื่นได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น เมื่อเราเองเป็นผู้จบแล้ว ความจบก็มีรอบ ความจบหรือว่าอรหันตะ หรือว่าอรหันต์เป็นผู้จบแต่ละรอบก็มี เพราะฉะนั้นแต่ละจุด แต่ละรอบเหล่านี้ เราจะต้องเข้าใจ รอบของมันทุกๆ อัน พระพุทธเจ้าท่านแบ่งออกเป็นย่นย่อสั้นๆ ว่าแบ่งไว้เป็น 4 ระดับ เรียกว่า โสดาปฏิผล สกิทาคามีผล อนาคามีผล อรหันตผล แบ่งไว้เป็นสี่ ขยายออกแบ่งเป็นแปด จากสี่มันจะได้สี่มันจะต้องมีที่มาคือเหตุ เหตุนั้นเราเรียกว่า มาาค ก็เป็น โสดาปฏิมรรค โสดาปฏิผล สกิทาคามีมรรค สกิทาคามีผล อนาคามีมรรค อนาคามีผล อรหัตตมรรค อรหัตผลเป็น 8 ขยายจาก 8 และอีกตอนนี้ไม่ต้องตั้งชื่อ ตั้งชื่อแล้วมันก็ตั้งไม่รู้จบเป็น เวยยะกรณะ ขยายไปได้ อีกสิ่งเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่มี 3 ระดับ เรียกว่า สุตกรณะ เคยยะ เวยกรณะ เป็นความรู้ ถ้าเราขยายความรู้สามอันนี้ออกไปอีก ก็ขยายได้เราเรียกว่าเอ่อ อะไรอ่ะต่อจากเวยยะกรณะ อะไรนะ คาถา เอ่อลืมคาถา แล้วก็อุทาน คาถา อุทาน แล้วก็ กิตติวุฒกะ คาถา ก็เรียกว่า ยนย่อลง อุทาน ก็ให้มีอะไรขึ้นมาแล้วใหม่เพิ่มขึ้น สิ่งที่เห็น สิ่งที่ให้ ขึ้นมาแล้ว หน่อยนึง เกิดขึ้นแล้ว เห็นขึ้นแล้ว มีใหม่ขึ้นแล้ว มีใหม่ขึ้นมาให้แก่โลกแล้ว ณวัง อุทาน แปลว่า เกิด ทานะ แปลว่าให้ มีใหม่ขึ้นมาให้แล้ว พระพุทธเจ้าเริ่มต้นสร้างสิ่งที่ใหม่ที่สุด ก็คือท่านเริ่มต้นสร้างสาวก ท่านบรรยายให้แก่ปัญจวัคคีย์ฟัง ปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 พอท่านบรรยายเสร็จ โกณธัญญะ รับรู้เกิดปัญญาขึ้นมารับได้ รู้แจ้งเห็นจริง ตามพิสูจน์ได้ พระพุทธเจ้าลองพิสูจน์ว่าสิ่งนี้คนจะรับรู้ได้ไหม เห็นแจ้งแต่เราเองหรือว่าคนอื่นจะสามารถเห็นแจ้งด้วยท่านไปบรรยายให้แก่ปัญจวัคคีย์ฟัง โกณฑัญญะรู้ท่านก็อุทานขึ้นมาแล้ว โอ อัญญา วัตตะโภธัญญะ อัญญาสิ วัตตะโภธัญญะ เรียกว่า โอ้ เกิดแล้วหนอ อัญญา อัญญานี่หมายความว่ามันมีสิ่งใหม่ที่เออรู้ได้เกิดได้มีได้ วัตตะโภ หมายความว่ามีอันนึงผุดขึ้นมาแล้ว โภ แปลว่าเจริญ ขึ้นมางอกขึ้นมาเพิ่มขึ้นมา โภ คำว่าโภ สระโอ ภ. สำเภา วัตตะแปลว่า หนอ ที่สำนักของท่านเจ้าคุณเทพสิทธิมนี เอา วัตตะ ตัวนี้ว่า หนอ หนอ นี่มีในบาลี เอ้า มีไม่ว่ามีหนอยุบหนอพองหนอนี่ท่านยืนยัน หนอ ของท่าน อัญญาสิ วัฒตะโกณฑัญญะ โกณฑัญญะ รู้แล้ว รู้แล้ว มีอุปทานะ มีสิ่งที่เกิดขึ้นมาให้แก่โลกแล้วหนอ อุ แปลว่า เกิด ทานะ แปลว่าให้ โอ้ สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมาแล้ว นี่แหละท่าน อุทาน คำว่า อุทาน คำนี้หมายความว่ามันมีไอ้สิ่งที่ใหม่ เรารับ รู้ที่เรา เราได้กระจ่างที่เรา ก็เป็นอุทานของเราทั้งนั้นแหละ อุทานของเราทั้งนั้นแหละ แปลกเออจะว่าแปลกก็แปลก จะว่าใหม่ก็ใหม่ สิ่งที่น่ารู้ ก็น่ารู้ สิ่งที่ไม่ใช่ของเก่า เป็นอะไรเพิ่มขึ้นมาอีก ของเรามีเท่าใด ถ้ามีอะไรเพิ่มขึ้นมา ก็เป็นอุทานทั้งนั้นเรียก ว่าคาถา อุทาน อิติวุตตกะแท้จริงของเก่าทั้งนั้น อิติวุตตกะ หมายความว่าของเก่า แท้จริงคือของเก่า แต่เรารู้ใหม่นั้นหมายความว่า มันขยายขึ้นเท่านั้นเอง ถ้าขยายให้แก่โลก โลกเป็นผู้รับรู้ ถ้าเราไปพูดจงใจขยาย ถ้าขยายให้แก่ตัวเอง ตัวเองก็รับรู้ อย่างพระพุทธเจ้านี่ท่านก็ไม่แน่ใจตอนแรกว่า ธรรมะอันทวนกระแสโลกมันจะสอนคนได้ด้วยหรือ สอนคนมันจะรู้เรื่องหรือ สงสัยมันจะต้องเหนื่อยเปล่าเสียละมั้ง ถ้าเราไปสอนคนท่านก็ไม่แน่ใจก็เลยลองคิดดูสิ พยายามหาเหตุหาผลว่าถ้าไปสอนให้คนมันน่าจะมี 4 ชั้นเหมือนบัว 4 เหล่ามันน่าจะสอนได้นะเอาไปพิสูจน์ลองดูถึงจะคิดหาคนไปสอนพอไปสอนปัญจวัคคีย์เข้าถึงได้เกิดเป็นไปได้เหมือนกัน มีสิ่งใหม่จึงเกิด ท่านก็ได้รับของท่าน ท่านก็บอกเออไอ้นี่เกิดให้เรารู้ได้เหมือนกัน ว่ามีได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ อย่างนี้เป็นต้นนี่ เป็นสภาพธรรมเป็นสิ่งที่เราได้รู้สิ่งที่เราได้พิสูจน์สิ่งที่เราได้เห็นในประจักษ์กระจ่าง ถ้าใครเป็นผู้ที่ได้กระทำให้แก่ตนแล้ว แล้วเอาลองไปพิสูจน์ เราจะเห็นแจ้งเห็นจริงขึ้นไป ในส่วนที่เราไม่รู้ว่ามันเป็นของเก่าแล้วก็ สิ่งที่รวมลงมันเป็นธรรมะอันเดียว มันไม่มีอะไรหรอกมันไม่เกิดมันไม่ดับอะไรหรอกมันก็มันก็เป็นอย่างนั้นแหละเป็นธรรมดาธรรมดาเป็นธรรมะ ธรรมดานี่มาจากภาษาบาลีว่าธรรมตาภาษาบาลี เขาไม่มี ด. เด็กเขามีแต่ ต. เต่า จะ ฉะ ชะ ฌะ ยะ มีตัว ต. เต่าไม่มี ด. เด็ก ตะ ถะ ทะ นะ ไม่มี ด. เด็ก แต่พอเป็นภาษาไทยภาษาไทยเรามี ด. เด็ก เราก็ไม่รู้เราไม่อ่านคำว่าธรรมตา ด. เด็กมาแทน ต. เต่า แยะ ป. ปลา ก็จะมาเป็น บ. ใบไม้ ภาษาไทย แยะ เพราะฉะนั้น ธรรมดา หรือ ธรรมตา ก็หมายความเป็น ธรรมะ ธรรมดาใช่หมายความว่า ความเป็นธรรมะ ความเป็นสรรพสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่แท้จริงมันก็อันเดียว คือ เอโกธรรมะ หรือ เอโกธัมโมเท่านั้นเอง แต่เราไม่รู้เราก็ไปหลงตามโลกว่า มันมีหลายอย่าง มีของแปลกของใหม่มีของที่เราจะไปหลง ถ้าเราสักแต่ว่า อุทาน สักแต่ว่ารู้ และเราก็ เออมันมี มันมีอันนี้ขึ้นมา อันนึงนะ แล้วเราก็วางสิ มันก็ไม่มีอะไรเยอะมาก มันก็ไม่หลง แต่ถ้าเราว่าเออไอ้นี่ใหม่ ให้น่ายึด น่าถือ แล้วก็ยึดถือมาด้วยกันก็หลง ที่แท้จริงมันของเก่าทั้งนั้นแหละ พระพุทธเจ้าท่านมาเกิด ท่านอุบัติขึ้นในโลก ท่านก็บอกว่าเราไม่ได้มีอะไร เรามารู้ของเก่า มันมีอยู่ในโลกเนี้ย ธรรมะมันก็อยู่ในโลกนี้แหละแล้ว เราเกิดมาแล้วก็มาค้นเจอสิ่งที่เป็นความจริง ตามความแท้จริง เป็นสัจธรรมมันก็ของเก่าอยู่ในโลกนี้แหละ แต่พอเรารู้กันเป็น อุทาน แต่แท้จริงมันก็ อิติปิวุฒตกะ มันก็จึงกล่าวอย่างนี้เรื่องยาวๆไปกับสิ่งที่เกิดแล้วเป็นแล้วเราเรียกว่าชาตกะ ก็อีกแหละชาตกะ พอเป็นภาษาไทยเราไม่เรียกชาตกะ เราเรียกว่าชาดก เอาเลยจน ต. เต่ามันมาเป็น ตัว ด. เด็ก เข้าก็เรียก ชาดกหรือ ชาดกะ แต่เราไม่เรียก ชาดกะ เราเรียกชาดก เป็นชาตกะ ก็เป็นเรื่องนิทานเก่าๆ พูดกันไป พูดกันมา อยู่อย่างนั้นแหละเป็นเรื่อง ที่จริง มันไม่มีอะไร มันไม่มีอะไรให้เราหรอก เรียกว่า นิทาน นิ แปลว่า ไม่ ทานนะ แปลว่าให้ เนี่ย อาต มาพยายามสืบโยงไปหาภาษาบาลีให้ฟังนะ จะเข้าใจได้ นิ แปลว่า ไม่ อุ แปลว่าเกิด ทานะ แปลว่า ให้ อุทานก็แปลให้ฟังแล้วนี่ แปลว่า แปลว่าให้มันไม่มีอะไรให้เราหรอก มันไอ้ของเก่านั่นแหละ ถึงเรียกว่าชาดกหรือนิทาน นิทาน หรือ ชาดก อันเดียวกัน จึงเรียกว่าไอ้ตัวที่มันเกิดแล้วนั่นแหละแล้วมันก็เกิดแล้วมันก็เกิดอย่างนั้นแหละ ชาตะบวก กะ ชาตะแปลว่าเกิด กะแปลว่า ผู้มีความเกิด ชาตกะ แปลว่าผู้มีความเกิด มันก็เกิดมา มันเกิดมาให้เรารู้ ถ้าเราหยั่งรู้ของเก่าที่เป็นนิทาน ก็คือสิ่งนั้น ถ้าเราไม่หยั่งรู้ เราได้ฟังมาจากคนอื่นเล่า มันก็เป็นชาดก หรือเป็นนิทานเหมือนกัน เขาเล่าให้เราฟังอ่ะ ที่จริงมันไม่มีหรอก มันเป็นเรื่องเล่า มันไม่มีมัน นิทานะ นิทานมันไม่มีอะไรให้เรา หรอกมันได้เพียงแค่เรารู้ สักแต่ว่ารู้เฉยๆ สักแต่ว่าฟัง สักแต่ว่าได้ยิน ถ้าเรายึดเป็นจริงเป็นจัง โอ้โหนิทานก็เป็นเรื่องจริงใหญ่เลย นิทานขี้โม้ก็มี ยึดนิทานขี้โม้ใหญ่เลย เพราะงั้นคนที่จะเล่าก็เล่าโดยประเภทปัญญา หรือจิตมันปั้นออกมาเป็นรูปบ้าง เป็น อรูปบ้าง เป็นการวาดตัวเองขึ้นมาใหม่เลยบ้างถ้ายึดมาเป็นรูป ก็จิตมันปั้นเอง หยั่งเข้าไปในฌานหรือว่า หยั่งเข้าไปให้จิต มันสร้างออกมาเป็นรูป มันก็เป็นรูป เป็นเรื่องอะไรมากมายได้ เป็นไตรภูมิพระร่วง เป็นพระมาลัย เป็นอะไร ต่ออะไรเป็นเรื่องเก่าๆ แก่ๆ มันมีเค้าได้ที่เราจะจ่ายเค้า มันมีใหม่เลยจริงๆ ก็ได้ มันมีเก่าผสมใหม่ก็ได้ มีให้เค้าบ้าง ก็ของใหม่ของเราไปผสมบ้าง ของเก่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive