Copy of 170700 ชีวิตที่ไร้ค่า-พ่อท่าน-วัดนรนาถสุนทริการาม
เนื้อหาในไฟล์
ต่อจากนี้ไปท่านจะได้ฟังการบรรยายธรรมะเรื่องชีวิตที่ไร้ค่า ซึ่งได้บรรยายที่วัดนรนาถเทเวศ บรรยายโดยท่านพระโพธิรักษ์ รับฟังได้แล้วครับ
วันนี้เรามาเล่าเรื่อง เล่าชีวิตกันบ้าง ซึ่งทางนี้ได้ตั้งชื่อเรื่องไว้ ชีวิตที่ไร้ค่า ซึ่งก็เป็นชื่อเรื่องดีที่เราควรจะได้เข้าใจ เน้นหาคำว่า ชีวิตบ้าง เมื่อเรารู้ ชีวิตแล้วและเราก็ทำกับชีวิตของเราให้มันตรง ทำกับชีวิตของเรา ให้มันถูกต้อง ให้มันเป็นไปที่ดี แล้วให้พลังงานของชีวิต ให้ชีวิตมันมีค่า เพราะชีวิตมันก่อพลังงานนั้น พลังงานนั้นเป็นประโยชน์ เราก็ควรจะได้เข้าใจ ก่อนอื่นเราจะต้องเข้าใจก่อนว่า คำว่าชีวิตมันคืออะไร คำว่าชีวิตก็คือความไม่ตาย หูฟังดีๆ คำว่าชีวิตอยู่นี่เรายังไม่พูดกันไปให้เลยเถิด หรือไกลนึกว่าวุ่นวายอะไรมากไป ก็พยายามตั้งใจฟังให้ดี เอาจุดหรือว่าเอาที่ที่เรากำลังจะทำความเข้าใจให้แก่ตนเอง และตนเองจะเอาไปทำประโยชน์ และทำความเข้าใจ ให้ซาบซึ้งให้มันถูกจุกถูกเป้าทีเดียว คำว่าชีวิต หมายความว่ายังไม่ตาย คำว่าชีวิต หมายความว่ายังไม่ตาย เพราะฉะนั้นเมื่อผู้ใด เข้าใจคำว่าชีวิตถูกต้องเป้าอย่างนี้แล้วละก็ ก็คือ เราจะทำให้ตัวของเราเนี่ย มันมีชีวิต มันไม่ตายก็เป็นอันว่าเกมสำหรับชีวิต ส่วนชีวิตนั้นจะไร้ค่าหรือไม่ไร้ค่าจะมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวขยายความกันทีหลัง เดี๋ยวขยายความการทีหลัง เรามาพูดแต่คำว่า ชีวิตเสียก่อน ถ้าใครเข้าใจว่าชีวิตมีความคำว่าชีวิตชีวิตคือละคร ชีวิตคือความ คือการต่อสู้ ชีวิตคืออะไรต่ออะไรที่นักปราชญ์ นักไม่ปราชญ์ อะไรตั้งขึ้นมาเยอะแยะ มีมาก มีมาก มากคำพังเพย มากคำ มากนิยาม มากคำจำกัดความ ต่างๆ นานา บางคนก็บอกว่าชีวิตคือความเศร้า ชีวิตคืออะไร ต่ออะไรต่างๆ นานา แล้วแต่ใครจะตั้ง เมื่อตัวเองรู้สึก ถ้าผู้ใดรู้สึกว่า ความมีชี
อ่านต่อ
วิตนั้นแล้ว ได้รับความรู้สึกกระทบสัมผัส เมื่อการกระทบสัมผัสนั้น ตัวเองรู้สึกหนักหนา ก็ต้องก็เลยตั้งเป้าไว้ชีวิตคือการต่อสู้ถ้ามันหนักหนา ถ้ามันจะต้องแม้จะต้องต่อสู้จะต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าจะต้องรบราฆ่าฟัน จะต้องวิ่งเต้น จะต้องดิ้นรน จะต้องลำบากลำบน อะไรมากมาย ก็ตั้งนิยามให้แก่คำว่า ชีวิต คือการต่อสู้ บางคนก็บอกว่าชีวิตที่มันแสนที่จะไม่สดใสไม่เบิกบานไม่มีความสุขไม่มีอะไรต่ออะไรที่ดิบดีอะไรนัก ก็ตั้งแต่ชีวิตคือความเศร้า อะไรไปแล้วแต่ใครปรากฎอย่างไรเขาก็ตั้งชื่อว่าอย่างนั้น บางคนก็ตั้งชื่อไว้อย่างงามๆ เพราะๆ ชีวิตคือชีวิตคือความเบิกบาน ชีวิตคือสิ่งมีชีวิตอยู่บนกลีบกุหลาบอะไรก็แล้วแต่ ใครจะตั้งคำนิยาม คำว่าชีวิตอะไรเยอะแยะมากมายตั้งได้ รวมความแล้วก็ตาม เมื่อมีชีวิตอยู่จิตใจของเราไปรับรู้สึก จิตใจของเราไปมีความเข้าใจ ไปตีความกระทบสัมผัส แล้วก็รู้สึกว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น เราก็เลยตั้งนิยาม หรือว่าตั้งคำพังเพย หรือตั้งมาตั่งอะไรต่างๆ ออกมาแบบนี้คืออย่างนั้น อย่างนั้น อย่างนั้น ก็เป็นเรื่องจริง แต่เรื่องจริง แต่ไม่รู้แต่ละบุคคล แต่ละบุคคลเขาก็คิดเอาของเขา เห็นเอาของเขาแล้วเขาก็ตั้งเอาของเขาไปแต่ให้แท้ให้จริงแล้ว ก็ที่อาตมาตั้งที่อาตมาพูด ชีวิตคือ มันยังไม่ตาย มันดิ้นด็อกแด็กอยู่ ชีวิตคือมันยังไม่ตายมัน มันดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ได้ นี่แหละ ชีวิต ใครจะเถียง ว่า ชีวิต คือ ความเศร้า คือ การต่อสู้ คืออะไรก็ตามแต่ มันไม่พ้นไปจากอันนี้ คุณจะไปขยายความต่อว่า ชีวิตคือความเศร้า ชีวิตคือการต่อสู้ ชีวิตคืออะไรก็ตามแต่ อาตมาก็จำไม่ได้นะคำพังเพย มันเยอะแยะ ที่เขาพูดกันไว้มากมายก่ายกองเหลือเกิน ก็เหมือนอย่างนั้นทั้ง นั้นแหละ แต่ให้จริงก็คือชีวิตมันดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ได้แล้ว มันยังไม่ตาย ไม่ตาย คือ ชีวิต เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดทำให้ดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ได้ ทำให้ไอ้เนี่ยมันดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ได้ มันไม่ตาย เกม เท่านั้นก็คือชีวิต ส่วนผู้ใดก็คือความเศร้า ส่วนผู้ใดจะเป็นการต่อสู้ ผู้ใดจะเป็นไอ้โน่นไอ้นี่นะ ก็เป็นบทบาทของตัวเอง ชักนำไปเป็นบทบาทของตัวเอง เป็นบทบาทของตัวเองที่จะชักนำไป ชักนำไปจิตจะชักนำ ไปก็เพราะว่าจิตของเราเอง จิตของเรามันไปเที่ยว ไปหลงกับเขา ไปหลงโลก หลงว่าโลกเราเนี่ย เกิดมาเป็นคนเหมือนเขา มีเนี่ย หัวกลมๆ ผมสั้นๆ มีขา มีแขน คอหยักๆ สักว่าคนเนี่ย มันจะต้องเหมือนคนโลกๆ เขาทั้งหมด คนโลกๆ เขาทั้งหมดเป็นยังไง คนโลกๆ ทั้งหมดก็ต้อง ใฝ่หาลาภ ยศ สรรเสริญ สร้างความสุขให้แก่ตน ไอ้นี่เป็นเรื่องธรรมดา ธรรมดาอาตมาพูดเรื่องธรรมดาให้ฟัง เป็นเรื่องธรรมดาเลย คนเกิดมาก็เอาแล้ว ตั้งแต่หัวเท่ากำปั้น ตั้งแต่ตัวหัวตีนเท่าฝาหอยมาเลยละ รับรู้มาด้วยเลยเกิดมาก็คือมาสั่งสมมาหาสิ่งที่เราต้องการ จะพยายาม ตัวเล็กตัวน้อย ก็พยายามหาสิ่งที่ตัวเองต้องการ ในฐานะความรู้สึกของตัวเองเท่านั้น โตขึ้นมาหน่อยก็ไปอยากได้อันนั้น อันนั้น ตามตัวเองที่ต้องการเท่านั้น สูงขึ้นมาอีกก็จะมาหาให้แก่ตัวเองตามที่ตัวเองต้องการเท่านั้น เท่านั้น ไปอีก ขยับความอยากไปเรื่อยๆ ๆ ๆ เสร็จแล้วก็ตาย ตายก็หมดชีวิต ตายก็หมดชีวิต ในขณะที่มีชีวิตอยู่นั้น จึงต่อสู้ บางคนก็ว่าชีวิตคือละคร บางทีก็เล่นเล่นๆ ไปก็ปิดฉากแล้วก็คือตายชีวิตคือการต่อสู้ ต่อสู้ไป ต่อสู้ไป เสร็จแล้วก็คือ ตาย ชีวิตคือความเศร้าๆ ไปไม่มีความเบิกบานเลย ไม่มีความสเบยเลยตัวเองไม่รู้จะเอาความเศร้า อะไรมาแบกไว้นักหนา เสร็จแล้วก็คือตาย ชีวิตคือความเบิกบานสดใส แล้วแต่ผู้ใดเขาจะคิดอย่างนั้น ก็แล้วแต่ผู้ได้ว่าแม้ชีวิตคุณมันรื่นเริง เบิกบาน สดใสดีเหลือเกินตลอดชีวิต ก็คงดีเหมือนกันนะ แต่ชีวิตที่เบิกบานสดใสนั้นมี จิตผู้ที่จะเบิกบานสด สดใสได้เป็นสัจธรรมต้องมีพระพุทธเจ้า จิตผู้ใดเข้าใจชีวิตแล้ว จิตเป็นพุทธะ ตัวพุทธนั้นพระพุทธเจ้าท่านแปลว่าเบิกบานแจ่มใส พุทธศาสนาพระพุทธเจ้าจึงแปลว่า จิตตัวนี้ หรือว่าชีวิตนี้เมื่อมีจิตตัวนี้แล้ว เสร็จเบิกบานแจ่มใส และแจ่มใสตลอดกาลซะด้วย เบิกบานแจ่มใสตลอดกาลซะด้วย เพราะฉะนั้น ถ้าผู้ใดได้คำว่าชีวิตคืออะไรชีวิตคือความเบิกบานแจ่มใสและก็ อ้อเลย อ้อเยี่ยมเลย ชีวิต คือการเบิกบานแจ่มใสตลอดเวลา ทีนี้เราลองมาคิดดูอีกทีซิว่า ถ้าชีวิตคือความเบิกบานแจ่มใสอย่างพระพุทธเจ้านั้น พระพุทธเจ้าของเราท่านเบิกบานแจ่มใสเพราะเหตุอะไร ท่านเบิกบานแจ่มใส เพราะว่ารวยลาภ รวยยศเหมือนอย่างคนทั้งหลายที่เขาต้องการ คนไหนได้ลาภมาแล้วก็เต้นผ้างๆ ดีใจ โอ๊ยรวย เบิกบานแจ่มใส สดชื่น รื่นเริง สนุกสนานกันไปอย่างนั้น เขาก็เบิกบานแจ่มใส เป็นคนโลกๆ ได้ยศฉันคือเบิกบานแจ่มใสมาหัวเราะเฮฮากัน มาเลี้ยงเหล้ามาฉลองยศ ยศขึ้นแล้ว ฉลองกันใหญ่เฮฮา เบิกบานสดใส แจ่มใส ได้อะไร อะไรมา ใครมาชมเชยโด่งดัง เขามาชม แหมนี่ เราสูง เราเด่น เรานี่ ดีใจ เบิกบาน แจ่มใส มีความสุขรื่นเริง หรือแม้ที่สุดเราได้สิ่งที่ชอบใจ ชอบใจ เพราะเราไปยึดติด และเศรษฐีชอบใจได้รูปอย่างนี้ ชอบใจได้รส อย่างนี้ชอบใจได้กลิ่นอย่างนี้ ชอบใจ ได้เสียงอย่างนี้ ชอบใจได้สัมผัสเสียดสีอย่างนี้ ชอบใจ และเราก็สุข มีความสุขสดใสเบิกบานแจ่มใสพระพุทธเจ้าเบิกบานแจ่มใสอย่างที่ว่านี้ก็ลองเทียบเคียง รู้ว่าเป็นไปจริงตามที่ว่านี้หรือเปล่า พระพุทธเจ้ามีทรัพย์สมบัติโภคทรัพย์อยู่แล้ว ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้า ท่านหอบหวงเอาไว้หาเพิ่มเติมอีกแล้ว ก็เบิกบานสดใสหรือว่า ท่านทิ้งไปสละไปแล้ว แล้วท่านจะยืนยันว่าท่านเป็นพุทธะ ฟังให้ดีนะ ฟังดูธรรมะให้ฟังเห็นให้ชัดเลย ให้มันถนัดถนี่ก่อน เพราะว่า เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า เมื่อเราเป็นผู้ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า เราก็ต้องเอาพระพุทธเจ้าเป็นครู เป็นแบบอย่าง พิจารณา วิเคราะห์ วิจัยให้เห็นชัดๆ ทีเดียว ว่าความจริงมันคืออะไร เราหลงผิดหรือว่าเราหลงถูก ท่านมีลาภ ยศ สรรเสริญ ท่านมีลาภมากมาย มีทรัพย์สมบัติโภคทรัพย์มากมาย แล้วก็สะสมหอบหวงมามีมากๆ แล้วชื่นใจ บันเทิง รื่นเริงใจ มีความสุข เบิกบานแจ่มใส หรือว่าท่านไม่มีเลย ตัวเปล่าเล่าเปลือย สมบัติไม่มี สาระที่มีแล้วสละออกหมดแล้ว ท่านจะสบายในการสดใสอย่างนั้น หรือว่าท่านหอบเอาไว้มากๆ สดใสเบิกบานขึ้น รื่นเริง คิดดู คิดได้ เพราะคุณคิดเองได้ รู้ประวัติพระพุทธเจ้า เล่ากันมา ลูกศิษย์พระพุทธเจ้า หรือว่าศาสนาพุทธที่สอนไว้ เยอะแยะ ประวัติและก็ไม่มีประวัติเป็นสอง ประวัติของพระพุทธเจ้านี่เป็นคนรวยไม่ได้ออกจากวัง ไม่ได้ทิ้งทรัพย์สมบัติ ไม่มีประวัติ ไม่มีมีประวัติเรื่องเดียวเลย พระพุทธเจ้าทิ้งสมบัติออกมาบวช ใช่ไหม หรือ ใครมีประวัติพระพุทธเจ้ามาใหม่บ้าง พระพุทธเจ้านี่ไม่ได้ทิ้งสมบัติ ออกครองสมบัติ แล้วเบิกบานสดใส มีไหม นี่มีประวัติทางเดียว แต่ไหน แต่ไรมา 2,000 กว่าปีแล้ว ยังไม่มีใครแชเชือน ยังไม่มีใครไปเล่าเล่าประวัติพระพุทธเจ้าออกมา แล้วก็เป็นเรื่องจริง ท่านมียศชั้นถึงขนาดเป็นพระเจ้าแผ่นดินแน่ เป็นมงกุฎราชกุมารแน่ แน่นอนเพราะเป็นลูกชายคนโต เป็นลูกชายคนเดียว ถึงแม้จะมีน้องชาย ก็ต่างมารดาซึ่งเป็นมารดาชั้นรองลงไปเป็น อัครเทวี ไม่ใช่ มเหสี ซึ่งก็รู้อยู่แล้ว แล้วเขาก็ไม่ได้มาแย่งชิงอะไรกัน รู้กันชัดๆ ชัดเจนอยู่แล้วพระพุทธเจ้า อยู่ยังไงก็ต้องเป็นพระเจ้าแผ่นดินต่อไป แม้บวชแล้ว พระราชบิดายังพยายามดึงกลับให้กลับมาครองเมือง ครองเมืองจะเป็น ให้มาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระพุทธเจ้าของเรา สละยศชั้นอันนี้ออกไปแล้ว เบิกบานสดใส หรือว่าพระพุทธเจ้าหอบยศเอาไว้เบิกบานสดใส คิดดู คิดดู พระพุทธเจ้าได้รับคำนิยมชมชอบ สรรเสริญโด่งดัง เพราะว่าเป็นที่หนึ่งทำเบ่งๆ ใหญ่ๆ ร่ำๆ รวยๆ อวดกล้าม อวดกล้า อะไรต่ออะไรต่างๆ ได้รับการส่งเสริมอย่างนั้น เป็นความเบิกบานสดใส หรือ หรือว่าพระพุทธเจ้าเองนั้น ไม่ได้รับการสรรเสริญ อวดกล้า อวดรวย อวดใหญ่ ด้วยอำนาจใหญ่โตด้วยทรัพย์สินเงินทองใหญ่โตด้วยอะไร อะไรต่างๆ พระพุทธเจ้าไม่ได้รับการสรรเสริญแบบนั้น แต่พระพุทธเจ้าได้รับการสรรเสริญ เพราะเหตุท่านมีน้อย ทรัพย์ สมบัติก็น้อย กินอยู่น้อย ใช้น้อยมีความเสียสละ มีความเสียสละ ไม่ใช่มีความโลภ ไม่ใช่มีความหอบหวง ไม่ใช่มีเป็นคนประเภทกักตุน เป็นคนประเภทที่เรียกว่าเห็นแก่ตัว รวบรวมไว้ไม่กระจายทุน ไม่แบ่งแจก ไม่เผื่อแผ่ เปล่า พระพุทธเจ้าไม่ได้รับการส่งเสริมอย่างนั้น พระพุทธเจ้าได้รับการสรรเสริญเพราะท่านรู้จักแบ่งแจก สอนให้คนแบ่งแจก ไม่หอบหวง สอนให้คนไม่หอบหวง ไม่โลภมากไว้ สอนให้คนไม่โลภ ทำตัวเองเป็นคนง่ายๆ เบาๆ ง่ายๆ ไม่ต้องไปมีสมบัติมาก อยู่ง่ายกินง่าย ไปง่ายไม่เดือดร้อนแล้วท่านก็เบิกบานสดใสแบบนี้ สรรเสริญที่ท่านได้ กับสรรเสริญที่โลกต้องการเดี๋ยวนี้ เหมือนกันไหม เหมือนกันไหม ลองคิดดูคนที่ได้รับการสรรเสริญ คนนี้ยกย่องจากพ่อเงินมากเป็นมหาเศรษฐี ร่ำรวยมีฤทธิ์ มีอำนาจเพราะเงิน คนนี้มีฤทธิ์มีอำนาจเพราะยศศักดิ์ ยศถาบรรดาศักดิ์ชั้นสูง แล้วก็สรรเสริญกัน อย่างนี้หรือเปล่า หรือว่าท่านได้รับคำสรรเสริญ เพราะท่านเป็นคนที่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีเมตตาเกื้อกูล สอนคนให้รู้จักการช่วยเหลือกัน ไม่เป็นตัวอย่างอันหอบหวง ตะกละ ตะกรามด้วยยศศักดิ์ ฐานะ ท่านเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า และที่สำคัญก็คือท่านมีความสุข ที่ท่านบอกว่าท่านสุข หรือท่านพ้นทุกข์ ภาษาโลกนี้ ก็สุขหรือพ้นทุกข์นี่ขอให้เข้าใจให้ดีๆ คำว่าสุขที่จริงเป็นภาษาโลก คำว่าพ้นทุกข์ก็คือคำว่าสุข หรือคำว่าสุขก็คือคำว่าพ้นทุกข์ นี่เป็นภาษาโลกที่มันกลับกันนั่นเอง โดยความจริงเมื่อผู้ใดพ้นทุกข์ แล้วไม่ต้องเรียกว่าสุขก็ได้ แต่ในโลกนั้นมันมีคำว่าสุขจริงๆ สุขเพราะจิตปรารถนา เมื่อได้สมจิตรปรารถนาแล้ว ตัวเองก็เรียกว่าความสุข นี่โลก โลก ส่วนพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่เรียกว่าสุข ท่านขอยืมภาษาโลกมาเรียกว่าสุข ที่จริงคำว่าสุข เป็นโลกียะเป็นโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข นี่เป็นโลกธรรม โดยความจริงแล้วท่านไม่เรียกว่าสุข ท่านเรียกว่า นิพพาน ท่านเรียกว่านิพพาน ท่านไม่มีภาษาเรียก ท่านไม่ได้ตั้งภาษาเรียก ทีนี้คนเรามันไม่เข้าใจมัน ไม่เข้าใจ ว่านิพพานเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าก็บอก มันจะเป็นยังไงมัน ก็ยิ่งกว่าสุขนะสิ นิพพานัง ปรมังสุขัง นิพพานเป็นไง นิพพานมันยิ่งกว่าสุขเธอ ปรมัง แปลว่ายิ่งกว่า แต่ว่ายิ่งยิ่ง ยิ่งกว่าสุข เพราะท่านไม่รู้จะเทียบให้อะไรให้ฟัง คนเราบอกว่า สุขแต่รับสุขก็ดีใจอย่างนี้สมใจ สุข ชอบใจ แต่ถ้าเผื่อว่าคนไหนได้สิ่งที่ยิ่งกว่าสุข ได้สิ่งที่เรียก นิพพานแล้ว มันยิ่งกว่าสุขนะ มัน ปรมังสุขัง มันยิ่งกว่าสุขอีกนะ แต่มันไม่ค่อยเหมือนกันเท่าไหร่หรอก มันเบิกบานแจ่มใสตลอดกาล ไม่ต้องมีเศร้าหมอง ไม่ต้องมีเดือดร้อน ไม่ต้องมีดิ้นรน ไม่ต้องมีแม้แต่ความกังวลใจ ความหนักหน่วงอะไรในจิตใจไม่ต้องมีเลย สบายเบิกบาน ไม่รู้จะใช้ศัพท์อะไร อาตมาก็ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไร มันสบายเบาเบิกเลย หมดกังวลหมดเดือดร้อน ใครจะมีอะไรไปยังไงยังไงก็เออเออ รับรู้กับเขา แล้วเราเองก็อยู่อย่างสบายเบิกเลย สดใส แจ่มใส ไม่ต้องมีวาระนั้น วาระนี้ วินาทีนั้น นาทีนี้ ชั่วโมงนั้น ชั่วโมงนี้จะต้องยุ่งยากหนักหน่วง ปวดเมื่อยหรือว่าเป็นไปเพื่ออย่างโลกๆ มันดิ้นรน มันทนไม่ไหวอะไร มันไม่ต้องทนอะไร สภาพอย่างนี้เป็นสภาพที่ชีวิตเบิกบานสดใสของพระพุทธเจ้า อาจจะมาเอาคำว่าเบิกบานสดใส หรือเป็นคำที่ว่าชีวิตที่มันดีมัน มันไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าต่อสู้ รู้สึกว่าชีวิตคือความเศร้า และรู้สึกว่าชีวิตคือละคร ชีวิตคืออะไรพระพุทธเจ้าไม่แล้วนิยามของพระพุทธเจ้าชีวิตคืออะไรชีวิต คือเบิกบานสดใสชีวิตคืออะไรชีวิตคือนิพพาน ชีวิตคืออะไรชีวิตคือความพ้นทุกข์ ที่ของพระพุทธเจ้านะ ของพระพุทธเจ้า ชีวิตคืออะไร ชีวิตคือความพ้นทุกข์ ชีวิตคือความเบิกบานสดใส นี่ของพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้นถ้าจะตั้งนิยามต่อจากคำว่าชีวิต คือตัวที่ด๊อกแด๊ก อยู่นี่ มันยังไม่ตาย แม้มันไม่ตายแล้ว มันก็ยังเบิกบานสดใสอยู่ตลอดกาล ใครอยากได้ไหม ชีวิตที่มันยังไม่ตายอย่างเงี้ย มันยังไม่ตายเนี่ย บอกแล้วว่านิยามคำว่าชีวิตคือมันยังไม่ตายมันยังดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ ดิ้นด๊อกแด๊กอยู่อย่างที่เรียกว่าไม่ต้องอยู่อย่างที่เขาทุกอย่างคำจำกัดความกัน อยู่อย่างต่อสู้ อยู่อย่างโศกเศร้า อยู่อย่างดิ้นรน อยู่อย่างเสแสร้งเล่นละครอยู่ ชีวิตคือละครอะไรไม่ต้องอยู่อย่างนั้น แต่มีชีวิตคือความเบิกบานสดใส ชีวิตคือ นิพพาน ชีวิตคือ ความยิ่งกว่าสุข ชีวิต คือ ปรมังสุขัง ชีวิต คือ ยิ่งกว่าสุข ใครอยากได้ไหมละ ใครอยากได้ไหมล่ะใครอยากได้ไหมล่ะ ถ้าอยากได้ก็ลองดู ฟัง ฟังแล้วพยายามคิดให้เห็นแล้วพยายามเข้าใจให้ชัดแล้วเอาไปทำดูทำแล้วได้ อาตมาขอยืนยันว่าสบายเบา อาตมาประกาศนิพพาน อาตมาบอกว่าอาตมาได้นิพพาน อาตมามีนิพพาน อาตมาเข้าใจเข้าใจ ไอ้ความเบิกบานสดใสอันนี้ มันไม่ต้องดิ้นรนเดือดร้อนอะไร ของใครทำงานให้ใครได้กระทำ ไม่ได้เป็นทาสใครด้วย ไม่ได้เป็นลูกน้องใคร ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับใคร ใครเขาจะให้ทำงานที่ดีก็ทำ ทำงานมันก็ต้องมีพลังงาน มันก็ต้องเหนื่อย มันก็ต้องเมื่อยก็เป็นธรรมดา เมื่อยมีเวลาแล้วก็พัก เหนื่อยแล้วก็พักผ่อนไม่ได้ไปทำงาน อยู่บังคับอะไรเราก็ไม่ทำงานเอาตังค์หรอก เพราะงั้นเราก็มีอยู่ตลอดเสรีภาพเต็มที่ อยู่กันอย่างเบิกบานสดใส ไม่ต้องใครจะมาว่ายังไง ใครจะมาด่า ใครจะมาว่า ใครจะมากล่าวร้ายป้ายสี ใครจะมาอย่างงู้น อย่างงี้อะไร ต่ออะไรยังไง ก็เฉย สบายเบิกบาน สดใสตัวเดียว ถ้าจะยังไงก็ช่างใครจะมาทำร้าย ทำไม่ร้าย หรือว่าทำดี ทำไม่ดีก็รู้ เบิกบานสดใสคนเดียว ทีนี้ก็หันกลับมาหาคำว่า ชีวิต หันกลับมาหา คำว่า ชีวิต ถ้าผู้ใดรู้คำว่าชีวิต แล้วทำชีวิตให้มันตรงกับคำว่าชีวิตให้มันดิ้นด๊อกแด๊กอยู่ โดยไม่ต้องไปเป็นทาสมันมากไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าชีวิตมากคนนั้นจะเบา คนนั้จะมีเวลามาก คนนั้นจะมีทั้งเวลา มีทั้งความสบายในตัว มีทั้งพลังงานของตัวเองที่จะเอาไปทำประโยชน์ให้แก่คนอื่น เมื่อคนนั้นตัวเองก็สบายตัวเองก็มีเวลาเหลือ ตัวเองก็มีพลังงานที่จะไปทำประโยชน์ให้กับคนอื่นได้ คนนั้นก็เริ่มต้นจากมีค่า จะมีค่ามี ที่จะไม่ไร้ค่าก็ตรงนี้กันล่ะ ชีวิตจะไม่ไร้ค่าก็ตรงนี้หละ ทีนี้คนเราเนี่ยมันทำให้ตัวเองมีค่าไม่ได้ ก็เพราะว่าตัวเองเป็นขี้ข้าชีวิตตัวเอง เป็นทาสชีวิตตัวเอง เป็นทาสมากทีเดียว ตั้งแต่ ตั้งแต่จะนอน เอาตั้งแต่จะนอนซะก่อนตั้งแต่จะนอนก็เป็นทาสตัวเอง การนอน คือ อะไร การนอนคือการพักผ่อน หยุดให้ กายทวารหยุดพัก และที่สุดให้จิตทวาร ให้จิตก็หยุดพักด้วย มันทำงานวันๆ นึงทำมาหลายชั่วโมงเต็มทีแล้ว เพราะฉะนั้นหยุดพักผ่อนสักหน่อย หยุดเครื่อง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มีแขนขา อะไร ให้หยุด จิตก็ให้หยุดพักด้วย แล้วก็ตื่นเมื่อพักพอสมควรแล้วก็ตื่นมา ตื่นมาทำอะไร ก็ตื่นมาทำงาน เมื่อทำงานแล้วมัน ก็เหนื่อย ก็พักอีกที ก็คนเราก็คือทำงานแล้วก็พัก ก็จะตื่นมาทำงาน ทำงานแล้วก็พัก พักก็จะตื่นมาทำงาน เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นการนอนคือการพักผ่อนที่จริงจังที่สุด การนอนคือการพักผ่อนที่จริงจังที่สุด ทีนี้การพักผ่อนคืออะไร คือหยุด ไม่ให้กายทำงาน มือแขนขาแล้วก็วางปล่อยเฉยๆ นิ่งๆ ถ้านั่งอยู่ได้โดยที่เรียกว่านั่งหยุด ในท่าหยุดนั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไร แต่มันก็ยังมีแนวโน้ม มีแรงถ่วง การนั่งเนี่ย มันมีแนวตั้ง มันมีแนวตั้ง แนวตั้งเนี่ย มันไม่อยู่นิ่งเพราะว่า โลกนี้มันเคลื่อนไหว โลกมันหมุน เพราะฉะนั้นเราจะทรงตัวให้มันไม่เอียงเอนไปตามกระแสโลก โลกนี่มันหมุนนะ มันมีแรงเอียงไปเอียงมาอยู่ แต่เราไม่รู้สึกเท่าไหร่เท่านั้นเอง แต่แท้จริงเราต้านกับโลกนะ โลกมันหมุนนะ โลกมันไม่อยู่นิ่งนะ เรานั่งเฉยๆ นี่ เราก็สู้กับแรงของโลกนะ โลกมันหมุน มันพาเราหมุนนะ อากาศมันก็กระทบสัมผัส เพราะฉะนั้นต้องรักษาศูนย์ถ่วง เราเรียกว่า ศูนย์ถ่วง ต้องรักษาทรงตัวให้ได้นะ ถ้านั่งอยู่อย่างนี้ ต้องรักษาไว้ให้มาก ยิ่งยืน ยิ่งต้องรักษากว่านั่ง ต้องใช้กำลังตั้งให้มันอยู่ให้ตรงให้ได้ ยิ่งต้องใช้กำลังมาก เพราะฉะนั้นในขณะที่เราจะพักผ่อน แต่เรายังต้องมาเปลืองใช้กำลังมาก การยืนจึงพักผ่อนไม่ได้เต็มที่หยุดไม่ได้เต็มที่ นั่งก็ได้พักผ่อนดีกว่ายืน นั่งก็ยังพักผ่อนดีกว่ายืน แต่ก็ยังไม่ดีแท้ นอน นอนมันก็มีแนวถ่วงน้อยที่สุดเป็นแนวระนาบไปกับพื้นเลยยิ่งน้อยที่สุดเลย เพราะฉะนั้นการที่จะได้พักหรือได้หยุดดีที่สุดก็คือทำตัวเองให้เป็นแนวระนาบไปกับพื้นโลกเลย เพราะฉะนั้นโลกจะพาหมุน มันก็ติดกับกายเลย ไอ้ อากาศไอ้อะไรอะไรที่จะมาปะทะ เพื่อที่จะรักษาศูนย์ถ่วงอะไร ต่ออะไรก็น้อยที่สุด จึงเป็นจุดที่สบายที่สุดที่จะพักผ่อน คือนอน เอนตัวเป็นระนาบกับพื้น พื้นโลก เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะพักผ่อน หรือเราจะหยุดการทำงาน พักแขนขาร่างกายไม่ทำอะไรหู ตา จมูก ลิ้นกาย อะไรก็ไม่ทำอะไรแล้ว พักและจะหยุดให้ได้แม้แต่จิตด้วยให้มันพักผ่อน พลังงานทั้งหลายก็จะได้หยุดลงไปอย่างมาก จะได้คลายเหนื่อย คลายร้อน เราจะนอน ถ้าคนเข้าใจว่านอนคือเท่านี้ คนก็ไม่เป็นขี้ข้าตัวเอง เพราะฉะนั้นจะวางตัวเองเป็นในแนวระนาบที่ไหนก็ได้ อยู่ตรงนี้ก็ได้ ข้างนอกตรงนั้นก็ได้ ตรงไหนก็ได้ ตรงไหนก็ได้ที่พอเหมาะพอเจาะ ก็วางแนวระนาบลงไปแล้วก็หยุด อ้าว ตาหยุดทำงานนะหลับ หูหยุดทำงานนะก็ไม่รับเสียง จมูกหยุดทำงานนะก็ไม่รับกลิ่น ลิ้นหยุดทำงานนะก็ไม่รับรส กายหยุดทำงานนะอะไรลมจะมาพัดกาย หรือใครจะมาอะไรจะมาแตะต้องกายก็ไม่รู้สึก เรียกว่าหลับ หรือหยุดนะ หยุดจิตสงบนะ หยุดคิด หยุดตรองอะไร แต่ใช้พลังงานของกายก็หยุดลง สบาย นอนหลับสนิทเท่าใดหยุดพัก หยุดพักจิตได้มากเท่าใด ยิ่งสบายมากเท่านั้น ใครเคยรู้สึกบ้างไหมว่านอนหลับสนิท สนิทที่มันสบายปลอดโปร่ง พอตื่นขึ้นมาอยู่สบายเบา ได้พักผ่อนได้คลายร้อน คลายทุกข์ไปตั้งมาก ใครเคยเห็นบ้างไหม ใครเคยรู้สึกตัวบ้างไหม นี่เป็นของพักผ่อนดีที่สุดของคน เมื่อรู้ว่านอนคืออะไร พักผ่อนคืออะไร ก็นอนโดยไม่ต้องเหนื่อย ไม่ต้องเดือดร้อนอะไรที่ไหนก็ได้วางตัวเป็นแนวระนาบลงไปกับพื้น ที่นี้คนก็ไม่อย่างนั้น มันโง่หลอกกัน เพราะไม่ได้นอนต้องเลือกที่ เลือกให้มากซะด้วยนะ ที่จะต้องเป็นที่ที่จะต้องยกชั้นขึ้นมาสูงหน่อย ก็ต้องไปหาไอ้ที่แท่นสูงๆ ไว้หน่อย ใครจะนอนกับแนวระนาบพื้นก็ไม่ได้ ต้องหาที่แท่นสูงๆ หน่อย ก็เริ่มต้นเป็นขี้ข้าตัวเอง 1 ต้องไปหาแท่นให้ตัวเองเรียกว่าเตียง เอาล่ะน่าจะเป็นภาระของตัวเองชั้นหนึ่งก็เอาแค่เตียง ต่อมาไม่พอก็ต้องไปหาผู้คนนอนอยู่จะได้นุ่มๆ กระทบสัมผัสร่างกายส่วนนี้จะได้นิ่มๆ ก็หามาอีกหาฟูก หาหมอน อะไรอีก หาฟูกหาหมอน ได้แล้วไม่พอ จะต้องหาสีหาสรรค์ เตียงก็จะต้องมีรูปร่าง สีสัน ที่นอนก็ต้องให้มีชั้นมีเชิง มีรูปร่าง สีสรร มีอะไรต่ออะไร ประดับการนอนอีกมากมายก่ายกอง จะต้องงามก็ได้รูป ไปด้วยสี ไปด้วยเครื่องรองเครื่องนั่ง เครื่องนั่งอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา แล้วตัวเองเข้าใจว่า นั่นคือความสุข สิ่งที่เกินขึ้นมาเหล่านี้แหละเราเรียกว่า โลกมันหลอกเราแล้ว ถ้าใครไม่รู้อันนี้ก็ตามโลก พระพุทธเจ้าของเราเป็นผู้ที่เข้าใจอันนี้ เข้าใจจุดนี้ทั้งๆ ท่านเองท่านเป็นกษัตริย์ เป็นลูกกษัตริย์ ท่านมีบรรจถรณ์ที่นอนอย่างชั้น สมกับกษัตริย์ ว่างั้นเถอะ แต่เสร็จแล้ว ท่ายก็ มานอนดินนอนหญ้า นอนกับพื้นนอนกับทราย นอนบนกองฟอน กองฟางอะไรต่ออะไรต่างๆ นานาไป นอนรุกขมูล ใต้ร่มไม้ ร่มไทร ง่ายๆ นอนง่ายๆ นอนทำตัวเองไปกับแนวระนาบไปเฉยๆ ง่ายๆ ก็ทำยังงี้ แล้วท่านก็ยืนยันว่า เราพุทธะ เราเบิกบานแจ่มใส พระพุทธเจ้าโง่หรือ มีบรรจถรณ์ ดีๆ ไม่นอนซะแล้ว มันนอนลงคลุกลงขี้ฟาง ขี้ดิน แล้วยังจะบอกตัวเอง พุทธะ เบิกบาน แจ่มใส พระพุทธเจ้าโกหกเราหรือเปล่า พระพุทธเจ้าโกหกเราหรือเปล่า อาตมาพิสูจน์แล้ว ไม่ได้โกหกเลย พระพุทธเจ้าไม่ได้โกหกจริงๆ สบายไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวลด้วย จะนอนก็นอนสบายเลย จะนอนจะพัก ก็จะพักผ่อนนี่ จะพักไม่ให้กายมันทำงาน ไม่ให้จิตมันทำงาน ก็เอนราบลงไปที่ไหนก็ได้ ที่ไม่เกินควรนัก จนคนเขาว่าเอานะ ไปนอนในที่ชื้นแฉะเหมือนกับวัวกับควายเกินไปก็ไม่ใช่ แล้วก็พอรู้ บางทีเชื้อโรคมันจะเข้าได้บ้าง เราก็ไม่เอา แล้วก็นอนดูพอสมควร พอเหมาะพอเจาะ แล้วก็นอนอย่างที่พระพุทธเจ้าพาทำ อาตมาพาทำอย่างพระพุทธเจ้า แล้วก็เห็นจริง ไม่ต้องไปเป็นขี้ข้าตัวเองที่เข้าไปหาเตียงนอน ฟูกหมอน อะไรต้องหอบ ตรงนี้ต้องอะไรกัน ก็ได้พักผ่อนสบายแล้ว ทุกวันนี้สบายนอนที่ไหนก็สบายเมื่อทำได้แล้วด้วย เราก็ไม่ไปเป็นตัวอย่างหลอกคนอื่นต่อ เพราะฉะนั้นก็แสดงสัจธรรม ไม่เอาแล้วใครจะเอาฟูก 8 ชั้นให้นอนก็ไม่เอาแล้ว ใครจะเอาหมอนอย่างดีมาให้ก็ไม่เอาแล้ว ไม่เอา เพราะถ้าเรายังทำอยู่ มันเป็นตัวอย่างกับคนอื่น ก็เพราะว่าคนเราทำเป็นตัวอย่างกันนี่แหละ มันจะหลอกกัน แล้วตัวเองที่ทำอย่างนี้ ดี ดี ดี เห็นดีตาม เอนเอียงไปตาม แล้วก็นิยมตามแบบนั้น ชีวิตจึงเป็นขี้ข้าตัวเอง ตั้งแต่นอน ตั้งแต่เริ่มต้นมาจากการนอนเนี่ย ถ้าใครทำชีวิตของตัวเองให้ได้เบาสบาย เบิกบานรู้ว่าการนอนคืออะไร คือการพักผ่อน ก็นอนเป็นแนวระนาบไม่ต้องเดือดร้อนอะไร กายมันก็หยุดทำงาน มือ แขน ขา ตา หู จมูก ลิ้น กายก็พัก หยุด และให้หยุดได้ถึงจิตด้วย จิตไม่ต้องไปฟุ้งเฟ้ออะไรนี่ แต่ไอ้นี่จิตมันสูงนี่มันสูง เพราะฉะนั้นยากหน่อย คนที่ต้องทำไม่ได้ มันหยุดไม่ได้หรอกนอนหลับแล้ว กายไม่ทำงานแล้ว จะจิตก็เอาแล้ว เพ้อพกเป็นฝันเพ้อละเมออะไรต่ออะไรต่างๆ นานา มากมาย มากมายนี่ อันนี้ยังไม่พูดเอาไว้ก่อน ระบบการนอน ถ้าใครเข้าใจนอนอย่างนี้ และนอนเป็น ก็ไม่เดือดร้อนลำบากอะไร ไม่เป็นขี้ข้าตัวเองแล้ว รู้ว่าการนอนคืออะไร คือการพักผ่อนก็จบโอเค เกม ไม่เป็นขี้ข้าตัวเอง ชีวิตก็ง่าย ชีวิตก็สบาย เบิกบาน เพราะถ้าเผื่อผู้ใดไปยึดติดเข้า ต้องนอนฟูก ถ้าไม่นอนฟูกแล้วกายมันนี่มันวางกับพื้นหินก็แข็ง แข็งก็รู้สึกว่ามันเจ็บ มันปวดมันกระทบสัมผัสที่มันไม่ชอบใจเลย ก็เดือดร้อน เพราะความยึดถือ เพราะความเป็นสำคัญมั่นหมาย เพราะความไปสมมติเอาไว้ว่า จะต้องเป็นอ่างนี้ ที่นอนจะต้องอ่อนต้องนุ่ม ไม่ได้ ถ้านอนที่ไม่อ่อนไม่นุ่มแล้ว มันไม่ได้มันเจ็บ มันปวด มันเจ็บปวด จะเจ็บอะไรกันนักหนา แต่เพราะเราเคยชินเราเคยยึดถือ จิตของเราไปสมมติ มันเลยนอนไม่ได้ ถ้าใครพยายามปลดปล่อยจิต เถิดนะ นอนก็นอนแล้วจิตมันก็ไม่รู้เรื่องอะไร คนที่จิตมันไม่ให้กายสัมผัสรู้เรื่องและกายมันจะวางอะไร มันก็หลับไปแล้ว มันก็ไม่รู้เรื่องหรอก จิตมันวางกาย วางจิตเนี่ยแขนขาเนื้อตัวนี่แล้วเสร็จ มันก็ไปอยู่ในจิตใจ เฉย มันจะไปรู้อะไร จิตนี่มันไม่แข็งอะไรเลยไอ้เนี่ยพื้นที่อ่อนมันแข็งมันไม่มีหรอกมันมีไอ้ตอนที่เรายังไม่หลับ ตอนที่เราพลิกกายไม่ได้ มันมีความรู้สึกแข็ง แน่นอน แต่เวลามันจิตมันเข้าไปข้างในหลับได้แล้ว รู้สึกไหมว่าที่นอนแข็ง ตอนหลับแล้ว รู้สึกไหมว่าที่นอนมันอ่อน ที่
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive