590820_เทศน์หน้าศพแม่ชีภร ที่สันติอโศก สติปัฏฐานพิสดาร.docx
เนื้อหาในไฟล์
590820_ เทศน์หน้าศพ แม่ชีภร ที่สันติอโศก สติปัฏฐานพิสดาร
พ่อครูว่า...วันนี้ วันที่ 20 สิงหาคม พศ.2559 ที่บวร สันติอโศก เป็นการเทศน์หน้าศพแม่ชีภร คือพวกเราที่โกนหัว นุ่งห่มผ้าขาว ถือศีล 8 หรือศีล 10 ขึ้นไป ซึ่งเป็น อธิศีลสิกขา ต่ำสุดก็คือศีล 5 ขึ้นไป ผู้ที่ยืนยันตัวเองจะถือศีล 8 หรือศีล 10 เป็นอย่างต่ำ ก็ถือไป ก็ได้ทั้งนั้น ศีล 10 ต่ำสุดก็เป็นจุลศีล ข้อ 11 12 13 จนถึง ข้อ26 เป็น จุลศีล ต่อจากนั้น ก็เป็น มัชฌิมศีล ซึ่งจะขยายความลึกซึ้งของจุลศีลขึ้นไปอีก ในเรื่องของเดรัจฉานกถา ซึ่งเป็นอธิศีล จากจุลศีล *ส่วน มหาศีล คือศีลที่ยืนยันการบอกว่านี่คือ ศาสนาพุทธ เพราะให้งดเว้นเดรัจฉานวิชาทั้งหมด พระพุทธเจ้าทรงให้เว้นขาด ทุกชุมชนของชาวอโศกนั้นไม่มีเดรัจฉานวิชา
เดรัจฉานวิชา คือวิชาที่ ขวางทางนิพพาน
เป็นไสยศาสตร์ไปตามลำดับ เครื่องชี้วัดของศาสนาพุทธคือ ไม่มีเดรัจฉานวิชชา สังคมชุมชนใดหรือรัฐใด ไม่มีเดรัจฉานฉานวิชา ก็เป็นพุทธเป็นปัญญาชน ผู้มีเดรัจฉานวิชชา ยังไม่ใช่ปัญญาชน เป็นเรื่องลึกลับ ที่อธิบายไม่ได้ วันนี้มีผู้ที่อยากจะฟังเป้าหมายสำคัญ ที่เรียกว่ า โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เอาข้อที่หนึ่งก็คือ สติปัฏฐาน 4 โลกุตรธรรม ของพระพุทธเจ้านั้นมี 7 ข้อหลัก แล้วก็แยกเป็นข้อย่อยอีก พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัด ในพระไตรปิฎก เล่ม 31 ข้อ 620 ว่าคือ โลกุตรธรรม 37 1 . สติปัฏฐาน 4 สติตรวจสอบจิตให้บริสุทธิ์ 2. สัมมัปปธาน 4 ยุทธวิธีที่เพียรทำลายกิเลส 3. อิทธิบาท 4 ทะยานยันเพื่อไปสู่ความสำเร็จ 4. อินทรีย์ 5 สั่งสมเป็นกำลังธรรมของจิต 5. พละ 5 ขุมกำลังธรรมะของจิต 6. โพชฌงค์ 7 การก้าวเดิน..สู่การตรัสรู้ 7. มรรคมีองค์ 8 ทางเอกเพื่อเดินสู่การตรัสรู้
ตัวเลขของชาวอโศก คือ 4578
อ่านต่อ
สัมมัปปธาน 4 คือ ตัวปฏิบัติในการที่จะทำการลดละ ( ยุทธวิธีเพียรทำลายกิเลส ) 1. สังวรปธาน (เพียรระวังไม่ให้บาปเกิดข้ึน) 2. ปหานปธาน (เพียรละบาปที่เกิดขึ้นแล้ว) . 3 . ภาวนาปธาน (เพียรสรรสร้างให้กุศลเกิดขึ้น) 4. อนุรักขนาปธาน (เพียรรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ให้เจริญขึ้นเรื่อยๆ ไม่ให้เสื่อมลง) (พระไตรปิฎก เล่ม 21 ข้อ 14)
กาย จะต้องมี ภายนอก ภายใน เป็นธรรมะ2 เสมอ
เริ่มต้นกายในกายนี้ ในสติปัฏฐาน 4 ต้องรู้จักคำว่า กาย ให้ถูกต้อง พระพุทธเจ้าตรัสว่า กาย คือ จิต คือมโน คือวิญญาณ แต่ทุกวันนี้คำว่ากายในภาษาไทยได้ถูกใช้ ให้หมายถึงเพียงแค่ สรีระ ภายนอกเท่านั้นคือร่างกาย กาย นั้นหมายเอา จิต มโน วิญญาณ เป็นเอก และ กาย นั้นก็ไม่ได้ขาดจาก ภายนอก ด้วย จะต้องมีภายนอกภายใน เป็นธรรมะ 2 เสมอ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในวิโมกข์ 8 ข้อ ที่ 2 ดังนี้ *ผู้ไม่มีความสำคัญใน รูปภายใน (10/66) ย่อมเห็น รูปทั้งหลาย ในภายนอก (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก พหิทธา รูปานิ ปัสสติ) กาย จะต้อง… มีนอกและในเสมอ เมื่อมีการสัมผัส ทั้ง 5 ทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) แล้วจึงเกิดภาวะทางจิต เมื่อสภาวะของจิตเกิด เราก็อ่านอาการ ลิงคะ ของสภาวะนั้นให้ได้ ในปัจจุบันขณะนั้น * ตัวอย่าง สมมุติว่าผัดไทย 1 จาน วางอยู่ตรงนี้ มีควัน มีกลิ่น มีสีสัน น่ากิน คนเห็นแล้วก็น้ำลายสอเลย ตา ทำงานภายนอก แต่ ใจ ก็ทำงานด้วย ทั้ง *นอกและใน* ปรุงแต่งกันขึ้น ความเร็วของกิเลส ทำงานอย่างรวดเร็ว อยู่ภายใน มันก็ เกิดความอยากกินขึ้นมาทันที เป็นอาการของกิเลส ทำงานทันทีเลย ภายนอก ภายใน ร่วมกับกิเลส เป็นสามเส้า ทำงานทันทีเลย เมื่อเกิดอาการแล้วให้รีบอ่านเลย มันมีจิตแล้ว ก็มีกิเลส ที่เรียกว่า อกุศลจิต *ต้องแยก อาการที่เรียกว่า “ความอยาก”นี้ ให้ได้ และอ่านอาการให้ได้
เราจะเลือกเฟ้น กำหนดรู้ อาการในปัจจุบัน ขอย้ำว่าต้องอ่าน อาการใน*ปัจจุบัน* เท่านั้น ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา นึกคิดเอาว่า ตอนนั้นเราเคยไปเจอ นึกภาพแล้ว ก็มีอาการน้ำลายไหล มันก็ได้ แต่มันไม่จริง พระพุทธเจ้าบอกว่า ให้ออกมาสัมผัสกับของจริง
จิตใจนี้ยังมี ค่าละเอียดจากภายนอก เข้าไปเป็น รูปาวจร อรูปาวจร ในการปฏิบัติ ต้องทำจากภายนอกก่อน ให้ได้ ให้อยู่เหนือให้ได้ เช่น ผัดไทย วางอยู่ เราก็ไม่มีอาการอยากเลย ตอนแรกมีอยู่ แต่ก็สะกดได้ บังคับได้ ต่อมาก็ไม่ต้องสะกดบังคับ เพราะมีหิริโอตตัปปะ ข้างนอกละอายไม่กระทำ มีภาวะที่สัมผัสแล้ว ไม่เอามาบำเรอตน ไม่เอามาเสพได้แล้ว โดยทนได้ไม่ยาก ทนได้ไม่ลำบากเลย เหลือแต่รูปาวจร ภายใน ก็ต้องล้างอีก ว่ามันจะเป็นจะตายหรืออย่างไร เมื่อปฏิบัติได้ภายนอกแล้ว ยังจะมา”อยาก”อยู่ภายในอีกทำไม ? เพียรปฏิบัติทำซ้ำๆเข้า ก็จะลดลง ลดลง จนเหลือกิเลสขนาดกลาง เรียกว่า รูปาวจร แล้วก็ทำให้หมดไปถึง อรูปาวจร ซึ่งมันเล็กละเอียด จนไม่เป็นรูปแล้ว เราก็ทำต่อให้หมด 3 ชั้นเลย (กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร) มันก็ดับสนิท เราจะอยู่เหนือ(กิเลส)ได้จริงๆ ไม่ต้องหนี แม้จะต้องไปสัมผัส จิตเราก็จะมีพลังที่สามารถอยู่เหนือกิเลสนั้นได้ ไม่เกิดอาการ สุขทุกข์ เลย เมื่อสัมผัส หรือจะไปสัมผัสเงิน 500 ล้านกองอยู่ ก็ไม่เกิดอาการเลย ทั้งรูปาวจร อรูปาวจร แต่ ถ้าทนไม่ได้ ก็ออกมาเป็น กามาวจร เลย **จะได้ด้วยเล่ห์เหลี่ยมก็เอา เพราะอยากได้ เป็นเรา เป็นของเรา คำว่า กาย คือ มันมีสิ่งหนึ่ง ให้เราสัมผัส เป็นสอง จะสัมผัสตั้งแต่วัตถุที่ไม่มีชีวิต เป็นดินน้ำไฟลม เป็นอุตุนิยาม หรือเป็นพืชที่เป็นชีวิต ที่ไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใคร ( พีชนิยาม ) จนเป็นจิตที่มีโทษมีภัยกับตนเอง และคนอื่นได้ ( จิตนิยาม ) จะสัมผัสกับพืช(พีชนิยาม) หรือสัมผัสกับคนที่มีชีวิต(จิตนิยาม) กิเลสของเราก็ไม่เกิด มีสิ่งที่ถูกสัมผัส(รูปตัวถูกรู้)กับธาตุรู้(นาม)ของเราเป็น ธรรมะ2 เสมอ ถ้าสัมผัสข้างนอก เรียกว่า กามาวจร (กามคุณ 5 รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส) ถ้าสัมผัสเข้าภายใน เรียกว่า รูปาวจร ถ้าหมด รูปาวจร เรียกว่า อรูปาวจร คุณทำได้ขั้นไหน ก็จะรู้ของตัวเอง แต่ต้องมีองค์ประชุม 2 เสมอ ไม่ได้หนีไปอยู่เดี่ยวเดี่ยว ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) มันมีธาตุรู้ที่เห็น…. 1. อาการของกิเลส ที่เกิดจากกิเลส 2. อาการที่รู้ ความจริงตามความเป็นจริง ถ้าคนประสาทไม่เสียรับกระทบสัมผัส ก็จะรู้เหมือนกันหมด เป็นธาตุรู้ที่เป็นตัวแท้ ส่วนอีกอันเป็นเวทนาตัวไม่แท้ (1) นี้คือเป็นเวทนา 2
พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือ จิต มโน วิญญาณ (เล่ม 16 ข้อ 230) กายนี้ ไม่ได้เรียก มหาภูตรูป แต่ใช้เรียก อุปาทายรูป รูป คือ สิ่งที่ถูกรู้ ส่วน นาม คือ ตัวรู้ แล้วรูปนี้ ถ้าอยู่ภายใน เป็นนามธรรมก็ได้ จะเรียกว่ารูปจิต เช่น สัมผัสผัดไทยอยู่นี่ ก็เรียกได้ว่า “กาย” แม้ไม่ได้ชิม แต่มี อาการอยาก รู้สึกว่าน่าจะอร่อยแน่นอน และเมื่อได้ชิม ทางทวารลิ้นเข้าไปอีก ก็อร่อยอีก อร่อยจริงๆ ก็เกิดเวทนา คำว่า เวทนา นี้ในภาษาไทยแปลว่า น่าสงสาร เพราะอะไร ? ก็เพราะว่า จมอยู่กับกิเลส เป็นภาษาของพระโพธิสัตว์ น่าจะให้เขารู้ตัว ไม่เช่นนั้น ก็ วนเวียน เป็น อาคามี ต้องทำให้หมด ไม่วนเวียน เป็น อนาคามี ไม่มีอาการทางจิต ที่เป็นรสอะไรอีกแล้ว ก็ไม่ต้องสัมผัส ไม่สัมผัส ก็ไม่เสพอีก ก็จะเป็นผู้ไม่มีเวทนาที่อร่อย หรืออยากได้ อยากมี อยากเป็น มีแต่เวทนา หรือความรู้สึกตัวเดียว ตามความเป็นจริง เวทนาตัวนั้น จึงเป็น ปัญญา คือ รู้ความจริง ตามความเป็นจริง มันสีแดง ก็สีแดง ตามที่ทุกคนเห็น แต่ถ้ามีความรู้สึกว่าสวย และอยากได้ ก็มีอาการที่ 2 ขึ้นมา สีแดงนั้นมันไม่มีความรู้สึก อยากได้ อยากเป็น แต่เมื่อเรามีความชอบ อยากได้ อยากมี อยากเป็น คุณทำให้เกิดอาการที่ 2 (เกิดผี) ขึ้นมาเอง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ต้องทำให้จิตเป็นหนึ่งให้ได้ ไม่มีอาการที่ 2 ที่เป็นกิเลส นั่นแหละคือ การบรรลุธรรม สรุปคือ กายต้องมีสอง มีนอกและใน มีรูปและนาม ถ้ามีแต่ภายในก็ได้ แต่ต้องชัดเจนว่า หมดกิเลสภายนอกแล้วจริงๆ คือเราทำกายสังขารังปัสสัมภยังได้แล้ว ก็ทำจิตสังขารังปัสสัมภายัง จะทำแบบลืมตาหรือหลับตาก็ได้ แต่ถ้ายังทำภายนอกไม่ได้ แล้วไปทำภายในเลย จะไม่ได้ ต้องทำภายนอกก่อน เราจะได้อาวุธที่ละเอียดขึ้นไป ทำเล็กๆได้ ถ้าทำเล็กๆได้แล้วจะไปสู้ใหญ่ๆไม่ได้ ต้องชนะจากใหญ่ไปเล็ก ใหญ่หรือเล็ก คือสภาวธรรมของเรา แล้วบางคนบอกว่า ทำไม? มันใหญ่ ก็เพราะว่าคุณไปสร้างมันเอง ทำมันเอง ถึงแม้มันใหญ่ คุณก็แบ่งทำเอาได้ ตัวอย่าง สมมุติว่ามันเป็น ช้าง ก็เอาแต่ ขา แต่ละข้าง หรือเอาแต่ หาง มันก่อนก็ได้ มาเป็นเวทนาที่เป็นสอง อันหนึ่ง คือความรู้สึกจริง ที่คนอื่นก็รู้เช่นนั้น อีกอันหนึ่ง คือความรู้สึกอยากลิ้มรส
การปฏิบัติ ทำเวทนาสองให้เป็นหนึ่ง โดยใช้ “ บุญ ”
วิธีปฏิบัติ 1.ต้องทำ อาการที่อยากลิ้มรส นี้ให้หมดไป เพราะมันเกิดจาก อกุศล และจิตก็เกิดจาก กิเลส คือ ราคะ (อยากลิ้มรส) 2.เราก็ต้อง* อ่านอาการของ ราคะ *นี้ ให้ออกว่าเป็นอกุศลจิต ที่มันทำให้เราเกิดความอยาก อ่านให้ชัด จนพ้นวิจิกิจฉา เมื่อสัมผัสว่าขณะนี้ ผัดไทยร้อนฉ่า ก็เกิดอาการ อ่านอาการมันอย่างโทนโท่ เป็นเป็นเลย นี่เรียกว่า สักกายะ คือ องค์ประชุมสอง คำว่า สั กกะ แปลว่า ตัวเรา จะเรียกว่าสัตว์นรกก็ใช่ สัตว์นรก คือ สัตว์ที่มันกำลัง อยากจะเอามา ให้แก่ตัวเอง ถ้าเอามาไม่ได้ จิตที่อยากได้ ก็จะต้องแย่ง ต้องสู้กัน สู้ได้ก็ได้มา สู้ไม่ได้ก็อาฆาตพยาบาทไว้ ตอนนี้ กาย เลื่อนมาหา เวทนา มาหา จิต แล้วนะ *สิ่งที่เรียกว่า จิตก็คือธรรมะ มันยังทรงอยู่ * ธรรม คือทรงอยู่ มันอยู่ในใจเราไม่ได้หนีไปไหน คำว่าธรรมนี้ คุณยังไม่ตาย ในจิตของคุณมันทำอะไรคุณไม่ได้แล้ว แต่คุณจะต้องอยู่กับโลกเขา คุณจึงต้องมีตัวตนอยู่ จะหนีไปไหนไม่ได้ ตราบใดที่ยังไม่ปรินิพพาน เวทนาเป็นภาวะ 2 ที่เราทำให้เป็นหนึ่งได้ โดยจะต้อง กำจัดอกุศลจิต โดยใช้ “ บุญ” “ บุญ ”เป็นเครื่องชำระกิเลสอย่างเดียว ไม่ใช่กุศล คนไปเข้าใจผิดคำว่า “บุญ”กลายเป็น “กุศล” ก็เลยไม่ได้ผลในการปฏิบัติ กุศลนั้น มีแต่ดีไม่ไปทำร้ายอะไรเลย แต่บุญจะว่าดีก็โหด คือฆ่ากิเลสอย่างไม่ให้ฟื้นขึ้นมาเลย มันเป็นอาวุธสำหรับฆ่ากิเลสโดยเฉพาะ ฆ่าเสร็จแล้วก็หมดหน้าที่ ผู้ที่ใช้บุญเป็น สามารถทำให้กิเลสลดได้ ลดได้ที 1 ขนาด 1 ก็ได้ส่วนแห่งบุญ ปุญญภาคิยา บุญ จึงมีส่วนที่ฆ่าเขาได้ คือ ส่วนที่ทำให้มันหายไป ไม่ใช่ส่วนที่ได้มานะ *คำว่าส่วนแห่งบุญจึงเป็น * เสขบุคคล * ซึ่ง ป็นบุคคลที่ กำลังปฏิบัติลดละกิเลส ยังไม่หมดกิเลส ก้อนนั้นตัวนั้น เช่น พระโสดาบัน *พระอรหันต์คือ ผู้ที่หมดกิเลสแล้ว * เป็นผู้ที่ทำบุญได้ครบหมดแล้ว บุญก็หมดไปได้ทันทีไม่เหลือ พระอรหันต์ จึงเป็นผู้ที่สิ้นบุญสิ้นบาป ( ปุญญปาปปริขีโณ ) เพราะเอาบุญมากำจัดบาป เพราะบาปหมด บุญก็หมดไปด้วยกัน เลยไม่มีทั้งบุญและบาป ปุญญปาปริกขีโณ สิ้นบุญสิ้นบาป เมื่อกี้นี้อาตมาเปิดทีวีช่องธรรมะของช่องต่างๆ ก็เห็นว่าทั้งฆราวาสและพระนั้นอธิบายธรรมะได้ดีขึ้น อธิบายอย่างคนที่รู้และมีภูมิสูงขึ้น อย่างนี้มีหวังแน่
ประโยคเพชรของพุทธ
ในพระไตรปิฏก เล่ม 10 ข้อ 60 นี้ คือ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) * เป็นประโยคเพชรของศาสนาพุทธเลย* เป็นประโยคที่ไขภาวะ การประพฤติธรรม โดยให้แยก*เวทนา* เป็นการทำให้เวทนาเหลือ 1 เดียว เพราะกำจัดอกุศลและเหตุได้ แยกออกว่าเป็น เวทนาโลภ อร่อย สุขทุกข์ อาการของจิตเหล่านี้เรียกว่า “เจตสิก” เป็นอกุศล และเจตสิก ตัวนี้แหละ เป็นตัวที่กำลังอยากกินผัดไทย ขณะสัมผัสนี้แหละมัน(ตัวอยากกิน) เกิดแล้ว จะต้องฆ่ามัน กำจัดมัน (บุญ) กำจัดให้อกุศล และเจตสิกตัวนี้ อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) จากเวทนาก็มาดับกิเลสที่ จิต เมื่อ “อกุศลจิต”ตายไป คนก็จะมีแต่ธรรมะที่ทรงไว้ จนเป็นพระอรหันต์แล้ว คุณก็จะยังอยู่กับโลก จะเวียนเกิดเวียนตายต่อไป คุณจะยังเป็นแท่งธรรมะ เพราะ คำว่าธรรมะแปลว่า ยังอยู่คือทรงไว้ อยู่อย่างเป็นธรรมไม่ใช่อธรรม คำว่า อธรรม คือสิ่งที่แปลกปลอม ต้องเอา อธรรม นี้ออกไป ให้เหลือแต่ธรรมะ
*กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม * มาเอาชามก๋วยเตี๋ยวผัดไทยเป็นตัวอย่าง เพราะเมื่อเราเห็นชามก๋วยเตี๋ยวผัดไทย *สัมผัสแรกองค์ประชุมรูปนามก็เกิดขึ้น( ผีเกิดขึ้นเลย) * ปรุงแต่งมี ผีตัวอยาก ก็บอกว่าจะเอาให้ได้ ในบางกรณี ถ้าเจ้าข องมันไม่ให้ ก็ฆ่ามันเสียแล้วเอาของมันมา มันอยากหนัก จะเอาให้ได้ อาตมาเคยยกตัวอย่าง เรื่องของขนมหม้อแกง มีคนจองไว้ก่อนแล้วยังไม่ได้เอา แต่มีอีกคนหนึ่งจะมาเอาแม่ค้าก็เลยให้ไป พอคนที่จองไว้กลับมาก็ไม่ยอม ก็เลยทะเลาะกันและก็ฆ่ากันตาย แทงกันตายเพราะขนมหม้อแกงชิ้นเดียว เป็นอารมณ์โกรธ มืดหน้า ไม่ฟังอะไร สรุปแล้วอกุศลจิตตัวนี้(ผีอยากได้)เกิดขึ้น เมื่อมีผัสสะ *โดยสัมผัสเดี๋ยวนี้ เกิดขึ้นเดี๋ยวนี้ ท่านเรียกว่า สมมุติสัจจะ และสภาพจิตตัวเองภายในเรียกว่า ปรมัตถสัจจะ สมมุติ คือสิ่งที่ทุกคนรู้ร่วมกันได้สัมผัสร่วมกันได้ ทางภายนอก เสร็จแล้วคุณก็อ่านจิตของคุณภายใน* ว่า มันมีอะไร เป็นเหตุทำให้เกิดเวทนา ที่หลอกเป็นความอร่อย เป็นความชื่นใจ เป็นความเพลิดเพลิน ที่เรียกว่า สุขขัลลิกะ เป็นอารมณ์ที่ ไม่จริง เป็นอารมณ์ที่เป็นเท็จ มีชั่วคราวแล้วมันก็หายไป อยากได้อีกเอามาสัมผัสอีก หรือระลึกขึ้นมา ก็เป็นลมๆแล้งๆไม่ได้เป็นของจริง ตายไปก็นึกอยากจะได้อีก เป็นการตกนรกลึก ว่าจะมีสวรรค์ อย่างที่เคยเสพอีก ในฝันหรือความนึกคิดนั้น เป็นเรื่องลมๆแล้งๆ ยิ่งกว่าตอนสัมผัสจริงแน่นอน เราก็ฆ่าจิตในจิต จิตที่จะฆ่าก็ฆ่าไป เหลือจิตอีกตัวที่สะอาด กายในกายเรา สัมผัสแล้วก็ไม่เกิดความรู้สึก เป็นผี หรือเป็นเทวดาหลอก มีแต่อารมณ์จริง ความรู้สึกจริง จิตใจก็รู้จริง จิตใจที่เป็นอกุศล ก็ไม่เกิดแล้ว เราเอามันออกไปแล้ว เหลือแต่ตัวเดียว กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต จึงเป็นตัวเดียว เอกสโมสรณา ทรงไว้ซึ่งธรรมอันเอกบริสุทธิ์สะอาดจากอกุศลทั้งหลาย เพราะเรารู้ภายใน ภพภายในยังมีอีก แล้วก็เอามันออกอีกให้เหลือ 1 เดียวอีก พระอรหันต์นั้นมีแต่หนึ่งเดียว เข้าในไปอีกก็เป็น 0 มีแต่หนึ่งเดียว(1) กับ 0 เป็น นปุงสกลิงค์ ในเข้าไป ก็มีแต่เรา คือ 1 กับ 0 อรหันต์จะอยู่กับ นปุงสกลิงค์ คือไม่มีเพศก็ได้ หรือจะอยู่ที่ * ปุงลิงค์ (ปุริสภาวะ) ก็ได้ เพราะได้ทำอิตถีภาวะ*ให้หมดไปได้แล้วสนิท นี่คือสภาพของ กาย เวทนา จิต ธรรม
ผู้ที่มีสิ่งที่ทรงไว้ในจิตตน เรียกว่า ธรรมะ หรือธัมมะ ปุถุชนที่อวิชชา จะมีภาวะที่ทรงอยู่ คืออวิชชามาก่อน ก็จะมีธรรมะ 2 ซึ่งจะมีกิเลสทรงไว้ ด้วยเสมอ แล้วไม่รู้ตัวว่าเป็นกิเลส ดีไม่ดีกิเลสกลายเป็นอำนาจด้วย ไม่มีความฉลาด มีแต่โง่อวิชชา ปุถุชนผู้มีอวิชชา จึงมีกิเลสเป็นตัวจัดการ เราจึงต้องแยกแยะธรรมะของตนให้ออกก่อนเป็นธรรมะ 2 พอแยกได้ก็เริ่มต้น จัดการด้วยปหาน 5 ประหารด้วยการกดข่ม ยังไม่มีปัญญา จะต้องประหารด้วยปัญญาที่เรียกว่าเป็นไฟฌาน คือกองไฟพิเศษ ที่ไปล้าง ไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะได้ เป็นพลังงานที่เป็นแรง เป็นฤทธิ์จริงๆ ทำให้พลังงาน ไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะ สู้ พลังงานไฟฌาน พิเศษนี้ไม่ได้ คือ ปัญญา *ฌานอยู่ที่ใด ปัญญาอยู่ที่นั่น ปัญญาอยู่ที่ใดฌานอยู่ที่นั่น ปัญญาไม่มี ฌานก็ไม่มี ฌานไม่มีปัญญาก็ไม่มี ฌาน เป็นพลังงานตัวฉลาด ที่จะล้างพลังงาน ไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะ ได้ ละลายไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะให้หายไปได้เลย พลังงานฌานคือ ปัญญา ไม่ใช่พลังงานกดข่ม ดับปี๋รู้มะลำมะเลือง ในภพอย่างนั้นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีปัญญา ไม่รู้จักกิเลสด้วย ไม่มีพลังทำลายไฟราคะไฟโทสะไฟโมหะ **ไม่มีการแยกแยะวิจัยวิจารณ์อะไรเลยในจิต เป็นแต่ hypnosis ไม่ใช่ analysis ** การสะกดจิตแบบหลับตานั้น ยังไม่เป็นโทษกับคนอื่นเท่าไหร่ ไม่ร้ายเท่ากับการสะกดจิตแบบลืมตา ที่ออกไปเที่ยวอาละวาด อย่างธรรมกาย อย่างตู่จตุพร พรหมพันธ์นี่ก็หลอก นามสกุลตนเองก็หลอกตัวเอง อยู่กับบัญญัติหลอก อย่างเทวทัตคือ เทวดาโง่นะ แต่หลอกว่าตนฉลาด คือทัตตะ (ทัตตะ=โง่) ผู้รู้ *กาย* ผิดไปจากความเป็นจริงจึงโมฆะ ประเทศไทยน่าสงสารเอาคำว่า *กาย* มาใช้ผิดๆจากสัจธรรมพระพุทธเจ้า ไปหมายว่า*กาย* คือดินน้ำไฟลมภายนอก เป็นร่างภายนอกอีก
คำว่า *บุญ* อีกคำที่ต้องอธิบายกันหนัก เป็นสภาพที่ใช้ฆ่ากิเลสอย่างเดียว มันเป็นสภาพที่มี*ความวิบัติ* ไม่ใช่สภาพที่เป็นสมบัติ เป็นความทรงไว้ซึ่ง*ความวิบัติ* ความทำลาย ความสูญหายไป แตะเข้าก็ต้องทำลายมันเอาตายเลย คนที่จะสร้างอาวุธที่เรียกว่า*บุญ* นี้ได้จะต้องเก่ง เพราะอยู่กับตัว จะต้องไม่ทำลายตัวเอง แต่ถ้าคุณมีพลังงานนั้นที่เป็นบาป ถ้าคุณมีบุญไปทำลายบาป คือคนมีสิ่งที่เป็นอาวุธที่เรียกว่า*บุญ*ได้ มันอยู่กับคุณและจะต้องไม่ทำลายคุณด้วยนะ แต่มันมีหน้าที่ทำลายอย่างอื่น ไม่ได้มีหน้าที่จะมาอาศัย มันมีหน้าที่กำจัดไม่ไว้หน้าอกุศล กำจัดหมด คำว่าบุญจึงเข้าใจยากมากกว่ากายอีก เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะเป็นตัวที่ล้างอวิชชา ล้างกิเลส กำจัดตัวที่แย่ที่สุดในมนุษย์ บุญเป็นสิ่งที่ทำลาย พระอรหันต์ขึ้นไป ไม่ต้องทำลายอะไรอีกแล้ว เพราะไม่มีบุญอีกแล้ว
*นรกอยู่ในสวรรค์ * เพราะคนในโลกนี้ ไม่มีใครต้องการ นรก ใช่ไหม แต่ด้วยความโง่ที่ไปหลงสวรรค์นั่นแหละ คือ*นรก* สวรรค์มีอยู่ 6 ชั้นไม่ได้มีมากกว่านั้น สวรรค์ มี 6 ขั้น ก็คือภพก็มี 6 อย่างนี้ ทุกคนเกิดมาต้องการสวรรค์ และสวรรค์ก็มี 6 เท่านี้ สวรรค์ตัวแรก นี่แหละคือตัวที่คุณไม่รู้จริง มันก็คือ นรก มันหลอกคุณ เอาไว้อธิบายกันวันหลัง ติดตามอย่ากระพริบตา วันนี้เราได้ฟังสิ่งที่ประเสริฐ เป็น อริยาภรณ์ คือเครื่องห่มด้วยอริยะ เป็นคนทำอาหาร ให้อาตมากินเป็นประจำมาจนป่วย คนอื่นก็ทำแทน ทำให้อาตมาฉันตลอด ศึกษาธรรมะมาพอสมควร ก็สู้สิ่งที่สู้ได้พอสมควร ก่อนจะตาย ก็ได้แสดงออกถึงความไม่พ่ายแพ้ ไม่ฟูมฟาย ไม่อ่อนแอ นี่คือการแสดงออกถึงพุทธธรรม …จบ