590629_เทศน์ก่อนฉันหินผาฟ้าน้ำ รู้เท่าทันเลห์เสน่ห์โลกียะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
590629_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่หินผาฟ้าน้ำ เรื่องรู้ทันเล่ห์เสน่ห์โลกียะ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 29 มิถุนายน 2559 เดินทางมาถึงหินผาฟ้าน้ำ ก็ยิ่งอายุมากก็หาเวลาไม่ค่อยได้ ปลีกไปไหนได้ยากขึ้น แต่ที่จริงก็เต็มใจไปนะ ก็ได้รู้สึกว่าได้ทำงานได้เป็นประโยชน์ก็ดีทั้งนั้น ประโยชน์ภาษาบาลีว่า อานิสงส์ แต่ผลนี่ทำกรรมดีหรือกรรมชั่วก็มีผลทั้งนั้น ส่วนอานิสงส์นั้นถ้าทำกรรมชั่วมันไม่มีอานิสงส์ ไม่มีประโยชน์มีแต่โทษ คำว่าอานิงส์กับผลจึงต่างกัน ทีนี้ผล กับประโยชน์หากคนเข้าใจไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่า คนทำทานไปแล้วมีผลมาก มีอานิสงส์(ประโยชน์)มาก ท่านแบ่งเป็นสองคำ จะทำดีหรือชั่วก็มีผล แต่ถ้าเป็นประโยชน์ก็มีอานิสงส์ แต่ประโยชน์นี้มีสองอย่าง ประโยชน์โลกียะกับประโยชน์โลกุตระ ประโยชน์โลกุตระนี้ศาสนาพุทธเป็นที่หมาย พุทธศาสนาสอนผลที่ถึงขั้นประโยชน์(อานิสงส์) คนจะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ต้องมีสัมมาทิฏฐิ 10 ข้อ ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ไม่มีอานิสงส์แต่มีผลแน่ เป็นมิจฉาผลก็ได้ ผลเหมือนกัน จนทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทย ปฏิบัติธรรมแล้วเป็นมิจฉาผล แล้วหลงว่าบรรลุอรหันต์แล้ว ที่หลงไปนั้นเป็นมิจฉาจากพระพุทธเจ้า จึงมีอรหันต์เก๊กันเยอะเลย หลงว่าเป็นอรหันต์กัน ขออภัยพูดอย่างวิชาการนะ ไม่ได้ดูแคลนหรือลบหลู่นะ อาตมาสงสาร ผู้หลงผิดก็น่าสงสาร หลงผิดว่าตนเป็นอรหันต์แล้วก็ทำให้คนอื่นเชื่อตามก็น่าสงสารเพิ่มอีก แล้วก็ถึงสงสารศาสนาเลย ศาสนาไม่เสื่อมหรอก แต่สงสารคนที่ได้ศาสนาที่ผิด นึกว่าเป็นพุทธแท้ จริงๆไม่ใช่ อาตมาพากเพียรบอก แต่เรื่องผิดมีมากเลยต้องพูดมาก มีแต่ตำหนิเขา เลยกลายเป็นพระปากจัด พระช่างว่า พระช่างด่าไปอีก เลี่ยงไม่พ้นเกิดยุคนี้ทำงานหนักจริงๆ แต่ไม่เบื่อหรอก แม้ยากลำบาก เราทำได้จนเ
อ่านต่อ
กิดชุมชนถึงหินผาฟ้าน้ำทุกวันนี้ร่วงโรยกันไปมากหรือยัง? มันคึกคักขึ้นหรือยังก็ตอนอาตมามานี่ไหม? ตอนอาตมาไม่มาก็คึกคักพอเป็นไปได้ มันยากสังคมเรามันน้อย เทียบกับสำนักที่สอนเอาสวรรค์ล่อหลอกลวง เอาสวรรค์โกหกหลอกใช้กันแล้วหลอกให้ได้สวรรค์กัน ถ้าจะได้ต้องมาทำทาน ปฏิบัตินั่งสมาธิสงบ สะกดจิต ซึ่งไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์เป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้เกิดสัมมาสมาธิ (มรรคองค์ที่ 8 ) ของพระอาริยะ แต่ทุกวันนี้ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่มีสัมมาสังกัปปะ วาจากัมมันตะ อาชีวะ ทุกวันนี้นั่งหลับตาไม่มีสัมมาสังกัปปะ เพราะถ้าอ่านออกจะอ่าน ตักกะ วิตักกะ ทำสัมมาสังกัปปะได้ มีอัปปนา พยัปปนา เจตโสอภินิโรปนา ปรุงแต่งเป็นวจีสังขารที่สะอาดแล้วออกมาเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติได้อย่างสัมมา ถ้าทำได้จะมีอานิสงส์ แต่ทุกวันนี้ปฏิบัติไม่มีอานิสงส์เพราะทำแต่การสะกดจิต นั่งหลับตานี่เป็นสะกดจิต พระพุทธเจ้าท่านมาแก้คืน เพราะสมาธิสะกดจิตมีแต่โบราณมานานแล้ว ฤาษีทำกันมา พระพุทธเจ้าก็มาแก้คืนมาเป็นพุทธ อธิบายไว้ในพรหมชาลสูตร สามัญผลสูตร เป็นต้น อาตมาพูดเหมือนตีทิ้งศาสนาพุทธที่เขามีกันอยู่เลย เพราะทั้งวงการศาสนาพุทธมหาเถรทำผิดจากพระพุทธเจ้าไปหมด อาตมาพูดนี้อ้างอิงตำราพระไตรปิฏกของพระพุทธเจ้าแล้วอธิบายได้แต่ท่านอธิบายไม่ได้ทั้งที่ใช้พระไตรปิฏกเดียวกัน เพราะท่านยึดไว้แล้วในสิ่งผิด เข้าใจนั่งหลับตาเป็นการปฏิบัติ เขาจะเจริญสติก็มีบ้าง แต่เจริญสตินี่จะสั่งสมต่อไปเป็นสมาธิ เพราะต้องมีสัมมาวายามะ เพราะพระพุทธเจ้าว่า ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ต้องมีสติและวิริยะเป็นเครื่องห้อมล้อมนำพาไป มีสติสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา มีอานิสงส์คืออ่านกิเลสออก อ่านกายออก กายเป็นธรรมะ 2 ที่เริ่มสังขารปรุงแต่งก็เห็น มีปัญญารู้ว่าสังขารใดก็ไม่เที่ยง อนิจจังเกิดอนิจจานุปัสสี อ่านเห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง เห็นสังขารปรุงแต่งเลยว่าไม่เที่ยง แต่เราไปยึดมันเป็นตัวเป็นตน วิธีแยกแยะก็คือแยกรูปแยกนาม นามที่จะใช้เรียนรู้คือ เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ อ่านนาม โดย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อ่านอาการว่านี่อาการสุขหรือทุกข์ สุขนี่เราก็รู้ว่าสุขหลอก มันมีในปัจจุบัน มันมีเหตุจากเรามีอุปาทาน ตัณหา ที่เรายึดไว้ว่าถ้าได้รูปอย่างนี้เขาเรียกว่าสวย น่าชื่นใจพอใจเป็นสวรรค์ เสียง กลิ่น รสที่ตรงกับที่เราต้องการเลย เรียกว่าตรงสเปคเลย ที่เราเคยกำหนดจำไว้ อย่างนี้ละของจริง ของชอบ ที่ต้องการ ต้องได้อย่างนี้ละดี เป็นสเปคที่เรากำหนดหมายยึดไว้อย่างนี้ คนที่ไม่เรียนรู้อย่างที่อธิบายไปคร่าวๆนี้ แต่ไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ได้พิจารณาอย่างที่ว่าเลยก็ไม่มีหวังผลไปนิพพานอย่างพระพุทธเจ้า มีแต่มิจฉาผล ได้แต่สะกดจิตให้นิ่งดิ่งสงบ แล้วนึกว่าได้นิโรธ คำว่า “นิโรธ” แปลเป็นไทยว่าดับ แต่ว่าดับอะไร ต้องดับกิเลสจึงเป็นนิโรธของพระพุทธเจ้า แต่ที่ไปนั่งหลับตาดับนั้นเขาดับจิตไม่ให้นึกคิด ไม่ให้ทำอะไรก็เลยหยุด หนักเข้าก็ไม่มีแม้แต่แสงสว่างดำมืดเป็นกิณหา แล้วหลงว่าดำมืดนี้เป็นกิณหา เป็นสิ่งที่น่ามีน่าได้น่าเป็น (สุภะ) ทั้งที่มันเป็นอสุภะ มันผิดไปจากศาสนาพุทธแต่ก็ไปทำเอาจนได้ นี่คือสายหลับตาดับ สายไม่หลับตาก็ไม่เห็นมีใครอธิบายสัมมาสมาธิของพระพุทธเจ้าตามมหาจัตตารีสกสูตร จึงไม่รู้จักสักกายะ ไม่รู้จักคำว่ากาย จะไปพิจารณากายในกาย ซึ่งกายในกายนี่แหละมีเวทนา มีจิต เพราะกายในกายนี่คือเวทนา เราก็จะอ่านธรรมะ 2 จากจิตจากกาย จากกายมีเวทนา อ่านเวทนาในกาย แล้วทำเวทนา 2 ให้เป็นเวทนา 1 เวทนา 2 คือจิตมีกิเลสทำให้เป็นเวทนา 1 คือจิตไม่มีกิเลส สามารถแยกกิเลสออกจากเวทนาจากจิต อ่านแยกอาการกิเลสได้ แล้วกำจัดกิเลส เมื่อกำจัดกิเลสก็เป็น 1 ได้ ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วน 2 (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ) กำจัดกิเลสต้องกำจัดทีละตัวแล้วจะรู้สภาพที่ดับกิเลสได้เป็นลำดับ รู้กว้างได้มากขึ้น ดับได้ตัวหนึ่งจะทำให้เราเก่งขึ้นเยอะ กิเลสตัวอื่นเราก็จะดับได้อย่างที่เราดับมันมาก่อน คนที่ไม่รู้จักกายในกายก็อ่านกามในกายไม่ได้ อ่านกามในรูปนามนี้ไม่ออก คนที่ศึกษาศาสนาเพี้ยน คำว่า “กาย”เป็นแค่ร่างภายนอกก็เลยแยกกายในกายเป็นภายนอกไม่สัมพันธ์กับเวทนา ยิ่งไม่เกิดปัญญาที่เป็นสัมมาปัญญา สัมมาญาณ จะไปทำกายคตาสติ จะทำกายานุปัสสนา จะทำกายสังขาร ต่างๆนานาพวกนี้ไม่ได้ผล จะทำให้กายสงบรำงับ กายสังขารังปัสสัมภยังก็ไม่ได้ผล ก็ได้แค่ก้าวหนอ ย่างหนอ แตะหนอ ให้จิตไปเกาะไว้กับอิริยาบถ มันเป็นวิธีการสมถะทั้งสิ้น ไม่เกิดวิตกวิจารวิจัยวิเคราะห์ เขาพิจาณาแต่ทำให้จิตนิ่ง เป็น 1 มันมี 2 อย่าง ความเป็น 1 ของจิตจากที่เคยเป็น 2 มีกิเลสก็ทำกิเลสออก ก็จิตเป็น 1 ได้ แต่ไม่ได้เป็นหนึ่งอย่างสะกดจิต ยิ่งเข้าใจกว่ากายอยู่ข้างนอกก็เลยปฏิบัติไม่ถูก เขาทำกายสังขารรังปัสสัมภยัง เขาก็ทำให้กายวิญญัติหยุดกระดุกกระดิก นิ่งทุกอย่างไม่กระดิกเลยเขาถือว่าสงบรำงับก็นั่งนิ่งได้ เขาก็ถือว่าเขาสอบผ่านแล้ว กายสังขารัง ปัสสัมภยัง ก็เข้าไปปฏิบัติจิตสังขารรัง ก็ได้แต่อ่านสัญญา ในพรหมชาลสูตร สัญญาจะกำหนดรู้ในภพ ในอดีต หลับตานั้นมีแต่ปัจจุบัน มีปัจจุบันแค่รูปภพอรูปภพที่เบื้องปลาย แต่เบื้องต้นไม่ได้ปฏิบัติเลย ไม่ได้ทำตามลำดับของพระพุทธเจ้าเลย เอาหัวเป็นหางไปหมด พวกเราชาวอโศก อาตมาเน้นเรื่องปรมัตถธรรมพระพุทธเจ้า เน้นเนื้อหา ปรมัตถ์เป็นหลัก ศาสนาพุทธไม่ให้ติดลาภยศสรรเสริญสุข แต่ไม่ได้ให้ทิ้งหนี ลาภ ยศ สรรเสริญ แต่สุขนั้นทิ้งได้เลย เพราะว่าแม้พระพุทธเจ้าก็ยศยิ่งใหญ่แม้เจ้าแคว้นก็ยังเคารพท่านเลย พระพุทธเจ้าท่านมีลาภ มีคนให้พระพุทธเจ้าอย่างเต็มใจเลย ให้มากด้วย แต่ให้แล้วท่านก็เอาเข้ากองกลาง ท่านก็เป็นแต่เพียงสะพานให้คนสร้างกุศลเท่านั้น แล้วท่านไม่หลอกให้ทำทานเป็นวิมาน การทำทานต้องให้ได้อานิสงส์ การปฏิบัติต้องมีทาน ศีล ภาวนา นี่แหละ การปฏิบัติจริงก็มีทานกับศีลนี่แหละ เมื่อปฏิบัติแล้วมีสัมมาทิฏฐิไหม แล้วเกิดผลเป็น ภาวนา ภาวนามัยคือได้ผลสำเร็จจากปฏิบัติทาน ปฏิบัติศีล ภาวนาเป็นการเกิดผล แต่เอาภาวนาเป็นการปฏิบัติไปเสีย อย่างอาตมามานี่ หลายคนก็ว่าต้องมาหินผาฯแล้วเพราะไม่งั้นผักชีไม่โรยหน้า ...จริงไหม?....ถ้าคนเราหลงโลกมากกว่าหลงธรรมะนั้นเป็นคนเสื่อมแล้ว มันต้องที่ตัวคนแต่ละคน ที่จะเพียรลดกิเลส เพราะคำว่าปุถุ นี่ แปลว่ามาก ใหญ่ โต และแปลว่าหนา ท่านเลือกเอาคำว่าหนานี่แปลคำว่าปุถุ คือกิเลสหนา คำว่ากิเลสหนานี้ครบทั้งมาก โต ใหญ่ อ้วน กิเลสเพียบพร้อม ชีวิตคนเกิดมาอย่างมากร้อยปี อย่าเป็นคนกิเลสหนา คนที่เกิดมาแล้วจะได้โลกุตระนั้น เท่ากับดินที่ติดขี้เล็บ ธรรมดาที่เราโกรธ คนนี้พูดไม่ถูกหู เราก็เคยสะกดจิตข่มไว้ไม่ให้โกรธกันทั้งนั้น ไม่แสดงออก หรือโลภมากก็พยายามไม่แสดงออกมานี่เคยทำกันทั้งนั้น ก็ลืมตาทำได้ไม่ต้องหลับตา ต้องทำร่วมกันทั้งสมถะและวิปัสสนา อย่างเกิดกามหรือโทสะนี่แรงๆ สะกดจิตไว้ไม่ได้ก็ละเมิดผิดกฏหมายอาญาอีก การสมถะสะกดจิตไม่ต้องไปนั่งหลับตาดับ ศาสนาพระพุทธเจ้ามีทั้งสมถะและวิปัสสนา ก็สะกดไว้ได้พอสมควรที่ให้เราพิจารณาจิตได้ ว่าอันนี้โกรธนะจะตบไหมไม่ตบ มันก็พิจารณาต่ออย่างปัจจุบันขณะเลย ขณะมีเหตุปัจจัยครบ สัมผัสเดี๋ยวนี้ขณะเกิดอาการ เป็นของจริง พอผ่านไปแล้วเอามาพิจารณาเป็นสัญญาไม่ใช่ของสด อาจเกิดปัญญาแต่ปัญญาไม่สด อย่างคนนี้มากวนหรือยวนเรา เราโกรธสะกดไว้ แต่ไม่ตบเขาแต่ด่าไป เราไปนึกทีหลังได้ว่าเราไม่ตบ เราทำแค่ด่า เราก็นึกว่าดี รู้ว่าตัวเองไม่ลุอำนาจโทสะแรงขนาดตบ แต่ก็ด่าไป ก็ทบทวนเป็นสัญญา ก็ดีที่เราสะกดใจได้เบาหน่อย เราก็ได้ปฏิบัติธรรมหน่อยนะ ทำเบาลง แท้จริงปัญญาไม่ได้เกิดจริงตอนนั้น แต่ว่าเป็นสัญญารู้ตามหลัง ต้องทำให้เกิดปัญญาในปัจจุบัน กิเลสถูกระงับในปัจจุบันจะรู้สึกชื่นใจดีใจได้มากว่าปัจจุบันที่ตนได้เตวิชโช จะรู้ว่านี่คือผลที่ได้ชัดๆ ยิ่งพิจารณาว่าเราโกรธ แต่ไม่แสดงออก ไม่ทำกาย วาจา แต่อ่านจิตว่าโกรธไม่ดี เดี๋ยวพูดไม่รู้เรื่อง มีเหตุอะไรไม่ดีงามก็พูดกันอย่างสุภาพเรียบร้อย จะเห็นผลเลยว่า การไม่ต้องวู่วาม ตีกันก็แรงกัน ถ้าเราเบามันจะดีมากเลย อันนี้ต้องขอชมเชยธรรมกายอย่างหนึ่งที่เขาสะกดไว้ไม่ตอบโต้รุนแรงก็ไม่ปะทะอะไรมากมายก็เลยยังถูลู่ถูกังไปได้อันนี้เป็นประสิทธิภาพอย่างหนึ่งของเขา เขาสะกดจิตไว้ได้ เพราะเขาสอนให้ใจใสใจดี เป็นบทต้นๆตื้นๆง่ายๆแต่เขาทำได้ผล อาตมาก็ชมสิ่งที่ควรชม ติสิ่งที่ควรติ ทุกวันนี้เขาทำได้สำเร็จผลตรงนี้สงบรำงับไม่วู่วามทั้งที่กิเลสเขาสะสม ลัทธิสายสว่างหรือสายดำอย่างอาจารย์มั่น ก็ล้วนเป็นสมถะสะกดจิต ไม่ได้เรียนรู้สัมมาทิฏฐิทั้ง 2 ด้าน ก็ต้องตำหนิทั้ง 2 ด้าน เป็นวิชาการที่สาธยายบอกกัน ฟังแล้วก็เข้ามาปฏิบัติร่วมกันให้เกิดสัปปายะ 4 ถ้ามาอยู่กันที่นี่สัก 5,000 คนจะแน่นไป ถ้าอยู่กันสัก 3,000 คนจะรุ่งเรือง จะสร้างป่าก็สร้างป่า สร้างเมืองก็ได้ แต่อยู่กันไม่ถึง 30 จะเจริญได้อย่างไร เมื่อบุคคลไม่สัปปายะ แล้วอาหารจะสัปปายะได้อย่างไร? ธรรมก็ไม่สัปปายะ ทำงานมา 40 ปี อาตมาเป็นคนที่อะไรทำแล้วไม่เจริญก็ยิ่งจะพากเพียร ไม่ใช่ถอย โดยเฉพาะการอธิบายธรรมะ อาตมาไม่เก่งก็ยิ่งต้องเพิ่มศิลปะ ในการหาเหตุปัจจัยวิธีการ แล้วพวกเราก็ช่วยกัน คนละไม้คนละมือ พระพุทธเจ้าประกาศศาสนาไปในแผ่นดินในยุคนั้น พระเจ้าแผ่นดินแคว้นต่างๆก็ให้การยอมรับ ท่านประกาศรัฐอิสระที่ไม่ยึดสถานที่ ไม่มีตัวตน แต่เป็นรัฐอิสระที่มีธรรมนูญของตนเอง มีกฏหมายของตนเอง ใครจะมาในระบอบลัทธินี้ พระพุทธเจ้ามีบารมีมาก สร้างศาสนาได้คนมาจะมาเกิดร่วมก็ต้องมีบารมีพร้อม แต่อาตมานี้มายุคนี้ต้องมาเสริมเติมบารมี มาหาญาติ สร้างเสริมเติมเชื้อศาสนาพุทธที่เสื่อมไปแล้วเพื่อให้เกิดกลุ่มพุทธที่อยู่ในสังคมมนุษย์อีก 2,000 กว่าปีกว่าจะครบ 5,000 ปี ก็ยากมากเพราะไปหลงผิดไปมากแล้ว พระพุทธเจ้าทำงานมา 45 ปีสร้างศาสนาเสร็จ อาตมามาต่อเชื้อนี่ 45 ปีแล้วยังตายไม่ลง อาตมาเป็นห่วงศาสนา ทำงานมาขนาดนี้จนเขาจะเอาอาตมาออกจากศาสนา แต่ทุกวันนี้เขาไม่มีสิทธิ์แล้ว ถือว่าทุกวันนี้นับถือพระพุทธเจ้าคนละองค์กันแล้ว เพราะอาตมาจะดุ กำหราบ คนที่เอาศาสตร์ปลอมของพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ผิด ก็ต้องตำหนิอย่างแรง ชีวิตนี้เกิดมาแล้วก็ตาย หากไม่รู้จักสัจจะก็มีแต่สังสมกิเลส เป็นคนกิเลสหนา เพราะไม่รู้ กิเลสมันมาทีละมาก ทีละหนา ทีละหนักก็ยาก พยายามพากเพียรตั้งใจฟัง อาตมาว่าอาตมานี่ประกาศตัวตนมากแล้ว คนก็ยิ่งหาว่าหลงตัวหลงตน อาตมายืนยันว่าไม่ได้หลงและไม่ได้ผิด อาตมารู้ว่าอาตมาเป็นใคร มาทำอะไร อาตมามาทำงานศาสนาพุทธที่จะมาต่อเชื้อศาสนา แต่อาตมาไม่อยากระบุไว้ แต่อยากให้ติดตามศึกษาไป คุณว่าโลกนี้กิเลสมันจัดจ้านมากหนาหรือว่า เบาบางมีกิเลสน้อย...ก็มากหนา...เมื่อพวกคุณมาพบแล้ว คุณเก่งขนาดไหนที่จะไม่ถูกโลกดึงไป... อย่าโง่ เราไม่คิดว่าจะได้เพชรแต่ไปเจอเพชร แล้วคุณก็เดินหนี ทั้งที่รู้ว่าเพชร จะบ้าหรือจะโง่หรือ ใครบ้า ใครโง่ เจอเพชรหรือยัง??? จะวิ่งเข้าใส่หรือเดินหนี?.... ที่นี่ไม่หนาไม่มากไม่หนักเลย แต่ไม่มา มันอะไรกัน? แต่ที่โน่นกิเลสหนาหนักกลับไปหา??? ขอบอกอีกทีให้ไปตรวจสอบแต่ละคนอายุปาเข้าไป บางคนเกิน 70 เป็น 80 แถมโรคอีก 8 อย่างจะตายวันตายพรุ่งอีก ไม่ยอมไปรพ.อีก ใครจะช่วยก็ไม่ให้ช่วยอีก คงได้ตายสมใจหรอก ขอเตือนพวกเรา โลกียะนี้มีเสน่ห์จริงๆสำหรับคนโง่!!! ตั้งใจให้ดีๆ รู้ทันให้มันได้ พระพุทธเจ้าก็ทิ้งไม่ว่าลาภ ยศ สรรเสริญโลกียสุข ทิ้งกามทิ้งอัตตาออกมา อาตมาก็ทำตาม ทิ้งมา ทิ้งอย่างอาตมาไม่ได้พ่ายแพ้เขาเลย ยังเจริญงอกงามดี แต่อาตมาถึงวาระที่ต้องเลิกต้องทิ้งมาทำงานทางนี้อย่างจริง เพื่อทำงานนี้จะเอาสิ่งประเสริฐที่สุดของพระพุทธเจ้าที่เรานับถือเป็นศาสดาเอามาสืบสาน ตั้งใจฟังให้ดี สำนึกให้ดี ตัวคุณเป็นเจ้าของอัตภาพ คุณจะต้องมีอัตภาพนี้ไปอีกนานเท่านาน ตายจากชาตินี้แล้วอัตภาพก็จะสังเคราะห์กับวิบากกรรม แล้วไปเกิดใหม่อีก บางคนได้ฟังธรรมะอาตมาแล้วไม่เอา ไปกับโลกอีกเพิ่มกิเลสให้หนาอีก แทนที่จะมาล้างกิเลส การได้พบถือว่าโชคดีอย่างหนึ่งแต่หนีไปไม่ทำ แต่ตายไปชาติหน้าก็มีกิเลสเก่ามาเพิ่มกับกิเลสใหม่ ชาตินี้ยังพอได้พบศาสนาพุทธ พบอาตมาแต่ชาติหน้ากิเลสหนา ก็ไปเกิดเป็นหมา อาตมาจะมาล้างลดในชาตินี้แต่คุณไม่เอา ก็ไปเพิ่มกิเลส คุณจะได้เกิดใหม่ดีกว่าเก่าไหม? ระวังไปคิดดีๆ จริงๆนะมันน่ากลัวนะ กิเลสเก่าไม่ได้ลด กิเลสใหม่ไปเพิ่มอีก คุณจะได้เกิดดีกว่านี้อีกไหม ชาตินี้ก็ยังว่าไม่ดีเท่าไหร่เลย ถ้าคุณไม่พบก็น่าสงสารคนไม่พบศาสนา ไม่ได้รู้สึกว่าได้ยินได้ฟังอาตมาพูด บางคนถือว่าเป็นศัตรูอีก อันนี้เป็นอเวไนยสัตว์ อาตมาก็ขอพูดสัจจะ ก็กลับมาที่พวกเรา เราพบแล้วโชคดีกว่าเขาแล้วแต่เราไม่เอากลับประมาทอย่างที่อาตมาว่า กิเลสเก่าไม่ลด กิเลสใหม่เพิ่มอีก แล้วลดกิเลสนี่มันง่ายไหม?? กิเลสเก่าไม่ลด ไปเพิ่มกิเลสใหม่ เกิดมาชาตินี้เราก็ยังว่าน่าจะดีกว่านี้แล้วทำเหตุให้กิเลสเพิ่ม จะตายแล้วเกิดมาดีกว่าเก่าไหม?....ไม่มีทาง เรามีสัปปายะ 4 จะเลือกอยู่ชุมชนไหนก็ได้ ชุมชนเล็กๆก็ทำให้เจริญได้ ไม่ใหญ่ไม่โตแต่ทำให้เจริญก็แล้วกัน มันได้ประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ประโยชน์ต่อโลกด้วย อาตมาประกาศแล้วว่าไทยจะเป็นชมพูทวีป ธรรมะพระพุทธเจ้าหยั่งลงแล้ว อาตมาตายไปไม่ถอยกันหรอก ยิ่งอาตมาตายไป แต่ละคนจะรู้ตัวที่จะมารักษาสมบัติ คนที่จิตถึงจะรู้ค่า ต้องมารวมตัวกันแล้ว พ่อตายแล้ว พี่น้องต้องมารวมกัน พวกเราไม่สังฆเภท ง่ายๆหรอก เพราะว่าตีกันแยกกันเป็นอนันตริยกรรมแล้วก็ไม่มีองค์รวมที่จะอาศัยกันอีก ต้องอย่าให้แตกแยกกัน ในระยะที่อาตมาอยู่นี่ก็จะยิ่งอบอุ่น จะช้าอยู่ไย มาเถอะมาอย่าช้า อยู่ไหนรีบมา คว้ามีดพร้าและจอบเสียม เพราะอาตมาจะลงหลักปักแหล่งด้วยกสิกรรม ชาติไทยเป็นชาติกสิกรรม พื้นที่ภูมิอากาศเหมาะกับการเพาะปลูกอย่างยิ่ง ยิ่งยุคนี้โทรคมนาคมเร็วทำได้ดีได้เร็วได้มาก การจะแจกจ่ายเจือจานก็แพร่กันได้ดี เป็นคุณแก่โลกมหาศาล เราทำอย่างลัทธิพระพุทธเจ้า ลัทธิบุญนิยมของดีราคาถูกซื่อสัตย์มีน้ำใจขายสดงดเชื่อ อาตมาจะล้มล้างลัทธิสินเชื่อเงินเชื่อ เพราะเป็นลัทธิที่เลวกันทั้งนายทุนและลูกหนี้ที่หาวิธีโกง นายทุนก็หาวิธีกินเลวกันทั้งคู่ มีแต่สร้างทุจริตขี้โกงเฉกา โลกทุกวันนี้เหมือนไฟไหม้แต่ไม่หาทางออกกัน มาทางนี้สิเย็น มาสิ ทำไมไม่ว่าง่ายเหมือนพระยสะบ้างดื้อดึงทำไม? สรุปว่า หินผาฟ้าน้ำ คนที่อยู่ย่านนี้ที่อ.แก้งคร้อ แม้อยู่ใกล้ไม่ได้เข้ามาก็เอาเวลามาช่วยกันพัฒนาทำงานร่วมกันมีกิจกรรมต่างๆ ผลิต ประสานสังคม โลกโลกีย์ก็หาพวกแต่พวกเรานี่พลังดึงดูดยิ่งน้อย ทำไมเราไม่เร่งทำ แล้วประชากรมนุษย์จะเหลือหรือ ก็ถูกโลกดึงดูดไปสิ แล้วเราจะอยู่อย่างไร ก็เหลือแต่หนัง แต่ต่อไปหนังก็ถูกดึงไปเหลือแต่กระดูก พวกเราต้องพยายามกันหน่อย ทำไมเราต้องสู้ เราสู้เพื่อไปแย่งเขาไหม?ก็ไม่ เราสู้เพื่อช่วยเหลือทำตามพระพุทธเจ้า เรามีความรู้สามารถลดละได้ก็พาคนมาลดละได้ จนเกิดสถานที่องค์ประกอบอุปกรณ์มีสถานที่ มีไร่นา มีอุปกรณ์ทำนาทำปุ๋ยทำสินค้าผลผลิต อันเป็นอุปโภคบริโภค ที่จำเป็นเราก็ช่วยกันทำ ในขณะนี้มันต้องสู้ต้องทำอันนี้ให้ฟื้น ประโยชน์ไม่ใช่กับใครเพื่อช่วยสังคมมนุษย์ โลกยิ่งลุกเป็นไฟ แต่เขาว่าเขาเจริญ แต่เป็นเจริญแบบโลกีย์ไม่ใช่โลกุตรธรรม ศาสนาโลกุตระมีศาสนาเดียวของโลกคือศาสนาพุทธ แล้วในเมืองไทยพุทธก็เพี้ยนไปเยอะแล้ว เกือบสูญแล้ว มวลโลกีย์จึงเยอะมากมาย ถ้าไม่รีบช่วยทำให้ดีขึ้นก็แย่ แต่มันดีที่เชื้อพุทธนี้ทนทาน แน่นคงทน สลายไม่ได้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) แต่เราก็ควรเพิ่มขึ้นอีก ยุคนี้เราต้องกอบกู้รื้นขนสัตว์ให้มีมวลอันนี้ขึ้นมาช่วยคนได้อีก ใคระจะมาอยู่ในมวลนี้ก็มาเลย ใครไม่มาก็ไปเลย ไปชอบนรก ชอบสวรรค์กัน สวรรค์ไม่มีจริงหรอก สวรรค์มี 6 ชั้น จตุมหาราช ไปแย่งเขามาได้ สมัยนี้มีอาวุธสมัยใหม่ไปแย่งเขา แย่งได้มาก็เป็นสุขอีก โลกนี้รู้ว่าถ้าทำรุนแรงก็หยาบคายก็เลยเสแสร้งกลบเกลื่อนล้วงตับกินไส้คนเขาอย่างให้เขานึกว่าตนดี แต่คนถูกหลอกนี้หมดตัวเลย รีดไปหมด หลอกให้หลงสวรรค์ดาวดึงส์ที่เป็นอาการที่ 33 นอกเหนือจากอาการ 32 ที่คนปกติจะมี ที่จะทำงานไปเป็นกาย ไปตามปกติ แต่ก็มีคนมาหลอกว่า มีแดนที่ 33 อีก ชื่อว่าสวรรค์เป็นแดนสุข สุขไปเอาเปรียบเขามา ไปแย่งเขามา แย่งลาภ ยศ สรรเสริญ แย่งกาม เสพสุขรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แย่งกามแย่งอัตตา ให้เขาเป็นทาส เหมือนธรรมกายสร้างคนเป็นทาสที่ซื่อปล่อยไม่ไปด้วย เขาจะดูช่องนี้ช่องเดียว ช่องอื่นไม่ฟัง แล้วแย้งได้หมดอีก สัจจะที่เป็น 2 แล้วจะแย้งกันได้หมด แต่พวกนี้กำหนดสัญญยนิจจานิอันนี้อันเดียวไม่คิดอื่นเลย คิดอื่นก็แย้งมาหาอันนี้อันเดียว ดาวดึงส์แปลว่า อาการที่ 33 ตาวติงสา เป็นโลกสมมุติขึ้นไม่มีจริง เป็นอุปาทาน อุปาทานนั้นคนรู้สึกว่าจริง แต่ไม่จริง เหมือนคำโกหกเป็นความไม่จริง แต่โกหกก็มีกันอยู่ในโลก คนก็โกหกกันอยู่ ในโลกสวรรค์ก็เช่นกันเป็นอารมณ์สุขแต่ไม่มีจริงหรอก สำหรับพระอรหันต์ อย่างอาตมาเคยกินพริกแล้วสุขแซบทั้งที่แสบจะตายชัด ข้าวคำพริกคำสุข แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีอาการนั้น สัญญาเคยจำได้ว่ากินพริกแล้วสุขแต่ตอนนี้สัญญาจำไม่ได้ แตะพริกแล้วไม่สุข อันอื่นก็เช่นกัน สัมผัสแล้วไม่สุขไม่ทุกข์ก็คือนิพพาน แต่รู้ว่าควรอะไรก็ทำตามควร ผู้ไม่รู้ล่ามาได้ก็เสพเป็นดาวดึงส์แล้วอยากให้ได้มีนานๆเป็นยามา แล้วจำไว้ใส่อนุสัยอาสวะ เป็นเทวดายามาไม่ยอมปล่อย แต่คุณจะมีปัจจุบันใดก็ต้องหยุดพักเป็นดุสิต พักยก โลกีย์ก็พักยก โลกุตระก็พักยก แต่ชัดเจนว่าพักนี่แหละสงบกว่า ไม่มีนี่ดีกว่า จึงมาสร้างการพัก เป็นดุสิตเป็นแดนพักได้ โดยต้องการพักก็พัก ต้องการเพียรก็เพียร ส่วนนิมมานรดีกับปรินิมมิตวสวัตตีคือเก่ง เก่งเป็นจตุมหาราช เก่งดาวดึงส์ เก่งยามา แต่ก็ต้องพัก เพราะสัจจะคนเราต้องพักต้องหยุดแม้ไม่อยากหยุดก็ตามก็ต้องพักเพราะมันไม่มีความจริง ถ้าหยุดแล้วได้ความจริงกว่าที่จะไม่พยายามอยากหยุด เช่นอันนี้เพลินใจไม่อยากหยุดแต่ก็ต้องหยุด นิมมานรดีก็คือยิ่งเลวได้ถึงเขต แต่ปรนิมมิตวสวัตตีเลวกว่าอีก จนมีบริวารมาช่วยเลวได้อีกเหมือนธรรมกาย ทุกคนมาตกเป็นบริวารช่วยกันเลวให้เป็นคณะใหญ่เลย สรุปแล้ว เทวดาคือภพชาติ ศาสนาพุทธล้างภพชาติ เทวดา สัตว์นรก ไม่มีภพชาติ ไม่มีสวรรค์นรกคืออรหันต์ ต้องลดสวรรค์ได้ทีละขั้นเป็นพระพรหม ....จบ