591103_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ความรับผิดชอบต่อศาสนาพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
591103_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ความรับผิดชอบต่อศาสนาพุทธ พ่อครูว่า...วันนี้วันพฤหัสบดีที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ที่ ปฐมอโศกอาตมามีชีวิตอยู่ทางโลก 36 ปีก็ทำงานเพื่อลาภยศสรรเสริญ เพื่อแสวงหาความสุข สุขจากกาม จากอัตตา จนมาปฏิบัติธรรมออกบวช ก็เปลี่ยนชีวิต ไม่ได้ทำงานเพื่อแสวงหาลาภ ยศ สรรเสริญเพื่อเสพกาม เสพอัตตาอะไรอีก อย่างแน่นอน อย่างจริงจังอย่างมั่นใจว่าอาตมาชัดเจนและทำได้ จนมาถึงวันนี้ก็ 46 ปีเข้าไปแล้ว อยู่ทางโลกมา 36 ปี ออกมาทางนี้ 46 ปี แล้ว อาตมาก็ยังจะทำต่อและมั่นใจ ถ้ายังจะทำแบบทางโลก อาตมาก็จะเสียดายชีวิตตนเองอย่างนี้ ก็สงสารตนเองอย่างยิ่ง ว่าทำไมโง่เง่าอย่างนี้ จนตอนนี้อายุ 80 กว่าปีแล้ว อาตมาก็จะรู้สึกอย่างนั้นแต่พอมา ทำทางนี้ 46 ปี ก็ยิ่งมั่นใจ ก็ยิ่งเห็นจริงว่าอาตมาชัดเจน ในเรื่องคุณค่าของชีวิต การมีชีวิตเป็นชีวิตที่มีคุณค่า และเป็นชีวิตที่ดี มาทางนี้แหละเป็นชีวิตที่ดีแล้ว เป็นชีวิตประเสริฐกว่าที่จะไปเป็นอย่างที่เป็นมาตอนเป็นฆราวาสตั้ง 36 ปี ที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่าอาตมามาทำงานสี่สิบกว่าปี อาตมาได้นำความรู้ความจริงที่สามารถ มีและนำมาสืบสาน คำอธิบาย นำมาประกาศตามความรู้ความจริงที่ได้ศึกษามาของพระพุทธเจ้า เท่าที่อาตมามีภูมิรู้ว่าศาสนาพุทธสอนอะไร สอนอย่างไร ประกาศเพื่อมนุษย์ให้มนุษย์ได้อะไร ที่เขาสอนกันก็เป็นแบบสมถะ มีแต่พิธีกรรม อาตมาเห็นศาสนาพุทธแล้วเศร้าใจจริงๆ ศาสนาพุทธทุกวันนี้แบ่งได้ 3 อย่าง อย่างที่ 1 อันนี้มีมาก คือ มาบวชเพื่อ อาศัยเลี้ยงชีพ คำว่าเลี้ยงชีพนั้น มาบวชเป็นอาชีพเลี้ยงชีวิตไป กระแสของนักบวชโดยรวมนำพาเป็นไป เขาก็ศึกษาพยายามปฏิบัติประพฤติไปตามนั้น แล้วชีวิตเขาก็ได้เลี้ยงชีพไป พระหรือภิกษุที่บวชเช่นนี้ มีตั้งแต่หนุ่ม จนมีพระแก่มากขึ้น และจะอยู่ไปนา
อ่านต่อ
นจนกระทั่งตาย ก็เลยมาเป็นอาชีพอันนี้มีเยอะ เพราะฉะนั้นพระหนุ่มที่จะมาบวช ถ้าไม่มีประเพณีที่จะมาบวชจะไม่มีพระมาบวช พระหนุ่มจะน้อยกว่านี้ นอกนั้นจะมีพระแก่ที่ปักหลักเป็นอาชีพ แล้วก็ได้ตำแหน่งได้ยศศักดิ์ได้หน้าที่จนกระทั่ง เป็นราชการชนิดหนึ่ง เป็นศาสนาการ ชนิดหนึ่ง จนเดี๋ยวนี้รัฐก็คล้อยตามตั้งเงินเดือนให้แก่พระ เรียกว่าศาสนากร เป็นผู้ปฏิบัติทางศาสนาไป มันผิดหลักพุทธเลย เพราะพระมีเงินเดือนไม่ได้ พระต้องสละออก ต้องโภคขันธาปหายะ ญาติปริวัตตังปหายะ แต่ทุกวันนี้มีแต่พระเลี้ยงชีพไปจนตาย ขอให้รักษาสภาพนักบวชตามจารีตประเพณีไป อายุมาก ๆ พระไม่สึกอยู่นาน ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์พระวินัยได้ก็ดี อยู่เป็นพระ จนแก่ไปสวดมนต์แล้วก็รับนิมนต์ไปตามจารีตประเพณี 1. พระมาบวชเลี้ยงชีพ ศาสนานี้ก็เลยมีประโยชน์เพื่อให้คนมาเลี้ยงชีพ 2. พระจะมีประโยชน์กับสังคม คือเป็นผู้ช่วยสังคมให้เกิดประเพณีจารีต 3. เป็นแหล่งที่มาแสวงหาองค์ประกอบของชีวิต จะเรียกว่าความรู้ความ สามารถก็ตาม เพื่อจะได้ โลกียธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข 4. มาบวชเพื่อปฏิบัติ อันนี้ดีหน่อย แต่มาปฏิบัติกันก็ยังมิจฉาทิฏฐิไปหมด ขออภัยที่พูดอย่างตีทิ้ง ที่อาตมากล่าวว่ามิจฉาทิฏฐิไปหมดนะ เริ่มตั้งแต่ ก่อนพระที่ตั้งหน้าตั้งตามาบวชเพื่อปฏิบัติ แล้วมีจุดมุ่งหมายเพื่อพระนิพพาน นั่นแหละคนที่มาบวช ในศาสนานี้ ตั้งใจมาบวชเพื่อแสวงหานิพพานด้วย แต่ทุกวันนี้มันไม่มีนิพพาน ถ้ามันมิจฉาทิฏฐิไปหมดแล้ว ทั้งที่ผู้ศึกษาปริยัติ และผู้ปฏิบัติ หรือปฏิบัติด้วยศึกษาด้วยก็ตามไม่ได้มีสัมมาทิฎฐิ ไม่สัมมาทิฏฐิตัวแรก ศีล ไม่มีแล้ว ศาสนาพุทธทุกวันนี้ศีลไม่มีแล้ว ไม่คำนึง ไม่ปฏิบัติ ไม่เอาจริงเอาจังกับศีล ศีลของพระพุทธเจ้าคือจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล เพราะฉะนั้นมหาศีล เป็นศีลที่พระพุทธเจ้าบัญญัติขึ้นมาเพื่อบอกให้รู้ว่า ศาสนาพุทธเป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะความสำคัญในมหาศีล คือเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ ศาสนาพุทธให้งดเว้นเดรัจฉานวิชาและไสยศาสตร์ แต่ทุกวันนี้ศาสนาพุทธในเมืองไทยมีแต่เดรัจฉานวิชามีไสยศาสตร์เต็มไปหมดในศาสนา ไม่ได้มีการใช้ศีลมาตรวจสอบปฏิบัติ อย่างเอาจริงเอาจัง กระแสหลักไม่ได้ทำ แค่บอกว่าจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล พระทุกวันนี้ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติ มัชฌิมศีล ก็มีรายละเอียดเพิ่มมาจาก จุลศีล ซึ่ง ศีล 5 8 10 อยู่ในจุลศีล แต่เวลาบอกว่าปฏิบัติศีลก็ให้แค่สำรวมกายกับวาจา ไม่ต้องพูดถึงศีลโอวาทปาติโมกข์ เพราะว่า โอวาทปาติโมกข์ก็เข้าใจไปเป็นพระวินัย 227 ข้อ ใส่อีก แล้วพระวินัยจะต้องมีไหม..ก็จำเป็นต้องมี เพราะวินัยนั้นแย่กว่าศีล ถ้าไม่มีวินัยศาสนาพุทธไม่เหลือเลย ถ้าไม่มีศีลเหลือแต่วินัยก็พอทำเนา ศีล วิธีปฏิบัติไม่สัมมาทิฏฐิก็คือ ศีล 5 เป็นพื้นฐาน ในจุลศีล มีศีล 5 ก็มาปฏิบัติเพื่อให้เกิดสมาธิก็ไม่ได้ทำ ก็ทำแค่กายกับวาจา แล้วสมาธิหมายถึงแค่กายกับวาจาเท่านั้นหรือ ศีลนั้นทำให้เกิดสมาธิ ศีลข้อ 1 ให้ลดโทสะ ศีลข้อ 2 ให้ลดโลภะ ศีลข้อ 3 ให้ลดราคะ ศีลข้อ 4 ปฏิบัติวาจา ศีลข้อ 5 ให้ปฏิบัติใจ ศีลข้อ 6 ให้ลดละเรื่องการกินการใช้ที่ฟุ้งเฟื้อ ศีลข้อ 7 ให้ลดละเรื่องการประดับประดาตกแต่ง เรื่องดนตรีกาล แต่เดี๋ยวนี้กลับนิยมในเรื่องการประดับตกแต่งด้วยศาสนวัตถุ ในศาสนาพุทธจริงๆ ไม่มีเรื่องศาสนวัตถุหรอก แล้วเขาก็แบ่งแยกกันไปให้เป็นศาสนธรรมศาสนพิธี ศาสนาพุทธนั้นไม่ได้มีศาสนพิธี ศาสนวัตถุ ศาสนบุคคล เขาก็มาเรียบเรียงตั้งขึ้น ทั้งที่ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้า แล้วก็เน้นอย่างจริงจังว่า ศาสนาที่ยังอยู่เพราะมี ศาสนพิธี ศาสนวัตถุ ศาสนบุคคล และศาสนธรรม ศาสนาพระพุทธเจ้าก็เป็นศาสนาสอนศีลธรรม วัตถุก็มีบริขาร และมีปัจจัย ลองนึกถึงแต่แรก ประวัติศาสตร์ของศาสนา ใหม่ๆ พระพุทธเจ้ามาบวชมีคนมาบวชตาม ก็ไม่มีวัด ไม่มีกุฏิ ไม่มีวัตถุหรอก อย่างอื่นเกินกว่าวัดและกุฏิจะต้องไปกล่าวถึงทำไม ยิ่งเป็นพิธีกรรม ศาสนาอื่นนั้นมีพิธีกรรมมากมาย พระพุทธเจ้ามาหรือทิ้งพิธีกรรมออกไปมหาศาล คนในศาสนาพุทธทุกวันนี้มาบวชเพื่อ 1. การมาบวชนั้นเพื่ออาชีพ 2. บวชเพื่อทำตามจารีตประเพณี 3. บวชเพื่อได้ความรู้ทางโลก 4. มาบวชอย่างปฏิบัติธรรม จริงๆแล้วศาสนาพุทธ คนมาบวชเพื่อพระนิพพานปฏิบัติตนเพื่อลดละกิเลสแล้วจะเกิดเป็นมนุษย์ที่ดีแล้วจะเกิดสังคม ผู้ที่บวชแล้วมีภูมิธรรม มีความรู้แล้วจะสอนฆราวาสให้เป็นคนมีศีล ให้เป็นคนมีอาชีพ จะต้องพูดจาอยู่ในร่องในรอย เป็นคนมีความคิดมีทิฏฐิที่ พูดแล้วจำเป็นต้องยกตัวอย่างชาวอโศก อาตมาทำให้คนได้รับความรู้ทางพุทธศาสนา แล้วก็มาเป็นอาชีพ มามีการงานการกระทำ มีอาชีวะ มีกัมมันตะ ผิดแผกแตกต่างจากเมื่อก่อน มามีชีวิตมาพูดก็ต่างไป โดยเฉพาะในทิฏฐิแนวคิด ในสังกัปปะก็มีทิศทางแตกต่างไป จนเกิดเป็นสังคมกลุ่มหมู่ที่ชัดเจนเรียกว่า “ชาวอโศก” มีชีวิตอย่างที่อาตมาพาทำมา 46 ปี เกิดเป็นกลุ่มหมู่ชาวพุทธชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ชาวอโศก” ที่กวนหูกวนตา พุทธกระแสหลัก เป็นเหมือนตัวแปลกแยกของศาสนาพุทธ อาตมาก็พยายามยืนหยัดยืนยันที่จะทำให้ศาสนานี้เจริญยิ่งขึ้นกว่านี้ มีสัจจะยิ่งขึ้นกว่านี้ อาตมาก็ยังภูมิใจตนเองว่าอาตมาทำได้ ที่อาตมาทำได้ขนาดนี้ก็ต้องขอบคุณพระไตรปิฎกที่ใช้เป็นหลักฐานอ้างอิงว่าอาตมาทำตามพระไตรปิฎก แล้วก็พยายามอธิบายพระไตรปิฎกว่าที่ถูกต้องเป็นเช่นนี้ แล้วที่เขาทำกันนั้นไม่ได้เข้าหลักเกณฑ์แต่อย่างใด ศีล ทำให้ เกิด 1 . อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) ไม่ใช่แค่กายกับวาจาแต่เกิดที่ใจ 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) เป็นความยินดีปรีดายิ่งกว่าปามุชชะ 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) เมื่อจิตสงบจากกิเลสก็เกิดความสุข เป็นสุขแบบโลกุตระ 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) ปล่อยวางไม่เอาโลกีย์ อย่างพวกคุณหลายคนทิ้งงานทิ้งอาชีพที่เคยทำมาก่อนที่ได้โลกธรรม มันก็ไม่เอา อาตมา พาพวกเราทำประสพผลสำเร็จตามพระพุทธเจ้า 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10. วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๑ , ๒๐๘)
ศีลมีอานิสงส์อย่างนี้ ท่านตรัสไว้ว่า ศีลที่เป็นกุศลย่อมยังให้ถึงอรหัตตผลไปโดยลำดับ จะเกิดกุศลถึงขั้นเป็นบุญกุศลคือ ความดีงามที่โลกรู้ด้วยเข้าใจด้วยสำหรับผู้ที่มีภูมิปัญญา ผู้ที่ไม่มีปัญญาไม่รู้หรอก การได้กิเลสหนาขึ้นมันไม่ใช่บุญ กุศลมีโลกีย์กับโลกุตระ แต่คนไปเข้าใจกุศลว่าเป็นโลกียะอยู่ทั้งนั้น ไม่เข้าใจคำว่าบุญ หรือเป็นกุศลที่เป็นโลกุตระ เขาไม่เข้าใจ บุญเป็นโลกุตระแท้ๆ และบุญจะเรียกว่าเป็นกุศลก็เมื่อกุศลนั้นเข้าถึงบุญได้ แต่บุญนั้นไม่ใช่กุศล บุญเป็นวิบัติ เป็นอุปกรณ์การทำลาย อาตมาว่าจบปริญญาเอกห้าใบทางพุทธศาสนาก็ไม่สามารถพูดได้อย่างอาตมา แต่อาตมาพูดด้วยความจริง ความจริงใจ ทุกวันนี้ศาสนาพุทธไม่ได้เคยทำบุญ ไม่เคยได้ส่วนแห่งบุญ มีแต่ได้กุศลโลกียะ เพราะบุญนั้นเป็นการทำให้กิเลสหมดไป ได้แต่ความสูญความวิบัติ ผลสำเร็จสูงสุดคือ ไม่มีบุญไม่มีบาป สมาธิทั่วไปพระพุทธเจ้าตรัสถึงการทำเจโตสมาธิ คือการทำแบบเจโตสมถะ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสชัดในมหาจัตตารีสกสูตรว่า มีสมาธิแบบเฉพาะของพระพุทธเจ้า ที่เรียกว่าสัมมาสมาธิของพระอาริยะ (อาริโยสัมมาสมาธิ) สัมมาสมาธิเป็นไฉน? [๒๕๓] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ แล้วท่านก็แจกแจง ระหว่างสัมมาทิฏฐิกับมิจฉาทิฏฐิว่าต่างกันไฉน? เมื่อปฏิบัติให้เกิดสมาธิจิต แม้คุณจะเข้าใจว่าปฏิบัติมรรคทั้ง 7องค์ แต่ถ้าปฏิบัติแล้ว ทินนังก็ไม่มีมรรคผล ปฏิบัติศีล ยิตถัง ก็ไม่มีมรรคผล จิตคือหุตังเป็นผลก็ไม่เกิดจิตเป็นมรรคผล เรียกว่า นัตถิทินนัง นัตถิยิตถัง นัตถิหุตัง เพราะว่าการกระทำที่เป็นผลเป็นวิบาก ทีนี้การกระทำที่เป็นมิจฉาทิฐิ มันก็เลย ไม่ได้เป็นสัมมามรรคสัมมาผลอะไร ก็เป็นทุกฏานัง ไม่ใช่สุกฏานัง ผลังวิปาโก ก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้จักโลกนี้ อยังโลโก แล้วก็จะรู้ปรโลก หรือโลกอื่นที่ไม่ใช่โลกียะ (ท่านแปลเป็นไทย อยังโลโกว่าโลกนี้คือ โลกปุถุชนคนสามัญ ส่วนปโรโลโกคือโลกใหม่ โลกโลกุตระนั้นเอง ที่เป็นคนละโลกกัน ก็แยกไม่ออก ดูกันไม่ได้ ปฏิบัติกันไม่ได้ ) ทิฏฐิ ๑๐ อะไรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัย เรียกว่ามาตา ปิตา เป็นเครื่องนำพาให้เกิด โอปปาติกโยนิ มีสิ่งทำให้เกิดเป็นพ่อ แม่ทางธรรม เป็นพ่อแม่ทางจิตวิญญาณไม่ใช่พ่อแม่ทางร่างกาย เขาก็เข้าใจกันไม่ได้ ยกตัวอย่างศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ ศีลกับปัญญาช่วยกันทำให้เกิดอธิจิต เกิดลูกเป็นโอปปาติกโยนิ เกิดเป็นจิตวิญญาณของอาริยบุคคล เขาก็ไม่มี ไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง ยิ่งทิฏฐิข้อ ๑๐ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) . . . . . (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๗) เขาไม่รู้จักกันแล้ว [๒๕๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญ ให้ผลแก่ขันธ์ เป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้ว มีผล ยัญที่บูชาแล้ว มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว มีผล ผลวิบากของกรรมที่ทำดี ทำชั่วแล้วมีอยู่ โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี บิดามี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะมี สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลก มีอยู่ นี้สัมมาทิฐิที่ยังเป็นสาสวะ เป็นส่วนแห่งบุญให้ผลแก่ขันธ์ ฯ เขาไม่รู้จักกันแล้ว เป็นพวกเข้าใจโลกนี้โลกหน้าแล้วพาปฏิบัติให้พ้นโลกนี้เข้าสู่โลกหน้า ขณะนี้เขาไม่เห็น แม้เห็นก็ไม่รู้ บอกว่าเราใช่ สมณพราหมณา เขาก็ว่าไม่ใช่ พูดอย่างนี้เขาบอกว่าไม่ใช่ อธิบายอย่างนี้เขาบอกว่าไม่ใช่ ต้องอย่างที่เขายึดถือนั้นเป็นพิธีอย่างนั้นเป็นความรู้อย่างนั้นจึงจะใช่ อย่างโพธิรักษ์พูดนั้นไม่ใช่ เขาตีทิ้งด้วย จะเอาตาย แต่อาตมาหนังเหนียว ที่พูดได้เพราะอยู่มา 46 ปีแล้ว ก็แก่วัดแล้ว จะพยายามอยู่ไปให้อีกนาน จนผู้ที่บวชมา ได้เรียงกันตายไป พวกที่เกิดมาภายหลังไม่ได้รู้เรื่องที่เขาเอาเรื่องเอาราวกับอาตมา ไม่มีอคติมาก ก็คงจะพอพูดกันรู้เรื่องในอนาคต ให้พวกที่ยึดถือที่ตายไป อาตมาก็จะอยู่ไปให้ถึง 151 ปี เพื่อเอาความจริงของพระพุทธเจ้ามายืนยันเป็นความตั้งใจจริง ใครจะว่าอาตมาบ้าบอหลงตัวตน อาตมาเกิดมาในชาตินี้เพื่อนำสิ่งที่ผิดของศาสนาพุทธกลับมาฟื้นคืนและสืบสานศาสนาพุทธให้ได้ ไม่เช่นนั้นศาสนาพุทธไม่เหลือเลย ตอนนี้มันเกือบจะสิ้นเชื้อจริงๆ ก็เหลือแต่บัญญัติปริยัติที่เข้าใจกันผิดเพี้ยน พูดแล้วเหมือนใหญ่เหลือเกิน ทั้งที่เขามียศศักดิ์ได้รับการยกย่องทางสังคม มีคนเคารพนับถือบูชากันหมด ที่พูดนี้โดยวิชาการนะ อย่างพระบางรูป บวชมานานแล้ว อายุก็มาก ก็ดีที่ท่านไม่ออกนอกธรรมวินัยรักษาตัวเองจนถึงอายุมาก บวชมานาน ท่องมนต์ได้เก่ง สวดเจ็ดตำนาน สิบสองตำนานได้ดี รู้จักจารีตประเพณีที่ไม่ใช่ของพุทธศาสนา หรือบวชนานแล้วออกเดินธุดงค์ แล้วเขาถือว่าเป็นพระธุดงนั่งสมาธิเก่ง ขลัง พระอย่างนี้ ได้รับการยกย่องบูชา ว่าเป็นพระเกจิอาจารย์ที่เคารพนับถือแล้วใส่คำนำหน้าว่าเป็นพระอริยะ เดี๋ยวนี้ไปเสนอกันอย่างนี้ จะ ปาราชิกสังฆาทิเสส กันปลงอาบัติหรือไม่ ไม่สน แต่อยู่มานานแล้วก็ยกย่อง จะนำพาไปเพื่อปฏิบัติ ลดละหน่ายคลาย เป็นไปเพื่อนิพพานจริงๆไม่ได้ เป็นมิจฉามรรค มิจฉาผล ก็ต้องขออภัยเป็นอย่างมากต่อวงการศาสนาที่เขานับถือยกย่องกันแต่ต้องพูดตามวิชาการที่อาตมาเห็นอย่างนั้นจริงๆเพราะน่าสงสารมาก ผู้รู้หลายท่านก็มีสมาธิบ้าง ก็พยายามอธิบายพูดบ้าง แต่ก็น้อย ก็ได้รับความนับถือ แต่ไม่มีผล ไม่มีฤทธิ์อำนาจพอ ที่ไม่มีฤทธิ์อำนาจ ไม่มีพลังของคุณธรรม จนพาคนมาปฏิบัติธรรม สอนบรรยาย แล้วคนก็มาประพฤติปฏิบัติธรรมจนกระทั่งเกิดสังคมมนุษย์ให้เปลี่ยนแปลงได้
อาตมาขอยืนยันอันหนึ่งว่า ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ อาตมายกบัญญัติอย่างไม่ได้ขัดแย้งกับพระพุทธเจ้า คือผู้ที่ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้านั้น ปฏิบัติอย่างจริงจังถึงขั้นไม่กินเนื้อสัตว์ อาตมาก็เอาการไม่กินเนื้อสัตว์มาเป็นศีลข้อที่ 1 ให้ปฏิบัติ จนเปลี่ยนแปลงชีวิตมาไม่กินเนื้อสัตว์ได้ทุกวันนี้ แม้แต่ศีลข้อที่ 2 ก็เป็นคนสำนึกรู้ว่าไม่เอาเปรียบเอารัดโลก ไม่โลภโมโทสัน ไม่เอาทรัพย์สินของเขาที่ไม่ใช่ของเรา พวกเรานั้นสำนึกสังวรพัฒนามีชีวิตขึ้น ไม่ใช่เป็นคนที่มีชีวิตอย่างไม่กลัวการไปทุจริตคอรัปชั่น เอาสิ่งที่ไม่ใช่ของเรามาเป็นของเราด้วยวิธีการเล่ห์กลต่างๆนานายังไม่เคยเกรงกลัวกรรมกลัวบาป แต่อาตมาว่าอาตมาประสบผลสำเร็จ ว่าชาวอโศกไม่ปฏิบัติอย่างนั้น ไม่คอร์รัปชั่น แม้แต่ศีลข้อที่ 3 ก็ไม่มีราคะ จัดจ้าน แม้แต่ศีลข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ก็ไม่มีอบายมุข อาตมาว่าได้ทำประสบความสำเร็จตามหลักฐาน อาตมาขอยอมรับว่าไม่เก่งพอจะพา ฆราวาสพุทธศาสนิกชน มาปฏิบัติตามจารีตประเพณีที่เขาทำกัน อาตมาไม่เก่งเลย แม้แต่พาไปสวดมนต์เก่ง พามาเดินย่างหนอ ก้าวหนอ อาตมาไม่เก่ง อาตมาเคยพา ย่างหนอ ก้าวหนอ สุขุม แต่เดี๋ยวนี้ไม่เหลือ ไม่เก่ง แต่อาตมากล้าพูดว่า อาตมาพาพวกเราทำให้เกิดความสำรวมระวังได้ ในการที่ระมัดระวังที่ ตากระทบรูป หูกระทบเสียง ลิ้นกระทบรส กายสัมผัส ก็ระมัดระวัง แม้คุณสัมผัสของที่ไม่ใช่ของเรา คุณสัมผัสสิ่งทางเพศที่ไม่ใช่วัฒนธรรมควรละเมิด หรือการพูดโกหก การไม่มีอบายมุข พวกเราก็ไม่มี อาตมาสามารถทำได้ถึงขนาดบุหรี่เหล้ายา ไม่ต้องพูดถึงยาเสพติดเลย แม้แต่บุหรี่ก็ทำให้ไม่สูบบุหรี่กันได้ เหล้ายาไม่มี มีสังคมพุทธไหนที่ไม่มีคนกินหมากพลู บุหรี่ หรือแม้ไป หลงรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส การมีปัจจัยชีวิต หรูหรา ถ้ามาในอโศก มาประหลาดแบบโลก แต่งชะเวิบชะวาบไม่มี หลงเครื่องอุปโภคบริโภคแบบโลกๆหรูหราไม่มี อาตมาว่าได้เข้าใจความหมายของธรรมะ และพาพวกเราปฏิบัติลดละจนเกิดกลุ่มหมู่สังคมที่เรียกกันว่า สันติอโศก ชาวอโศกนั้นเป็นผู้ที่มีรูปลักษณ์หรือบุคลิกเอกลักษณ์ ของชาวอโศกได้พอสมควร เมื่อเขาสัมผัสแล้ว ก็จะบอกว่าชาวอโศก มันเป็นเอกลักษณ์เป็นอัตลักษณ์เป็นสัญลักษณ์ บุคลิกที่เป็นชาวอโศก มันถึงขั้นเป็นอย่างนั้นไป ก็แสดงว่าอาตมาปฏิบัติประสบผลสำเร็จ ทำให้คนเปลี่ยนแปลงมามี รูปลักษณ์ประจำตัวดี บุคลิกรูปร่าง ที่เป็นสัญลักษณ์เป็นเอกลักษณ์เลยได้ แม้แต่จะบอกว่าแต่งตัวดีๆหน่อย ก็ยังสังวรกันไม่เหมือนกับทางโลก ผู้ที่มีเลือดมีวิญญาณอโศกก็จะรู้ แต่ก่อนนี้ไม่ใช่แต่ตอนนี้เหนียมแล้ว จิตใจที่เราเปลี่ยนแปลงมาอย่างนี้คือ การบรรลุธรรม คือการมีผลทางจิต เปลี่ยนแปลงจากโลกๆ ออกมาเป็นไท เป็นโลกุตระ แบบอาริยะ มันเปลี่ยนมาจริงๆ ซึ่งการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ เสื้อผ้าหน้าแพรความเป็นอยู่ต่างๆ จนจริตนิสัย เปลี่ยนแปลงได้คือผลของศาสนา ไม่ได้เน้นจารีตประเพณีเก่ง อย่างโลกที่เขามี งานทอดกฐิน ทอดผ้าป่า แล้วก็จะไปกัน ชาวอโศกไม่ใช่อย่างนั้น แล้วก็ไม่เปลี่ยนแปลงอะไร นอกจากไม่เปลี่ยนแปลงแล้วก็กลายเป็นจารีตประเพณีว่านี่คือศาสนาพุทธ ต้องมีจารีตประเพณีอย่างนี้ ซึ่งเป็นการออกนอกรีตของศาสนาพุทธด้วยซ้ำ อาตมาพูดแล้วก็รู้สึกสลดใจที่ได้กลายมามาก กลายมาจวนจะ 2600 ปีแล้ว มันไม่เหลือแล้วศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธทุกวันนี้พระภิกษุมีหน้าที่สวดมนต์แล้ว ก็เลยกลายเป็นศาสนาสวดมนต์ เป็นการสวดมนต์ที่ออกนอกรีตไปใหญ่ ศาสนาพุทธที่อาตมาพูดนี้ เขาไม่กระดิกหูหรอก ศาสนาพุทธที่ไม่เอาธรรมบท คือธรรมะของพระพุทธเจ้า ธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า มาสวดพร้อมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ต่อหน้าฆราวาส เป็นการสวดเพื่อเป็นการอวดโชว์ เพราะว่าวิธีนั้นศาสนาอื่นเขาทำกัน ศาสนาพุทธจัดสวดธรรมวินัยของพระพุทธเจ้าไว้ อย่างเช่นพระอุบาลีก็รับผิดชอบพระวินัย พระอานนท์ก็รับผิดชอบธรรมะ พากัน สังคีติ สังคายนาไว้ ไม่มาสวดอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านห้าม ถ้าเอามาสวดตั้งแต่ 2 คนโดยเอาธรรมวินัยมาสวดพร้อมกันทั้ง 2 คนต่อหน้าฆราวาสก็ผิดพระวินัย แต่ถ้าสวดแบบประณามคาถา เช่นอิติปิโส พาหุง ก็สวดได้ แต่คำสอนที่เป็นคำสอนธรรมะของพระพุทธเจ้า เอามาสวดก็ผิด แม้แต่การสวดพระอภิธรรมก็เป็นอาบัติหมด แต่เขาฟังไม่ขึ้น เลยกลายเป็นการสวดเหล่านี้ถือว่าเป็นการทำให้ศาสนาพุทธยั่งยืนได้ มันไม่ใช่ ซึ่งในสมัยโบราณมันไม่มีพยัญชนะไม่มีตัวหนังสือต้องอาศัยการท่องจำเท่านั้นคำสอนพระพุทธเจ้าจึงจะอยู่ได้ จึงต้องสวดกันจริงจัง อาตมาว่า…คนฟังเขามีความรู้ทางศาสนาทางธรรมะดีๆ เขาคงขวางหู บ้องหูสักทีไหม?
_ดิฉันไปเรียน ภาษาอังกฤษที่ธรรมศาสตร์ มี อ.บิลลี่ เขาบอกว่าตั้งแต่สอนมามีคนไทยมาเรียนคนเดียว นอกนั้นมีแต่ฝรั่ง เพราะว่าแต่งกายแบบฝรั่งไปหมด พ่อครูว่า...แสดงว่าฝรั่งคนนี้แยกเครื่องแต่งกายออกว่าอันไหนเป็นคนไทย จริงๆเลย ทุกวันนี้ไม่เหลือความเป็นไทยแล้ว มันถูกเกินไป ยิ่งในเมืองหลวง ยิ่งไม่เหลือ ถ้าในชนบทก็พอมีบ้าง ถ้าเป็นในสังคมไฮโซก็หมดเกลี้ยงเลย นี่คือการสูญสิ้นความเป็นไทยอย่างน่าเสียดาย อาตมาพามาทำนี้น่าภาคภูมิใจ แม้แต่เด็กๆเล็กๆก็มาแต่งตัวแบบคนไทย มีผ้าถุงผ้านุ่งแบบไทย ถ้าเดินไปให้อาจารย์บิลลี่เห็นคงจะบอกว่ามีคนไทยอยู่เยอะนะ พูดไปเขาจะหาว่าเป็น พวกคอนเซอร์เวทีฟ เป็นพวกเคร่งวัฒนธรรม ชาติลาวเขาก็ยังมีวัฒนธรรมเขาเหลืออยู่นะ ของฟิลิปปินส์เขาก็ยังมีเสื้อของเขา แต่ของไทยนี้แทบไม่เหลืออะไร สู้ลาวไม่ได้เลย วัฒนธรรมถูกกลืนไปหมด
คำถาม_เรียนถามว่าความรับผิดชอบของครูอโศก ต่างจากความรับผิดชอบทั่วไปอย่างไร และความรับผิดชอบของสมณะชาวอโศก มีอะไรบ้างแตกต่างจากภิกษุทั่วไปอย่างไร 3 ความรับผิดชอบของพ่อครูในชาตินี้มีอะไรบ้าง 4 ลูกๆของพ่อครูควรจะมีความรับผิดชอบอย่างไร
พ่อครูว่า..มีคนเขียนมาบอกว่า ลักษณะของศาสนาพุทธมี 4 อย่างคือ สัจธรรม สัลเลขธรรม นิยานิกธรรม สันติธรรม สัจธรรม คือมีความจริง คืออาริยสัจ สัลเลขธรรม คือการขัดเกลา อย่างพวกชาวอโศกนี้เขาหาว่าเป็นพวกเคร่ง ทั้งที่ชาวอโศกถือเป็นนักขัดเกลา แตะเมื่อไหร่โดนท้องบุ้งขัดเลย ศาสนาพุทธจะต้องมีลักษณะขัดเกลากิเลส แต่ทุกวันนี้เขาไม่มีลักษณะขัดเกลากิเลส มีแต่การส่งเสริมกิเลส ไปนั่งปฏิบัติธรรมก็ส่งเสริมกิเลส โดยเฉพาะไปนั่งหลับตาแล้วส่งเสริมอัตตา ไปปฏิบัติธรรมก็มีแต่อัตตาเต็มตัว อัตตาคือการยึดติด ก็ไม่ได้เข้าใจแล้วลดละไปตามลำดับ นิยานิกธรรม เป็นธรรมะที่ทำให้ลดละกิเลสพ้นทุกข์ได้ พาให้พ้นทุกข์ได้ บรรลุธรรมได้ สันติธรรม ธรรมะของพระพุทธเจ้าปฏิบัติแล้วเกิดสันติธรรม สันติธรรมคือความสงบ รำงับ อาตมาพาคนมาปฏิบัติธรรมจนเห็นว่าพวกเรามีพลังของความสันติเป็นองค์รวม แล้วอาตมาก็พาพวกเราเอาสันติไปช่วยชาติในด้านการเมือง คือเอาความสงบไปช่วยการเมืองที่เขากำลังขัดแย้งกันรุนแรงขึ้นมา จะฆ่าแกงกัน เราก็พยายามเป็นตัวให้เขาลดความรุนแรงให้เกิดความสงบ เช่น อาตมาพาพวกเราไปประท้วงอย่างไม่ได้มีเจตนาอื่น นอกจากจะประท้วงเพื่อลดความรุนแรงของการต่อสู้ พ่อครูว่า… ขอยืนยันว่า อาตมาประสบความสำเร็จทำให้เกิดความสงบสยบความรุนแรงได้ เป็นผลสำเร็จขึ้นบ้าง อาตมาให้คะแนนตัวเองนะ เกิดสันติธรรม ทำมาจนกระทั่งป่านนี้ ทำให้เหตุการณ์ทางการเมืองที่จะรุนแรงเลวร้ายฆ่าแกงยิ่งกว่านี้ทำให้บรรเทาลงได้ ไม่เสียหลายที่ไปทำ เขาก็หาว่าอาตมาพานักปฏิบัติธรรมออกไปทำไม มันไม่ใช่เรื่อง เขาก็ไม่รู้จุดมุ่งหมายที่อาตมาพาทำ แต่คนที่มีปัญญารู้แล้วว่ากองทัพธรรมที่ออกไปเพื่อบรรเทาความรุนแรง โดยที่พวกเราก็เสี่ยงที่จะตาย แต่ก็ด้วยบารมีธรรมชาวอโศกไม่มีใครตาย นอกจากคนที่มาร่วมกับชาวอโศก โดนลูกปืนลูกระเบิดก็เยอะ แต่ก็แคล้วคลาดตามบารมีตามกุศลที่เป็นไปก็ใช้ได้
คำถามที่ว่า _ความรับผิดชอบของครูอโศก ต่างจากความรับผิดชอบทั่วไปอย่างไร พ่อครูว่า...ครูของชาวอโศกนั้นรับผิดชอบต่างจากชาวโลกเพราะครูของชาวโลกนั้นรับผิดชอบแต่ทางวิชาการ จะไปดูแลนิสัยใจคอพฤติกรรมทางคุณธรรมนั้นก็ไม่ได้ทำ ดูน้อยที่ทำและทำอย่างผิวเผิน มุ่งรับผิดชอบแต่ทางวิชาการ เป็นหลัก นี่คือความรับผิดชอบของครูอื่นๆ แต่ครูของชาวอโศกรับผิดชอบวิชาการ 25 % รับผิดชอบให้มีความเป็นงาน 35% รับผิดชอบให้มีคุณธรรม 45% นี่คือความรับผิดชอบของครูชาวอโศก ต่างจากครูข้างนอก หนัก แต่ก็ยังมีผู้ที่สมัครใจมาเป็นครู โดยที่ไม่ได้สมัครใจ แต่จำเป็นต้องเป็นครูก็มี อย่างเช่นคนที่อยู่ในชุมชนชาวอโศก เพราะการศึกษาเราเป็นบ้านวัดโรงเรียน เป็นการศึกษาที่ต่างจากกระทรวงศึกษาธิการ เพราะการศึกษาของชาวอโศกนั้นบอกได้เต็มปากว่า บ้านวัดโรงเรียน ก็อยู่กับการศึกษาที่อยู่กับสังคมชุมชนเรียกว่าบ้าน สังคมมีกิจการงานอะไรนักเรียนก็เป็นแรงงานปฏิบัติ จนถูกหาว่าเอานักเรียนมาใช้แรงงาน แต่เป็นเจตนาของเราให้เด็กนักเรียนเขารู้จักสังคม ช่วยสังคมรู้จักการงานของสังคม สังคมอยู่อย่างนี้มีอาชีพอย่างนี้ มีวาจาอย่างนี้ มีสังกัปปะอย่างนี้ ก็เรียนรู้ เอาหลักมรรคมีองค์แปดมาสอนให้เราปฏิบัตินักเรียนปฏิบัติอย่างนี้ บ้านวัดโรงเรียน ครูที่ชาวอโศกไม่มีค่าจ้างด้วย แล้วก็ทำมา 20 กว่าปีแล้วก็ยังพอเป็นไป ครูข้างนอกสอนแล้วก็กลับบ้านบ้านใครบ้านมัน เป็นการศึกษาสากลของทางโลกเขา อาตมาว่าหมดท่าเลยแบบนั้น อาตมายังนึกไม่ออกว่าอาตมาตายไปพวกเราจะสืบสานโรงเรียนแบบพวกเรานี้ไปได้ต่อไปไหม…(ตอบ..ได้) ก็ดี
คำถามที่ว่า_ความรับผิดชอบของสมณะชาวอโศกมีอะไรบ้างแตกต่างจากพระทั่วไปอย่างไร พ่อครูว่า ...ความรับผิดชอบของสมณะชาวอโศกก็รับผิดชอบในพระธรรมวินัย ในการประพฤติปฏิบัติ แตกต่างจากพระทั่วไปอย่างไร พูดแล้วจะข่มเขาอีก ว่าเราเอาจริงเอาจังในพระธรรมวินัย เริ่มตั้งแต่ออกบวชมีสองคำใหญ่คือ โภคขันธาปหายะ และ ญาติปริวัตตังปหายะ โภคขันธาปหายะคือการไม่สะสมทรัพย์ศฤงคารบ้านช่องเรือนชานเป็นของตัวเอง ญาติปริวัตตังปหายะ ตัดขาดจากความผูกพันกับญาติมิตรทางโลก เพื่อจะรับผิดชอบให้กว้างขึ้นแก่คนทั้งหลาย การมาบวชนี้เพื่อจะทำตนเองเป็นประโยชน์คุณค่าแก่ประชาชน เป็นครอบครัวที่ใหญ่กว่าครอบครัวส่วนตัว แม้แต่นักบวชหญิงที่เรียกว่า แม่เณร หรือสิกขมาตุ แต่เราก็ประพฤติตามธรรม พระพุทธเจ้า ไม่พยายามดันให้เป็นภิกษุณีแต่คุณธรรมนั้นไม่ม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive