590626_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ศาสตร์พระราชา.docx
เนื้อหาในไฟล์
590626_รายการวิถีอาริยธรรม ที่สันติอโศก เรื่องศาสตร์พระราชา โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเพาะพุทธ ว่า….วันนี้วันที่ 26 มิถุนายน 2559 ที่สันติอโศกรายการวิถีอาริยธรรมโดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์จะได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับเรื่องแบบคนจน หรือแบบอย่างที่เหนือความคาดหมาย อันนี้เป็นคำความของชาวต่างประเทศที่เขียนหนังสือถึงประเทศไทย แบบคนจนหรือแบบอย่างที่เหนือความคาดหมาย เรารู้จักกันในปัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นหนังสือจากมูลนิธิมั่นพัฒนา ซึ่งตั้งเมื่อปี 2557 ในหลวงตรัสเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงปี 2517 แล้วประชาชนไทยแตกตื่นเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง ตอนปี 2547 ตอนฟองสบู่แตก จะเห็นได้ว่า ชาวไทยตามหลังความคิดในหลวงอยู่นานเลย พ่อครูว่า….วันนี้วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน 2559 แรม 7 ค่ำเดือน 7 ปีวอก วันนี้อาตมาจริงๆแล้วไม่ได้เจตนาจะพูดเรื่องนี้ อาตมาเจตนาจะพูดถึงเรื่องเทวดาแล้วก็ถึงพระพรหม ซึ่งคนเข้าใจความเป็นเทวดายังไม่ได้ พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดเจนมาก การติดเทวดาเป็นภพภูมิอย่างหนึ่งเป็นสมมุติสัจจะ เป็นสามัญปุถุชน เราต้องมาปลดปล่อยละล้างไปตามลำดับ ตั้งแต่โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ต้องอ่านอาการ ลิงค นิมิต อุเทส จนหมดบริบูรณ์พ้นอาสวะ พ้นอนุสัย ก็ต้องพยายามหยั่งรู้อ่านสภาวะ ไม่ใช่เป็นแค่ตรรกะภาษา อาตมาก็พาพิสูจน์กัน จนมีคนมารวมตัวพิสูจน์กันเรื่อยๆ ของพระพุทธเจ้าจะยั่งยืน sustainable ซึ่งโลกนี้ยังไม่เคยมี ซึ่งเมื่อความคิดของพระเจ้าอยู่หัวของเรากระจายเผยแพร่ออกไปก็มีผู้ที่รับได้ เข้าใจได้ แต่ในเมืองไทยเรายังสนองพระราชดำรัสให้เกิดสิ่งนี้ได้ ก่อนจะเข้าเรื่องก็จะขอเปิดคลิปพระราชดำรัสในหลวงแบบคนจน และขาดทุนของเราคือกำไรของเรา
แบบคนจน "แบบที่เรียกว่า ทำ "แบบคนจน" คือทำวิธีการแบบคนจน ไม่ได้มีการลงทุน
อ่านต่อ
มากหลายอย่างของเขาเราก็ทำไป ก็เลยบอกว่าถ้าจะแนะนำ ก็แนะนำได้ "ทำแบบคนจน" เพราะเราไม่ได้เป็นประเทศที่รวย เราก็รวยพอสมควร อยู่ได้ แต่ไม่ใช่เป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก เราไม่อยากจะเป็นประเทศอย่างก้าวหน้าอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราเป็นประเทศที่ก้าวหน้าอย่างมาก มีแต่.. มีแต่ถอยหลัง ประเทศเหล่านั้นที่เขามีอุตสาหกรรมสูงมีแต่ถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว แต่ถ้าเรามีการปกครองแบบ แบบว่า แบบคนจน แบบที่ไม่ติดกับตำรามากเกินไป ทำอย่างมีสามัคคีนี่แหละ มีเมตตากัน ก็จะอยู่ได้ตลอดไป ไม่เหมือนคนที่ทำตามวิชาการ แล้วก็วิชาการนั้นก็เราดูตำราแล้วพลิกไปถึงหน้าสุดท้าย หนึ่งหน้าสุดท้ายนั้นเขาบอกว่า"อนาคตยังมี" แต่ไม่บอกว่าเป็นอย่างไร เวลาปิดเล่มแล้วมันก็ปิดตำรา ปิดตำราแล้วไม่รู้จะทำอะไร ลงท้ายก็ต้องเปิดหน้าแรกใหม่ เปิดหน้าแรกก็เริ่มต้นใหม่ "ถอยหลังเข้าคลอง"แต่ถ้าเราใช้ตำราแบบที่เราอะลุ่มอล่วยกัน ตำรานั้นไม่จบ" ในหลวงทรงมีพระราชดำรัสนี้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ศ.2534
ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ก็แปลว่า ขาดทุน คือ เป็นการได้กำไรของเรา หรือการขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา ท่านนักเศรษฐกิจคงร้องว่า ไม่ใช่ แต่ว่าเป็นไปอย่างนั้น ก็เห็นว่านักเศรษฐกิจก็ยิ้้ม ยิ้ม ๆ ว่า อะไร ? พูดอย่างนี้ "การขาดทุนของเรา เป็นการได้กำไรของเรา" หรือเราได้กำไร แต่พูดภาษาอังกฤษมันสั้นกว่า งั้นก็ต้องขยายว่าภาษาอังกฤษเป็นอย่างไร ? ภาษาอังกฤษ Our หมายความว่า ของเรา Our Loss .. Loss ก็การเสียหาย, การขาดทุน Our Loss Is .. Is ก็เป็น Our Loss Is Our .. Our ก็คือของเรา "Our Loss Is Our Gain" ..Gain ก็คือกำไรหรือที่ได้ ส่วนที่เป็นรายรับ ก็ตกลงบอกกับเขาว่า "Our Loss Is Our Gain" ขาดทุนของเราเป็นกำไรของเรา หรือว่า เราขาดทุน เราก็ ได้กำไร เวลาพูดไปแล้วเขาก็บอกว่า "ขอย้ำ ขอซ้ำอีกที" ก็พูดซ้ำอีกที เขาก็นั่งเฉยไปอีก ก็หมายความว่าต้องการ การอธิบาย เราก็อธิบาย อธิบายว่า ถ้าเราทำอะไรที่เป็นการกระทำแล้วก็เราเสีย แต่ในที่สุดก็ ไอ้ที่เราเสียนั้นมันเป็น "การได้".. พระราชดำรัส พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงพระราชทานไว้เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2534
พ่อครูว่า… ฟังแล้วก็หูหักเหมือนอย่างเคย การเสียนี่แหละคือเราได้ ก็ค่อยทำความเข้าใจไป ผู้เข้าใจความจริงที่ลึกซึ้งซับซ้อนพวกนี้ เสียนี่แหละ เกิดเป็นคนเราควรได้เสียสละ นี่แหละคือทรัพย์ คือสิ่งที่เราควรได้ในชีวิตมนุษย์ ไม่ใช่ไปเอาๆๆๆมาได้มาก มหาศาล มันยังไม่น่าภาคภูมิใจอะไรเลย ก็เอามาเป็นของตัวของตนนั่นเอง แต่ถ้าเราไม่เอาเป็นของตน มันผ่านมือมาก็เอาไปทำประโยชน์ อาศัยกินใช้กับส่วนกลางนี่คือความพอเพียงอันสุดยอดที่เกิดในสังคมโลกที่จะขยายไปติดตามดีๆอย่ากะพริบตา เมื่อหนังสือเล่มนี้ออกมา ค่ายมติชนได้ออกข่าวถึงเรื่องนี้ อาตมาก็ได้บทความนี้มาจากมติชนออนไลน์
ศาสตร์พระราชา ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ พัฒนา’ปท.-โลก’ อย่างยั่งยืน เ ป็นเวลาเกือบ 20 ปีแล้ว ที่คนไทยรู้จัก “หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ที่ “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” พระราชทานเป็นแนวทางในการนำพาประเทศไทยให้ข้ามพ้นวิกฤตเศรษฐกิจครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 หรือ “วิกฤตต้มยำกุ้ง” จนหลายภาคส่วนน้อมนำหลักปรัชญานี้ไปเป็นแนวทางปฏิบัติ จวบจนวันนี้ ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงได้รับการนำไปประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลาย ทั้งในภาคเกษตรกรรม ธุรกิจ การจัดการทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม และสถานศึกษา จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา รองเลขาธิการพระราชวัง ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิมั่นพัฒนา ที่จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2557 มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่สมดุลและยั่งยืนในประเทศไทยในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม ได้นำหลัก “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาประยุกต์ใช้ในวงกว้าง นายจิรายุเล่าถึงที่มาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงครั้งแรกเมื่อปี 2517 คนไทยให้ความสนใจมาก คือ เมื่อปี 2540 เพราะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ก่อนเกิดต้มยำกุ้ง พระองค์ทรงเคยรับสั่งว่าเราอย่าเป็นเสือกันเลย ไปพัฒนาเศรษฐกิจให้ทุกคนยกระดับขึ้นมา กระทั่ง 2540 เศรษฐกิจล่มสลายพระองค์รับสั่งแนะนำว่า อย่าไปทำแบบไม่ยั่งยืน มาสร้างพื้นฐานให้คนทั่วๆ ไปได้มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพเสียก่อน แล้วค่อยไปสร้างบนพื้นฐานที่มั่นคง ประเทศจะเจริญเติบโต ไม่ล้มครืนลงมาระหว่างที่ฐานไม่ดี”
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเปรียบเทียบ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” เหมือน “เสาเข็ม” “พระองค์รับสั่งว่า บ้านเรือน ถ้าจะให้มั่นคงต้องมีเสาเข็ม แต่เสาเข็มอยู่ใต้ดินเพราะฉะนั้นไม่มีใครเห็น จะลืมเกี่ยวกับบทบาทของเสาเข็ม ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็เหมือนเสาเข็มที่เป็นรากฐานแห่งความมั่นคงแต่มองไม่เห็น ถ้าพื้นฐานคนไม่มีความอยู่ดีกินดีตามอัตภาพแล้ว ไปสร้างอะไรที่ใหญ่โตบนสิ่งที่ไม่มีพื้นฐานที่มั่นคงจะล้มลงมาง่าย” นายจิรายุกล่าว และว่า หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมี 3 ข้อคือ พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกัน บวก 2 เงื่อนไข คือ ความรู้คู่คุณธรรม “สิ่งที่จะมาลดความเสี่ยง ทำให้รากฐานมั่นคง ไม่ล้มลงง่าย คือ การมีความคิดแบบพอเพียง ไม่โลภ และมีความรู้คู่คุณธรรม ความรู้แบ่งได้เป็น 3 อย่างคือ 1.ความรู้ของชาวบ้าน หรือปราชญ์ชาวบ้าน 2.ความรู้จากศาสตร์พระราชา ตามโครงการพระราชดำริต่างๆ หรือตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3.ความรู้ใหม่ๆ ซึ่งเราไม่ปฏิเสธที่จะใฝ่รู้ และอีกสิ่งที่ขาดไม่ได้คือ ผู้นำที่มีคุณธรรม ถ้ามีครบทั้งหมดนี้จะประสบความสำเร็จในการพัฒนาที่ยั่งยืน” นายจิรายุย้ำ องค์กรที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยที่น้อมนำหลักเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ อาทิ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใช้ได้กับทุกสาขา อย่างภาคธุรกิจก็มีข้อมูลและตัวเลขชัดเจนทั้งในและต่างประเทศแล้วว่า ถ้านำหลักนี้ไปใช้ ธุรกิจเศรษฐกิจพอเพียงชนะธุรกิจที่แสวงหาผลกำไรสูงสุด โดยไม่คำนึงถึงความเสี่ยงต่างๆ ไม่คำนึงถึงคุณธรรมความดี สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม” นายจิรายุระบุ ไม่เพียงเท่านั้น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงยังได้รับการ “ยอมรับ” จากนานาชาติอย่างกว้างขวาง โดยเมื่อปี 2549 “สหประชาชาติ” หรือยูเอ็น โดยนายโคฟี อันนัน ในฐานะเลขาธิการสหประชาชาติ ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม โดยกล่าวในโอกาสทูลเกล้าฯ ถวายรางวัลว่า “หากการพัฒนาคนหมายถึงการให้ความสำคัญประชาชนเป็นลำดับแรก ไม่มีสิ่งอื่นใดแล้วที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการพัฒนาคน ภายใต้แนวทางการพัฒนาคนขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ได้ทรงอุทิศพระวรกาย ทรงงานโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อย ไม่เลือกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ทรงเป็นพระมหากษัตริย์นักพัฒนา ด้วยพระปรีชาสามารถในการเป็นนักคิดของพระองค์ ทำให้นานาประเทศตื่นตัวภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง การเดินสายกลาง รางวัลความสำเร็จสูงสุดครั้งนี้ เป็นการจุดประกายแนวคิดการพัฒนาแบบใหม่สู่นานาประเทศ” จึงเป็นที่มาของหนังสือ “แนวคิดของความพอเพียง : ของขวัญจากประเทศไทยแด่โลกที่ไม่ยั่งยืน” (Sufficiency Thinking : Thailand?s gift to an unsustainable world) ภาคภาษาอังกฤษ ได้โปรเฟสเซอร์ระดับโลกอย่าง ศ.ดร.แกลย์ ซี เอเวอรี ผู้บุกเบิกในแวดวงวิชาการด้านภาวะผู้นำแบบพอเพียง เป็นที่ยอมรับทั้งในเอเชีย ยุโรป อเมริกาเหนือ และออสเตรเลีย เป็นบรรณาธิการ นายจิรายุกล่าวว่า ศ.ดร.เอเวอรีบอกว่าประเทศไทยมีประสบการณ์ที่พยายามทำเรื่องความยั่งยืน ถือว่าสำคัญสำหรับโลกปัจจุบันที่กำลังมีปัญหาความไม่ยั่งยืน คือ เมืองไทย ทำมาก่อนที่อื่น น่าจะแชร์เรื่องนี้กับโลก “ผมก็ประหลาดใจเหมือนกัน เพราะไม่ได้นึกว่า เราทำอะไรมากมายเป็นพิเศษ หรือดีกว่าโลก เราก็ทำไป เพราะเห็นว่าดีสำหรับประเทศไทย ก็ก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อยๆ ด้วยความเพียร แต่เขาบอกว่าน่าจะแชร์กับโลกบ้างสิ เพราะโลกกำลังประสบปัญหานี้” สำหรับเนื้อหาของหนังสือนำเสนอหลักปฏิบัติของภาวะผู้นำอย่างยั่งยืน รวมถึงกรณีศึกษาต่างๆ ที่ ศ.ดร.แกลย์ ซี เอเวอรี และ ศ.ดร.ฮาราลด์ เบิร์กสไตเนอร์ บรรณาธิการของหนังสือได้เรียบเรียง พร้อมด้วยมุมมองของผู้เชี่ยวชาญชาวไทย 20 คนในการสร้างสรรค์สังคมที่มั่นคงและมีความสุข ด้วยการนำแนวคิดของความพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในทุกภาคส่วน “การเปิดตัวหนังสือเล่มนี้ เราต้องการแสดงถึงความพยายามครั้งสำคัญของคณะผู้เขียนในการประเมินประสิทธิภาพของหลักแนวคิดของความพอเพียงในเชิงวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัยได้ศึกษาสภาพเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างเป็นระบบและรวบรวมกรณีศึกษาที่พิสูจน์ความสำเร็จของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติ ทั้งต่อตัวบุคคล ในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ และแวดวงต่างๆ อาทิ ธุรกิจ การศึกษา สาธารณสุข และการเกษตร” นายจิรายุกล่าว เนื้อหาในหนังสือ ศ.ดร.เอเวอรีได้เกริ่นไว้อย่างน่าสนใจว่า “Thailand : An unexpected role model” หมายถึง “ประเทศไทย : แบบอย่างที่เหนือความคาดหมาย” นายจิรายุเล่าว่า ศ.ดร.เอเวอรีระบุว่าคนต่างประเทศจะมองคนไทยเป็นคนง่ายๆ สบายๆ เป็นสยามเมืองยิ้ม เป็นประเทศเล็กๆ ระบบเศรษฐกิจเล็กๆ ไม่ใหญ่เหมือนอเมริกาหรือจีน ไม่คิดว่าจะมีความคิดที่ลึกซึ้งเกิดขึ้นที่เมืองไทย ซึ่งประเทศไทยเป็นผู้นำของโลก ในการนำเอาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หรือการพัฒนาอย่างยั่งยืนไปใช้ ในภาคส่วนต่างๆ ทั่วประเทศ สังคมโลกจะต้องเรียนรู้จากประเทศไทยตรงนี้ เพราะว่าประเทศไทยประสบความสำเร็จ “สิ่งที่ ศ.ดร.เอเวอรีทึ่งมากคือ ภาคการศึกษา เพราะสำคัญและหมายถึงคนของเราในอนาคต สิ่งที่ศูนย์สถานศึกษาพอเพียง มูลนิธิยุวสถิรคุณ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าสู่หลักสูตรการศึกษาชาติ ตั้งแต่ปี 2550 กระทั่งปัจจุบันมีโรงเรียน 21,000 โรง จากทั้งหมด 37,000 โรง กลายเป็นสถานศึกษาพอเพียง โดยหลักสูตรจะค่อยๆ สอนตั้งแต่อนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษา พอถึง ม.6 เด็กสามารถเข้าใจหลักเศรษฐกิจพอเพียงได้เต็มที่ ไม่ใช่เฉพาะนักเรียนเท่านั้น แต่ต้องทำทั้งโรงเรียน ทั้งผู้อำนวยการ ครู ทุกคนต้องไปทิศทางเดียวกันหมด รวมทั้งเอาพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชน มาร่วมด้วย ถึงจะประสบความสำเร็จ” นายจิรายุระบุ และว่า 10 ปีที่ทำมา มีข้อมูลเชิงประจักษ์ว่านักเรียนที่มีแนวการศึกษาตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง “ต่างจาก” นักเรียนโรงเรียนทั่วไป เด็กมีจิตสาธารณะ มีวินัย มีความรักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และอยู่อย่างพอเพียง “ดร.ปรีนานุช ธรรมปิยา ผู้อำนวยการศูนย์สถานศึกษาพอเพียงฯ เผยผลวิจัยว่า เมื่อเราขับเคลื่อนความพอเพียง จะได้เด็กดี เมื่อดีแล้ว เขาจะมีความสุขและความเก่งตามมา ซึ่งผลสอบโอเน็ต โรงเรียนพอเพียงมีคะแนนที่ดี เพราะฉะนั้นหลักพอเพียงเป็นบทพิสูจน์ว่า ทำแล้วได้ผลจริง แม้จะใช้เวลานานแต่ได้ผลและควรเป็นเรื่องที่การศึกษาจะต้องทำเพราะการศึกษาเป็นการลงทุนระยะยาวของประเทศ” นายจิรายุกล่าว และว่า นี่คือเรื่องที่สำคัญ เพราะคือคุณภาพของคนเจนเนอเรชั่นหน้า ซึ่ง ศ.ดร.เอเวอรีทึ่งมาก เพราะไม่เคยเห็นประเทศไหนที่คิดจะทำได้ถึงขนาดนี้ แม้จะมีคำถามต่อไปว่า เมื่อเด็กจบมาแล้วเข้าสู่สังคมจะต้านกระแสสังคมไหวไหมก็เป็นความพยายามที่ต้องทำกันต่อไป ณ วันนี้ นายจิรายุบอกว่า ความรู้จักกับคำว่า “พอเพียง” ของคนไทยยังอยู่ในระดับสมอง แต่ยังไม่เข้า “สายเลือด” หรือ “ดีเอ็นเอ” “เพราะถ้าเข้าดีเอ็นเอ จะต้องปฏิเสธการซื้อหรืออะไรที่ฟุ่มเฟือยเกินไป เวลาเกิดความโลภขึ้นมาต้องสกัดได้โดยไม่จำเป็นต้องเอาสมองไปตัด แต่ผมเชื่อว่าต่อไปจะเป็นไปได้ หลักคิดเศรษฐกิจพอเพียงจะเข้าไปอยู่ในดีเอ็นเอของคนไทย หัวใจของเศรษฐกิจพอเพียงนอกจากไม่โลภต้องมีความรู้คู่คุณธรรม มีผู้นำที่ดีเป็นโรลโมเดลและเอา 3 หลักไปใช้คือ พอประมาณ ไม่สุดโต่ง มีเหตุมีผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี” นายจิรายุกล่าว ซึ่ง “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว” ทรงเป็น “แบบอย่างที่ดี” ในเรื่องนี้ “พระองค์ทรงเป็นแรงบันดาลใจ พระจริยวัตรต่างๆ ที่พวกเรารู้อยู่แล้ว อย่างเรื่องยาสีฟัน รองพระบาท พระองค์ทรงเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทรงเป็นปราชญ์ ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงงานหนัก ทรงสนพระทัยทุกเรื่องที่เป็นเรื่องของประชาชน ดั่งพระปฐมบรมราชโองการที่ทรงปฏิบัติมาตลอด 70 ปีแห่งการครองสิริราชสมบัติว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” นายจิรายุกล่าว “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” แนวคิดที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้คนไทย และได้รับการแซ่ซ้อง” เป็นปรัชญาที่เป็น “ของขวัญ” แด่ “โลก”
พ่อครูว่า…หนังสือเล่มนี้อาตมาส่งให้ ลูกสาวและลูกเขยของดร.อภิชาติ แปลให้ อาตมามีภูมิที่รู้มาตามพระพุทธเจ้าแล้วก็เข้าใจ คำว่า “พอ”นี้ภาษาบาลีว่า สันตุฏฐิหรือสันโดษ เขามาแปลเป็นไทยว่า พอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ อาตมาก็ว่าแปลไม่ถูก ไปถามบิลเกตต์สิว่าเขาพอใจไหม ก็พอ แต่ไม่คายออกมา ถ้าหมายความอย่างนั้นก็คือเอ็งก็รวยให้เข็ด ไม่สะพัดออกมาก็ได้สิ แต่เพราะคุณจนไม่เป็น น้อยไม่เป็นใช่ไหม ถึงแปลเช่นนี้ วรรณะ 8 ของพระพุทธเจ้ามี สุภโร สุโปสะ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ สัลเลขะ ธูตะ ปาสาทิกะ อปจยะ วิริยารัมภะ 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) . . 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ๙ 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) ขยันเสมอ เป็นเรื่องไม่ได้เสแสร้งเป็นสัจจะ ไม่รู้จะขี้เกียจไปทำไม? อาตมาก็ขอยืนยันสัจธรรมที่เป็นอจินไตยที่บอกว่าในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาช่วยโลกในยุคนี้ มีคนบอกว่าอาตมาอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน อาตมาว่าอาตมาพิสูจน์มาขนาดนี้แล้วไม่เป็นแน่ เมืองไทยตอนนี้เป็นโมเดลเป็นตัวอย่างแล้ว ที่เกิดจากจิตวิญญาณที่ได้พัฒนา เป็นอาริยะ ที่อ่านจิตเป็น อ่านออกว่า นี่โกรธนี่ดีใจ เศร้าใจ มันไม่มีตัวตนแต่อ่านอาการมันได้ สุขหรือทุกข์คุณก็อ่านได้ แต่ถ้าพักยกก็เป็นดุสิต ปุถุชนพักยกชั่วคราวแล้วกิเลสก็พาวิ่งออกไปอีก แต่อาริยะบุคคลพักได้ด้วยรู้ สามารถทำได้ เมื่อจะออกมาทำงานก็ทำงาน ผู้รู้ก็ทำงานได้จริง มีอาการจริง พระพุทธเจ้าสอนเหตุที่ทำให้ทุกข์ สุขเป็นคู่ของทุกข์ สุขนั้นไม่มีจริง บำเรอกิเลสนี้มันสุข จะนานหรือเร็วก็แล้วแต่ พยายามเลี้ยงให้นานก็ได้โดยความจำ ถ้ามีเหตุปัจจัยสัมผัสตอนนี้สุขก็สุข หมดเหตุแล้วก็ไม่สุขแต่คุณก็พยายามจำไว้ให้ได้นานที่สุด ทั้งที่เหลือแต่ความจำ แต่คุณจะดึงไม่ได้นานหรอก มันก็จะไปอื่นอีก สรุปคือมันไม่จริงทั้งนั้นเดี๋ยวมาเดี๋ยวไป แม้แต่รสสุขรสทุกข์ คุณรู้แล้วไม่ต้องเสพสุขหรอก เอาพลังงานไปทำประโยชน์ดีกว่าไม่เปลืองไปเสพสุข อรหันต์ทำได้ ใจท่านใสเสมอ เป็นอุเบกขาองค์ 5 คือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา องค์ที่ทำงานจริงคือ ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ปริโยทาตาคือทำงานในกรอบ ปริตตังของแต่ละคน โสดาฯสกิทาฯก็พลาดได้บ้างแต่อนาคาก็ไม่พลาดหรือพลาดน้อย อรหันต์ไม่พลาดแล้ว มันเก่งทั้งปัญญาเฉลียวฉลาดและปรับได้เร็วไว ไม่ตอแหลแต่เปลี่ยนจริง มุทุ แววไว คล่องแคล่วมาก เวทนาสัญญาสังขารคล่องแคล่วจึงใช้ได้ดีเร็วทันการณ์ จะเอามาทำงานอย่างไรก็กัมมัญญา โดยสัปปุริสธรรม มหาปเทส ประมาณได้เร็วด้วย มัตตัญญุตาได้เร็ว ทำแล้วก็ทำกับสังคมกับคนอื่นที่เปื้อนแต่จิตเราไม่เปื้อนติดจิตเราได้เลย ไม่ดูดซึมซับความเปื้อนเป็นปริโยทาตาตลอดเวลาขาวผ่อง แม้จะทุกข์กับของเปื้อนไม่ดูดซึมซับกับของเปื้อนเลย สะอาดตลอด จิตจะเป็นได้พระพุทธเจ้าสอนให้ทำกรรมฐานที่เวทนา ไม่มีกรรมฐาน 108 ใดๆเลย ในพหรมชาลสูตรยืนยันชัดว่า ให้มีผัสสะเป็นปัจจัย ถ้าไม่มีเวทนาไม่เป็นฐานปฏิบัติได้ ท่านก็แตกเวทนา 108 ต้องอ่านเวทนาตนเองเป็น อ่านสุขทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ว่ามันเกิดจากอาการ 32 อย่างไร ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง...ตับไตไส้พุง… จนอุจจาระปัสสาวะ มันมีอาการทั้งนั้น พระพุทธเจ้าให้เรียนธรรมะ 2 แล้วจัดการ 2 นี้ให้เป็น 1 ให้ได้ ผู้สามารถทำให้จิตตนเป็นปุงลิงค์ จิตเป็น 1 ไม่มีคู่ไม่มี 2 แล้ว ว่างสบาย แต่ก็ยังมีตัวตน ถ้าจะทำให้นิ่งกว่าอีกก็เป็นนปุงสกลิงค์คือ 0 แต่ถ้าเป็นอิตถีภาวะคนที่คุมได้ก็เอามาใช้งานได้ ผู้บรรลุแล้วจะเอาไปใช้ได้แต่จะไม่ใช้เต็มร้อยจะใช้ไม่เกิน 70% ท่านจะถ่อมตนไว้ ผู้มาจนแล้วจะหมดทุกข์หมดสุข มีน้อยไม่เป็นไร ใช้เท่าที่พอใช้ แล้วเรื่องบารมีมันมีจริง มวลหมู่เรียกว่าสาวกก็มีจริง มวลคนเลวก็มี โลกีย์ก็มีมวล โลกุตระก็มีมวล จึงคานกันได้ พระพุทธเจ้าว่าเราไม่รู้ที่ต้น แต่เรารู้ที่จบของตน ที่สุดของที่เราจะทำในกาละนั้นเราก็ทำเท่าที่มีความรู้นี้ พวกเราอ่านอาการสุขทุกข์ได้ อ่านอาการโกรธ โลภ รู้ได้ เรามีมิเตอร์วัดอาการตนเองได้ มีนิมิต เครื่องหมายให้เราจำได้ว่านี่โลภ โกรธ อันนี้เศร้า ดีใจ ฟูใจ อาการมันมี เช่นอันนี้รูปสวย อันนี้เสียเพราะ ต้องมากเท่านี้พิสดารเท่านี้ เมื่อวานนี้อาตมาไปตรวจกระเพาะปัสสาวะที่รพ. ระหว่างรอก็ดูโทรทัศน์ เห็นรายการประกวดความบ้า เลียนแบบนักร้องนักเต้น มันบ้าบอกันไปมากมายเลย คนที่อ่านอาการจิตแล้วก็ทำลายอกุศล ทำลายกิเลสได้อย่างมั่นคงถาวร โลกจะกระแทกกระทุ้งอย่างไรก็ไม่หวั่นไหว สมมุติว่าการเงินให้บริหารเงินแสนล้าน ล้านๆ ก็ไม่หวั่นไหว บริหารไปโดยสุจริต เท่าที่มีนี้ก็เกินกินใช้แล้ว แล้วทุกวันนี้คุณรู้ไหมว่าอาตมามีเท่าไหร่...มี 0 ก็ยังอยู่ได้เลย ให้กรรมการบริหารไป เขาเอาเงินมาผ่านมืออาตมา ถวายอาตมาก็เป็นสะพานผ่านมือให้ ตอนนี้วิทยาศาสตร์และสัจธรรมกำลังรวมตัวกัน ให้โลกได้รู้ได้อาศัย พวกเราที่เดินทางเข้ามาตอนนี้แล้ว อาตมาก็ไม่คิดจะหน่าย แต่มันก็เหนื่อยตามพลังงาน แต่ยังมุ่งมั่นอยู่มีวิบากตามประสา เราจะรู้จักความจริงทั้งเบื้องต้นและสุดยอดคือการให้ มนุษย์เกิดมาให้นี่จบแล้ว สุดยอดไม่ใช่การเอา เริ่มต้นอยู่ที่การให้ จบก็อยู่ที่การให้ แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็จบที่การทาน การให้ ในบารมี 10 ทัศ ทานคือเริ่มต้น ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา มีเมตตากับกรุณาเป็นฐานใช้งาน อุเบกขาคือฐานพัก ทำงานแล้วก็พัก ที่ทำอยู่คือกรุณาและมุทิตา เราอยู่กับสาธารณโภคี กินใช้ส่วนกลางแต่ถ้ามีวิบากกับเจ้าหน้าที่การเงินไม่รู้แต่ปางไหนก็ไม่ได้เบิกก็มี แม้แต่จะเอาไปใช้ส่วนกลางไม่ได้ใช่ส่วนตัวก็ตามที ถ้าเรารู้วิบากแล้วก็ไม่มีให้ทำ ก็ทำไม่ได้ ก็เฉยๆไป ก็สบายอีก จะรู้เลยมีทางออก แต่ถ้ายึดมั่นถือมั่นก็เถียงเอาให้ได้ชนะก็ได้ ไม่ชนะก็แพ้ ใจเราจะติดใจก็โง่เอง ขณะนี้เมืองไทยมีโมเดลอันนี้แล้ว เร่งก็ไม่ได้มีแต่ต้องพัฒนาตนเองเต็มที่ เจตนาแต่อย่าอยาก จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์ เรามี interest point ก็ทำไปเต็มที่เลย คนบอกว่าอโศกทำไมสร้างอะไรใหญ่ แล้วสร้างเล็กจะช่วยคนร้อยคนพันคนได้ไหม เราก็ทำใหญ่เท่าที่จะใช้งาน ไม่ใช่ใหญ่เบ่ง มันซ้อนที่ว่า ทางโน้นสร้างจานบิน สร้างลูกโลกมโหฬาร ต่างๆนานา แม้ปากช่องก็สร้างอยู่ ตอนนี้เขาตรวจสอบอยู่ เขาใหญ่เป็นเชิงสตาร์วอร์ แต่ของเราใหญ่นี้เป็นแบบธรรมชาติอย่างที่พาทำ เช่น น้ำตกผาแหงน มีแค่นี้ก็มีคนไปชมไปดูกัน เราก็ต้องบอกให้ทำตามกติกา ของเรานี้เขาติดใจว่าเราขาดทุนแต่ทำไมเราอยู่ได้ คือเราทำงานกับสังคม เราก็ได้คืนมาบ้างแต่เราก็ยังขาดทุนนะ มีต้นทุนที่เราต้องจ่ายจริง เราไปลดไม่ได้ มันก็เป็นของแท้ แต่ต้นทุนที่เราจะลดให้สังคมได้คือค่าแรงงาน ความรู้ สามารถ อัตราจ้างของแต่ละคน แล้วแต่ละคนกินน้อยใช้น้อย ไม่เปลืองไม่ผลาญมากด้วยค่าตัว ยิ่งสูงยิ่งประโยชน์สูงประหยัดสุด เราก็เอาค่าตัวเท่าที่เราควรได้ อย่างอาตมานี้ค่าตัววันละเท่าไหร่?....แล้วก็เอาค่าตัวนี้แหละขาดทุนให้แก่สังคม เป็นการขาดทุนของเราคือกำไรของเรา สรุปคือ อาตมามาแจก DNA ทางจิตวิญญาณ จะอ่าน di oxy อย่างไร อาการอย่างนี้ แล้วเราจะแยก 1 ใน 2 นี้ให้ได้แล้วใช้ 1 เราก็อาศัยอยู่กับ 2 คือเขากับเรา ตราบใดเรายังมีชีวะ จบ