590819_เทศน์ขณะมาตรวจ Monometry รพ.บำรุงราษฏร์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข20 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590819_ เทศน์ขณะมาตรวจ Monometry รพ.บำรุงราษฎร์

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 19 ส.ค. 2559 แรม 1 ค่ำ เดือน 9 ที่ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ผู้ที่เห็นหน้า เห็นตาอาตมาตอนนี้ ก็คงสะดุด ก็ไม่มีอะไรมาก หมอเขาอยากจะให้ตรวจสอบดู ร่างกายอาตมาที่บกพร่อง มันไม่ดี ส่วนไหน ก็อยากจะช่วยแก้ไขจัดการให้ดี ก็เพราะว่าเป็นภาระ อย่างที่รู้ว่า ไม่สมบูรณ์เต็มที่ ผู้ที่ปรารถนาดี ก็อยากจะให้ตรวจสอบ เพราะการวิทยาศาสตร์การแพทย์ตอนนี้เจริญมาก ส่องกล้องไปดูได้หมด ไม่มีอะไรเป็นความลับ ดูสภาพที่ปกติ ที่ดีที่เจริญคืออะไร มันเสื่อมคืออะไร หมอก็รู้ จึงได้ช่วยกันมาก คนก็เลยอายุยืนยาวกัน อาตมาเองก็พยายามตั้งใจอายุยืน ไม่ได้เพื่อโลกธรรม เพื่อเด่นดังอะไร อาตมาไม่มีปัญหากับเรื่องเหล่านั้น เราไม่จำเป็นต้องไปได้ ไปมี กับเขาหรอก ก็อยู่อย่างเห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ที่คนเกิดมาเป็นมนุษย์ จะต้องพากเพียรเอาให้ได้ ถ้าไม่ได้ ก็เป็นโมฆบุรุษ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตรธรรม อยู่เหนือโลกธรรม ผู้ใดเหนือได้ จะรู้ว่าอารมณ์ตน ไม่มีที่ต้องเอามาบำเรอตน ให้เป็นสุข ภาคภูมิใจดีใจอะไร จะมีปัญญาอ่านรู้ ว่าความคิดที่ยินดีในโลกธรรม เป็นอย่างนี้ จิตเราไม่มี โลกธรรมแล้วจริงๆ อาการจิต ที่พระพุทธเจ้าท่านสอน ให้รู้รูปนาม จิตไม่มีรูปร่างตัวตนสีสัน แต่รู้ได้ว่าอาการนี้ สุข ทุกข์ พอใจ ไม่พอใจ ก็เข้าใจ รู้จริงได้ เราก็ทำออกเรียกว่า เนกขัมมะ ทำสิ่งที่ไม่ควรมีในใจเรา อาการเศร้า ไม่ดีงาม อาการที่เป็นอวิชชา โง่ไม่เข้าใจ โลภ โกรธ หลง ก็จะรู้อาการ และลดลงได้ ลดได้หมด ก็หมด ถ้าไม่หมด มันก็มีปรุงแต่งในจิต สิ่งที่ปรุงแต่งในจิต เป็นธรรมะ 2 สองอันปรุงแต่ง จะเกิดสังขาร นามรูป หรือรูปนาม ธรรมะสองปรุงแต่งกัน เกิดสังขาร มันไม่เท

อ่านต่อ

่ากัน แล้วจะมีการไม่ทะเลาะกัน ก็ร่วมกัน มีสองอย่าง ก็เกิดเป็น อันที่สาม เรียนรู้ไปจะเกิดเป็นมี ก็จะยึดว่าเป็นจริง เป็นภพชาติ อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารที่ปรุงแต่ง เป็นอุตุนิยามก่อน อยู่ด้วยพลังฟิสิกส์ เกาะตัว แล้วก็สลายตัวไป พอเริ่มเป็นชีวะ ก็มีตัวมันแล้ว เป็น ish เป็นสามเส้า เป็นตัวเรา แล้วก็มีอีกสองอย่างปรุงแต่ง เป็นตัวที่สาม เป็นสามเส้า s ก็คือ she เป็นอิตถีภาวะ h ก็คือ he เป็นปุริสภาวะ คนไม่รู้ก็ไม่สามารถ ไม่ให้ปรุง แต่เป็นอุกศลได้ เรามีพลังงานตัวเราเป็น i มันรวมการรู้หมด สามอันนี้ เป็นเราหมด เรามีอำนาจควบคุมได้ ถ้าสามารถรู้พลังงานเหล่านี้ได้ ควบคุมได้อยู่ใต้อำนาจเรา เราก็จะมีชีวิตใช้พลังงานเหล่านี้ได้ พอมาเป็น พลังงานจิตนิยาม ก็เป็นเหนือกว่า อุตุ พีชะ ชีวิตที่ดี ก็จะเป็นจิตที่ไม่เป็นภัยต่อผู้อื่น แต่ชีวิตที่โง่ จะเป็นโทษภัยต่อคนอื่น เราก็ต้องรู้ แล้วหยุดให้ได้ ทำให้เป็นพลังงานที่ดีขึ้น เป็นพลังงานอรหันต์ได้ จะดีที่สุด สังขาร คือ การปรุงแต่ง รวมตัวเป็นรูปร่าง ตัวตน ดิน น้ำ ไฟ ลม มีอวัยวะต่างๆ มีจิตวิญญาณครอบครอง เข้าไปจัดการ ถ้าอวิชชาก็จัดการไปตามโลก พลังงานจิตนี้เลวได้มากที่สุด เลวที่สุดถึงประมาณไม่ได้ อาตมาก็อธิบายไม่ได้ ใช้ภาษาว่าฉิบหายบัดซบได้ แต่ถ้าทำให้พลังงานเลวร้ายเหล่านี้ ลดได้ ก็หายไปเลย สังขารในกายเราก็ไม่เที่ยง ขึ้นกับวิบาก อาตมาทุกวันนี้ ที่เป็นอะไรก็เป็นวิบาก อาตมาไม่ได้เดือดร้อนใจ แต่ก็เป็นทุกข์เป็นวิบาก ที่เป็นสิ่งที่ทนได้ยาก อย่างอาตมาพูดตำหนิ ก็พูดด้วยเจตนาดี แต่ไปกระทบเขา เขาก็โกรธ แล้วเขาก็ยึดนะ พลังงาน เป็นอจินไตย ที่เขาก็โกรธ ก็เป็นวิบาก กระทบกระเทือนมา แต่ถ้าผู้ที่สำนึกได้ ก็แก้ไขตัวเองได้ มีคนรับรู้ได้ ก็แก้ไขได้ดีขึ้นๆ ส่วนคนไม่ยอมรับรู้ ทั้งรู้ว่าไม่ดี เขาก็ไม่ยอมรับ เราก็บอก แต่เขาก็ว่า เขาดีเลยไม่แก้ไข คนที่รับได้ ก็บอก ก็ดี แต่ถ้าคนไม่รับ ไม่รู้ รู้ไม่ได้ ก็ต้องปล่อยไป อย่างยุคพระพุทธเจ้า ก็มีปรากฏว่าคนโง่มากกว่าคนฉลาด ในโลกนี้ สญชัยเวลัทบุตรก็รู้ อย่างยุคนี้ใกล้กลียุคมากขึ้น ก็โง่มากกว่าคนฉลาด เราจะไปเกรงใจคนโง่มาก คนดีก็เสียประโยชน์หมด คนชั่วก็ชั่วอยู่แล้ว ไม่ยอมแก้ไขด้วย แต่ในลึกๆของจิตคน เขาปรารถนาดีหวังดี ต้องการความดีมาให้แก่ตน แต่ไม่รู้จริงๆ จึงไม่ยอมมาเอาดี หรือกิเลสมันมาก แม้รู้ก็ห้ามไม่ได้ จนกว่าจะสำนึกพอ ก็จะพากเพียรมารับธรรมะ แล้วเอาไปปรับปรุงตัว คนก็จะพัฒนาไป โพธิสัตว์เข้าใจวิบากตน แต่ก็ยอมว่าต้องช่วยคน และสอง ก็ต้องกตัญญูต่อศาสนา เราได้มากจากพระพุทธเจ้า แม้เราต้องเสียสละ ต้องหนักเหนื่อย เจ็บมีวิบาก ก็ต้องยอม ถ้ายังไม่ถึงขีดก็วิบากแรง อย่างพระโมคคัลลานะ ก็ต้องตายเลยนะ สุดท้ายวิบากอนันตริยกรรม ก็ต้องยอม อาตมาพิสูจน์ด้วยกัปป์กัลป์ ได้เกิดเป็นสัตว์โลกที่ต้องผ่านมา ก็จึงพูดได้ โดยไม่ใช่เดา ไม่ได้พูดด้วยเหตุผล ที่ไม่มีจริง ไม่รู้จริง อาตมาผ่านมาแล้ว ว่าไม่ใช่สิ่งจริง อย่าเอามาพูด คนคะนอง เอาสิ่งไม่จริงมาพูด ก็เป็นวิบาก อาตมาก็พูดสิ่งจริง เห็นว่าเข้าท่า ก็เอา ไม่ได้บังคับ ตอนนี้สังขารร่างกายอาตมาก็เป็นเช่นนี้ สังขารรากเหง้าคือ กายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขาร คำว่า กาย นี้เป็นของหยาบข้างนอกด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย สามารถสัมผัส รู้จักเป็นโอฬาริกอัตตา เป็นสักกายะ กายใหญ่สามารถรู้ได้ง่ายกว่า พระพุทธเจ้าให้เรียนอันนี้ก่อน ทำกายสังขารก่อน แต่คำว่ากายคือ องค์ประชุมรูปนาม ของ ธรรมะสอง มันปรุงขึ้นมาก็เป็นองค์ 3 เราต้องเรียนรู้สภาพ ที่เป็นเหตุบกพร่อง ไม่สมดุล สรีระองคาพยพที่รวมตัวเป็นก้อนแท่ง เรียกว่าอาการ 32 เป็นชิ้น เป็นอวัยวะ ในร่างกายเราก็ทำงานร่วมกันหมด อาการที่ 33 มันไม่ได้มีจริง ภาษาบาลีว่าตาวติงส์ เพี้ยนเป็น ดาวดึงส์ ตัวนี้สำคัญ คนเราไม่รู้ ก็ปรุงมาเป็น จิตสังขาร ยึดเป็นเราเป็นของเรา เราก็ต้องมาแตกจิตตัวนี้ ที่ทุกข์สุข ก็ต้องมาเรียนรู้เหตุ แล้วแก้ไข กายสังขาร นี้ พระพุทธเจ้าว่าก็คือจิต ถ้าไม่สามารถอ่านอาการ ก็ยาก เป็นสภาพลึกซึ้งมาก ถ้าต้องการเป็นคนประเสริฐ เป็นคนดีที่แท้ ต้องศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้า ศาสนาพระพุทธเจ้านี้เรียนรู้ลึกถึง จิต เจตสิก รูป นิพพาน ทำได้แล้วไม่เวียนกลับ คืน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พระพุทธเจ้าสอนให้รู้ อภิสังขาร คนที่อวิชชาก็ปรุงแต่ง ปรุงแต่งเป็นเนกขัมมะ เอากาย วจี มโน ที่เลวร้ายเอาออกไป ให้เป็น วิมุติ หลุดพ้น นิโรธ ก็ตาม เป็นไวยพจน์ของ นิพพาน ตายสูญถาวรเลย พลังงานเหล่านี้ เรียนรู้เป็นพลังงานที่สูงละเอียดกว่าฟิสิกส์ ทางชีวิทยาก็เรียนรู้นะ แต่ไม่ได้ลึกซึ้งอย่างพระพุทธเจ้าสอน ที่แยกแยะละเอียด ไม่ต้องไปสร้างเครื่องมือวัตถุ แต่สร้างเครื่องมือเป็นปัญญาในตน ทำสัญญาให้เจริญขึ้นเป็นปัญญา อภิสังขาร มี 3 อย่าง ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร คำว่า บุญ นี่ ก็เข้าใจเพี้ยนกันมากแล้ว แม้แต่ชาวพุทธ บุญนั้น ศาสนาอื่นเขาก็เอาไปเรียกคนที่ดีประเสริฐว่านักบุญ เป็นต้น ก็เอาไปใช้ แต่เป็นเทวนิยม เป็นกัลยาณธรรม โลกียธรรม ไม่ถึงขั้นเปลี่ยนDNAของจิต ที่จะไม่กลับ ไม่เวียนกลับ เจริญแล้วเจริญเลย บุญคือการชำระกิเลส ประตูเดียว บุญนี้ทำหน้าที่ ให้สิ่งไม่ดีนี้ ไม่มีไปเลย จบ บุญก็หายไป สิ้นงานสิ้นหน้าที่ ต้องเข้าใจให้ลึกซึ้ง ทุกวันนี้ เขาเอาคำว่าบุญไปใช้เป็นกุศล กุศล เป็นสิ่งที่ต้องใช้อาศัย สะสม ได้อาศัย ส่วนบุญเป็นสิ่งประหาร ผู้ใดสามารถทำบุญเป็น ทำบุญถูกต้องมีผลได้ประโยชน์คือ ฆ่ากิเลสได้ ฆ่าได้ส่วนหนึ่ง ก็เป็นส่วนบุญ จะส่งให้ใครไม่ได้ ส่วนที่เหลืออยู่คือ กิเลสหรือบาป เมื่อทำออกอีก ก็ได้ส่วนบุญอีก ลดละอีก จนอกุศลสุดท้าย หมดดับหมด หมดบาป หมดอกุศล บุญก็ไม่มีแล้ว บุญตัวเองก็ไม่ใช่จะอยู่นะ หายไปเลยไม่มีตัวตน หมดบาปก็หมดบุญไปด้วย ผู้ทำบุญถูกต้องชำระกิเลสถูกต้องคือ ทำบุญ ทำให้บาปหายไป บุญก็หมดไปด้วย อปุญญาภิสังขาร นั้น คือ การปรุงที่ยิ่งใหญ่ เลย สูงกว่าการปรุงธรรมดา เป็นการปรุงของโลกุตรบุคคล แต่เขาแปลไปว่าคือ การปรุงเป็นบาปไป ซึ่งไม่ใช่เลย ต้องเป็นการปรุงที่ยิ่งใหญ่ ในคำว่าอปุญญาภิสังขารนี่ ยิ่งกว่า กุศล อภิมหากุศลเลย อปุญญะนี้ไม่มีทางเป็นบาป มีแต่เป็นกุศล เป็นสิ่งอาศัย ที่ยิ่งกว่าที่เคยมี เข้าใจชัดไหม? อปุญญะนี้ไปแปลว่าเป็นบาป นี้ยิ่งตีลังกากลับอีก ไปแปลว่าเป็นบาปเหมือนทำให้ต่ำเขาไปอีก บาปหมดบุญก็ไม่มี อปุญญะแปลว่าบาป หรืออกุศลไม่ได้เลย สรุปแล้วถ้าคุณได้สั่งสม อเนญชาภิสังขาร ตัวที่สามนี้ อเนญชา แปลว่า แข็งแรง ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว กระแทกกระทุ้งกระเทือนอย่างไร ก็ทำลายไม่ได้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) พยัญชนะสามคำนี้ 1. สันตานังปุนาติวิโสเทติ คือนิยามคำว่าบุญ คือการชำระจิตสันดานให้หมดจด 2.คำว่า ปุญญภาคิยา (ส่วนแห่งบุญ) คือส่วนที่ทำลายบาปไปได้เรื่อยๆ หมดส่วนของบาปหมดอกุศลก็ไม่มี สัพพาปัสสอกรณัง 3. สัพพปาปัสสอกรณัง คือการไม่ทำบาปทั้งปวง ถ้าเหลือกรรมกิริยาอยู่ ก็มีแต่กุศล บุญก็หายไป บาปก็หายไป เป็น กุสสลัสสูปสัมปทา ถ้าจะมีกรรมกิริยา ก็มีแต่กุศล คนนั้นตั้งแต่ อรหันต์ก็มีแต่กุศล อรหันต์ที่ถึงขีด อย่าไปตู่ท่านว่า ท่านไปทำบาปอะไร วิบากไปตู่อรหันต์นี้ มีบาป 11 ประการ ให้ยกอรหันต์ไว้ เป็นสติวินัย อย่าไปทำบาป อรหันต์ท่านจะมีวิบากอีก เป็นเรื่องของท่าน โพธิสัตว์ก็มีวิบากไม่ดีมา แต่ก็จะมีวิบากดีมากกว่าวิบากไม่ดีเสมอ เพราะรู้ประมาณไม่ทำบาปมากกว่ากุศลแน่นอน ต้องทำกุศลมากกว่าบาปหรืออกุศล เพราะรู้จักบาป รู้จักบุญแล้ว จากอรหันต์ไปถึง โพธิสัตว์ตามลำดับไป ยิ่งรู้ความจริง กายสังขาร วจีสังขาร จิตสังขาร กายสังขาร คือ องค์รวม ทั้งนอกและใน ศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่ได้ทิ้งนอก และในนะ รู้ทั้งภายนอกและภายใน รู้ภายนอกก็เป็นกามภพ หมดแล้ว ก็เหลือ รูปภพ อรูปภพ ภายใน ล้างรูปภพ ท่านก็เหลือแต่อรูปภพ ก็เรียกว่าอัชฌัตตังปรูปสัญญี คือในเข้าไป อย่างกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม ก็ต้องขั้นธรรมในธรรม ก็จะกำจัดไปตามลำดับ ภาคปฏิบัติมี สติปัฏฐาน 4 คือกาย เวทนา จิต ธรรม กายคือภายนอกร่วม เวทนาคือ เน้นที่อารมณ์ ว่ามีอาการของจิตเจตสิกอย่างไร มี เจโตปริยญาณ 16 คือ การ กำหนดรู้ใจสัตว์อื่น รู้สัตว์ชั้นต่ำสูงในจิตตน-( ปรสัตตานัง ) รู้บุคคลชั้นต่ำ-สูงอื่นๆในจิตอาริยะ ของตน-( ปรปุคคลานัง ) เป็นปรมัตถ์ 1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) เมื่อทำจิตให้ไม่มีราคะ โทสะ โมหะ ก็จะมีฐาน อุเบกขา ที่แข็งแรง ตามลำดับ คือมี องค์ 5 คือ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา ทำแล้วก็ยังรักษาความบริสุทธิ์ได้ จะแววไวทั้งเจโต และปัญญา แววไวนี้ พระพุทธเจ้าว่าคือ จิตมุทุ ปรับได้ง่าย สรุปแล้วองค์ 5 คือความตั้งมั่นของอุเบกขา ที่แข็งแรงขึ้นของโพธิสัตว์ แล้วทำงานช่วยมนุษยชาติ จะมีเมตตา แล้วลงมือช่วยเป็นกรุณา ทำได้แล้วก็มุทิตา มีอุเบกขาหมุนเวียนไป ทำงานอยู่ที่เมตตา คือทำ แล้วมีพักคือ อุเบกขา เพียรนี่จะมากกว่าพัก พักพอหายเหนื่อย รู้จักพักรู้จักเพียร ให้สมดุล เพียรจึงเป็นตัวกำไร มีประโยชน์ สัจจะต่างๆพวกนี้อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แต่ก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาตมายังไม่อยากขานว่าเป็นระดับ 8 จะไม่ยอมรับง่ายๆ จนกว่าจะไปถึง 9 จึงจะประกาศตน 8 เราเองเราประกาศกับโลกว่าไม่สูง แต่ความจริงเราสูง จะไปเสียอะไร แต่คนที่ไม่สูง แต่ประกาศตนว่าสูงก็เสีย คนเลวก็หน้าด้าน ทำได้ แต่คนดี รู้ดีจริง จะไม่ทำ กรรมเป็นอันทำ ผู้ใดทำทั้งที่รู้โกหกทั้งๆที่รู้ คนนี้ทำชั่วได้ทุกอย่าง ในประเทศไทยมีตัวอย่างให้เห็นมากเลย เราต้องช่วยเขา คนเหล่านี้อิงมาทางศาสนาด้วย ก็ยิ่งชั่วหนักเลวหนัก ในสัจจะที่อาตมาค่อยขยายความมา จะค่อยเข้าใจไปเรื่อยๆ ติดตามฟังให้ดี ฟังด้วยดีย่อมเกิดปัญญา ขอสรุปว่า บุญ คือเครื่องมือประหารความชั่วอย่างเดียว ไม่มีหน้าที่อื่น บุญเป็นเรื่องของวิบัติธรรม บุญไม่ใช่สมบัติธรรมที่จะทรงไว้ แต่วิบัติธรรมคือธรรมะที่จะไม่มีทรงไว้ วิบัติแปลว่าไม่มี เขาใช้แปลว่าฉิบหายเลย ธรรมะแปลว่าความทรงไว้ ให้ทรงไว้ซึ่งความไม่มี บุญจึงเป็นวิบัติธรรมะ ไม่ใช่สมบัติธรรมะ ในเรื่องของรายละเอียดพวกนี้ฟังตาม แล้วปฏิบัติตาม จะเข้าใจ อาตมาไม่เอาสิ่งไม่มี ไม่เป็นของตน จะไม่พูด แม้มีร้อย จะไม่พูดร้อย จะพูดเจ็ดสิบ แปดสิบ ไม่ได้อวดดีจะพูด แต่อวดของสามัญที่ดีไปเฉย ไม่ได้อยากได้อะไรกลับเลย กายสังขาร คือองค์ประชุมทั้งนอกและใน พอมาจิตสังขาร ก็ไม่ทิ้งข้างนอก แต่จะทิ้งก็ได้ แต่ต้องจัดการภายนอกให้ได้ก่อน จิตที่ทำงานข้างใน แล้วค่อยออกมาข้างนอก ตัวที่ทำงานสุดท้ายแล้ว จะออกมาข้างนอกคือ วจีสังขาร วจีสังขาร คือ สังขารที่ปรุงแต่งจิตอยู่ข้างใน มาเป็นกายสังขาร ก็เป็นกายกรรม มาเป็นวจีกรรม ก็ได้ ถ้าเป็นแต่ มโนวิญญัติ ก็มีแต่ภายใน มโนนี้ลึกว่าจิต ไม่ออกมาข้างนอกเลย ทำงานปรุงแต่งเป็นวจีสังขาร วจีสังขารเป็นปากกระบอกก่อนออกมา ท่านจึงบอกว่าเวลาจะดับ มีนิโรธ จะดับ วจีสังขารก่อน กายสังขาร และจิตสังขาร ส่วนการเกิด เมื่อจิตปรุงแต่งเสร็จ วจีก็เกิดเป็นวจีสังขาร แล้วกายจึงเกิดตามมา แล้วจิตเกิดทีหลัง ถ้ายังไม่มีคำพูด หรือพยัญชนะก่อนในใจ แล้วจึงค่อยออกมาเป็นวจีกรรม ถ้าไม่มีภาษาคำนั้น ก็ต้องยืมภาษาอื่น เอาภาษาใบ้ออกมาใช้ นอกจากคุณจะตั้งใหม่ในใจของคุณเองเลย จะเอาคำใหม่คำเก่ามาพูด แล้วคุณก็พูดออกมา คนอื่นก็ไม่รู้ด้วย เพราะคุณปรุงของคุณออกมาเอง ถ้าคนอื่นเอาด้วย ก็แพร่หลาย สรุป การดับ หรือการเกิด พระพุทธเจ้าท่านว่า กายกับวจี จิตนี้เป็นตัวกลาง กายดับก่อน หรือวจีดับก่อน ถ้าดับ ดับวจีก่อน ถ้าเกิดนี้จิตเกิดก่อน เพราะจิตเป็นตัวสร้าง จะทำงาน ปรุงแต่งพลังงานจิต วจีต้องเอาคำพูดมาประกอบ สิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่รู้อาการ ก็สับสน คนอวิชชาไม่รู้จักสังขาร เราอัดเสียงที่นี่ ก็อยู่ในสภาพนี้ หมอก็ยังไม่ได้เอาออก โดยสภาพนี้เราก็ดื้อหน่อย เพื่อจะเช็คว่า อิริยาบถสามัญของอาตมาตามจริง ที่มีชีวิตประจำวัน แล้วก็วัดค่าอะไรจะเกิด หรือไม่เกิด สิ่งที่ปรุงแต่งเป็น Gerd หรืออะไรต่างๆ ก็ใส่สายไว้ จะได้ทราบเหตุที่ทำให้ไอ ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ หรือน่ากลัวอะไร ก็ไม่ได้เจ็บปวดอะไร แต่ก็มีอะไรอยู่ ไม่โล่งเปล่าแค่นั้น จะเช็ครอดู แล้วต้องการให้อยู่ในอิริยาบถสามัญ จะกินอาหาร จะเขียนหนังสือ ก็ทำเหมือนที่อยู่พุทธสถานนะ แล้วให้พลังงานเกิดจริง จะได้ ให้หมอตรวจ ที่ดื้อทำนี่ ก็ทำเพื่อให้หมอตรวจเจอ หมอเขาต้องการรู้ในอิริยาบถจริง พลังงานที่จะปรุงแต่งเป็นอาการ 32 จะทำให้เครื่องมือวัดค่าได้จริง ไม่บกพร่อง ไม่ได้ผิด ไม่ขัดแย้งกับหมอที่ทำ เป็น Exception เป็นสติวินัยของอาตมา กลับมาสู่ กายสังขาร ในอานาปานสติสูตร ท่านว่ามีอยู่สองประเด็น ประเด็นหนึ่งคือ ปัสสัมภยังกายสังขารัง อีกประเด็นคือ จิตสังขารังปัตสสัมภยัง ผู้ทำความสงบแก่กายสังขาร คือทำให้สิ่งประกอบภายนอกสงบ ในขณะลืมตาอยู่ พระพุทธเจ้าปฏิบัติ ไม่ให้ทิ้งภายนอก แม้จะมีแค่ลมหายใจเข้าออก ก็ไม่ให้ทิ้ง ที่ท่านต้องทำเช่นนี้ เพราะว่าอนุโลมให้กับพวกชอบนั่งหลับตา ก็ให้กำหนด เหลือแต่ลมหายใจเข้าออก แต่อย่าดับหมดเลย นัยสั้นหรือยาว ก็เป็นประเด็นให้รู้มุมเหลี่ยมว่าสั้นหรือยาว อื่นๆก็มีทั้งสีสันรูปร่างภายนอก ก็ให้รู้สิ่งแตกต่างลิงค ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าไม่ทิ้งภายนอก ไม่ทิ้งกาย ถ้าทิ้งกาย ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าไม่ได้ ขาดกันไม่ได้ ต้องมีกายตลอด มีเวทนาตลอด ให้ทรงอยู่ กาย เวทนา จิต สามเส้า จิตดับได้เวทนาก็สบาย ไปประชุม เป็นกายที่บริสุทธิ์ พฤติกรรมเสียง สำเนียง นี่ก็เป็น วจีกรรม ก็จัดเข้า หมวดกาย เพราะเป็นภายนอก มีผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย คำว่าวจีนี้ จัดเข้าใน กายสัมผัส นะ ไม่ใช่หูสัมผัส การได้ยินเสียงไม่ใช่คำพูด คำพูดกับเสียงไม่ใช่อันเดียวกัน คำพูดคือพยัญชนะ คำพูดไปกับเสียงเป็นพาหะให้คนรับรู้ได้ มีเสียงเป็นพาหะก็ไปได้ แต่ถ้าไปแตะเลยนี่มีกาย กายไม่ใช่คำพูด กายก็คือสิ่งที่สัมผัส คำพูดมาแตะกาย กายรู้ แต่กายไม่ใช่คำพูด กาย คือ องค์รวมของรูปนาม คำพูดมาแตะกาย กายรู้เรื่อง โดยเฉพาะมาแตะที่หู สรุปเอาตรงกาย จิต วจี พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า ใน อธิวจนสัมผัสโส กับปฏิฆสัมผัสโส คำว่า ปฏิฆสัมผัสโสเป็นนามกาย อธิวจนสัมผัสโสเป็นรูปกาย กายคือองค์ประชุม (พระไตรปิฎก เล่ม 16 ข้อ 60) องค์ประชุมของปฏิฆะ คือ action reaction มีการเกิด ฆ เกิดก้อน คณะ องค์ประชุมอันนี้คือ ฆ เป็นสภาพธรรมที่เป็นอะไรอันหนึ่ง อณูหนึ่ง ปรมาณูหนึ่ง เป็นต้น ส่วน อธิวจนสัมผัสโส คือ คำพูด ที่ตั้งขึ้น จะรู้ได้ต้องสัมผัสด้วยภาษา แต่ ฆ นี้ยังไม่มีภาษา ฆ กับอธิวจนะ นี้ ฆ ต้องเกิดก่อน นามธรรมต้องรู้ก่อน แล้วจึงเป็นภาษา ถ้าภาษาเคยมีแล้ว ก็จะรู้ว่า ฆ นี่คืออะไร เช่น คำว่าเศร้า คำว่าชอบ คำว่าชัง ก็เอาภาษามาเรียกถูก แต่ถ้าไม่เคยรู้ภาษาเลย ก็ต้องตั้งภาษาใหม่ อย่างอาตมาก็ตั้งภาษาใหม่สองคำ คือ ชีวานุปาทิ กับ ชีรานุปาทิ คำว่า ชีวานุปาทิ คือชีวะของการเกิด อุปทิ คือ สิ่งที่ยึดอยู่ ชีรานุปาทิ คำว่า ชีระ คือ การแก่ การเสื่อม เป็นเศษที่ยึดไว้น้อยที่สุด แต่สองอันนี้ อันหนึ่งยึดทางแก่ชราอันหนึ่ง ยึดไปทางเกิด คือส่วนที่น้อยนิดของคุณ จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ ที่จะเกิดเป็น ลักขณรูป อีก 4 คือ อุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ถ้าคุณให้อาการจิต มัน อุปจยะก็เกิด แล้วจะ ต่อก็สันตติ ถ้า ไม่ต่อ ก็ชรตา แม้ไม่ทำอะไร มันสิ่งที่เกินสภาพจะอยู่แล้ว เป็นอสังขาริกัง ถ้าจะให้ต่อก็เป็นcontinuum ที่ละเอียดกว่า continuing แต่ถ้า continuous คือองค์รวม ละเอียดลึกแล้ว ก็ไม่มีเรา ไม่มีเขา คนที่ไม่สัญญายนิจจานิ แล้วก็จะอนุโลมให้คนอื่นได้ ที่เถียงกัน ไม่เป็นสัจจะ จะทุกข์ทรมาน ไปยึดเอาอะไรไม่ได้ตลอดกาลนาน สิ่งที่ควรจะพูด คือ กรรม การกระทำ มัน เป็นวิบากที่แท้จริง ผู้ไม่เชื่อกรรมวิบากแล้ว ไม่เชื่อว่าเป็นเราเป็นของเรา จะเป็นวิบากไปอีกนาน ถ้าคุณไม่ทำชั่วแล้ว ทำแต่ดีจะพิสูจน์ตัวคุณเองได้เลยว่า ทำดีตลอด เป็นเช่นนี้ อาตมาทำงานมา สิ่งที่ดีมาอุดหนุนอาตมา แต่เดิมอาตมาตั้งใจ จะไปทำชั่วอย่างโลกเขา แต่ทำไม่สำเร็จ มันคลาดแคล้วหมด ไม่สำเร็จ สิ่งที่ดีจะมาอุดหนุนเรา ไม่คาดเลย มีสิ่งที่ดีน่าจะได้มากกว่านี้ บางอย่างก็ไม่มา เราไม่ได้อยาก แต่แวบว่าน่าได้ แต่ถึงน่าได้ เราไม่มีบารมี ก็ไม่ได้ ผู้รู้แล้วก็จบ ไม่ใช้พลังงานเปลืองเปล่าไป ไม่ได้อะไร จะไปใช้ทำไม เสียของ เราก็ไม่ใช้ คนไม่เชื่อกรรมวิบาก จะประมาท จะทำกรรมชั่ว คนเชื่อกรรมวิบาก จะไม่ทำชั่ว แต่คนบารมีไม่ถึง จะต้องทำชั่วต่อก่อน (นี่ไม่ได้ชี้โพรงให้คนชั่วทำชั่วต่อนะ) แต่ต้องรู้ว่าอันนี้เราสู้ได้จะไม่ทำ อันนี้เราสู้ไม่ได้ ต้องทำต่อก่อน พระพุทธเจ้าว่ากรรมชั่วแม้น้อยนิด อย่าทำเสียเลย ข้อสำคัญคือประมาณตนให้พอดี ตั้งตนบนความลำบาก กุศลกรรมเจริญยิ่ง ต้องอดทนเอาให้ตายไปกับทนไม่ทำชั่วเลย ทนไปเลย แล้วคุณตายเพราะไม่ทำชั่ว วิบากคุณจะดี หรือจะชั่ว ก็วิบากดี แต่คุณทนไม่ได้ ต้องทำชั่ว แล้วก็ตายก็ได้วิบากชั่ว ให้มันตายขาดใจ ไปกับดีตัวเดียวนี่แหละ แม้อาตมาพูดเช่นนี้ แต่คนที่ทนไม่ไหวจริงๆ ก็ต้องทำอยู่ดี ไม่เจตนา แต่บาปกิเลสมันแรง ก็ต้องทำต่อ อย่างลูกต้องทำอาหารเนื้อสัตว์ให้แม่นี้ ไม่ได้อยากทำนะ แต่ว่าจะได้กุศลมากกว่า หนึ่งไม่ได้อยาก สองทำเพื่อผู้อื่น นี้ก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร กุศลมากกว่าอกุศล ที่พูดไปนี้ทุกอย่างไม่ได้เดา พูดสภาวะจริง อันไหนไม่ชัด ไม่ตอบ ถ้าพูดไปนี้เป็นกรรม เราก็ต้องรับ เราไปอวดดีทำไม? เราทำแต่สิ่งดี แต่ไม่ได้อยากได้ สิ่งดี สิ่งชั่ว อยากจะย้ำวจีสังขาร ที่ไม่ใช่วจีกรรม วจีกรรมคนรู้กันได้ทั่วไป แต่วจีสังขารนี้อยู่ภายในนะ ปัสสัมภยัง กายสังขารัง ไม่มีคำว่า ปัสสัมภยัง วจีสังขารัง การทำให้สงบรำงับนี้ คือทำให้กิเลสสงบรำงับ ไม่ใช่ทำให้หยุดกระดุกกระดิก ไม่กระพริบตา ไม่ใช่ มันหมายถึงกิเลสที่สงบ หยุดไป ปัสสัมภยังจิตสังขารัง คือทำให้กิเลสสงบ เมื่อจิตสงบ จะออกมาเป็นนัจจะคีตะวาทิตะ อิริยาบถใหญ่ ถ้าไม่ออกมาเป็นอิริยาบถ ก็ออกมาเป็นวจีสังขาร แล้วก็ออกมา แต่วจีกรรมไม่นับเอานัจจะ ไม่เอาท่าทีลีลา ฐานดินน้ำไฟลม มีแต่เสียงกับภาษา เรียกว่าวจีกรรมออกมา ก็ต้องประมาณในการพูด ยุคนี้หากพูดเบาๆ เงียบๆ ก็ไม่ถึงอุปาทานของคน เราก็ต้องเอาประมาณพอระดับหนึ่ง เราไม่ได้มีจิตที่จะใช้ความแรงอะไร ในกาลัญญุตา ยุคกาลก็ดี เราต้องใช้ ธัมมัญญูตา อัตถัญญุตา คำว่า ธัมมัญญุตา คือองค์รวมใหญ่ อัตถัญญุตา คือเป้าหมาย goal แก่นของมัน จุดสำคัญ เราต้องแยกแยะให้ออก เราต้องมาจัดสรรให้ดี เราต้องรู้ว่า ตัวเรานี้คนเชื่อถือเท่าไหร่ อาตมาเคยบอกว่า อาตมาจะพูดสัจจะ ให้อาตมาถูกกระทืบตายภายในห้าวัน อาตมาพูดได้ แต่ก็ไม่โง่จะพูดตอนนี้นะ เราดูตัวเราเหมาะสม กาละเหมาะสม เรารู้ตัวเรา เราก็ดู ปริสัญญุตา หมู่กลุ่มนี้ควรพูดเท่าไหร่ บางหมู่ไม่ควรพูดขนาดนี้ จะเป็นภัยก็รู้ กำหนด มัตตัญญุตา คือสิ่งที่ประมาณแล้ว ดู ปุคคลปโรปรัญญุตา ก็รู้ว่าควรเท่าไหร่ รวมแล้ว สัปปุริสธรรม 7 อาตมาก็ใช้ตลอดมา ใช้ มหาปเทส 4 ด้วย 40 กว่าปีที่ผ่านมา อาตมารู้ว่าเขาเข้าใจไม่ได้ เขาก็ต้องรักษาตัวเขาเองอย่าง มส. มหาเถรสมาคม แต่อาตมาก็จำเป็นทำสิ่งที่ต้องทำ เมื่อทำแล้ว ก็ต้องประมาณให้หนัก ทั้งระวังหนัก ทั้งยอมหนัก จนกระทั่งต้องพิสูจน์ความจริง มีคนบอกว่าเพลงผู้แพ้นี้ แต่งได้อย่างไร แพ้ก็แพ้ชะตาทราม ดวงใจทรงความมั่นคงในสัจจะ ก็สัญญายนิจจานิของอาตมา อาตมาทำงานผ่านมา 40 กว่าปีจึงเห็นผลว่า ได้ผลพอสมควร ไม่งั้นหนักกว่านี้ แม้จะไปทำงานหน้าสิ่วหน้าขวานก็ตาม ก็ไม่มีพวกเราตาย ในขณะชุมนุมมีพวกเราบางคนเข้าใจผิด มีอ้อยตายคนหนึ่ง เจ้าอ้อยไม่ได้ไปตายเพราะไปชุมนุมนะ นั่งรถมาที่ชุมนุมนะ ตายเพราะวิบากของเขาเป็นต้น จึงไม่มีอะไรที่มาพูดได้ว่า จะไม่จริง ยืนยันบารมีกุศล พลังงานบารมีมีจริง อาตมาก็ไม่รู้พลังงานที่มาช่วยนะ ก็พยายามช่วยทดแทนบุญคุณอยู่ แต่ที่ไม่รู้ก็ตามไม่ได้ สิ่งที่จะต้องอาศัย จะต้องสะสมกุศลไว้อาศัย ไปเรื่อยๆ จะไปตีทิ้งไม่ได้ บาป บุญ มีจริง กุศล อกุศล มีจริง กรรมวิบากมีจริง กัมมสกตา ตนต้องเป็นทายาทของกรรม เอาไปแบ่งให้คนอื่นไม่ได้ ตนต้องรับวิบากของตน กรรมพาเราเกิด เราเป็น กัมมโยนิ ที่เราเกิดเราเป็นก็เป็นตามกรรม กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ กรรมเป็นพันธุกรรมของใครของมัน (คนใช้คำว่า กรรมพันธุ์ ผิดจากความจริง ที่หมายถึง สรีรพันธุ์ ) บุญไม่มีอะไรไปแบ่งได้ กุศลก็ยังแบ่งไม่ได้ ความดีงามก็แบ่งกันไม่ได้ คนไม่ได้ทำความดีงามนี้ แล้วจะแบ่งจากคนที่ทำดี ก็ไม่ได้ กุศลก็คือกรรมแบ่งกันไม่ได้ มีคำถามจากเด็ก ดญ.พลอยน้ำดิน เปรยมา… ที่รัฐเขาออกกฏหมายมาว่า ไม่ให้ฆ่า ไม่ให้ทำทารุณกับสัตว์ใดๆนั้น แล้วคนที่ทำ มีเรื่องจนโดนจับติดคุกไป มีแล้วในไทย หนูอยากถาม และฝากถึงผู้ร่างกฏหมายว่า ที่มีโรงงานฆ่า และชำแหละสัตว์ วัวควายน่ะคะ โรงงานนี้น่าจะถูกจับมากกว่า คนที่ทรมานสัตว์นะคะ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ทำไมถึงให้มีการฆ่าสัตว์อยู่ล่ะคะ ฝากถึงผู้ร่างกฏหมาย ว่าใครฆ่าสัตว์ทุกชนิดนี้ ผิดกฏหมาย จับติดคุกหมดเลยค่ะ พ่อครูว่า ...นี่คือคำถามเด็กพวกเราถามมา ถึงบอกว่าศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าไม่เคยยกเว้น เลยในปาณาติบาต ว่าให้ ฆ่ามากินแล้วไม่บาป ไม่มีข้อยกเว้นนี้ ไม่ใช่เหมือนศาสนาอื่น การฆ่าสัตว์มากินนี้ เห็นแก่ตัว เพราะเนื้อสัตว์ไม่ใช่อาหารของคน เป็นแต่เพียงว่าพระพุทธเจ้าไม่ตรัสตรงนี้เท่านั้น แต่ท่านมีนัยละเอียด ว่าเนื้อสัตว์ต้องห้าม 10 ชนิด แล้วมีข้อละเอียดอีกมากมาย ยกตัวอย่าง ห้ามฆ่าสัตว์ และสองไม่ให้ซื้อขายเนื้อสัตว์ มังสวณิชชา ถ้าไม่ฆ่า ไม่ค้าขายเนื้อสัตว์ แล้วคุณจะเอาเนื้อสัตว์ตายเองมากิน ท่านให้กินได้ หรือจะเอามาแจก ถ้ากินแล้วติดใจก็ซวย สรุปแล้ว ไม่ต้องกินเนื้อสัตว์นี้ถูกต้อง คนเราสรีระไม่เหมาะกับ การกินเนื้อสัตว์ เล็บก็ไม่ใช่ claw เป็น nail ฟันก็ไม่ใช่ canine เป็น molar เป็นต้น คนเป็นสัตว์กินพืช แล้วคนกินเนื้อสัตว์ก็อายุสั้น เช่น พวกเอสกิโม อายุสั้น แต่คนกินแต่พืชนี้ อายุยืนยาวได้มากกว่า เป็นเครื่องยืนยันชัดเจน โรคที่อยู่ในเนื้อสัตว์ก็เยอะ โรคที่อยู่ในพืชก็น้อยกว่า ไม่พิสด

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน