590630_เทศน์ก่อนฉันเลไลย์อโศก เรื่อง คนจริง...พ่อครู.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข22 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590630_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่เลไลย์อโศก เรื่องคนจริง โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

_พ่อครูเดินทางออกจากสังฆสถานหินผาฟ้าน้ำ วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน 2559 โดยรถจนใจ ถึงเลไลย์อโศก ได้เวลาตามที่กำหนดแล้วจึงได้ขึ้นเทศน์ก่อนฉัน พ่อครูว่า…อาตมาก็สัญจรมาถึงเลไลย์อโศก จังหวัดเลย คำว่า “เลย”นี้ถูกเย้าเสียเยอะ ไปที่ไหน ไปเลย เอาเลย เลไลย์อโศกเกิดมา 30 ปีแล้ว มาถึงตอนนี้ก็คึกคักขึ้น เพราะว่าสังคมประเทศไทยกำลังปฏิวัติเข้ามาสู่สังคมที่เป็นสังคมใหม่ที่พัฒนาเป็นตัวอย่างโลกเลยเพราะว่าโลกมาถึงยุคที่สุดทางแล้ว ไม่มีอะไรที่จะแก้ไขสังคมมนุษยชาติได้เท่ากับ ทฤษฎีหลักของพระพุทธเจ้า เพราะเป็นทฤษฎีที่แก้ไขชีวิตมนุษย์ถึงต้นตอ ที่จะเปลี่ยนแปลงถึง DNA ของจิตวิญญาณ (ใช้ศัพท์วิทยาศาสตร์อธิบาย) พระพุทธเจ้าศึกษาพลังงานจิตตั้งแต่ 2 หน่วย ขยายเป็น 3 4 5 6…10 ซับซ้อนเป็นพัฒนาการ ตั้งแต่พลังงานอุตุนิยาม พลังงานธาตุดินน้ำไฟลม อากาศที่ไม่มีชีวะมาประกอบก็สังเคราะห์ตามเคมีฟิสิกส์จนสังเคราะห์ได้เป็นพีชะ พีชะนี้ยังไม่มีโทษไม่มีภัย พลังงานดินน้ำไฟลมที่ไม่รู้เรื่องก็เป็นภัยได้มากกว่าพีชะ เช่น สึนามิ ลมทอร์นาโน ฯลฯ ที่เป็นอุณหธาตุ อุตุที่ไม่รู้เรื่องเป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่พีชะเป็นพลังงานที่เป็นประโยชน์สูงสุด พอเป็นสัตว์โลกก็เป็นภัยร้ายแรงมาก แต่ก็เป็นสัตว์โลกที่ดีมาก ฉลาดแกมโกงได้เลวร้ายสุด ยุคนี้มีตัวอย่างในไทยเรา นี่ยังจัดการไม่เสร็จเลยตอนนี้ ผนึกกันด้วยทางโลกและธรรมทำลายประเทศไทย ก็เป็นตัวอย่างที่เลวร้าย ที่ต้องจัดการกันลงไป คนที่มีปัญญาที่ไม่ใช่เฉกา ฉลาดซื่อสัตย์จริงใจมีอยู่ ไทยเราเป็นตัวอย่างที่จริง ตอนนี้เป็น ตัวอย่างขนาดมีดร.โปรเฟสเซอร์ต่างๆทำกัน ก็จะมีวิชาการประกอบการศึกษา หนังสือที่อาตมาหยิบมาเล่มนี้คือ s

อ่านต่อ

ufficiency thinking แนวคิดใหม่ของ เศรษฐกิจพอเพียง ที่ในหลวงเราใช้ แนวคิดจากความพอ สันตุฏฐิ หรือสันโดษ คนมีการพัฒนาจิตได้ ไม่เห็นแก่ตัว มักน้อยสันโดษได้จริง มีความรู้สมรรถนะ ทำประโยชน์ให้แก่สังคมได้มาก บทที่ 1 บอกว่า ประเทศไทย ต้นแบบที่ไม่คาดคิดมาก่อน ซึ่งมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอธิบายว่า มีความจำเป็นอย่างไร สรุปง่ายๆว่าเป็นเศรษฐกิจที่คนหมดความเห็นแก่ตัวซึ่งต้องมีทฤษฎีของพระพุทธเจ้าสอนและแพร่ขยายให้คนลดกิเลสได้จริงอย่างเที่ยงแท้ถาวร นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นทฤษฎีเดียวกับของพระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์มีความจริงเดียวกัน เราก็เอาความรู้ของพระพุทธเจ้ามาฟื้นขึ้นมาใหม่ ก็ได้มาเรื่อยๆ อาตมาเลยต้องลากสังขารไปอีกเพื่อช่วยมนุษยชาติในช่วงที่ใกล้ถึงกลียุคใหญ่ ในสังคมเราเรียกว่าการเมืองคือความรู้ที่จะอยู่กับคน ในศาสนาก็มีธรรมะที่จะเป็นตัวที่เป็นมโนบุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา ต้องมีจิตที่มีธรรมะและความรู้ที่อยู่กับสังคมโลก ตนพัฒนาตนลดกิเลสได้จริง แล้วมีความรู้ที่อยู่กับสังคมได้เป็นสมมุติสัจจะ มาร่วมเป็นพลังงานอย่างวิเศษแล้วมาร่วมกันช่วยคนอย่างไม่มีแฝงสิ่งไม่ดี ตอนนี้พลังงานโลกแรงมากก็เลยต้องใช้การเมืองเป็นหลัก แต่ก็ต้องเสริมธรรมะให้เป็นแก่นให้ออกมาช่วยการเมือง ถ้าไม่มีแก่นธรรมะจริงไปช่วยการเมืองก็ถูกหลอก หรือตนเองหลอกตนและหลอกคนอื่นซับซ้อนไปเรื่อยๆ แต่ถ้ากิเลสน้อยลงก็ซื่อมากขึ้น จนกิเลสไม่มีเป็นอรหันต์ก็จะเป็นคนช่วยโลก ธรรมะของศาสนาพุทธเป็นธรรมะช่วยโลกที่ไม่ใช่ศาสนาปลีกเดี่ยว ช่วยสังคมช่วยโลกได้น้อย ศาสนาพุทธต้องช่วยโลกช่วยสังคมได้มาก เช่นตอนนี้ที่พาทำนี้ไม่ได้ช่วยไทยอย่างเดียว ช่วยโลกด้วย เป็นพหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) อยู่เย็นเป็นสุขไม่ใช่อยู่อย่างบำเรอกิเลส แต่นี่เป็นอุปสโมสุข วูปสโมสุข เป็นปรมังสุขัง คือยิ่งกว่าสุข ตอนนี้กำลังจะลงมติรับหรือไม่รับรัฐธรรมนูญ อาตมาก็ขอออกความเห็นของอาตมาว่า คณะรัฐบาลบริหารประเทศมา 29 รัฐบาลแล้ว อาตมาเกิดทันเพราะอาตมาเกิดพ.ศ.2477 ประชาธิปไตยเริ่มพ.ศ.2475 ตอนแรกยังไม่เป็นโล้เป็นพาย เป็นประชาธิปไตยลอกเลียน ขออภัยเป็นประชาธิปไตยดัดจริต ทำเละเทะจนทุกวันนี้ค่อยเข้ารูปรอยไปเรื่อยๆ รัฐบาลที่ผ่านมาก็พัฒนาตัวเองมาเรื่อยๆ และเป็นประชาธิปไตยแบบไทยๆ ต้องเน้นตรงนี้ อย่านึกว่าไม่ดีนะ ประชาธิปไตยแบบไทยนี้คือประชาธิปไตยแบบพุทธ เป็นประชาธิปไตยสองขา มีทั้งวัตถุและจิตวิญญาณ สรุปว่าประชาธิปไตยแบบพุทธนี้เป็นประชาธิปไตยแบบที่ดีที่สุดเท่าที่จะมีได้ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธด้วย เราเป็นประชาธิปไตยด้วย มีแกนพุทธมาตลอด มีจิตวิญญาณเป็นตัวตั้งที่สุดยั่งยืน เพราะจิตมันจริงมาเสียสละจริง อดทนแข็งแรงเป็นพหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ จริง ศาสนาพุทธจะรุ่งเรืองขึ้นอีก ผู้มีปัญญาเห็นของจริงก็จะมาเอาไปใช้ อาตมาได้นิยามคำว่า “การเมือง”ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆไว้ นิยามไว้ตั้งแต่บวชใหม่ๆเลย เพราะเมืองไทยแยกส่วนการเมืองกับศาสนา แต่ตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าการเมืองไม่มีธรรมะก็เป็นการเมืองเลว ก็พังสิ แล้วก็มีพวกที่แทรกมาในธรรมะที่เป็นตัวปลอม เมืองไทยตอนนี้เริ่มเข้าใจแล้วว่าการเมืองต้องมีธรรมะ ธรรมะกับการเมืองอันเดียวกัน การเมืองใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยแท้ๆ 1. งานการเมืองต้องมีคุณธรรมและเป็นกุศล 2. นักการเมืองต้อง “รู้จัก” ประชาธิปไตยที่แท้ 3. นักการเมืองต้อง “สอน” หรือเผยแพร่ประชาธิปไตยให้กับประชาชน (ประชาชนก็ใส่ใจขวนขวายเรียนรู้ ไม่ใช่รู้แค่ว่าไปเลือกตั้งเท่านั้น) 4. นักการเมืองต้องเป็นผู้พึ่งตัวเองได้แล้ว 5. นักการเมืองต้องเป็นผู้มักน้อยสันโดษ ข้อ 5 นี้เขาได้คะแนน 0 เลย เขามีฝีมือหลอกคนให้เห็นชั่วเป็นดีได้เลย 6. นักการเมืองต้องไม่ทำงานการเมืองเป็นอาชีพหากิน อาชีพคืองานที่เลี้ยงชีวิตอยู่ อย่างนักการศาสนา ภิกษุทำอาชีพคือทำแล้วไม่ได้ต้องการให้เอาเงินมาตอบแทน แต่เลี้ยงชีพด้วยการไม่สะสม ไม่กอบโกย 7. งานการเมืองต้องเป็นงานอาสาเสียสละ 8. นักการเมืองจะต้องไม่มีอคติ (ต้องพ้น อคติ ๔) 9. นักการเมือง คือ ผู้มีอิสระแท้จริง ไม่เป็นทาสโลกธรรม 10. งานการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย ไม่ใช่งานเพื่อตัวเรา เพื่อครอบครัว เพื่อหมู่พวก เพื่อพรรค แต่เป็นงานเพื่อบ้านเมือง เพื่อประชาชนทั้งมวล เพื่อผู้อื่นที่พ้นไปจากตัวเอง พ้นไปจากครอบครัว พ้นไปจากหมู่พวก แม้แต่พ้นไปจาก “พรรค” ของตน

อาตมาจะอ่านบทความ… ปรีดี-อลิซาเบธ-กับ-พลเมืองไทย? โดย ชัชวาลย์ ชาติสุทธิชัย ปรีดี พนมยงค์-ผู้นำการเปลี่ยนแปลงชาติไทยในปี 2475 ซึ่งถึงแก่อสัญกรรมไปนานแล้วที่ฝรั่งเศส! อลิซาเบธ วอร์เรน-วุฒิสมาชิกหญิงมะกันที่ยังมีชีวิตอยู่! พลเมืองไทย-ที่มีชีวิตอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป! “ความคิด-คำพูด” ของ “ปรีดี-อลิซาเบธ” กับ “พลเมืองไทย” เกี่ยวพันกันโดยปริยายตรงที่... ปรีดี-ให้สัมภาษณ์นิตยสาร “เอเชียวีค” วันที่ 28 ธันวาคม 2523 ก่อนอสัญกรรมไม่ถึงสามปี ว่า “ในปี ค.ศ. 1925 (พ.ศ. 2468) เมื่อเราเริ่มจัดตั้งกลุ่มแกนของพรรคอภิวัฒน์ในปารีส ข้าพเจ้ามีอายุ 25 ปีเท่านั้น หนุ่มมาก หนุ่มทีเดียว ขาดประสบการณ์ แม้ว่าข้าพเจ้าได้รับปริญญาแล้วและได้คะแนนสูงสุด แต่ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าทางทฤษฎี ข้าพเจ้าไม่มีประสบการณ์ และโดยปราศจากประสบการณ์ บางครั้งข้าพเจ้าประยุกต์ทฤษฎีอย่างนักตำรา ข้าพเจ้าไม่ได้นำความเป็นจริงในประเทศของข้าพเจ้ามาคำนึงด้วย ข้าพเจ้าติดต่อกับประชาชนไม่พอ ความรู้ทั้งหมดของข้าพเจ้าเป็นความรู้ตามหนังสือ ข้าพเจ้าไม่ได้เอาสาระสำคัญของมนุษย์มาคำนึงด้วยให้มากเท่าที่ข้าพเจ้าควรจะมี ในปี ค.ศ. 1932 (พ.ศ. 2475) ข้าพเจ้า 32 ปี พวกเราได้ทำการอภิวัฒน์ แต่ข้าพเจ้าก็ขาดประสบการณ์ และครั้นข้าพเจ้ามีประสบการณ์มากขึ้น ข้าพเจ้าก็ไม่มีอำนาจ” “ปรีดี-ขาดประสบการณ์” แต่ทำการใหญ่ ที่บ้างเรียก “อภิวัฒน์” บ้างเรียก “รัฐประหาร” ที่แน่ๆ...เป็นการยึดอำนาจรัฐที่ประสบชัยชนะ ด้วยด้อยประสบการณ์จึงล้มเหลว เพราะ “คณะราษฎร์” นำโดย “ปรีดี” ใช้ประชาธิปไตยเลือกตั้ง ลอกแบบตะวันตกทั้งดุ้นมาปกครองชาติไทย ทั้งๆ ที่ชาติและคนไทยส่วนใหญ่ไม่พร้อมแทบทุกมิติ จึงเป็น “ประชาธิปไตยชิงสุกก่อนห่าม” ไปเสียฉิบ! “ปรีดี” ที่หวังดีต่อชาติ ย่อมไม่ต้องการเผด็จการรัฐสภา! ไม่ต้องการรัฐบาลโกงชาติ! ไม่ต้องการประชาธิปไตยจอมปลอม! แต่เพราะความไร้คุณธรรมของ “กลุ่มคน” ที่เข้ามาทำงานการเมืองหรือบริหารชาติ ซึ่งเห็นแก่ลาภ-ยศ-เงินทองชนิดไม่รู้จักพอ ทำให้ประชาธิปไตยเลือกตั้งของชาติไทย เป็นช่องทางให้คนโกงเข้ามาโกงการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลเพื่อปล้นชาติ 84 ปี หลัง “คณะราษฎร์” ก่อการยึดอำนาจรัฐ จึงเกิดเหตุการณ์ซ้ำซากสองเรื่องที่ทำร้ายชาติเรื่อยมาจนทุกวันนี้ นั่นคือ ชาติไทยมีรัฐบาลโกงเลือกตั้งกับรัฐบาลรัฐประหาร หรือรัฐบาลเผด็จการรัฐสภากับรัฐบาลเผด็จการทหาร เข้ามาบริหารชาติแบบ “สมบัติชาติผลัดกันโกง!” อีกทั้งรัฐบาลทหารที่ผ่านมานั่นแหละที่นำชาติหวนกลับไปสู่วงจรอุบาทว์ทางการเมืองทุกครั้ง… ด้วยการทำให้การเมืองไทย นับเลขวนอยู่แค่หนึ่งถึงหก... หนึ่ง-มีการเลือกตั้งขี้โกง! สอง-ส.ส.ชั่วส่วนใหญ่เข้ายึดสภาฯ! สาม-สภาฯ เผด็จการตั้งนายกรัฐมนตรีและ ครม.ชั่ว! สี่-รัฐบาลใช้อำนาจอธรรมโกงชาติ! ห้า-ประชาชนทนไม่ไหวต้องขับไล่รัฐบาลโกงชาติ! หก-รัฐบาลชั่วมักหาทางออก ด้วยการปรับ ครม.หรือยุบสภา หรือ โดนรัฐประหาร! วงจรอุบาทว์ซ้ำซากทางการเมืองนี้ แม้ต้นเหตุจะเกิดจากนักการเมืองโกงชาติ ทว่ารัฐบาลเผด็จการทหารก็ไม่ปฏิรูปชาติอย่างจริงจัง ไม่เคยสร้างประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่เหมาะสมกับชาติและชาวไทย คนดีจึงไม่ได้ปกครองชาติอย่างถาวร และกีดกันคนชั่วมิให้มีอำนาจก็ไม่ได้อีกด้วย นั่นเป็นเหตุการณ์ต่อเนื่องจาก ปี 2475 ของ “คณะราษฎร์” นำโดย ปรีดี พนมยงค์ ที่เปลี่ยนแปลงชาติด้วยความด้อยประสบการณ์และบนความไม่พร้อมแทบทุกมิติของชาติและคนไทย ส่วน อลิซาเบธ วอร์เรน วุฒิสมาชิกหญิงมะกัน พูดไว้เมื่อเร็วๆ นี้ว่า... “ประเทศไม่ได้อยู่ได้เพราะประชาธิปไตย ไม่ได้อยู่ได้เพราะรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อยู่ได้เพราะกฎหมาย แต่ประเทศจะยั่งยืนอยู่ได้ด้วยกำลังของพลเมืองดีที่ไม่ดูดายและยอมแพ้ต่อคนชั่วคนทุจริตที่กัดกร่อนทำลายประเทศชาติ พลเมืองดีจึงต้องยืนหยัดรักษาบ้านเมืองไว้ให้มั่นคงเพื่อลูกหลานรุ่นต่อไป” ประชาธิปไตยที่แท้จริงผลประโยชน์ต้องได้กับคนส่วนใหญ่! ประชาธิปไตยไทยทำให้คนส่วนน้อยรวยแล้วรวยอีก รวยไม่รู้จักพอ ท่ามกลางคนส่วนใหญ่ที่ยากจนลงเรื่อยๆ! อีกทั้ง “รัฐบาล” ก็เอื้อประโยชน์ให้กับคนรวยเป็นหลัก! ชาติไทยจึงยังไม่เคยมีประชาธิปไตยที่แท้จริงของประชาชนเลย...จริงไหม? รัฐธรรมนูญไทยก็ถูกฉีกและถูกร่างใหม่ครั้งแล้วครั้งเล่า! ทั้งนี้เพราะนักการเมืองชั่วเห็นแก่ตัวและขี้โกง รัฐธรรมนูญห้ามโกงเลือกตั้งก็โกงกัน! ห้ามเป็นเผด็จการรัฐสภาก็เป็นเผด็จการรัฐสภาเฉยเลย! ห้ามรัฐบาลคอร์รัปชันโกงชาติก็โกงชาติกันหน้าด้านๆ! เรียกว่า... นักการเมืองไทยส่วนใหญ่ชั่วได้ใจมาทุกยุคสมัย! รัฐธรรมนูญจึงมิใช่ปัญหาของชาติ “คนชั่ว” ที่เป็นนักการเมืองต่างหาก ที่นำวิกฤตเลวร้ายทั้งหลายมาสู่ชาติไทย กฎหมายก็อยู่ที่ “คน” บังคับใช้กฎหมายต้องมีความยุติธรรม กฎหมายต้องอำนวยความยุติธรรมให้กับคนส่วนใหญ่ มิใช่ไปเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ใช้กฎหมายและคนส่วนน้อย ดังนั้น “พลเมืองดี” จึงเป็นสิ่งสำคัญและล้ำค่ายิ่งของทุกสังคม ถ้าพลเมืองดีกล้าหาญในการทำความดี แน่นอน...คนชั่วจะยึดอำนาจรัฐด้วยการโกงไม่ได้! รัฐบาลจะคอร์รัปชันชาติก็ไม่ได้เช่นกัน...จริงไหม? คำพูด “อลิซาเบธ วอร์เรน” มิใช่เรื่องใหม่ คนไทยส่วนใหญ่รู้อยู่แล้ว แต่ชาติไทยไม่มีโอกาสได้ “ผู้นำดี” ปกครองชาติอย่างต่อเนื่องเท่านั้น ขอย้ำว่า “ผู้นำดี” กับ “พลเมืองดี” ในชาติไทย ยังไม่มีโอกาสทำให้ชาติไทยดีขึ้น...เท่านั้นเอง...!

พ่อครูว่า… รัฐบาลนี้ที่บริหารนั้น อาตมาว่าเป็นคณะที่สะอาดบริสุทธิ์ แต่ความบริสุทธิ์นั้นจะให้สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดนั้นหาได้ยากมาก แต่ผู้มีความบกพร่องก็ต้องพยายามแก้ไขตนเอง คณะนี้ที่ทำงานอยู่ก็ทำงานช่วยกันตามแต่ละหน้าที่ โดยองค์รวมแล้วอาตมาให้คะแนน 80-90% เลย ขณะนี้ประชาธิปไตยต่างประเทศยังไม่ทันหรอก หลายประเทศหลงประชาธิปไตยขาเดียว ไม่มีกษัตริย์ ขาดจิตวิญญาณอย่างอเมริกาทำนี้ เอาวัตถุเป็นตัวตั้ง โครงสร้างภายนอกเป็นที่ตั้งไม่ได้เกิดจากแกนจิตวิญญาณเป็นที่ตั้ง แต่ไทยเราสั่งสมจิตวิญญาณมายาวนานกว่า เรามีหลักเกณฑ์คือ ผลิตให้มากพอแล้วเผื่อแผ่แก่เพื่อนมนุษย์ เช่นปลูกแตงมาเราเอาไปขาย โดยเอาส่วนเกินมาให้น้อยที่สุดเท่าที่น้อยได้ไม่ตะกละโลภโมโทสัน เราจำเป็นต้องเอาส่วนเกินมาหมุนเวียก็ต้องทำจำเป็นแต่อย่างน้อย 1.ต้องราคาต่ำกว่าราคาตลาด ถ้าไม่ใช่ต่ำกว่าราคาตลาดไม่ใช่เลือดอโศกไม่ใช่ชาวพุทธ 2.ราคาเท่าทุน 3.ราคาต่ำกว่าทุน 4.แจกฟรีเลย หลักเกณฑ์นี้ชาวอโศกจะไม่บาปเลยไม่ขูดเลือดเนื้อคนอื่น ยืนอยู่ในหลัก 2 3 4 นี้ เป็นชาวอโศกแท้ เราทำให้เหลือให้เกินแล้วเอาไปสะพัดคือขาดทุนให้แก่คนอื่น ในหลวงเราว่า ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ชาวอโศกทำได้ ไม่โกหก มาจับผิดได้เลย หลักเกณฑ์ของชีวิตมนุษย์ 1 .อย่าเป็นหนี้ ระบบหนี้เป็นระบบตกนรก บาปหยาบคายมาก 2.พึ่งตนเองรอด 3.ทำให้เกินกินเกินใช้ 4.สะพัดให้แก่คนอื่น นี่เป็นหลักเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ถ้าทำได้นะ

เมื่อได้แล้วก็มีหลักเกณฑ์การขายคือ 1 .ต้องราคาต่ำกว่าราคาตลาด 2.ราคาเท่าทุน 3.ราคาต่ำกว่าทุน 4.แจกฟรีเลย แล้วของที่เราขายนี้ต้องของดี ราคาถูก ซื่อสัตย์ มีน้ำใจ ขายสด งดเชื่อ ต้องทำลายระบบสินเชื่อที่เลวร้ายนี้ให้หมดไปจากโลกเลย ระบบสินเชื่อเงินเชื่อแบบใดๆก็คือระบบที่เลวร้ายที่สุดในโลก ระบบเศรษฐกิจที่เราพัฒนาอยู่ทุกวันนี้จึงเป็นเศรษฐกิจแบบพระพุทธเจ้า เรียกว่ามโนบุพพังคมาธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา

อาตมาได้เขียนทฤษฎีงาน 19 ข้อไว้ 1. มีคนที่ดี สังคมจะดำเนินไปได้ดีต้องมีคนเป็นตัวตั้ง ต้องสร้างคนให้เป็นอาริยะ มีทั้งปัญญาและกำลังที่ดี 2. มีงานที่ดี ทำตามลำดับความสำคัญ 3. มีความรู้ความสามารถดีและถูกต้อง 4. มีเวลาและโอกาสที่ดี รู้จักกาลัญญุตา รู้จักเวลาที่ต้องทำอะไรก่อนหลัง อะไรควรหรือไม่ควร 5. ทุนหรือองค์ประกอบที่เหมาะสม 6. สุขภาพหรือพลังที่ดี 7. มีความขยันอุตสาหะ 8. มีระเบียบ มีเป้าหมาย 9. มีการจัดสรร จัดโครงการเกื้อหนุนขึ้นมา 10. มีการประสานกันอย่างต่อเนื่อง สืบสานต่อกันไป 11. มีความใส่ใจ ขวนขวาย ไม่ดูดาย 12. มีปรับความเข้าใจกันเสมอ ให้เกิดความสามัคคีเสมอ 13. มีการขัดเกลากันอยู่เสมอ ปฏิบัติลดละกิเลสอยู่เสมอๆ 14. ต้องเห็นดียินดีในการงาน รู้และมีจิตชื่นชมในการทำงาน 15. มีความเห็นจริง ตระหนักในสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ มีความเชื่อมั่น 16. มีสติ มีปฏิภาณ มีปัญญา มีความรอบรู้อย่างแท้จริง 17. มีสมาธิ มีฌาน มีอุเบกขา คือ เป็นลักษณะของจิตที่มีฌาน (การเพ่งเผากิเลส) เป็นมรรค ปฏิบัติได้ผล สั่งสมลงจนเกิดเป็นสมาธิ ในสมาธิสูงสุดก็เป็นอุเบกขา 18. มีความเสียสละ “แท้” คือ เสียสละอย่างเต็มใจ ไม่มีอะไรแฝง 19. มีพลังเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน เป็นเอกีภาวะ มีวิมุติอยู่ตลอด คือ ภาวะไม่ยึดติดซ้อนอยู่ในจิตตลอดเวลา นี่เป็นสภาวะบริบูรณ์ อาตมาบอกมาแล้วว่าอาตมาเป็นผู้มานำสืบสานศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ตอนนี้ถูกปู้ยี่ปู้ยำหนักแล้ว ในหลวงเป็นผู้นำเศรษฐกิจพอเพียงมาให้เมืองไทย แล้วเมืองไทยเราเป็นเมืองกสิกรรม แล้วกสิกรรมเป็นรากฐานของมนุษย์ก่อนและก่อนอุตสาหกรรม เป็นรากฐานของสัตว์โลกด้วย บุญญาวุธหมายเลข 1 คืออาหารมังสวิรัติ เราบุกเบิกมาถึงวันนี้แล้วทำได้ดี อาหารเนื้อสัตว์เป็นบาปซ้อน อำมหิตซ้อน กินแล้วเป็นบาป ทำวิบากแก่สัตว์อื่น แล้วมีความอำมหิต สัตว์เดรัจฉานตัวที่แข็งแรงจะฆ่าเก่ง แย่งเก่งที่สุด แข็งแรงสุด นั่นคือเดรัจฉาน เราจึงไม่เอาเลือดวิญญาณของเดรัจฉานมาใส่เราหรอก แต่อาหารมังสวิรัตินี้เป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 บุญญาวุธหมายเลข 2 คือตลาดอาริยะ คือการแจกการทาน เราทานอย่างขายเพราะเราไม่พอ เราต้องแลกคืนมาบ้าง ขายอย่างอาริยะคือแบบเห็นแก่ตัวน้อยสุด ไม่เห็นแก่ตัวเลยในที่สุด เราจัดตลาดอาริยะเป็นครั้งคราว จนวันนี้เราทำได้บ่อยขึ้น ตลาดอาริยะที่เจริญคือเผื่อแผ่ได้มากขึ้นเบาขึ้น แจกจายได้มากขึ้น บุญญาวุธหมายเลข 3 กสิกรรมไร้สารพิษ เป็นรากฐานที่เราจะทำ มันมีสารพิษกันมานาน จนทุกวันนี้หมอก็รักษากันไม่ทัน บุญญาวุธหมายเลข 4 สุขภาพบุญนิยม ทุกวันนี้การแพทย์เขามีการขูดรีดจากคนป่วยมาก เราไม่เอา เราก็จะใช้วิธีการรักษาแบบเรา เราไม่ได้บอกว่าการแพทย์ปัจจุบันไม่ดี แต่แพทย์พื้นบ้านโบราณ แผนอื่นๆใดก็มีสิ่งดี เราก็เอาสิ่งดีมารวม ทุกวันนี้เราพยายามทำการแพทย์ผสมผสาน เอาการแพทย์โบราณเชื้อชาติต่างๆ มาประยุกต์รวมกับแพทย์สมัยใหม่ แต่ละชาติองค์ประกอบต่างกัน บุญญาวุธหมายเลข 5 การศึกษาบุญนิยม อาตมาพยายามให้พวกเราทำแบบ บ้าน วัด โรงเรียน ไม่ใช่แค่ในตำรา แต่เป็นการศึกษาที่มีความรู้ ความจริงในชีวิตไปพร้อมกับสังคม เป็นการศึกษาที่เป็นชีวิตจริงใช้ได้จริงในปัจจุบันเลยในสังคม ไม่ได้มีห้องเรียนด้วยซ้ำในตอนต้น เราก็ทำตามลำดับ แต่ชีวิตไม่ทิ้งการงานของสังคม เขามีอะไรทำอะไร เราก็ศึกษาไปด้วย เรามีหลักฐานตำราความรู้ก็เอามาเรียนด้วย ไม่ให้เด่นกว่าการทำจริงด้วย เอามาประกอบกัน อยู่อย่าง บ้านวัดโรงเรียนอย่างเนียนมากลึกซึ้งมาก อโศกเรา มีอนุบาล ประถม มัธยม ตอนนี้เราขออุดมศึกษาอยู่ วิทยาลัยของเราเราไม่ต้องการตั้งมาแล้วรับเงินรัฐบาลนะ แม้มัธยมก็เช่นกันเราไม่เอาแต่เขาก็ยัดเยียดให้เราก็เป็นต้องรับมาบ้าง แต่วิทยาลัยนี้เราบอกเลยว่าไม่รับเงินรัฐบาล เพราะรัฐบาลนั้นส่วนมากมีแต่คนมีกิเลสมาก แต่ถ้ารัฐบาลเป็นผู้มีกิเลสน้อยมาทำเราก็จะยินดียิ่ง บุญญาวุธหมายเลข 6 การศึกษาบุญนิยม ทุกวันนี้สื่อสารมีผลมากไวมาก เราก็จน เราก็กระเสือกกระสนช่วยกันไป ถูลู่ถูกังกันไป มันก็เป็นไปได้ถือว่ายอดแล้ว สื่อสารคืออะไรคือกระจายความรู้ให้แก่คนให้มาก ให้รู้เร็วรู้เท่าทันรู้จริง รู้ถูกต้องด้วย บุญญาวุธหมายเลข 7 การเมืองบุญนิยม ตัวนี้คือตัวขึ้นหม้อตอนนี้เลย การเมืองบุญนิยมคืออะไร? การเมืองบุญนิยมคือทำงานเพื่อบ้านเพื่อเมือง ทำงานเพื่อพลเมือง ทำงานเพื่อประชาชนอย่างละกิเลส บุญคือการชำระกิเลส ลัทธิบุญนิยมคือการเมืองของคนละกิเลส คนมาเป็นนักการเมืองคือต้องมาละกิเลส คนเป็นนักการเมืองตัวจริงคืออรหันต์ คนไทยเราถ้ามีอรหันต์ในร่างฆราวาสไปบริหารบ้านเมืองยอมไหม?...อย่างน้อยเป็นอนาคามีเป็นต้นไป อนาคามีต้องลดสังโยชน์เบื้องสูงต่อไป จนไม่เหลือเศษใดๆ อากิญจัญ ต้องรู้ซ้อนว่าหมดแน่นะ สมาหิตัง วมุตตัง ตั้งมั่นแข็งแรงหลุดพ้นจริง ทั้งจิตก็ตั้งมั่นแข็งแรงจริง ครบเจโต มีปัญญาด้วย ก็จบ อุภโตภาควิมุติ อนาคามีต้องทำต่อให้พ้น จนใช้สัญญาเคล้าเคลียร์อารมณ์ จนสัญญาเวทยิตตังนิโรธังโหติ สัญญาเวทยิตนิโรธสมบูรณ์แบบ อนาคามีก็เป็นอรหันต์จนที่สุด โสดาบันถึงขั้นนิยตสัมโพธิปรายนะ รู้จัก เป้าหมายที่แท้แล้วก็ทำต่อให้ตั้งมั่น เป็นสกิทาคามี จนเป็นอนาคามีถือว่าไม่ยึกยักแล้ว สัมโพธิปรายนะตรงไปสู่ทิศทางนิพพานทิศเดียว ยุคนี้จะเป็นอนาคามี อรหันต์มาบริหารบ้านเมือง มีโสดาฯสกิทาฯมาช่วยด้วย ซึ่งไม่ใช่แค่พูด จริงต้องมีการพิสูจน์กันไป เป็นความจริงระดับ phenominon มีสัจจะภาวะที่ปรากฏจริง มีของจริง บุคคลจริง วัตถุจริงให้เห็น วัตถุจริงเช่นเงินทองข้าวของ เงินทองคนนี้บริหารเป็นแสนล้าน ล้านๆ เราก็บริหารไป ไม่จำเป็นต้องมีอะไรส่วนตัว ไม่เห็นแก่ตัว ไม่โกงซื่อสัตย์แน่นอน พวกคุณจะค่อยๆเข้าใจว่าอาตมาเป็นใคร?...พิสูจน์กันไป แล้วจะเข้าใจว่า เป็นคนนี้ๆเอง คุณเป็นคนบอกเอง ไม่จำเป็นต้องอาตมาบอก เพราะมีเหตุปัจจัยให้เข้าใจเลย บอกได้แต่ว่าอาตมาเป็นคนจริง ...สั้นๆอย่างเดียว อย่างอื่นช่างมันเถิด จะบอกว่าอาตมามีปัญญาเฉลียวฉลาดหรือไม่ก็แล้วแต่ อาตมาเคยบอกนโยบายอาตมาไว้ว่า อาตมามีความจริงเท่าไหร่ก็เอาออกมาใช้ให้หมดให้ครบ ก็จบ สู้ด้วยความจริงอย่างเดียว ความจริงเป็นสิ่งสุดยอดแล้ว อาตมาเลยตั้งโศลกว่า เจตนาแต่อย่าอยาก จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์ ความบริสุทธ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด เจตนาแต่อย่าอยาก นี้ยากนะ นาม 5 อย่างมี เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ ถ้าไม่มีผัสสะไม่ใช่การปฏิบัติของพุทธ ของพระพุทธเจ้ามีธรรมะ 2 ในการปฏิบัติ เมื่อผัสสะแล้วจะเกิดเวทนา แล้วเกิดสังขาร เราก็อ่านแยกสังขาร แยกเวทนาในสังขาร ตัวสัญญาเป็นตัวกำหนดหมาย ธาตุเจตสิก เริ่มต้นต้องใช้สัญญากำหนดรู้ภายนอกภายใน สัญญายนิจจานิ เรียนรู้ จบก็จบด้วยสัญญาเวทยิตนิโรธ พ้นเนวสัญญานาสัญญายตนะ ไม่สุขไม่ทุกข์นี้เป็นการพักยก ธรรมชาติก็ต้องพักยกแต่ยิ่งมาเรียนรู้ให้หยุดได้โดยสามารถ ไม่ต้องกดข่มด้วย หยุดด้วยปัญญา สูงกว่าการกดข่ม การกดข่มก็ทำกันทั่วไปแล้วแต่ศาสนาพุทธหยุดด้วยปัญญา ไม่กระดิกเลยเป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นสังขารระดับอเนญขาภิสังขาร ต้องใช้สัญญาอ่านเจตนาที่เป็นโลภะ โทสะนี้ให้ออกแล้วจัดการสลายด้วยปัญญาที่เป็นพลังไฟฌาน แล้วเจตนาแต่อย่าอยาก คุณต้องชัดเจนว่าต้องล้างกาม พยาบาท หรือล้างสิ่งที่จิตไปทำไม่ดี อกุศลภายนอก ก็พากเพียรล้างกิเลสอันนี้ เมื่อล้างได้ก็ไม่ต้องอยากได้ผลของการบรรลุหรือไม่ต้องอยากได้ผลของการทุจริต กิเลสมันพาทุจริต แต่ถ้าคุณล้างกิเลสตัวที่พาทุจริตได้ คุณก็ไม่ต้องทุจริต คุณไม่อยากทุจริตก็ไม่ต้องอยาก แต่ตั้งหน้าตั้งตาล้างกิเลสไป ไม่ต้องยากหรือไม่อยาก ถ้าล้างกิเลสที่พาทุจริตได้ ก็จะไม่ทุจริตแน่ ไม่ต้องไปอยากเป็นคนไม่ทุจริตเลย เรารู้เป้าหมายชัดเจน ก็ทำเลย ไม่ต้องเสียพลังงานเลย ไม่ต้องคิดว่าทำไมช้าจัง ให้ทำเต็มที่เลยแล้วจบ ถ้าไม่จบก็ยาวไปตามบารมีความเก่ง เจตนาแต่อย่าอยาก พยายามพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์แล้วก็จะได้ความบริสุทธิ์นั้นมาแล้วความบริสุทธิ์ก็จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด ถ้าคุณไม่บริสุทธิ์ก็ต้องพากเพียรทำให้หมด แต่คุณอย่าไปโกหกเขาว่าคุณบริสุทธิ์อีก บาปซ้ำซ้อนไป โง่เข้าไป อย่าโง่ต่อไป คนโง่ซับซ้อนนี้ยกตัวอย่างธรรมกาย และทักษิณ ปกปิดของตนให้คนอื่นมาพูดแทน แต่ถ้าคุณยอมคนเดียวทุกคนยอมหมดเลย ความจริงปรากฏเร็ว คุณก็จะมีบารมีสูงขึ้นเลย แต่นี่ลากไป ทำให้คนอื่นบาปด้วย แล้วคุณต้องเป็นหนี้เขา ไปใช้หนี้เขาไม่รู้กี่ชาติ โง่ให้จบเสียที จะโง่ต่อไปทำไมนักหนา เป็นตัวอย่างปรากฏจริงให้เห็นดีมากเลย ต้องขอบคุณพล.อ.ไพบูลย์ พล.อ.ประยุทธ์ก็ยกไว้ และขอบคุณอีกหลายๆคน ไทยเราตอนนี้บุคคลจริงที่จะทำการเมืองแบบพุทธ เป็นประชาธิปไตยของศาสนาพุทธเป็นประชาธิปไตยที่อวดตัวตน คุยตัวตนว่าเป็นประชาธิปไตย 2 ขาที่มีทั้งกษัตริย์และมีโครงสร้าง โลกที่พังวินาศสันตโรมาเยอะแล้ว ก็ต้องสร้างองค์ประกอบดินน้ำไฟลมขึ้นมาอย่างที่บ้านราชฯเราก็ต้องทำขึ้นมา ….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน