590821_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง นรกอยู่ในสวรรค์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์346 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590821_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก เรื่อง นรกอยู่ในสวรรค์

สมณะเพาะพุทธว่า… ถ้ามีการตั้งคำถามว่าสบายดีไหม อาตมามักจะตอบว่า สบายไม่ดีหรอก ลำบากถึงจะดี แต่ถ้ามีคนตั้งคำถามกับพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ถามว่าพ่อท่านสบายดีไหม คำตอบคือ สบายดีมาก และอยากจะให้ทุกคนสบายดีมากอย่างอาตมา คำตอบของอาตมาเป็นคำตอบของ เสขบุคคล ส่วนคำตอบของพ่อครูเป็นคำตอบของ อเสขบุคคล คำว่า ปุญญภาคิยา นั้น บรรดาพระเสขทั้งหลาย ต้องสั่งสมส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) พ่อครูว่า… ไม่ใช่สั่งสมบุญ แต่ สั่งสมส่วนแห่งบุญ บุญสั่งสมไม่ได้ คำว่าส่วนของบุญ ที่มีผลสำเร็จน้อยหรือมากก็แล้วแต่ เป็นส่วนๆ ยังไม่หมด ถ้าบุญนี้ทำผลสำเร็จครบส่วน บุญก็หมดไป บาปก็หมดไปด้วย บุญมีหน้าที่กำจัดบาป เป็นส่วนวิบัติ เป็นโลกุตระ มีหน้าที่กำจัดบาป เมื่อกำจัดบาปได้บ้าง ก็เป็นส่วนแห่งบุญ เมื่อกำจัดได้หมดเป็นอนาสวะ คือสิ้นอาสวะ เป็น ปุญญาปาปริกขีโณ สิ้นบุญสิ้นบาป สมณะเพาะพุทธว่า… ผมได้ไปที่ทะเลธรรม ได้ฟังญาติธรรมฟังธรรมพ่อครู ผมเลยฟังด้วย มีประเด็นเทศน์ที่ทะเลธรรม ในคราวนี้คือ ผมได้นำธรรมะที่ฟังพ่อท่านเมื่อคืนนี้(19/8/59) มาเทศน์ต่อในเรื่อง อรูปอัตตา ต่อเนื่องจาก โอฬาริกอัตตา และ มโนมยอัตตา ได้เน้นย้ำเรื่องการยึดว่า มีในสิ่งที่ไม่มี จนกลายเป็นความ มีตามที่ยึด แต่ไม่มีตามที่มีจริง มีรายการชามะนาว คุณสมพงษ์ บอกว่า ถ้าเราจะเห็นทุกข์ในทุกข์ ก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่บุคคลที่เห็นทุกข์ในสุขได้นี่ลึกซึ้งมาก ก็เลยนึกถึง พระพุทธเจ้าที่เห็นทุกข์จากปราสาทสามฤดูได้ วันนี้พ่อครูจะเทศน์เรื่อง ภพชาติ นรกสวรรค์ การเห็นทุกข์ในสุข พ่อครูมักพูดจากที่ได้รู้จากพระพุทธเจ้าว่า ความสุขเป็นของเท็จ ความทุกข์เป็นของแท้ พ่อครูจะมาเทศน์เรื่องภพชาติ พ่อครูว่า... วันนี้วันอาทิตย์ที่

อ่านต่อ

21 สิงหาคม 2559 วันนี้ก็เทศน์ต่อหน้าศพของโยมอริยาภรณ์ วัฒนานนท์ เป็นคนทำกับข้าวทำอาหารให้อาตมามานาน จนป่วยก็มีคนมาทำแทน เมื่อคืนวันที่ 19 ก็เสียชีวิต วันนี้ก็จะไปฌาปนกิจ ที่วัดบางเตย เวลาสี่ โมงครึ่ง คนเราเกิดมาก็ต้องตายแน่ ตายตอนอายุต่างๆกัน นับไม่ถ้วน มีทุกอายุที่ตายได้ ในสัตว์โลกที่เกิดมามีชีวิต คนก็เป็นจิตนิยาม ที่รู้กรรม รู้ธรรม ก่อนจะได้พูดเรื่องภพชาติ ก็ขออ่านบทความแนวหน้า บ้านเกิดเมืองนอน ของสิริอัญญา วันที 21 นี้

ดื้ออาญา...หนักหนากว่าดื้อยา!

ธัมมชโย ถูกศาลส่วนอาญาออกหมายจับ เพราะเหตุขัดขืน ไม่ปฏิบัติตามหมายเรียก และได้รู้เห็นเป็นใจ ให้มีการขัดขวางการเข้าจับกุม ของเจ้าพนักงานต่อเนื่องมาเป็นเวลานานแล้ว จนกระทั่งถึงบัดนี้ ก็ยังคงขัดขืนหมายของศาล และไม่มีทีท่าว่าจะยอมปฏิบัติตามหมายศาลนั้น

อันการปกครองของประเทศไทยเรา อำนาจตุลาการ เป็นอำนาจสำคัญ ที่พระมหากษัตริย์ทรงใช้ทางศาล ดังนั้นหมายศาล ซึ่งก็คือคำสั่งของศาล ให้เจ้าพนักงานทำการจับกุมธัมมชโย จึงมีความศักดิ์สิทธิ์ เพราะเป็นการใช้อำนาจตุลาการโดยศาล ซึ่งกระทำการในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์

ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์นั้น มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความขลัง เทพารักษ์ เจ้าที่ และภูตผีทั้งหลายยังต้องหลีกหนี ด้วยยำเกรงพระบารมีแห่งพระเจ้าแผ่นดิน พระผู้ทรงทศพิธราชธรรม และมีพระเมตตาคุณอันยิ่งแก่เหล่าสัตว์ทั้งหลาย

แต่ธัมมชโยกลับดื้อดึง ไม่ยอมรับปฏิบัติตามหมายของศาล ราวกับว่าตั้งตัวอยู่เหนือกฎหมาย แบ่งแยกแผ่นดินนี้ออกเป็นส่วนของตน ที่มีการขัดขวางเจ้าพนักงาน ไม่ให้ปฏิบัติตามหมายศาลได้ทั่วราชอาณาจักร

การกระทำของธัมมชโยแบบนี้ ได้สร้างความเสียหายให้แก่บรรดาผู้เลื่อมใส ซึ่งจำนวนมาก ถูกดำเนินคดีอาญาฐานฝ่าฝืนกฎหมายประการต่างๆ รวมไปถึงลูกศิษย์ทั้งที่ห่มเหลือง และไม่ห่มเหลืองให้ต้องคดีอาญา กระทั่งถูกออกหมายจับตามมาอีกหลายคน อันเป็นการผิดวิสัยของผู้ที่อ้างตัวว่าเป็นพระสงฆ์

ความจริงธัมมชโยนั้นต้องพระบัญชาสมเด็จพระสังฆราชว่า เป็นปาราชิก ขาดจากความเป็นภิกษุมาช้านานแล้ว แต่บรรดาลิ่วล้อบริวาร ช่วยกันโอบอุ้มเอาไว้ มิหนำซ้ำยังตั้งเป็นเจ้าอาวาส และขอพระราชทานสมณศักดิ์เพิ่มให้อีก ซึ่งผู้ต้องอาบัติปาราชิกนั้น ไม่สามารถที่จะได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาส หรือขอพระราชทานสมณศักดิ์ได้อีกเลย

ประชาชนทั่วประเทศเฝ้าจับตามองถึงเหตุการณ์ที่ธัมมชโย ตั้งตนไม่ขึ้นต่อกฎหมายบ้านเมือง ไม่ยอมรับ ไม่ปฏิบัติ ตามกฎหมายบ้านเมือง ดังที่เป็นอยู่อย่างใจจดใจจ่อ

ในขณะที่ประชาชนรอคอยอยู่นั้น ก็ปรากฏถึงกรรมอันธัมมชโย และคณะได้ก่อขึ้นกับคนไทย และบ้านเมืองนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าการบุกรุกที่หลวง หรือการยักยอก และการฟอกเงินอีกหลายคดี

ล่าสุดธัมมชโยก็ถูกศาลจังหวัดเลยออกหมายจับเพิ่มอีกคดีหนึ่งแล้ว และคงจะมีคดีตามมาอีกหลายคดี โดยที่สถานการณ์มาถึงวันนี้ ก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า ในกรณีที่มีการจับตัวธัมมชโยก็ดี หรือเข้ามอบตัวเองก็ดี กรณีย่อมไม่อาจให้ประกันตัวได้ ตามกฎหมายอีกต่อไปแล้ว

ประกอบทั้ง เมื่อมีคดีพัวพันจำนวนมาก ยากจะหลุดรอดไป จากกระแสแห่งความยุติธรรมได้ ดังนั้นอนาคตของธัมมชโย จึงมีเส้นทางสายเดียว คือระยะสั้นจะต้องถูกจับสึก หรือหนีให้พ้นจากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ และระยะยาว ซึ่งอาจต้องหลบหนีตลอดชีวิต หรือติดคุกตลอดชีวิต นี่เป็นอนาคตที่เห็นได้ในปัจจุบัน

สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ไม่ได้มีใครกลั่นแกล้ง หรือใส่ความ แต่เป็นผลแห่งกรรม ที่ธัมมชโยทำเองทั้งสิ้น เป็นไปตามกฎแห่งกรรม โดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และเมื่อมาถึงวันนี้ความเชื่อถือ ความเลื่อมใส ที่บรรดาผู้หลงใหลติดยึดในธัมมชโยก็ลดน้อยถอยลงอย่างเห็นได้ชัด ความโดดเดี่ยวเหมือนปลาที่อยู่ในแหล่งน้ำที่กำลังเหือดแห้งลง เป็นภาพที่ปรากฏชัด ที่คนทั้งประเทศย่อมเห็นได้ในปัจจุบันนี้แล้ว

แม้ว่าจะดื้อดึงไม่เข้ามอบตัว แต่สภาพของธัมมชโยในวันนี้ ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ติดคุกแล้ว เพราะไม่สามารถแสดงบทบาทใดๆ ต่อสาธารณะได้ ไม่สามารถไปไหนมาไหนได้โดยอิสระเสรีดังแต่ก่อน

ในทางกาย แม้ไม่ติดคุก ก็เหมือนกับติดอยู่ในคุกอยู่แล้ว ส่วนในทางจิตใจนั้นเล่า ก็ย่อมเห็นได้ชัดว่าคนเราเมื่ออยู่ในสภาพเช่นนี้ ย่อมไม่มีวันที่จะสุขกายสุขใจอะไรได้ มีแต่ทุกข์กายทุกข์ใจ ทุกเช้าค่ำ

บริษัทบริวารก็มีแต่ร่อยหรอลงไป ที่อยู่ใกล้พอมองเห็นกัน ก็ไม่รู้ว่าใครมองด้วยสายตาอย่างไร หรือคิดอย่างไร หรือว่าจะไว้ใจกันได้อีกสักแค่ไหน เพราะทุกคนกำลังถูกความจริงปลุกให้ตื่น เห็นความจริงมากขึ้นทุกที สักวันหนึ่งคนเหล่านั้น อาจจะช่วยกันจับกุม นำส่งเจ้าพนักงานก็ได้

ธัมมชโยผู้อ้างตนเป็นต้นธาตุ ต้นธรรม แม้สมณศักดิ์ล่าสุด ก็มีความหมายว่าเหนือกว่าพระพุทธเจ้า และได้แสดงออกถึงความทะนงตัว เหนือพระอริยเจ้าทั้งหลาย แต่มาบัดนี้ ความอิสระเสรีในทางกาย ก็สู้สุนัขตัวหนึ่งยังไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความอิสระเสรีทางจิตใจ ที่สู้ยามหน้าวัด ก็ยังไม่ได้

สภาพเช่นนี้จึงเป็นสภาพทุกขเวทนาสาหัสนัก มันจะต่างอันใดเล่ากับการตกอยู่ในนรกโลกันตร์ ที่ไม่มีโอกาสเห็นวันเดือนอีกเลย นี่แหละการดื้ออาญา เป็นทุกขเวทนา ยิ่งกว่าการดื้อยามากมายนัก! คงเหลือว่าจะตัดสินใจเข้าคุกจริงๆ แต่สบายใจ กับไม่ติดคุกจริง แต่ทุกข์ใจยิ่งกว่าติดคุกจริงเสียอีกนั้น จะเลือกเอาอย่างไหน? ไม่ช้าหรือเร็ว ถึงไม่เลือกก็ต้องเผชิญหน้าโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้!

พ่อครูว่า... คนเรานั้นมีแนวคิด ซึ่งแนวคิดของธัมมชโยนั้น เป็นแนวคิดไปข้างหน้าทั้งสิ้น ว่าจะต้องได้อย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ได้เผชิญกับปัจจุบัน แล้วเลี่ยงสิ่งที่จะมากระทบกับเราออกไป หนีไปดื้อๆ ทำตนเองปลีกแยกไปจากสังคม บ้านเมืองที่มีกฎหมาย มีวัฒนธรรม แต่นี่เขาไม่แคร์วัฒนธรรม ไม่แคร์กฎหมาย แล้วแกจะอยู่อย่างไร คนนี้เขาขุดรูอยู่ลึกเลยจนเจ้าหน้าที่หารูไม่เจอ ถ้าไปหากบเขียด ก็ยังพอจะรู้ได้ อย่างธรรมกายนี่ ธัมมชโยอยู่รูไหน ไม่เจอเลย จิตของคนที่คิดไปในอนาคต สร้างภพชาตินี้ เป็นแบบนี้ ซึ่ง ศาสนาพุทธไม่หลงอนาคต ไม่หลงอดีต อดีตเป็นสิ่งที่ผ่านไปแล้ว จะไปจัดการเปลี่ยนแปลงมันไม่ได้ ส่วนคนที่คิดฟุ้งไปในอนาคตนั้น ก็คือประเด็นที่จะพูดในวันนี้ ในพระไตรปิฎกเล่ม 23 ที่เป็นตัวอย่างของคนที่มีพฤติกรรม มีชีวิตที่สร้างภพสร้างชาติ ให้แก่ตัวเอง ทานสูตร ข้อ 49 เอามาขยายความหลายเดือนแล้ว เขียนขยายความด้วย คนเราไม่พ้นอันนี้หรอก ไม่พ้นความตั้งจิตแบบนี้ที่จะมี ภพ 6 มีภพอะไรบ้าง 1.จตุมหาราช 2.ดาวดึงส์ 3.ยามา 4.ดุสิต 5.นิมมานรดี 6.ปรนิมมิตวสวตี นี่คือ 6 ภพที่คนอยากได้ ในความเป็นชีวิตมนุษย์ ไม่มีคนไหนเลย ไม่อยากได้ภพ แม้ไม่รู้จักชื่อ 6 ชื่อเหล่านี้ คนทุกคนอุแว้มา ก็อยากได้ 6 ภพนี้ และก็ไม่มีภพอื่นเลยที่คนอยากได้นอกจากนี้ คนไม่มีใครอยากได้ภพนรกเลย เขาอยากได้ 6 ชั้นนี้แหละ มันมีอีกภพหนึ่งคือ ภพพรหม อันนี้คนคิดไม่ถึง คิดไม่ออกหรอก นอกจากคนขวนขวายศึกษาในธรรมะในจิต รู้ว่ามันสูงกว่าเทวดานะ แต่คนไม่ได้ศึกษาก็เอาไม่ออก แต่โดยสัญชาติจริงๆ อยากได้ 6 ภพนี้ ไม่ได้มีภพอื่นอีกเลย อย่างอื่นไม่มี แม้แต่ภพของพรหม สัจจะของคำว่า พรหม คือ ภพที่ล้าง 6 ภพนี้ แล้วมนุษย์จะคิดออกได้อย่างไร? ในพระไตรปิฎกสูตรนี้ ชัดเจนว่า ถ้าผู้ใดไม่ตั้งจิตจะมี 6 ภพนี้ พระพุทธเจ้า.. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพัน ในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะ หรือพราหมณ์เหล่านี้ หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจ และโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้

6 ภพนี้ คือให้แล้วอยากเอาคืนมา แต่ว่าผู้ไม่ให้ ก็ไม่ต้องกล่าวถึงเลย ว่าจะต่ำกว่าอีก คนเราไม่มีคนไหนเลย ที่จะไม่ตั้งภพ 6 ภพนี้ ไม่มีใครเลย ที่จะทำอะไรออกไปแล้ว ไม่ตั้งจิตหวังใน 6 ภพนี้ ทุกคนเป็นเช่นนี้ คนทำทั้งถูกและผิดนั้น ถ้าทำถูกสัมมาทิฏฐิจริง จะเป็นพรหม หลุดพ้นจาก 6 ภพนี้ คนไม่ได้ศึกษาพากเพียรถูกจะอยู่กับ 6 ภพนี้ ซึ่งคุณเองไม่ได้อยากได้นรกเลย แต่คุณอยากได้ 6 ภพนี้ แล้วชีวิตต้องทำกรรม แล้วกรรมนั้นแหละพาคุณ ตกนรก ทั่งที่คุณอยากได้ 6 ภพนี้ ไม่มีใครอยากได้ภพนรก

นรกอยู่ในภพไหน? ก็ในสวรรค์ 6 ภพนี้ไง

นรกอยู่ในสวรรค์...พ่อครู 21 ส.ค. 59 เพราะกรรมที่คุณทำนั้นไม่ถูกต้อง คุณทำกรรมใดกรรมเป็นอันทำ ถ้ากรรมนั้นเป็นธรรมที่ไม่ถูกสัจจะ ก็เป็นนรก ถ้ากรรมอันนั้นถูกต้องตามสัจจะ ก็เป็นสวรรค์ ตามที่คุณอยากได้ในสวรรค์ 6 ภพนี้ ยิ่งคุณศึกษาอยากล้าง 6 ภพนี้ คุณทำได้ ก็เป็นอาริยะไป จนเป็นอรหันต์เลย ต้องเป็นพรหมสัมมาทิฏฐินะ ทุกคนมีกรรมทุกเวลา กรรมเป็นอันทำ คิด พูด ทำ ก็เป็นกรรม ทุกอิริบาบถ ถ้ากรรมมันผิด ไม่เป็นไปเพื่อได้สวรรค์ (ยกความเป็นพรหมไว้) ไม่เป็นสวรรค์มันก็เป็นนรกทั้งนั้น เทวดา 6 ภพนี้ คือกรรมอย่างใด? กาย วจี ชี้บ่งไม่ได้ แต่จิตนี้ชี้บ่งชัดเจน แต่กายกับวจี ก็เป็นสวรรค์ลวง ไม่ใช่สวรรค์แท้ ที่เป็นอุบัติเทพ เป็นแค่สมมุติเทพ เป็นใจที่ปลอมใจหลอกไม่จริงไม่แท้ เช่น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนในทานสูตรนี้ สวรรค์ 6 ชนิดนี้ มันก็คือ นรก ที่เขาบัญญัติเอาไว้อีก บัญญัติไว้ไม่ใช่แดนภพที่คนต้องการ นรกมี นิรยะ(นรก) ติรัจฉานโยนิ(เดรัจฉาน) เปรต อสุรกาย นี่คือ นรก 4 ภูมิ คุณไม่อยากได้แต่คุณจะต้องเป็น อย่างธัมมชโยนี้เป็นทั้ง 4 ภูมินี้ โดยเฉพาะตัวอสุรกายนี้เป็นชัดมาก เขาไม่อยากได้ไม่อยากเป็น แต่เขาเป็นด้วยกรรมของเขา (ขออภัยที่ต้องยกตัวอย่าง ก็ขอบคุณธัมมชโย) การให้ทานนี้ คือการให้ ไม่ใช่การเอานะ แต่ให้แล้ว แต่ใจยังเอา ทานแล้วใจยังเอา เป็นการเอาที่ไปเอาภพชาติ ยังไม่ตายนะ ก็เอาแล้ว 1. สาเปกฺโข (มุ่งหวังว่าจะได้อะไรคืน) ทาน เทติ คือทานไปแล้ว แต่ใจยังมีเยื่อใย อยากได้กลับคืนมา 2. ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) ทาน เทติ คือให้ไปแล้วจิตยังมีอาการ มากกว่าหวังคือ ผูกพันกับอาการให้นั้นๆ ยังไม่พอ 3. สนฺนิธิเปกฺโข (สั่งสม) ทาน เทติ ยังสั่งสม ว่าของกูนะเว้ยๆๆ ให้ไปจากตัวเอง แต่มีจิตคิดสั่งสมจิตแบบนี้ ทำอาการนี้ใส่จิตโดยอวิชชา แม้เรียนรู้แล้ว ทำไม่ถูกก็ยังสั่งสม ก็เป็นจริง 4. อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ คือทำทานแล้ว คิดว่าตายไปแล้วจะได้เสวย นี่สมบัติของกูนะ ไม่ได้เคยให้ใครเลย แล้วคิดแบบทุนนิยมด้วย ต้องมีออกดอกมีปันผล ให้ได้มากขึ้น ธัมมชโยก็เลยเอามาหลอกว่าตายไปแล้วได้เสวยผลอย่างไร มีนิทานมาหลอกคนมากมายที่เขาคิดขึ้น ว่าทำทานแล้วตายไปแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นไหนๆ อวดอุตริมนุสธรรม ที่หลอกกันมา หรือมีการบอกว่า ญาติที่ตายไปแล้วอยู่ไหน ไปสวรรค์นรกชั้นไหนๆ ก็ทำนายให้ นี่คือแนวคิดธัมมชโย นรกอยู่ที่ไหน นรกก็อยู่ที่แนวคิดนี้ ครบเครื่อง นรกมีคำเดียว คือยึดมั่นถือมั่น ผู้ที่มีความยึดมั่นถือมั่นอยู่ก็มีนรก ผู้หมดความยึดมั่นถือมั่น ก็คือหมดนรก เป็นอรหันต์

วิธีคิดที่ยึดมั่นถือมั่น คือสอนให้ลงนรกทั้งสิ้น ...พ่อครู 21 ส.ค. 59 ภพที่ 6 ปรินิมมิตวสวัตตี นี้ยึดมั่นถือมั่นเต็มรูปแบบ เพราะว่าไปทำจิต อตฺตมนตาโสมนสฺ (ให้ทานเพราะยากได้ปลื้มใจ) สัพเพธัมมานาลังอภินิเวสายะ คือพระพุทธเจ้าสอนว่าธรรมทุกอย่าง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น นี่คือสายท่านพุทธทาสจะสอนเช่นนี้ ทุกสรรพสิ่งอย่าไปยึดมั่นถือมั่น นรกก็คือความยึดมั่นถือมั่น…

ส.เพาะพุทธว่า... การยึดมั่นในสวรรค์ 6 เป็นนรกซับซ้อน พ่อครูว่า... มีแต่คนอยากสร้างสวรรค์ไม่มีใครอยากสร้างนรกแต่คุณทำผิดก็เลยลงนรก ที่ทำผิดนั้นเป็นนรกทั้งนั้น แต่ทีนี้ ของพระพุทธเจ้า ท่านสอนให้หมดนรก หมดสวรรค์ คือไม่มีทั้งภพสวรรค์ภพนรก เป็นโลกุตระ เป็นอาริยะ คนที่อยู่ในโลกียภูมิมีสวรรค์นรกแล้ว ไม่รู้ว่าควรทำใจอย่างไร จึงไม่เป็นนรก เพราะว่าคุณอยากได้สวรรค์แน่ แต่อวิชชาทำให้คุณไม่รู้จัก คุณก็ทำกรรมนั้นเป็นนรก

มาขยาย นรก 6 สวรรค์ 6 พระพุทธเจ้า ท่านตรัสในปฏิจจสมุปบาท พระไตรปิฎก เล่ม 16 ว่า ภพก็เกิดจากอวิชชา (ไม่รู้) เมื่อไม่รู้ ก็มีสังขารเป็นปัจจัย ไม่รู้สังขารก็มีวิญญาณเป็นปัจจัย วิญญาณก็มีนามรูปเป็นปัจจัย อายตนะ...ผัสสะ...เวทนา...ตัณหา…อุปาทาน...ภพ….ชาติ…. เวทนาเป็นตัวที่ต้องเรียน เรียนตัณหา อุปทาน แล้วจึงเป็นภพชาติ พระพุทธเจ้าท่านซอยละเอียด แล้วท่านก็อธิบายใน วิภังคสูตร เล่ม 16 ท่านไล่ปฏิจจสมุปบาท ข้อ 5 มาข้อ 6 ท่านก็บอกว่า ชรา มรณะ เป็นไฉน [6] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน ความแก่ ภาวะของความแก่ ฟันหลุดผมหงอก หนังเหี่ยว ความเสื่อมแห่งอายุ ความแก่ หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้นๆของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชรา ก็มรณะ เป็นไฉน ความเคลื่อน ภาวะของความเคลื่อน ความทำลาย ความอันตรธาน มฤตยู ความตาย กาลกิริยา ความแตกแห่งขันธ์ ความทอดทิ้งซากศพความขาด แห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้นๆ ของเหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่ามรณะ ชราและ มรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้ เรียกว่า ชรา และมรณะ ฯ [7] ก็ชาติเป็นไฉน ความเกิด(ชาติ) ความบังเกิด(สัญชาติ) ความหยั่งลง เกิด เกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะครบในหมู่สัตว์นั้นๆ ของ เหล่าสัตว์นั้นๆ นี้เรียกว่าชาติ ฯ เมื่ออยากได้ภพชาติ ก็ทำตามภูมิตัวเองที่อวิชชา ตั้งจิตไม่เป็น และตั้งจิตไว้ผิด เหมือนโจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวร เห็นคนผู้เป็นคู่เวรกัน พึงทำความฉิบหายและความทุกข์ใดให้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด พึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่าความฉิบหาย และความทุกข์นั้น (ทิโส ทิสัง ยันตัง กยิรา เวรี วา ปน เวรินัง มิจฉาปณิหิตัง จิตตัง ปาปิโย นัง ตโต กเรติ) (ธรรมบท เล่ม 25/13 และโคปาลสูตร เล่ม 25/92)

คนที่ทำทานแล้วมุ่งหวัง จะต่างจากคนทำทาน ที่ไม่มีจิตมุ่งหวัง ปกติแล้วใครก็จะเอาสวรรค์ทั้งนั้น ถ้าทำแล้วตั้งจิตจะเอาอะไรคืน มันไม่ได้สวรรค์แล้ว ถ้าทำอะไรแล้ว ตั้งจิตให้ก็เป็นสวรรค์แล้ว แต่สวรรค์แบบไหน ก็แยกแยะอีกที เป็น 6 แบบ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) ทาน เทติ 5.อตฺตมนตาโสมนสฺ (ให้ทานเพราะยากได้ปลื้มใจ) 6.ต้องมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร)

ผู้ใดไม่รู้จักอาการจิต ก็ทำไปโดยไม่รู้ ไปหวังภพชาติ แต่ผู้รู้ ก็อย่าไปหวังภพชาติ ให้มีเจตนารู้ รู้ว่าเราทำกรรมอันนี้กุศล หรืออกุศล ถ้าเป็นกุศล ก็ทำก็จบ ทำแล้วอย่าไปนึกว่า จะได้อะไรกลับ จะได้สวรรค์ชั้นไหนๆ แต่ถ้าทำทานแล้ว มีหวังเผื่อว่าเราจะได้เจริญ ก็เจริญก็หวังแล้ว ถ้าให้อะไรก็แล้วแต่ เราหวังว่า เราจะมีอะไรเจริญ คุณมีภพทันที ท่านตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่ม 23 ว่า เริ่มต้นคุณหวังทั้ง 4 นัยนี้ ทำทานเพราะ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) คือการได้เป็น จาตุมมหาราชิกา เป็นมหาราช 4 ทิศ จาตุมหาราชิกา โดยศัพท์แปลว่า "แห่งมหาราชทั้งสี่" เมื่อแปลแบบเอาความจึงหมายถึง "แดนเป็นที่อยู่ของท้าวมหาราชทั้งสี่" หรือ " อาณาจักรของท้าวมหาราช 4 องค์ " กล่าวคือ สวรรค์ชั้นนี้เป็นดินแดนที่จอมเทพ 4 องค์ผู้รักษาคุ้มครองโลกใน 4 ทิศ ซึ่งเรียกว่า ท้าวโลกบาล ท้าวจตุโลกบาล หรือ ท้าวจาตุมหาราช หรือ สี่ปวงผี[1] ปกครองอยู่องค์ละทิศ คือแดนนรกหยาบสุด คือจตุมหาราช ถ้าอวิชชา ก็มีจตุมหาราชเป็นตัวตั้ง แล้วก็อยากได้ดาวดึงส์ ยามา ซับซ้อน ต่ำลงนะ เริ่มต้นด้วยสีดำ แล้วก็ยิ่งดำต่ำลงไปอีกเรื่อยๆ มีทั้งหลอกลวง ตลบแตลง ตอแหล ครบเครื่อง ทุจริตขี้โกงในนี้ครบ ฟังดีๆ กรรมเป็นของๆตน ใครทำแล้วก็เป็นของๆตน ลบไม่ได้ ทำให้มันออกไปไม่ได้ เป็นมรดกของตนทั้งสิ้น กัมมทายาโท กัมมสโกมหิ กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ ทำแล้วเป็นของเรา น่ากลัวที่สุด คุณมีสีดำมาป้ายคุณนิด ก็ติดคุณเลยเอาออกไม่ได้นะ นรกไม่มีออกนะ น่ากลัว กรรมเป็นอันทำ นอกจากคุณจะไม่ทำอันนี้ซ้ำแล้ว ทำกรรมกุศลก็คือสีขาว แล้วมันก็ออกฤทธิ์เป็นกำแพง ถ้าดำมาก็ออกฤทธิ์แซกขาวได้มาก ถ้าขาวมากดำไม่มากมันก็ไม่ถึงออกมา อาริยเจ้า อรหันต์เจ้ามีแต่กำแพงกุศลกั้นไว้ กรรมไม่มีหายไปไหน มีแต่กุศลกับอกุศล ส่วนบุญนั้นคือ ชำระเหตุ ที่มันจะให้ทำอกุศลทั้งหลาย ถ้าจิตเราไปชอบอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราจะไปทำกรรม จิตตัวที่มันชอบนี้ผูกใจในอนุสัยอาสวะ จิตเป็นอกุศลจิตเลว ถ้าทำก็เป็นบาป ถ้ามันยึดอยู่ก็เป็นบาปให้ล้างเสีย อย่าให้ยึดในจิตอีก ถ้าล้างได้หมด จิตของคุณก็ไม่มีสิ่งนั้นแล้ว ทุกปัจจุบันและอนาคต คุณล้างอย่างไม่เกิด ไม่มีอีก ในทุกปัจจุบัน อนาคตทุกอนาคต ก็ไม่มีสิ่งนั้นอีก นี่คือวิชาการพระพุทธเจ้า จึงให้ทำในปัจจุบันมีทวารทั้ง 6 ครบกระทบสัมผัส แล้วล้างกิเลส ที่เกิดปัจจุบัน จนทำได้แบบกิเลส ไม่เกิดอีกเลย กระทบกระแทกหนักหนาอย่างไร กิเลสไม่เกิด แข็งแรงไปเรื่อยๆ การพิสูจน์ตัวจบ ก็ต้องพิสูจน์ในปัจจุบันว่ากิเลสไม่เกิด ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาทำ ไปนึกคิดว่า ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่มีอกุศล กลางว่างเฉย อย่างนั้นก็จริง แต่ไม่ใช่การล้างเหตุในอาริยสัจ 4 เป็นวิธีคิดแบบฤาษีชีไพร มีมานานในโลก อาตมาพูดมา 46 ปีว่า การนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ใช่วิธีของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าให้มาเปิดทวาร 6 เรียนรู้อกุศลจิต แล้วกำจัดมันให้ได้ตลอดไป แต่ถ้าไปนั่งหลับตามีสว่างกับมืดสองสาย ก็เป็นแต่สร้างภพชาติให้ตัวเอง เป็นการปัดสวะออกไป ทำน้ำใสชั่วคราว ที่พูดนี้ไม่เกลียดชัง หรือริสยานะ อาตมาฝึกนั่งสมาธิมามากเหมือนกัน แต่อาตมาชัดว่าไม่ใช่ อาตมามีทั้งสองอย่างทำได้ อาตมามีคนเดียว แค่คนที่มีภูมิรู้ได้ ก็มาทำด้วยกัน อย่างที่เห็นนี้ ก็ไหลกันมารวมกันได้ มาอยู่อย่างนี้ เป็นธรรมชาติที่เกิดจริง เป็นจริง คุณจะไหลไปไหลมาอีก ก็เรื่องของคุณทั้งนั้น อาตมาไม่มีสิทธิ์บังคับ อยู่ได้ก็อยู่ อยู่ไม่ได้ก็ไป มันมีสิ่งที่ไล่กันเองในตัวนะ แล้วมันก็ไม่ไล่ ไม่ไล่ เข้ากันได้ ก็จะมารวม

ภพที่เป็นภพนรก แต่ไปหลงว่าเป็นภพสวรรค์คือ สี่ปวงผี สวรรค์นั้นคือนรก ถ้าไม่รู้(อวิชชา) ทำผิดก็เป็นนรก ถ้าทำถูกก็เป็นสวรรค์ ถ้าผู้ใดให้แล้วจบ ไม่ต้องการอะไรกลับคืนเลย ก็คือให้จริง แต่ถ้าให้แล้วไม่จบ มีอะไรต้องการกลับคืน ไม่มีจิตหวังอะไรเลย ก็คือให้จริง สาเปกฺโข (มุ่งหวัง) ท่านใช้คำว่า หวัง คือไม่จบไม่สูญ ให้แล้วยังมีเราให้ ของเราอีก เป็นพลังงานที่มีอะไรอีก แต่ถ้าให้แล้วก็จบ แต่จิตไม่จบว่า นี่เราให้นะ ต่อมาอันที่สอง ปฏิพทฺธจิตฺโต (ผูกพัน) คือยืดยาดยืนยาว อย่างนี้ไม่ได้ให้ คือคนโกหก โกหกว่าให้ แต่แท้ใจไม่ได้ให้ ให้ของเขาไปแล้ว เป็นสิทธิ์ของเขาแล้ว ก็ยังบอกว่าเป็นของกูๆ นี่แหละคือ ตัวกูของกู คือภพชาติ ยังไม่พอ สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) ให้แล้วทำจิตสั่งสม ว่านี่ข้าได้ให้ ของข้าให้นะ ครั้งเดียวก็สั่งสมไว้ ครั้งที่สองให้อีก สามสี่ห้าหก ดีไม่ดีหาวิธีออกดอกอีก คือไม่ทิ้งไม่ปล่อยวาง ไม่สละ ไม่ตัดขาด ในสิ่งที่เป็นเราเป็นของเรา ใจคิดเช่นนี้จริงๆ คนที่จะรู้ใจตนว่า ได้ทำใจเช่นนี้ก็ยากนะ แม้รู้แล้วจะทำจิตให้ขาดสมบูรณ์แบบ จงไปทำให้ได้ ใครทำได้เป็นอรหันต์ อันที่สี่นี้ อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) อยากได้เสวยผลเมื่อตาย ไปกี่ชาติๆ ก็เป็นของข้าเลย สำนักไหนๆ ก็สอนให้มีจิตยินดีที่ได้ให้ทาน มีพยัญชนะสำทับว่า ของกูนะ จะได้อะไรกลับต่อๆไปนะ สอนผิดกันหมดเลย ขอพูดต่อหน้านักเรียนนี้นะ ทีปฏิบัติกันในวัดวาเดี๋ยวนี้ ไม่ใช่พุทธเลย ไม่เกิดอานิสงส์ที่ถูกต้อง กลับทำให้เกิดจิตหวัง ผูกพัน สั่งสม ข้ามภพชาติ เติมภพกระหน่ำชาติไปใหญ่ เมื่อไหร่จะล้างภพชาติได้ น่าเอนจอนาถ สอนสร้างภพชาติกันเต็มบ้านเต็มเมือง ทาน 7 แบบ ใน ทานสูตร เล่ม 23 ข้อ 49 จาตุมมหาราชิกา = ทำทานเพราะ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) (2) พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี(สาหุ) เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหาย แห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ใครเริ่มต้นทำจิตทำทาน แบบ ไม่มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) อันนี้จิตได้สวรรค์ดาวดึงส์ แปลว่าผู้เสพสุข ต้องทำอันนี้ถึงจะเป็นผู้ได้สวรรค์จริงกว่าจตุมหาราชิกา (ผีสัตว์นรก) คนเราอยากได้สวรรค์ทั้งนั้น แต่ทำผิดตั้งจิตผิดก็เลยได้นรก กรรมที่ทำนั้นสำคัญ ส่วนแนวคิดทุนนิยม มีแต่หอบเอาของคนอื่น เอากุ้งฝอยตกปลากระพง เป็นแนวคิดเลวชั่วทำให้สังคมเดือดร้อนไปหมด คำสอนพระพุทธเจ้าว่าอย่าไปเอาของใคร อย่าไปอยากได้ของใคร จะได้อะไรก็สร้างเองสร้างขึ้นให้ได้ตนเองพึ่งตนได้ พอสร้างได้เกินก็เผื่อแผ่คนอื่น ถ้าแต่ละคนทำได้อย่างนี้ เศรษฐกิจสังคมโลกจะดีขึ้นไหม ง่ายไหม ให้ไปทำ….

ส.เพาะพุทธว่า.. .บอกกับเด็กๆที่มานี่ว่า แนวธรรมะที่พ่อท่านสมณะโพธิรักษ์เน้นเสมอ คือการให้ อันตรงข้ามกับทุนนิยม คือบุญนิยม บุญคือ การสละกิเลสในจิต ล้างกิเลสในจิตให้หมดไป จนไม่เหลือบาปในจิตเลย บาปคือกิเลส กิเลสคือบาป ถ้าหมดบาปก็หมดบุญ …จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน