590627_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก กายกับบุญนั้นสำคัญไฉน.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข25 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590627_รายการพุทธศาสนาตามภูมิ ที่ปฐมอโศก เรื่องกายกับบุญนั้นสำคัญไฉน โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันจันทร์ที่ 27 มิ.ย. 2559 วันนี้อ.กฤษฎา ไม่ได้มา เพราะนัดคลาดเคลื่อนไป ..ก็มาจัดที่ปฐมอโศก มาดู sms กันก่อน SMS 26 มิ.ย. 2559 _ 0893867xxx . โศลกธรรมพ่อครูอมตะนิรันดร์กาล การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้! พิสูจน์ที่บัณฑิตที่จบมาใช้ปัญญาความรู้ ใช้หนี้ กยศ.ได้ฤาไม่? ช่วยพ่อแม่ปลดหนี้ที่ส่งเสียจบจบสูงได้ฤาไม่? ยุคไอทีภิวัฒน์ยิ่งแก่งแย่งแข่งขันชิงดีชิงเด่นในโลกธรรม ยิ่งติดบ่วงโลกธรรมเป็นหนี้โลกธรรมไปจนตายถ้าใจไม่รู้จักพอ! เอวัง พ่อครูว่า… การศึกษาเราไม่เหมือนเขา เราไม่ได้ทำเพื่อหาเงินหาทองแต่ทำเพื่อสร้างคนจริงๆ ให้มีศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา ศีลเคร่งเก่งงานชำนาญวิชา ศีลเต็มเข้มงานสืบสานวิชชา เป็นต้น ทางนี้ช่วยคนอย่างโลกุตระ เราไม่ถึงกับเรียกร้องแต่บอกกล่าวให้เข้าใจ มีคนเข้าใจแล้วมาเสริมช่วยกันต่อไปได้อยู่ ก็พอได้ แต่ยังไม่อุดมสมบูรณ์มากพอ มันน่าจะได้มากกว่านี้แต่เรียกร้องไม่ได้ มั่นใจว่าจะมีมามากกว่านี้แล้วเจริญไป พวกเราต้องช่วยสังคมวงกว้างใหญ่ขึ้น เราก็ไม่อยากพูดว่าจะช่วยประเทศแต่ถ้าถึงโอกาสนั้นเราทำได้ก็น่าจะทำ แต่ถ้าเราทำอยู่แล้วก็ทำไปเรื่อยๆ

_0856734xxx . สันยานไม่ดีเลย น_ค_ส _0816956xxx . ธรรมะเหนือธรรมชาติ เพราะธรรมชาติ คือ วัฏฏะ _0893867xxx . หนี้IMFยุคบิ๊กฟองสบู่แตกเกิดจากค่านิยมฟุ้งเฟ้อ!ไม่มีค่านิยมใดในโลกหยุดหนี้สากลได้ดีที่สุดเท่าค่านิยมพอเพียงใน12ปก.ที่คสช.น้อมตามรอยคำสอนในหลวงฯ อยู่เหนือโลกธรรมอันฟุ้งเฟ้ออยู่ด้วยโศลกธ.พ่อครูฯมีเจตนาแต่..อย่าอยาก..จงพากเพียรให้เต็มบริสุทธิ์!ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด! กราบขอบคุณพ

อ่านต่อ

่อครูฯท.จันทร์สณ.สม.ญตธ.สันติอโศก บุญนิยมฯที่ทำให้โลกยิ่งใหญ่ด้วยธรรมจากใจเล็กๆหลายๆดวงที่เจริญในศีลสมาธิปัญญา!สาธุ _กราบนมก.พ่อครู วันนี้ท่านเทศนดีมากๆค่ะ เนื้อหาแน่นแต่เข้าใจง่าย ต้องขอกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงเจ้าค่ะ../ไลน์ คุณ JQ

พ่อครูว่า… ก็มาพูดถึงเรื่องการหลงสวรรค์กันต่อ ก็เอาเรื่องสวรรค์ กามาวจรกันก่อน ในทานสูตรของพระพุทธเจ้าอธิบายไว้ชัด สั้นๆแต่ครบ ผู้จะเรียนรู้กามก็ต้องรู้จักกาม ใช้สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ ท่านเรียกพลังงานที่ทำหน้าที่กำหนดรู้คือสัญญา ที่ทำหน้าที่จดจำและหมายรู้ หมายรู้ได้ตั้งแต่หยาบถึงละเอียดในนามธรรมเลย จิตเราเป็นกาม เป็นอัตตาก็จิตเราทั้งนั้น ผู้รู้ท่านเรียกว่าอภิสัญญา คือผู้ใช้สัญญากำหนดรู้ได้ดี ได้ถูกต้องถึงขั้นสามารถบรรลุผลถึงสัมมาปฏิบัติได้ สัญญาคือการกำหนดรู้ได้ ความจำได้ ความตระหนักก็ได้ ท่านแปลในพจนานุกรมมา ผู้ปฏิบัติจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในสัจจะสัญญา เช่น กามสัญญาก็คือกำหนดรู้กาม สัจจะสัญญาคือการกำหนดรู้สัจจะ สัจจะจะมีกาม มีอัตตาก็ค่อยๆกำหนดรู้ไป กำหนดรู้อัตตาก็เรียกว่า อัตตสัญญา เมื่อกำหนดรู้ได้ก็จะค่อยๆศึกษาปฏิบัติ กำจัดกาม อัตตา กิเลสก็มี 2 ข้างนี้แหละ ในธัมมจักกัปปวัตนสูตรก็สอน 2 อันนี้แหละ เป็น 2 ข้าง (อันตา)ในจิต ผู้อวิชชาไม่รู้เรื่องหรอก กามกับอัตตานี่ ผู้อวิชชาไม่มีทางกำจัด หากไม่เรียนรู้อย่างตั้งใจจริง ผู้ไม่รู้จะติดยึด สั่งสมในจิตตลอดเวลาทั้งกามและอัตตา โดยตนเองไม่รู้ได้ ก็ลดละกาม อัตตาไม่ได้ ต้องมาเรียนรู้อย่างสัมผัสจริง ตากระทบรูป อันนี้เล็กหรือใหญ่ถูกใจ อันนี้สีสันถูกใจ อันนี้รูปร่างถูกใจ อะไรก็แล้วแต่ เสียงอย่างนี้ถูกใจไม่ถูกใจก็แล้วแต่ กามก็ถูกใจ ใคร่อยากเอามาให้แก่ตน โทสะก็ผลักออกไปจากตน สั่งสมในอนุสัยของตน ไม่รู้ก็สั่งสมตลอด สั่งสมมากก็ล้างยาก สั่งสมน้อยก็ล้างไม่ยาก ผู้ที่ได้กำจัดเหตุของกาม ของอัตตา กามคือภายนอก อัตตาคือภายใน เรากำจัดกาม อัตตาได้ เราก็ไม่สุขทุกข์เพราะอัตตาแล้ว แต่ก็มีอัตตาไว้อาศัย โดยเราไม่ติดยึด ตราบใดเราไม่ได้ตายอย่างไม่เวียนกลับ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แต่อรหันต์คือผู้ไม่ลึกลับในอัตตา “จิต”ของผู้บรรลุธรรมสูงสุดนี้ก็“เป็นกลาง”คือ “มัชฌิมา” นั่นคือ จิตใจเข้าสู่“ความวางเฉยต่อกาม ต่ออัตตา ความมีใจเป็นกลางอยู่เสมอตลอดไป คือ ในจิตไม่มีอาการของกามของอัตตา”(มัชฌัตตตา,อุเบกขา ซึ่งเป็นเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา มิใช่เคหสิตอุเบกขาเวทนา แน่นอน)และเป็น“อุเบกขาที่มีคุณสมบัติของจิตที่ตั้งมั่น(สมาธิ) อย่างเที่ยงแท้(นิจจัง) ยั่งยืน(ธุวัง) ตลอดไป(สัสสตัง) ไม่แปรเปลี่ยนเป็นอื่น(อวิปริณามธัมมัง) ไม่มีอะไรหักล้างได้(อสังหิรัง)ไม่กลับกำเริบ(อสังกุปปัง)” “คุณสมบัติ”ของจิตที่เป็น“มัชฌัตตะ”หรือเข้าขั้น“มัชฌิมา” ที่มีภาวะ“จิตเป็นกลาง” จุดนี้แลเป็นจุดสูงสุด อันเป็น“ฐานนิพพาน” ผู้บรรลุ“ผลธรรม”ของพุทธ ซึ่งจะมี“จรณสมบัติ”และ“วิชชาสมบัติ” สมบัติคือสิ่งที่เราได้ เรามี เราเป็น อันนี้เป็นสมบัติทางนามธรรม จรณะคือความประพฤติ คือสามารถประพฤติอย่างดีอย่างประเสริฐ เป็นท่าที เป็นคำพูด กายวิญญัติ วจีวิญญัติ เป็นนัจจะคีตวาทิตะ เป็น“ธรรมะ 2”ที่ครบทั้ง“สมมุติสัจจะ”และทั้ง“ปรมัตถสัจจะ” จึงจะเป็นผู้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงในความเป็น“สัจจะ 3 เส้า” “สัจจะ 3 เส้า” ได้แก่ 1) สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี 2 อย่าง (เอกัง หิ สัจจัง น ทุตียมัตถิ) 2) สัจจะหลากหลายต่างกันนั้น มิได้มีเลยในโลก (น เหว สัจจานิ พหูนิ นานา ) 3) เว้นแต่“สัญญาว่าเที่ยง” (อัญญัตร สัญญาย นิจจานิ) ผู้สนใจศึกษาตรวจดูได้ในพระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 419 “จูฬวิยูหสูตร” “สัจจะ 3 เส้า”นี้ อาตมาถือว่า เป็นที่สุดแห่งที่สุด ของความเป็น“สัจจะ”แล้วในโลก ซึ่งเป็นความตรัสรู้พระพุทธเจ้า

ข้อ 1) “สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น มิได้มี 2 อย่าง ” หมายความว่า หากมีการยึดมั่นต่างกันขึ้นมาว่า “ของข้าเท่านั้นถูก-ของท่านผิด” ก็ต้องตกลงกันให้ได้ว่าอย่างใดถูก อย่างใดผิด แล้วนับเอาที่ตกลงกันอย่างหนึ่งอย่างใดอย่างเดียวเท่านั้นเป็น“สัจจะ”คือ“ความจริง”กันในหมู่ ถ้ายังขัดแย้งกัน หรือเป็นตายก็ไม่ยอมกัน ที่สุดในสังคมหมู่นั้นผู้มีจิตเป็นอาริยะแท้ที่เห็นแก่สังคมส่วนรวมจะเป็นผู้ยอมให้“เป็นไปตามส่วนใหญ่หรือคะแนนเสียงส่วนมากชนะ” (เยภุยยสิกา) ตนยอมแพ้ได้ แม้ท่านผู้อาริยะจะเข้าใจ และเห็นจริงอยู่ว่า อย่างนั้นยังไม่ดีที่สุด แต่มันก็ไม่ถึงกับเสียหายร้ายแรงถึงขั้นที่อนุโลมไม่ได้ จึงจะยืดหยุ่นหรืออนุโลมปฏิโลมให้แก่คนส่วนมากในขณะนั้น” (ด้วยการใช้“สัปปุริสธรรม 7 กับ มหาปเทส 4” ตรวจวัดเสมอ) เพราะท่านเข้าใจใน“ธรรม 2”ของ“สมมุติสัจจะ(สัจจะในการรู้ร่วมกันในสังคม) กับ“ปรมัตถสัจจะ”(สัจจะในการรู้ในความจริงความถูกต้องถึงขั้นนามธรรม) ดีพอ เช่น ท่านตรัสว่า พึงเสียทรัพย์เพื่อรักษาอวัยวะ พึ่งสละอวัยวะเพื่อรักษาชีวิต พึงสละชีวิตเพื่อรักษาธรรม แม้ชีวิตเราจะต้องตาย ผู้เป็นโพธิสัตว์เป็นอรหันต์ท่านจะประมาณ เพื่อประโยชน์สูงประหยัดสุด เพื่อส่วนรวมมากกว่าส่วนน้อย จะเป็นศาสนาเพื่อประชาธิปไตยที่สุดยอด ไม่ได้ทำเพื่อตนเองหรือครอบครัวตนหรือหมู่ตนพวกตน แต่ทำเพื่อประชาชนแท้จริง ขณะนี้พวกที่ดึงดันก็เป็นพวกน้อยแม้เขาว่าเขามีมาก แต่ก็น้อยในองค์รวมเลย แต่ทางรัฐก็ไม่ได้ทำรุนแรงทั้งที่ทำได้แต่ก็ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป ก็เลยกำหนดไม่ได้ว่าจะถึงขั้นตายไหม? อย่างที่ผ่านมาแล้วตอนประท้วงกันตอนเผาบ้านเผาเมืองฆ่าแกงกัน อย่างนั้นก็ตายอย่างไม่ใช่แบบที่จำนนที่ต้องรักษาส่วนใหญ่ นี่แหละคือการใช้ความสงบสยบความรุนแรงชัดเจน นี่คือที่ทำได้ในสังคมไทย ประเทศอื่นพยายามทำแต่ไม่ได้เหมือนไทย เรื่องร้ายแรงอาตมาว่าไม่เกิด เพราะคนที่คุมความแรงทำได้ เขาจะใช้มาตรา 44 ก็ได้แต่ว่า ไม่ทำ ตอนนี้เหลือแต่พวกแข็งกระด้างที่เป็นเศษมนุษย์อยู่นี่แหละ นี่คือประชาธิปไตที่ลึกซึ้งสุดยอด ขณะนี้ฝ่ายรัฐบาลกับสถาบันรวมกันใช่ไหม แล้วมีมวลรวมมากกว่า อีกฝ่ายหนึ่งไหม ก็ใช่ แล้วจะบอกว่าพวกเขามีมาก มันมองถูกที่ไหนกัน

ข้อ 2) “สัจจะหลากหลายต่างกันนั้น มิได้มีเลยในโลก” หมายความว่า ในความเป็นจริงของสังคมอันหลากหลายนั้น ต่างคนต่างก็มีทั้ง“สัญญา”ทั้ง“ปัญญา” ทั้ง“อุปาทาน”และทั้ง“สมาทาน” โดยเฉพาะ“กิเลส”ที่แตกต่างกันของแต่ละคน ในโลกแห่ง“อนิจจัง”(ความไม่เที่ยง,ความไม่คงที่นิรันดร)และ“อนัตตา”(ไม่มีความเป็นตัวตนที่แท้นิรันดร) จึงไม่มีอะไรเท่ากันจริงหรอก ไม่ว่า อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม แม้แต่“กรรมหรือธรรม” ในทุกสรรพสิ่งการรวมกันอยู่ได้อย่างเป็น nucleus นั้น ก็คือ ธาตุตั้งแต่ 2 ธาตุขึ้นไป สมัครใจจะรวมกัน หรือเป็นธรรมชาติสามัญที่ต่างก็ยินดีจะรวมกัน ไม่ว่าฝ่ายใดจะด้อยกว่าหรือเหนือกว่า ถ้าฝ่ายด้อยยอมรับฝ่ายเหนือกว่าก็ดี หรือฝ่ายเหนือก็ยอมแก่ฝ่ายด้อยได้ก็ดี การร่วมกันอยู่นั้นก็ไปด้วยกันได้ก็สงบ ร่วมแรงร่วมใจกันเป็นแรงรวม แต่ถ้าต่างไม่ยอมกัน ขัดแย้งกัน เสียดทานกัน ต้านกันอยู่ ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของ“สมมุติธรรม” หรือในแง่ของ“ปรมัตถธรรม” มันก็ไม่สงบ ไม่สันติ เป็นธรรมดา ภาวะนั้นก็จะทำปฏิกิริยากันเกิดความร้อน ไม่เย็น ไม่สงบสบาย ถ้าขัดแย้งกันหนักก็ถึงขั้นระเบิดเป็นพลังงานรุนแรงทำลายอะไรต่ออะไรได้ หากแรงเสียดทานของภาวะที่อยู่ด้วยกันนั้นๆมาก ก็จะเกิดความร้อนแรงเดือดร้อนมาก ถ้าเสียดทานกันไม่มากก็จะเกิดความเย็น หรืออบอุ่น เท่าที่มันจะเสียดทานกันมากหรือน้อยเท่าใดๆ ก็ตามที่เป็นจริง โดยเฉพาะความขัดแย้ง ความสัมผัสสัมพันธ์กันของผู้คน หรือสังคม หากมีมาก มันก็เดือดร้อนกันมาก ถ้าหากมีน้อยก็ร้อนน้อย หากขัดแย้งกันพอเหมาะก็อยู่กันอย่างอบอุ่น เป็นสัจจะที่เกิดจริงตามธรรมดา ในสังคมใดถ้ามีแต่คนยึดตัวกูของกูเท่านั้นดี เท่านั้นถูก ของคนอื่นผิด ไม่ยอมอนุโลมกับสังคมหรือใครๆ สังคมนั้นก็จะขัดแย้งกันสูง ก็จะเดือดร้อนกันมากถึงฆ่ากัน ดังนั้น “ผู้ไม่ยึดความเป็นตัวกูของกู”ได้จริง จึงจะช่วยทำให้สังคมสงบได้ดีจริงสะอาดจริง ไปตามบารมีแห่งคุณธรรม ผู้สามารถทำ“ความสงบเรียบร้อยให้แก่สังคม”ได้ดีและสะอาดแท้ เพราะรู้แจ้งในการอนุโลมปฏิโลมจริง ผู้สร้างภาพทำทีเป็นผู้อนุโลมปฏิโลมก็ทำได้ ก็ได้เสพสุขโลกีย์ตามความเก่งของเขา แต่“หนี้บาป”ก็ยิ่งทับทวีแก่เขา เป็น“วิบาก”หนักหนาต่อไป ตามเหตุปัจจัยของผู้เสแสร้งหลอกลวงนั้นๆ จะมี“อกุศล”ปนลงไปใน“กรรม”ของเขาอย่างไร? เท่าใดๆ? ก็เท่าที่เขาหลอกได้เสวยผล“สุขเก๊-สุขเท็จ”(สุขัลลิกะ)อันเกิดจาก“ตัณหา-อุปาทาน”ในชาติปัจจุบันนี้เท่าที่เขา“ทำเก่ง”นั้นๆ เท่านั้นๆ วิบากบาปของเขาก็สั่งสมซับซ้อนทับทวีเพิ่มขึ้นๆ ตายไปก็จะต้องมี“วิบาก”ที่เป็นปฏิภาคทับทวียิ่งๆขึ้นหนักหน้า สรุปผู้เอาแต่“ยึดตัวกูของกู”อยู่ ไม่ยอมอนุโลมปฏิโลมแก่ใคร แก่สังคมส่วนรวมแต่อย่างใด ไม่ลดหย่อนตัณหา-อุปาทานลงเลย ผู้นั้นก็คือ ผู้ก่อความเดือดร้อนให้แก่ตน แก่สังคม ก็คือ“วิบากบาป”สั่งสมเรื่อยไปผู้ยึดมั่นถือมั่นใน“ตัวกูของกูที่ไม่มีการอนุโลมปฏิโลม”เด็ดขาด จึงต้องโดดเดี่ยวยิ่งขึ้น หรืออยู่ในกลุ่มน้อยเป็นที่สุด แต่สังคมที่เจริญยิ่งจริงแท้ มีคนที่ไม่ยึดมั่นถือมั่น“ตัวตน”ได้มาก ก็จะอยู่รวมกันเพิ่มขึ้นๆอย่างสงบเรียบร้อยราบรื่นง่ายงาม ทว่าก็เป็นคนส่วนน้อยในสังคมอยู่นั่นเองซึ่ง“น้อยแต่มีธรรมฤทธิ์มาก” ผู้ทำความขัดแย้งแต่มาอยู่ร่วมกันได้อย่างพอเหมาะทำให้เกิดการสร้างสรรสังคมได้ดี นี่คือผู้เป็นศิลปินโลกุตระที่ยิ่งใหญ่ สามารถทำให้สิ่งที่ไม่ลงตัว ร่วมกันได้แม้ขัดแย้งก็อยู่กันพอเหมาะพอดี นี่คือสังคมที่ศิลปินใหญ่หรือผู้สามารถบริหารสังคมประเทศให้อยู่กันได้ จะมีความรุนแรงอย่างมากก็ปากหอก ไม่มีตบตีเลือกตกยางออก ไม่ต้องพูดถึงรุนแรงกว่านั้นเลยก็ไม่มีแต่มีปากหอกคือเสียบกันด้วยภาษาคำพูด พวกerror ลงมือลงไม้นิดๆหน่อย มีความบกพร่องบ้างไม่ร้อยเต็มแต่โดยค่ารวมแล้วเป็นสังคมประเสริฐ ตอนนี้ในประเทศไทยก็มีผู้รวนเรอยู่ มันมีทั้งพวกนักเลงแบบผู้ดี พูดสุภาพแต่เล่ห์เหลี่ยมหาตัวไม่เจอเลย ไม่รู้ไปละเอียดที่ไหน มีแต่พวกหยาบออกมาเต้นมาดีด แต่ถ้ามากไปก็ต้องเข้าคุกไป อันนี้เป็นอาญาสิทธิ์ของสังคมโลก เขาไม่ได้รุนแรงแต่ว่าต้องทำตามกฏสังคม แต่คุณทำรุนแรง เผาเลยผมรับผิดชอบ เป็นต้น มันเป็นเรื่องยืนยันสัจจะมาให้เห็น ส่วนอีกพวกหนีไปต่างประเทศไม่ยอมให้จับเลย หรือมีพวกหนีไม่ออก อย่างดร.มโนบอกว่าหนีแน่ แต่โดนกักไว้หมด หนีไม่ออกก็ต้องขุดรูอยู่ ยังไม่เจอว่าขาดำหรือขาวอยู่ไหน ดื้อดึงดันอยู่นั่นแหละ ถ้าคุณบริสุทธิ์จริงก็ต้องออกมาให้คนพิสูจน์สิ ทองแท้ไม่กลัวไฟ นี่ไม่แน่จริงนี่ แล้วดึงดัน ส่งลิ่วล้อมาบ๊องๆๆๆ แล้วพูดสุภาพนะ คนพวกนี้เฉโก แสดงให้คนไม่รู้ทันหลงอยู่ได้ แม้โพธิรักษ์ ยังพูดสู้องอาจ ธรรมนิทาน ที่สุภาพกว่า โพธิรักษ์นี้ไม่งามเลย เขาเอาตื้นๆนี้มาหลอกคน ดูเรียบร้อยเป็นระเบียบสะอาดมาหลอกคน ไทยเรามีสิ่งที่เป็นตัวอย่างประกอบได้ดีมากเลย เข้าใจง่าย

ข้อ 3) เว้นแต่“สัญญาว่าเที่ยง” (อัญญัตร สัญญาย นิจจานิ) หมายความว่า ตนผู้เดียวที่กำหนดของตัวเอง ตามใจตนเอง ดังนั้น จะผิดจะถูกอย่างไร ก็เป็นของตนคนเดียว จริงเป็น“สัจจะ”อยู่คนเดียว แท้ๆ เที่ยงๆอยู่คนเดียว “นิจจัง”ของคนๆเดียว ไม่มีใครรับรู้ด้วย ไม่มีใครรับรองเลย ก็เป็น“ความจริง”ของเอ็งคนเดียวเท่านั้น แหละจ้ะ พ่อครูว่า… พวกBipolar คือพวกเอาทั้งกามและอัตตา จะใหญ่จะรวยหรูสวยงามก็จะเอา จะให้เอาแต่ใจตัวไม่ยอมใครก็จะเอาอีก ก็คือพวกธัมมชโย การนั่งสะกดจิตคือสะสมอัตตา เป็นสายนั่งหลับตามืด สุภกิณหาพรหม ไม่วุ่นวายกับกามกับวัตถุ แต่ก็ไม่รู้จักกาม ติดน้ำปานะ ติดขนม น้ำหวาน ติดหมากติดพลูแต่ไม่รู้ตัว แม้รู้ไม่เอาหยาบแต่ก็มีเสพ กดข่มไว้ มันก็เลยมาติดพวกนี้ อรหันต์นั่งสะกดจิตหลับตาไม่มีหรอก อรหันต์เก๊ทั้งนั้น อรหันต์ติดหมากพลู น้ำเปรี้ยวน้ำหวานติดน้ำปานะ ไม่ใช่อรหันต์ ดีไม่ดีติดสมอ ติดผักหลายชนิด ติดจิ้มแจ่วกลางคืนก็มีนะ คือยังไม่รู้กาม แต่ไม่หยาบเท่าไหร่ แต่ฝ่ายอาภัสรา(สายสว่าง)อย่างธัมมชโยนี่ติดทั้งกามและอัตตา เพราะไปได้จิตหยุดพักนิ่งเป็นอาภัสราพรหม พวกสว่างนี้ฤทธิ์มาก เอากามมาหลอกคน สารพัดตกแต่ง เครื่องประดับประดา ลัดดามหาประสาท ของวิสาขาออกแบบมา รถหัวปลีพิลึกพิลั่นหลอกกันเป็นวิมานฝันเพ้อ พวกนี้ถ้าออกรุนแรงจะเป็นสตาร์วอร์ ไปรบในอากาศ แต่นี่ไม่ออกก็เลยรบทางกาม ฝันเพ้อวิมานลอยงมงายไปเหลือที่จะเป็นตัวอย่าง ตอนนี้ธรรมาธรรมะสงครามในประเทศไทยเป็นสิ่งที่จะต้องบันทึกไว้ในรัฐศาสตร์สังคมศาสตร์อย่างสำคัญ ที่จะพยายามใช้ความสงบสยบความรุนแรงใช้อนุโลมปฏิโลม เมตตาปราณีเพื่อสยบความชั่วความเลวร้าย ใช้กลปราณี ใช้ศิลปะแท้จริง ปราณีอย่างสูงสุดเลย เพื่อจะใช้ความสงบสยบความรุนแรงแบบเขา ตอนนี้เขาไม่ยอมให้ค้น แต่สุดที่แล้วยังไงธรรมกายก็ต้องแพ้ ทักษิณก็ตายต่างประเทศ ถ้าเข้ามาตายในนี้ก็เท่ดี แต่ไม่หรอกจะตะลอนเป็นสัมภเวสีเร่ร่อนไป ขออภัยที่ต้องยืนยันบุคคล ขอบคุณที่เป็นตัวอย่างให้เป็นอุปกรณ์อธิบายธรรมะส่วนดำส่วนไม่ดี พ่อครูว่า… ภาคปฏิบัติ เริ่มต้นพระพุทธเจ้าสอนให้รู้จักกาม รู้จักกาย ส่วนอัตตานี้ยากกว่ากาม แต่อัตตานี้มีมากกว่ากาม เพราะโอฬาริกอัตตาก็คือกามหยาบภายนอก รูป รส กลิ่นเสียงสัมผัส ใครสามารถลดสิ่งที่ต้องยึดติดเป็นเราเป็นของเราได้ ถ้าได้มาสัมผัสเสียดสีเสพรส รูปกลิ่นเสียงสัมผัสทางทวาร 5 เรียกว่าราคะ สมในรสที่ได้เสพสัมผัส แต่ถ้าเอามาเป็นเราเป็นของเรา ข้าวของวัตถุเรียกว่าสมโลภ เป็นของเรา ภาษาลึกของกามคือราคะ ที่จะเอามาเสพรส ส่วนโลภกับกามก็ต่างกันแต่เป็นขั้วเดียวกัน ต่างกันตรงโลภนี้เอามาเป็นของเรา กอบโกยหอบไว้ ส่วนกามหรือราคะเอามาเสพรส สัมผัสเสียดสีเป็นรสชาติ ซึ่งเป็นอนัตตายิ่งกว่าข้าวของ เช่น อยากได้แตงโมน้อยหน่า อยากได้เงินทองทรัพย์สิน ที่ดิน ที่ตอนนี้เขากำลังพิสูจน์กัน เพราะสาขาเขาทำไว้เยอะเลย ตอนนี้ตรวจสอบที่ปากช่อง คำว่า กามเป็นกิเลส คำว่ากาย เป็นตัวที่ต้องศึกษา กายนี่เป็นคำแรกที่จะต้องศึกษา กายเป็นองค์รวม เป็นธรรมะ 2 กายเป็นธรรมะ 1 ไม่ได้ ภาษาใหญ่ๆเรียกว่า รูปกับนาม เป็น 2 ที่ต้องพิจารณาจนถึงท่านให้พิจารณาเวทนาในเวทนา ทำเวทนา 2 ให้เป็น 1 สามารถรู้เวทนาอกุศล ทำให้หมดชีวิต หมดพลังงาน หมดอินทรีย์ หมดแรงเคลื่อน ให้มันตายเลย หมดชีวะ หมดสภาพเคลื่อนไหว เมื่อทำได้เวทนาอกุศลดับเหลือแต่เวทนากุศลของดีที่อาศัยได้ ธรรมทั้ง 2 เหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วน 2 (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ใช้ภาษอังกฤษว่า Di เป็น 2 แล้วมีอีกคำคือ De ก็แยกแยะอกุศลแล้วกำจัดออก ถ้ายังชอบหรือชังนี้ก็คืออกุศล เวทนาสูงสุดไม่ชอบไม่ชังไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอทุกขมสุข เป็นนปุงสกลิงค์ อยู่เหนืออิตถีลิงค์ เหนือเพศหญิงที่ดิ้นมาก เรากำหราบได้อยู่ในอานัติ ยังดิ้นได้แต่ไม่รวน เอาพลังงานที่ดิ้นนี้ไปใช้ทำงานได้ด้วย จะเชิงบังคับกรายๆก็ได้แต่ไม่บังคับเลยยิ่งดี สรุปคือภาวะที่ดิ้นอยู่นี่อิตถี ส่วนไม่ดิ้นเป็นเอกคือปุริสภาวะ ส่วนนปุงสกลิงค์คือทำอิตถีให้ 0 ได้ ให้ผู้หญิงมาเป็นอรหันต์ได้เป็นต้น แล้วก็ทำงานร่วมกันได้เป็นเพศชายกันหมด แม้ร่างจะเป็นหญิงแต่ก็ทำงานกันไปได้ เริ่มต้นแยกกาย รู้จักสภาวะกาย รูปกับนาม ภาวะ 2 นี้ให้ได้ จับจิตเราเป็นองค์รวมที่สังขารปรุงแต่งกันอยู่ ถ้ามันปรุงแต่งก็จับให้ได้ มันกำลังไปทำร้ายทำลายก็สะกดมันได้ สมถะหรือ ตทังคปหาน วิกขัมภนปหานไว้ จนทำให้ดีสมุจเฉทเด็ดขาดได้ เป็นการเผากิเลสอย่างมีฌาน เป็นพลังงานความรู้ที่สามารถสลายไฟราคะ ไฟโทสะ หรือไฟโมหะ โมหะนี้ต้องกำจัดก่อน ต้องพ้นโมหะถึงจับกิเลสได้แล้วให้มันจำนนด้วยปัญญา มันจะสลายตัวเลย พลังปัญญาคือพลังงานไฟฌาน ฌานต้องมีปัญญา ปัญญาต้องมีฌาน ต้องอ่านรู้ในปัจจุบัน มีวิธีการสลายกิเลสได้ ตั้งแต่อนิจจานุปัสสี มันไม่เที่ยง มี 2 อย่างคือกิเลสโตขึ้นไม่เที่ยงแต่ปุถุชนไปเรื่อยๆ แต่ไม่เที่ยงเพราะกิเลสลดลง จางลงเรียกว่าวิราคานุปัสสี อัปปิจฉะ ก็อ่านสภาพได้ จะให้กิเลสเล็กลงสิ เราเล็กได้จางได้กิเลสจางได้ก็หาที่จบได้เป็นลำดับๆ คำว่ากาย พระพุทธเจ้าสอนมูลกรรมฐาน 5 ให้แยกแยะ อุตุ พีช จิต กรรม ธรรมะได้ อุตุคือวัตถุธาตุไร้ชีวะ พอเป็นพืชก็มีชีวะที่เป็นแค่ตัวมันสามเส้า พัฒนาแต่ตนเองไม่ทำร้ายทำลายใคร พระพุทธเจ้าสอนให้ทำจิตเราให้เป็นพีชะไม่ทำร้ายใคร แต่มีพลังงานเหลือสร้างสรรอย่างไม่ทำร้ายใคร เราจัดสรรพลังงานที่มีแล้วไปทำสิ่งดี พลังงานจิตเอาไปใช้ประโยชน์อย่างพีชะ ที่ทำประโยชน์ต่อโลกไม่ทำร้ายใคร เราทำคนนี่แหละดีที่ทำงานได้สุดประเสริฐ อาตมาสาธยายไม่เก่ง ต่อไปจะมีคนเก่งกว่าในการอธิบาย เหมือนพระพุทธเจ้าว่า พระกัจจายนะ อธิบายได้เก่งกว่าเรา เป็นต้น ขณะนี้คนมาฟังหมอเขียวไม่เข้าใจ มาฟังสมณะโพธิรักษ์ไม่เข้าใจเป็นต้น ไปฟังสมณะเพาะพุทธเข้าใจกว่าอาตมาก็ได้เป็นต้น ฟังอาตมาแล้วสับสนเป็นต้น กาย อย่างใดเป็นนาม อย่างใดเป็นรูป อย่างใดเป็นกาย อย่างใดไม่เป็นกาย ถ้าเข้าใจแล้ว จะรู้ว่าอ๋ออย่างนี้เป็นอุตุ อย่างนี้พีชะ อย่างนี้จิต เช่นเล็บนี่ติดกับอาตมานี่เป็นพีชะ ที่ยาวออกมายังมีชีวะ ยาวออกมาได้ อย่างนี้ถือว่าไม่เป็นกายเพราะว่าไม่มีจิตไปร่วมแต่มันมีชีวะ แต่ถ้าตัดออกไปก็เป็นอุตุนิยาม หมดชีวะ ก็มีพลังงานที่เหลือเท่าที่จะสังเคราะห์ได้ ดูดดึงรวมกันได้ หมดพลังก็แตกสลายไปเป็นดินน้ำไฟลม ผมขนเล็บฟันหนังเมื่อไหร่เป็นอุตุ พีชะหรือจิต ถ้าถอนผมก็เจ็บมีเวทนา แต่เล็บนี่ตัดไปไม่เจ็บแต่มีชีวะ เราจะรู้จักอุตุนิยาม รู้จักพีชนิยามรู้จักจิตนิยามได้จากมูลกรรมฐาน 5 นี้ ผู้เข้าใจจิตนิยามนี้จะเรียนรู้กรรมได้ กรรมกุศล กรรมที่จะปหานกิเลสหรือล้างบาปก็ใช้กรรมทั้งนั้น หรือจะงดกรรมอกุศลก็ต้องรู้จริงมีปัญญาจริง ว่าอันไหนกุศลหรืออกุศล ทางโลกีย์หรือทางโลกุตระปรมัตถ์ที่สูงสุดคือฆ่ากิเลส ท่านแยกคำว่า “บุญ”คือตัวฆ่ากิเลสไม่ใช่แค่กุศลทั่วไป คำว่า “สิ้นบุญ” ปุญญปริกขีโณ หรือไม่ทำอีกแล้วบาป สัพพปาปสอกรณัง หมดบุญหมดบาปแล้ว อายตนะหรือบุญนี้ ไม่มีเหตุก็ไม่ตั้งอยู่ได้ อายตนะต้องมีปัจจัย มีการ กระทบรูปนามจึงมีอายตนะ หมดการกระทบก็หมดอายตนะ เช่นเดียวกับบุญหากไม่มีบาป บุญก็ไม่เกิด หมดบาป บุญก็หมดด้วย บุญแบ่งกันไม่ได้ แต่ คำว่า “กาย” คำว่า “บุญ”ทุกวันนี้เข้าใจผิด เป็นความเสื่อมของศาสนาพุทธ เอาคำว่า “บุญ”ไปหลอกให้คนทำบุญหวังวิมานสร้างวิมาน สังคมพุทธเลยฉิบหายวายป่วง ธัมมชโย เอาบุญมาหลอกคน ให้ฝันหวานได้สุขเพ้อพก เขาไม่รู้ว่าที่เขารวยชาตินี้เพราะเขาขยันมีสมรรถนะ ก็กอบโกยเอาเปรียบเอารัด เขาได้มากมาก เขาก็ต้องใช้หนี้เพราะต้องเอาเปรียบขูดรีดคนอื่นมา คนเกิดปัญญาจะมาอยู่อย่างจนไม่ต้องรวยแต่คนหลอกได้ก็อยากรวยหรู มีวิมานทั้งที่วิมานนั้นเท็จ คนที่ขูดรีดคนอื่นแล้วเอามาทำทานให้ธัมมชโย คนนั้นบาปซ้อน 2 บาป 1.บาปที่ขูดรีดคนอื่นมา 2.บาปที่โง่เอามาทำทานให้คนชั่ว เขาได้ 2 บาปเลย ไม่ได้กุศล ได้มาก็คือขูดรีดมา เช่น ได้มา 1,000 คุณไม่เอาไปทำทานกับธัมมชโยไม่ครบ 1,000 หรอก ไปถามบุญชัยสิ เขาไม่ทำทานหมดหรอก เขาจึงเป็นเศรษฐีอยู่ บาปแรกเอาขูดรีดมา แล้วบาป 2 เอาไปทำทานกับคนชั่ว ทำลายชาติ แล้วบาป 3 คือเหลือเอาไว้ขูดรีดต่ออีก นี่คือไม่ฉลาด แล้วเขาหลงว่าชาติหน้าจะรวยกว่านี้ รวยกว่านี้ก็ต้องหานรกที่จะตกหนักกว่านี้อีก ถ้าคุณหมดบารมีอันนี้ คุณจะต้องทุกข์ทรมานอีกมากกว่ามากเหมือน ธัมมชโย หนึ่งนรกที่ตายไปจะตกอย่างไรก็อธิบายยาก เขาเคยใหญ่แต่ตายแล้วเขาไม่รู้ว่าเขาใหญ่ ก็จะดิ้นเหมือนคนติดยา มืดมัว จะทำร้ายทุบตัวเองฆ่าตัวเอง อย่างไรอย่างนั้นคนพวกนี้จะดิ้นรนเหมือนคนติดยาอย่างธัมมชโยนี้เป็นคนรุนแรงด้วย หมอมโนว่าเห็นกับตาว่าไปทุ่มของชีจันทร์ ทุ่มแตกต่อหน้าต่อตา เหมือนคนเสี้ยนยาแล้วเก็บกด พอตายไปไม่มีองคาพยพดินน้ำไฟลมไว้เป็นทางออกก็เลยดิ้นรนมาก เขาจะมาทรมานอีกนับชาติไม่ถ้วน อย่าไปเอาแบบอย่างนะ… จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน