591102_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก วางใจอย่างมีมุทุภูตธาตุ_.docx
เนื้อหาในไฟล์
591102_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก วางใจอย่างมี มุทุภูตธาตุ อาจารย์กุ้งว่า… วันนี้วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน 2559 ขึ้น 3 ค่ำเดือน 12 ที่บวรปฐมอโศก ปวงชนชาวไทยก็ยังคงอยู่ในช่วงรำลึกถึงพระองค์ท่าน ที่เป็นมหาราชอันยิ่งใหญ่ ของเหล่าปวงชนชาวไทย ปกครองแผ่นดินโดยธรรม และพระองค์ท่านเป็นแบบอย่างของพุทธมามกะอีกด้วย ช่วงนี้ผมได้รับจดหมาย คำถาม ที่สอดคล้องกับยุคกาล คือในโลกโซเชียลมีเดีย มีการส่งภาพฟ้าแลบที่อัมพวา เกิดถ่ายออกมาแล้วเป็นรูปเลข 9 ไทย (๙) ผู้ส่งคำถามจากโลกโซเชียลมาว่า … ครั้งที่ 1 ที่ดิฉันกราบนมัสการพ่อครูที่ลานหินฟ้าปฐมอโศกประมาณปี 2528 มีแสงสว่างเหมือนฟ้าแลบวิ่งจากตัวพ่อครูมาที่ดิฉันและอีกครั้งหนึ่ง ดิฉันจำสถานที่ไม่ได้ ดิฉันสงสัยมานานแต่ไม่กล้าถามว่าแสงฟ้าแลบนั้นคือแสงอะไรและเกิดกับทุกคนไหม? เมื่อก่อนดิฉันบอกตนเองว่าคงเป็นเพราะห่างพ่อครูไปนานๆ พอมาพบพระครูจะเป็นอย่างนี้ แต่ภายหลังดิฉันห่างพ่อครูไปนานๆ พอ กลับมาก็ไม่เป็นแบบนั้นแล้ว เลยไม่เข้าใจว่าคืออะไรค่ะ มีคนอื่นเป็นเช่นดิฉันไหมคะ ? พ่อครู ว่า … เรื่องของธรรมะสอง รูปกับนาม เป็นเรื่องที่ต้องศึกษา พระพุทธเจ้าตรัสสอนเรื่องรูปกับนามเป็นธรรมะ 2 เป็นเรื่องซับซ้อนลึกซึ้ง เป็นพลังงาน ของจิตวิญญาณ เป็นอาการที่เคลื่อนไหว และเคลื่อนไหวได้อย่างพิสดารเกินกว่าทางฟิสิกส์ ทางโลกวิทยาศาสตร์ที่เขาศึกษาที่เป็น อุตุนิยาม เขาก็พยายามศึกษา ที่เป็นอุตุนิยาม พีชนิยาม ก็ศึกษาได้เก่ง สามารถรู้ที่ไปที่มาของพีชนิยามได้ มีเหตุผลอะไร ทุกอย่างมาแต่เหตุ แม้ จิตนิยาม พลังงานที่เป็นจิตวิญญาณก็มาจากเหตุ จิตวิญญาณ ท่านแจกเป็น กรรมนิยามกับธรรมนิยาม ผู้ที่เป็นเวไนยสัตว์ สามารถเรียนรู้พลังงานที่ละเอียดลึกซึ้ง สามารถสัมผัสในตัวเราเอง มันไม่สามารถสัมผัสในคนอื
อ่านต่อ
่น คนอื่นประเมินประมาณได้ เปรียบเทียบ ใครที่มีความรู้ความสามารถมาก ก็ประเมินได้ถูกต้องหรือใกล้เคียงที่สุด ผู้ที่ไม่สามารถ ก็ประเมินไม่ถูกไม่ใกล้เคียง เป็นธรรมะ 2 จะเกิดในวาระเดียวกันส่งเสริมกัน อย่างที่เราได้เห็นได้ยิน สายเทวนิยม ว่า พลังงานของคนแต่ละคนสามารถทำให้เป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าได้ ก็คือนัยเดียวกันคือตรงกัน จะเกิดในวาระพร้อมกันก็ลงตัว เหมือนคนที่ร้องเพลงหมู่ เสียงจะลงตัวกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แม้จะออคเทฟ ( Octave) สูงขึ้นๆ ก็เหมือนกันได้ แม้ที่สุด เขาสามารถทำให้เสียงต่างๆหลายๆเสียงที่จะมีเสียงที่เข้ากันได้กับขัดกัน ก็สามารถประสมรวมกลมกลืนออกมาเป็นเสียงที่กว้างขึ้น แล้วรวมเป็นหนึ่งเดียวเรียกว่า เสียงประสาน แม้จะไม่เหมือนกันเลย คนละออคเทฟ เข้ากันประสานกันให้ลึกขึ้นกว้างขึ้นได้ แต่ดูแล้วไม่ขัดกัน แต่มันก็เป็นหนึ่งเดียวกันได้ลงตัวกันได้ ยกตัวอย่างเช่นพระมหาโพธิสัตว์อย่างพระพุทธเจ้าจะอุบัติขึ้นในโลก ในวาระประสูติแผ่นดินจะไหว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ประสูติจะมีแผ่นดินไหว ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะเดา แต่เหตุปัจจัยลงตัวเป็นอย่างนั้น พระพุทธเจ้าประสูติ ขึ้น 15 ค่ำเดือน 6 ต่อไปอีก 35 ปีก็ตรัสรู้ในวันเพ็ญเดือน 6 ต่อไปอีกถึงอายุ 80 ปีก็ปรินิพพานตอนวันเพ็ญเดือน 6 มีสำหรับพระสมณโคดม แต่พระพุทธเจ้าองค์อื่นก็จะมีอายุมากหรือน้อยกว่านี้ แต่พระสมณโคดมนี้น้อยที่สุดแล้ว นอกนั้นจะมากกว่านี้ มีพระอัครสาวกซ้ายขวาทุกองค์ องค์หนึ่งเจโต องค์หนึ่งปัญญา ต้องลงตัวเช่นนั้น อย่างอาตมารู้ตัวว่าปางนี้มี DNA ของราม คุณสุลักษณ์ ศิวรักษ์ มี DNA ของศิวะ ส่วนพระเจ้าอยู่หัว ทำไมท่านต้องชื่อภูมิพล ท่านมี DNA ของพระพรหม แล้วในหลวงนี่สายเจโต ก็ตรงกันทำไมต้องชื่อนี้ ถ้าสายปัญญาจะพลิกแพลง อย่างอาตมานี้มีชื่อ 3 ชื่อแล้ว ชื่อ มงคล, รัก , โพธิรักษ์ แล้วก็มีนามปากกาอีกมากเลย อาตมาเองก็ใช้สิ่งเหล่านี้ ขณะนี้ก็ใช้อยู่ ธรรมดาสัจธรรม3 เส้าที่ร่วมทำงานกันเป็นพลวัติ พลังงาน 2 เส้า จะให้มีพลังงานอีกอันหนึ่งเป็นประธาน ถ้าพลังงานประธาน อีกสองอันนี้ก็จะช่วยประธาน แต่ถ้าไม่มีอะไรในสองสภาวะนี้ ไม่มีอะไรเป็นอันเดียวกัน เหมือนกันคล้ายกันที่สุดได้ ต่างกันคนละขั้ว แต่ร่วมกันได้ 2 อย่างนี้ ถ้าแยกละเอียดเป็น อิตถีภาวะกับปุริสภาวะ ก็จะทำงานร่วมกันแล้วเกิดอันที่ 3 มาทำงานร่วมกันอย่างวิเศษ ยอดเยี่ยม
อาจารย์กุ้งว่า...ที่สนามหลวงตอนนี้มีการชุมนุมที่ออกมาด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่อแสดงความอาลัยต่อพระองค์ท่าน แต่ก่อนนี้ก็เคยมีการชุมนุมที่คนออกมาเรือนแสนเรือนล้าน เป็นการประท้วง พ่อครูว่า .. .ใช่เป็นรูปและนาม ตอนนั้นออกมาประท้วงเป็นการต่อสู้ แต่เป็นการต่อสู้ที่อาตมาเอาความสงบไปรบกับความรุนแรง เสร็จแล้วก็ปรากฏว่าใช้ได้ ได้ผล อาตมาก็ยืนยันหลายปรากฏการณ์ ตั้งแต่ที่พวกเราไปนั่งสงบ กองปราบก็จะปราบให้เราเลิกนั่งประท้วงให้ได้ ผู้การกองปราบคือผู้การแต้ม ก็นำพลพรรคจะมาปราบ มีเครื่องไม้เครื่องมือแต่มาเจอพวกเราจริงใจ ผู้การแต้มก็มีธรรมะ ว่าขืนรุนแรงไปก็ไม่ถูกต้อง ก็เห็นว่าไม่ควรไปแตะต้อง เราก็นั่งสงบ ประนมมือ เหมือนนั่งสมาธิหลับตาบ้าง เป็นหมู่ก็ไม่มากมายเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าอย่างไรตำรวจจะใช้เครื่องมือก็ใช้ได้ ทั้งแบคโฮและรถอื่นๆ จะมาจัดการ แต่เสร็จแล้วผู้การแต้มก็บอกให้ตำรวจหยุด ก็ทำงานไม่สำเร็จ แต่อาตมาเห็นว่าอันนี้เป็นความสงบสยบความรุนแรงได้ หรือแม้แต่วันที่ 18 ก.พ. 2557 ที่สะพานผ่านฟ้า ที่อาตมาก็พยายามช่วยให้ไม่รุนแรง มีการยิงกันมีระเบิดมีการตาย เป็นการปะทะระหว่างคนไทย อาตมาก็พยายามใช้ไมโครโฟนพูดให้เกิดความสงบ เขาก็อาจแย้งว่าไม่ใช่ฤทธิ์อำนาจอะไรก็ใช่ จะเป็นสำนึกของตำรวจที่ให้เลือกทำหรือมีอำนาจเหนือกว่ามาให้หยุดไม่ให้ทำก็ได้ ก็เกิดการเลิกไป อาตมาก็ถือว่านี่เป็นความสงบสยบความรุนแรง เพราะเราไม่ได้ใช้ความรุนแรง ใช้แต่ความสุภาพ ใช้เหตุใช้ผล ใช้หลักฐานความจริง เป็นสัจจะ ที่ไปหยุดความรุนแรง จะเป็นความรุนแรงข้างในก็แล้วแต่ก็หยุดลงไปได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องประหลาด แต่เป็นเรื่องสัจจะที่ได้สัดส่วนของมัน ที่พอเหมาะพอสมจริงๆ ตอนนั้นอาตมาก็เจอแก๊สน้ำตา อาตมาก็ใช้คำพูดเท่านั้น อาตมาก็ได้รับวิบากแสบตาเหมือนกัน แต่เราไม่ได้ทำร้ายทำลายอะไรรุนแรงเลย เป็นเรื่องราวคุณธรรมทางจิตวิญญาณ ที่เป็นความถูกต้องชนะความไม่ถูกต้อง ความควรมันชนะความไม่ควร ความประเสริฐชนะความไม่ดีไม่งาม เป็นสัจจะที่แสดงออกถึงว่า คนไทยมีจิตวิญญาณที่มีภูมิธรรมสูง รู้จักสิ่งที่ถูกต้องไม่ว่าจะเป็นคนเล็ก คนกลาง คนใหญ่ อาตมาจึงมั่นใจ และบอกในสิ่งที่ควรเปิดเผยไปบ้าง อาตมามั่นใจ แปลว่าสัจจะที่เป็นความถูกต้องก็ต้องเป็นความถูกต้อง สัจจะที่ไม่ถูกต้องก็เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง มั่นใจว่าอาตมาใช้ภูมิปัญญาของตนประมาณและตรวจสอบว่าอย่างนี้ดีที่สุดแล้ว เราก็ทำความจริงอันนี้ให้เต็มที่สุด อาตมาใช้เท่านี้ ส่วนมันจะเกิดวิบาก เจอแก๊สน้ำตาบ้างก็ไม่เท่าไหร่ จะรุนแรงน้อยกว่านี้ก็ถือเป็นบารมีของเรา วันที่ 18 น่าจะเจอแรงกว่านี้อาตมาก็พูดอยู่บนเวที เขาก็มีทั้งระเบิดและปืน อาตมาก็เป็นเป้าอยู่อย่างนั้น ถ้าเขาจะยิงเป้าไม่เล็กเลย อยู่ไกลไม่กี่เมตรด้วย อาตมาก็ไม่พยายามหลงตนหรือแสดงอะไรอวดดีหรือท้าทาย อาตมารู้ว่าสัจธรรมจะไม่เป็นเช่นนั้น หากพูดถึงสัญลักษณ์เลข 9 ที่เกิดขึ้น ก็ไม่ต้องพูดถึงหรอก เหมือนกับ ที่พระมหาโพธิสัตว์จะเกิดขึ้นแผ่นดินจะต้องไหว ก็นัยยะเดียวกันว่ามันต้องเกิดขึ้น
อาจารย์กุ้งว่า...ก่อนหน้านี้มีปรากฏการณ์เมฆรูปหัวใจ ช่วงที่สิ้นพระชนม์แล้ว พ่อครูว่า ...ตอนเริ่มต้นที่อาตมาไปที่แดนอโศกก็เจอเหตุการณ์ วันที่ 16 ก.พ.(อาตมาจำไม่แม่น) มีงูปรากฏขึ้น 7 ตัวพันกัน มาปางนี้อาตมาเลข 7 มีนิมิตหลายอย่างแต่ไม่อยากพูดให้พวกเราหลงใหลเพ้อพก เอาไปเล่น ไม่ดี ผู้ที่รู้เข้าใจ เป็นสิ่งที่ตนเองใช้ได้ก็จะใช้ยังมาควรเสริมความเข้าใจ รูปกับนามจะลงตัว วันที่เรายกพระเจดีย์ที่สันติอโศก เมฆเจาะรูสว่างลงมาเลย หลายผู้หลายคนก็บอกว่าขนลุกเลย เป็นเรื่องที่มีเหตุปัจจัยจะต้องเกิด ตอนบิณฑบาตที่สะพานเจริญศรัทธาในตัวเมืองนครปฐมที่ได้รับพระบรมสารีริกธาตุมา หน้าพระร่วงโรจนฤทธิ์ ก็มีผู้หญิงมาบอกว่าเขาเจอแล้ว แต่ก่อนนี้อาตมากับสมณะทั้งหลายเดินบิณฑบาต คนก็ต้องเหลียวดูเลย เดี๋ยวนี้น่าเสียดายว่าพวกเราหลุกหลิกมากแล้ว แต่ก่อนนี้เดินบิณฑบาตอย่างเรียบร้อยสุขุม เขาเห็นแล้วก็คุกเข่าลงไปว่าดิฉันเจอแล้ว อาตมาก็งงว่าเจออะไร เขาก็ควักตลับออกมา วางลงบนบาตรอาตมา เขาก็บอกว่าดิฉันเจอแล้วผู้ที่จะต้องมอบสิ่งนี้ให้ไป อาตมาก็รับมาก่อนโดยไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เป็นกล่องใส่ทองแล้วมีพระบรมสารีริกธาตุ 12 องค์อยู่ในนั้น เราก็นำไปบรรจุใส่ในพระเจดีย์ที่สันติอโศก แล้วก็มีจากที่อื่นอีก ที่ได้มา พอได้มาแล้วก็บิณฑบาตเสร็จ ก็มาที่ปฐมเจดีย์ เราไปพักที่สนามปฐมเจดีย์ ใต้ต้นมะขามใหญ่ พอมาถึงไม่นาน แผ่นดินก็ไหวเลย เราก็นั่งพัก ประเดี๋ยว เวลาไม่ตรงกันทีเดียว นี่ก็เป็นเรื่องที่ยิ่งชัดเจนว่าไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร ที่มีอะไรพิเศษขึ้นมา
อาจารย์กุ้งว่า...แต่เหตุการณ์แบบนี้นายไชยบูลย์เอาไปใช้เป็นประโยชน์ พ่อครูว่า…สิ่งที่เขาพูด เขาเขียนมานี้มันไม่ใช่ ที่มันพาคนงมงายแล้วเพ้อไปมากมาย เราไม่ต้องยึดถืออะไร อาตมาใช้นิดหน่อยเท่านั้นไม่ได้ใช้หมด แกได้ฟังมาก็เก็บไว้ในสัญญาแล้วก็เอามาปั้นสร้างเอง
อาจารย์กุ้งว่า...แทนที่จะเอาสิ่งที่ควรประพฤติปฏิบัติมาปฏิบัติ แต่กลับไปมองเรื่องความอัศจรรย์ตื่นตาตื่นใจ แม้มันจะใช่ มันจะไม่ใช่ แต่มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิด มันเกิดขึ้นได้ตรงนี้จะเตือนสติกันอย่างไร ไม่ให้งมงาย ในเรื่องเหนือธรรมชาติเนื้อความคาดคิด พ่อครูว่า ...ถ้าเรายังไม่ถึงคราวเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งนั้นนี้ เราก็ศึกษาไป ถ้าศึกษาสัมมาทิฏฐิจนถึงเวลา เราก็จะรู้เอง ผู้ที่เข้าใจแล้วจะไม่หลงตัวเอาไปอวดอ้าง นี่ถ้าไม่ถึงวาระอาตมาก็ไม่พูด แต่เมื่อถึงเวลาวาระก็จะพูด ก็ไม่คิดว่าให้ใครเชื่อ พระพุทธเจ้าบอกแล้วว่าอย่าเชื่ออะไรง่ายๆ จนกว่าจะมีภูมิธรรมรู้ได้ ผู้ที่ไม่ประมาทไม่หลงตัวหลงตน ก็จะใช้อะไรดึงประโยชน์บ้าง แต่ไม่ยึดมั่นถือมั่น ไม่เช่นนั้นจะทำให้เราประมาท คำว่าประมาทนั้นยิ่งใหญ่มาก เป็นอันตรายมาก พระอรหันต์ไม่ประมาท จะเป็นอันตรายแสบเผ็ดได้
_มีคำถามต่ออีกครับ...ครั้งหนึ่งดิฉันอยู่ที่ทำงานอยู่ๆก็มีอาการโล่งโปร่งเบาขึ้นมาเอง อาการนี้เรียกว่า “อากาสานัญจายตนะ” แบบฤๅษีใช่ไหมคะ?และพอมีตัวรู้ว่านี่คือความโล่งโปร่งเบาอากาศนี่คือ “วิญญาณัญจายตนะ” แบบ ฤาษีใช่ไหมคะ? อาการที่เกิดในตอนปี 2526 พ่อครูว่า ...เราก็ศึกษาที่พูดมานี้พูดถูกมันเป็นการรู้ แต่ไม่ได้ยึดถ้ายึดก็จะไปหลงว่ามันเป็นสิ่งวิเศษ อาการรู้ว่า นี่คือความว่างโล่งสบายโปร่งเท่าที่เรามีความรู้สึก และสองคือ อาการธาตุรู้ที่ไปรู้อาการนั้น ก็เป็นญาณทัสนะวิเศษ พอพูดถึงอาการว่างก็ขยายความต่อ เพราะสงสารบรรดาอาจารย์ที่สอนผิด โดยเฉพาะท่านอาจารย์บูรพา ตอบ ... ที่โล่งโปร่งที่เป็นสมถะแบบตรรกะ ความว่างเป็นสงบ ไม่ใช่ว่างดับดำเป็นสงบ แต่มีใสสว่างว่างแบบสงบ และอธิบายไปว่าอย่าใช้ความคิดไม่วิจัยวิจารเลย ให้มันมีปัญญาโผล่เอง มันรู้เอง การรู้สิ่งนั้นโดยไม่คิดไม่ปรุงสิ่งรู้นั้นเป็นสิ่งเก่าเรียกว่าสัญญา หลายอย่างเหมือนสิ่งใหม่ เช่นพระพุทธเจ้าในยามหนึ่งท่านก็รู้ขึ้นมา พอยามสองก็รู้เพิ่มขึ้น สิ่งที่รู้เป็นศาสนธรรมของท่านเอง มีสัญญาเก่าที่ขึ้นมา เหมือนอย่างอาตมาทุกวันนี้ก็มีของเก่าที่รู้ขึ้นมา ซึ่งเป็นความรู้ที่ไม่เหมือนคนอื่นเขารู้กันด้วย สิ่งที่อาจารย์บูรพาสอนว่าให้นั่งหลับตาอย่าไปคิด แล้วจะเกิดความรู้ขึ้นมา เกิดญาณทัศนะวิเศษในผู้ที่มีจิตนิ่งไม่คิดอะไรเลย ขอยืนยันว่าอย่างนั้นคือสัญญาไม่ใช่ปัญญา เป็นความรู้เก่าของผู้นั้น แม้จะมีความลึกซึ้งอย่างไรก็แล้วแต่ ก็เป็นของเราเองที่มีมาเก่า หลงว่าเป็นความถูกก็ได้แต่แท้จริงเป็นความผิด หรือเป็นความถูกจริงๆก็มี ขอยืนยันว่าเรื่องของปัญญาจะไปนั่งแล้วเกิดอย่างงั้นไม่ได้ ปัญญานั้นเกิดจากการปรุงแต่ง ปัญญาไม่ได้เกิดจากการนั่งเฉยๆและนึกขึ้นมาได้ อย่างนั้นเป็นสัญญาหรือความรู้เก่าในพรหมชาลสูตร จะอธิบายไว้ ขอขยายความ ปัญญาเกิดได้อย่างไร? ไปอ่านในพระไตรปิฎก ล.14 มหาจัตตารีสกสูตร ข.258 ท่านตรัสไว้ชัดว่า ปัญญาเกิดจาก 6 องค์ธรรม ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฏฐิ มัคคังคะ
ปัญญาเกิดจากเริ่มต้นมีทิฏฐิที่รู้จักสัตบุรุษเป็นผู้ที่รู้ถูกต้อง เป็นสัมมาของพระพุทธเจ้า ในอวิชชาสูตร ก็ต้องมีสัตบุรุษ ไปคบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ จะได้ฟังสัทธรรมบริบูรณ์ อวิชชาสูตร พตปฎ. เล่ม ๒๔ ข้อ ๖๑ เมื่อเราฟังธรรมจากสัตบุรุษ แล้วเราไปปฏิบัติ ขณะที่เราฆ่ากิเลสได้ ความเห็นหรือทิฏฐิจะเจริญขึ้น อันนี้ไม่ได้จากฟังธรรม เห็นของจริงสัมผัสของจริงรู้ขึ้นมาเป็นความรู้ที่ใหม่ เป็นความรู้ที่ไม่เคยได้เห็น ไม่ได้เรียนรู้มาก่อนในโลก แต่มันเป็นอาริยธรรม เป็นโลกุตรธรรม คืออาการกิเลสมันลดลง เรารู้ว่ากิเลสเป็นอาการอย่างนี้ แล้วรู้ว่ากิเลสมันลดลง เบาลง (วิราคะ) หรือมันนิโรธไม่มีกิเลสในจิตเลย เราไม่ได้กดข่ม เป็นสัมปชลิตะ เป็นพลังงานหรือทำเป็นลืมเลย มีฌานคือเพ่งเผาเลยด้วย จะมีปัญญา ที่เป็นฌานไฟ ที่โหมไหม้พลังงานราคะที่เกิดขณะนั้น มันก็สู้พลังงานไฟฌานไม่ได้ ฌานแปลว่าไฟ ก็คือพลังงานแบบอุตุนิยามนี่แหละ ที่ไปสลายกิเลสได้ เป็นสัจจะแท้ เป็นพลังงานปัญญาที่ไปสลายพลังงานราคะ ไม่ได้กดข่มแต่รู้เห็นชัดๆว่ากิเลสมันลดความแรงลง ก็ไปอ่านสภาวะของแต่ละคนก็ที่เคยผ่านเป็นอาริยธรรมได้มาแล้ว พยายามระลึกของเก่า บุพเพนิวาสานุสติญาณ
อาจารย์กุ้งว่า...มีความรู้สึกว่ามันมีความอิ่มเอิบใจ พ่อครูว่า ... เป็นสภาวะข้างเคียง ไม่ใช่สภาวะแท้
อาจารย์กุ้งว่า...แม้เราลืมตาอยู่ มันก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีความมีอะไรมาสัมผัสด้วย พ่อครูว่า ... พ ลังงานมันออกห่าง บางเบาลงไป ลดลงไป เรียกว่า เนกขัมมะ
อาจารย์กุ้งว่า...เราอยากมีอาการนิ่งๆ เงียบๆ แล้วรู้สึกว่าฟังอะไรก็รู้ว่าฟัง ไม่วอกแวก ไม่เกิดอารมณ์ ดูตัวเองรู้สึกว่าเรานิ่งลงสงบลง พ่อครูว่า ...นิ่งลง สงบลงแต่ไม่ใช่ว่าหยุดนะ ไม่รู้สึกอะไร ซึมลงไป ไม่ใช่ เราต้องรู้ชัดในอาการของกิเลสว่า มันมีอาการเคลื่อนไหวแรง แล้วอ่อนลงเบาลง จนมีนิโรธก็คือสงบเลย สงบลง เราก็เกิดอาการของปิติ เราต้องแยกชัดว่าปีติไม่ใช่กิเลส เราต้องแยกแยะว่านี่คือ อุปกิเลส ต้องอย่าให้มันแรงเกินไป อุพเพงคาปีติ เหมือนพวกนักฟุตบอลที่เตะเข้าโกล อาตมากลัวเส้นโลหิตมันจะแตก พลังงานจะฉีด เลือดจะฉีด มันปลื้มพอใจ ดีใจมาก ตื่นเต้นมาก พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้ทำ อุพเพงคาปีติ จะทำอันตรายต่อสรีระได้ ดีใจเกินขีดก็ช็อคตายได้ เกิดพลังงานที่ผลาญ แรงดันเลือดสูงเกินไป สรุปแล้ว ผู้ที่อ่านใจรู้ความเป็นจริงว่า ลักษณะของ เนกขัมมเวทนาเป็นอย่างไร มีความดีใจปิติยินดีที่กิเลสลดลง กับความพอใจยินดีที่เราได้ เสพสมกิเลส กิเลสได้รับอาหารอ้วนขึ้น ปุถุชนกิเลสมากขึ้น อ้วนขึ้นก็ดีใจ เสริมความยึดติด ความติดรสโลกีย์ก็ยิ่งสะสมควบแน่น ตัวโตมากขึ้น กิเลสตัวโตมาก คุณกลับยิ่งดีใจว่ากิเลสตัวโตนี่คือ อวิชชา ปุถุชนก็เป็นเช่นนั้น ส่วนทางโลกุตระ ก็ดีใจที่กิเลสลด พระพุทธเจ้าก็ว่าไม่เป็นไร แต่อย่าให้แรง ให้มีพลังงานดีใจอย่าง ผรณาปีติ ให้จบแล้วก็พอ แผ่วบางเบา ผู้ที่ชัดเจนฝึกตนก็จะเรียนรู้ได้ ก็จะไม่มีอาการมากมาย ที่กำลังอธิบายเป็นปรมัตถธรรมที่ลึกมาก _มีคำถามต่อเนื่องมาจากคนเมื่อกี้นี้...ครั้งหนึ่งที่ดิฉันไปที่ดอยอินทนนท์เพราะมองธรรมชาติก็เข้าใจว่าทุกที่มี ดินน้ำลมไฟ เหมือนกันหมด แต่ถูกจัดตั้งค่าองค์ประกอบ ว่าเมฆอยู่ที่ไหน ภูเขาอยู่ตรงไหน น้ำอยู่ตรงไหน เท่านั้น แล้วรู้สึกตัวว่าอาการบรรลุธรรมเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุปัจจัยติดยึด การเที่ยวชมธรรมชาติป่าเขาลำเนาไพรนี้ ดิฉันเข้าใจถูกต้องไหมคะหรือเข้าใจสำคัญตนเองผิด หลังจากนั้นก็ไม่อยากไปเที่ยวไหนแล้วค่ะ พ่อครูว่า ...ในโลกนี้มีธาตุดินจับตัวเป็นก้อน มีธาตุน้ำจับตัวกัน มีธาตุลมที่เป็นแก๊ส มันเกิดขึ้นแล้วมีประสิทธิภาพต่างๆ ก็ทำงานของมันไปตลอดเวลา ไม่ประหลาดอะไร มันจะทำเป็นรูปเป็นสภาวะอะไรก็ได้ คนที่เข้าใจก็รู้ว่านี่คือธรรมชาติ คนนั้นก็ไม่ประหลาดใจ ก็ไม่ต้องไปดูว่า อันนี้น่าดูน่าไปสัมผัส ด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย อะไรก็แล้วแต่ ความเข้าใจว่า “ ธรรมชาติ ” เป็นสิ่งที่ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นอะไรก็ตาม กำหนดไม่ได้ ตามเหตุปัจจัยที่มันจะเป็น คนนี้ก็ไม่มีปัญหา ไม่อยากจะไปเห็น ไม่อยากจะไปดู ไม่อยากจะไปรู้ เพราะมันก็คือธรรมชาติ น่าจะเป็นเหตุการณ์ที่มันเกิดเป็นนิมิต เป็นฟ้าแลบฟ้าผ่าถ่ายมาได้เป็นรูปเลข 9 ก็ไม่ประหลาดอะไร ก็แค่มันสื่ออะไรออกมาในเหตุการณ์ช่วงนี้ อาตมาเห็นอันนี้อีก แค่อาตมาเห็นงู 7 ตัว ก็พบว่าอาตมาไม่ได้สำคัญตัวเองผิด แต่ก็ไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นก็เก็บเป็นเหตุปัจจัยมา ยิ่งเก็บเหตุปัจจัยมาเรื่อยๆ ยิ่งอาตมายืนยันว่าประเทศไทยมีพระเจ้าแผ่นดินเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วมีสิ่งที่อะไรดีต่างๆ แบบคนจนก็ตรงกับที่พระพุทธเจ้าพาทำมา ทำขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ประชาธิปไตย 2 ขา เป็นความรู้ที่อาตมาพูดโดยไม่มีใครพูดก่อนเลย จะมีเหตุการณ์ที่มีนิมิตฟ้าแลบฟ้าผ่าเป็นเลข 9 ก็ยิ่งยืนยันว่าเมืองไทยจะเป็นเมืองชมพูทวีป มีจิตวิญญาณที่มีคุณสมบัติประเสริฐอันวิเศษของมนุษยชาติของพฤติกรรมที่ประเสริฐ เช่นพวกเราจะเป็นคนขยันหมั่นเพียร เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต มีสมรรถนะในการสร้างสิ่งที่ดี ไม่เอาพลังงานไปสร้างสิ่งที่เป็นโทษภัยเช่นเอาไปสร้างลูกระเบิด ยืนยันได้ว่าเมืองไทยจะไม่สร้างอาวุธไปเข่นฆ่าใคร ปัญญาของประเทศไทยจะรู้จัก ถ้าจะซื้อจากประเทศอื่นเอาไว้ตัดไม้ข่มนามก็เท่านั้น ถ้าไม่จำเป็นเราจะไม่ใช้ แล้วจะเข้าใจว่าใช้ ความสงบเป็น ธรรมาวุธที่ยิ่งใหญ่กว่าการใช้อาวุธระเบิดที่ฆ่าคนฆ่าสัตว์ จะไม่ฆ่าใครด้วยซ้ำ เขาฆ่าก็ปล่อยให้เขาฆ่า เพราะว่าเราตาย เราก็ตายจากการถูกฆ่าถูกทำร้ายก็ตาม มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่จะต้องไปกลัวเลย เพราะเราไม่ได้ตายเพราะทำชั่ว คนที่ทำเราตายต่างหากที่เขาชั่ว เราไม่ได้เป็นคนไปทำ แม่เขาจะทำร้ายเราตาย เราก็ไม่ไปโต้ตอบเขาอีก ก็ตายอย่างสบายอย่างสงบ ถ้าเราไม่ตั้งจิตเป็นพระอรหันต์ที่จะไปต่อสันตติ ก็เกิดมาอีกซึ่งจะมีแต่กุศลทับทวี กุศลหรืออกุศลก็เกิดจากกรรมกิริยาของเรา แม้ศัตรูจะมาทำร้าย เราก็ไม่มีจิตใจที่เลวร้ายไปโต้ตอบ ถ้าเขาโกรธเกลียดชัง จองร้ายพยาบาท เราก็จะไม่ทำอาการเช่นนั้น
อาจารย์กุ้งว่า...ธรรมดาก็ต้องมีผู้ตำหนิและผู้ถูกตำหนิ ซึ่งผู้ตำหนิ commentator ก็จะมีมากมาย ว่าตนเป็นผู้รู้ แต่คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอยากให้ตำหนิ ผมเองก็เป็น อยากจะขอเทคนิค ว่าเมื่อเราต้องถูกตำหนิเราควรจะทำอย่างไร พ่อครูว่า ...เราก็วางใจ การหัดวางใจ 1. วางใจอย่างกดข่ม 2. วางใจด้วยปัญญา ปัญญา ก็คือ เขาจะตำหนิเรา ก็ตำหนิตามที่เขาจะตำหนิ เราก็ตรวจสอบว่า… .. ที่เขาว่าไม่ดีอย่างนั้นอย่างนี้เป็นจริงตามที่เขาว่ามามั้ย ถ้ามันไม่จริงมันไม่ใช่ เขาว่ามานั้นผิดหมด จริงๆแล้วเราไม่ได้เป็นอย่างที่เขาว่า เขาเป็นคนตำหนิผิด .. เราก็ตรวจสอบแล้วว่าเราก็ดีอยู่ โดยไม่ลำเอียงไม่เข้าข้างตัวเอง .. แสดงว่าเขาเองไม่รู้ความจริงเขาจึงตำหนิเรา เมื่อเขาไม่รู้เขาตำหนิเราด้วยความหลงผิด เขาก็ยิ่งหลงผิด .. ถ้าเราบอกสิ่งที่ถูกไป อย่างพระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พรหมชาลสูตรว่าให้บอกว่าสิ่งไหนไม่มีในเรา ก็บอกว่าไม่มี เขาจะบอกเสริมมาอีกก็เป็นเรื่องของเขา
อาจารย์กุ้งว่า...แม้รู้ว่าใช่ แต่เราก็เป็นเรา อย่างเช่นกรณีที่นายไชยบูลย์ก็ยังด้านแม้จะรู้ว่าผิดก็ยังสู้ ยืนกระต่ายขาเดียว สิ่งเหล่านี้มักจะเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมากในสังคมยุคนี้เลย พ่อครูว่า ...ตัวอย่างนายไชยบูลย์นี้ใช่เลย ถ้าเขาหยุด เขาเลิก เขามอบตัว จะถูกตัดสินอย่างไรก็รับไปตามกฏหมาย เขาจะเพลาวิบากลง แต่ถ้าเขายิ่งดื้อด้าน อกุศลวิบากจะยิ่งทับถมซับซ้อนเป็นอกุศล มันก็เป็นสัจจะ ถ้ายอมรับผิดแล้วแก้ไขตนเองเสีย พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ อันไหนยอมรับก็ยอมรับ แล้วเปิดเผยอันที่ควรจะเปิดเผย เช่น คุรุกาบัติ ก็เปิดเผยกันในหมู่หนึ่งเท่านั้น ไม่เอามาเปิดเผยทั่วไปเป็นสาธารณะ เพราะคนไม่เข้าใจจะเข้าใจผิด พระพุทธเจ้าตรัสไว้หมด คนไม่รู้จักก็ทำผิด ทำถูก คนที่รู้จักแล้วก็ทำถูกเท่านั้น อาจารย์กุ้งว่า...สภาวะที่เจอคือ พลิกพริ้ว คือ เป็นสองมาตรฐาน ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย แต่ทำสิ่งที่กฎหมายไม่ได้บัญญัติ พ่อครูว่า ...เป็นการใช้คารมบัญญัติมา เลี่ยงเท่านั้น
อาจารย์กุ้งว่า..ที่พ่อครูเคยพูดไว้ว่า น้ำตาลมีรสเดียวกัน แต่ความรู้สึกคนไม่เหมือนกัน พ่อครูว่า ...รสแท้คือรสหวาน แต่ความรู้สึกเท็จคือ ชอบมากหรือชอบน้อยก็แล้วแต่ เป็นอารมณ์รวม แต่ถ้ามันหวาน ทุกคนก็จบที่รสหวาน จะชอบหรือไม่ชอบ ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่มีรู้สึกนอกเหนือจากความเป็นจริง
อาจารย์กุ้งว่า...ถ้าเรามองความจริงตามความเป็นจริง ไม่ได้ทำด้วยกิเลสตัณหา เราจะรู้ พ่อครูว่า ...สัจจะที่มีหนึ่งเดียวไม่มีสอง 1.ทุกคนที่สัมผัสรสน้ำตา ไม่ว่าจะเป็นชนชาติไทย จีน แขก ฝรั่ง ถ้าประสาทรับรสที่ลิ้นไม่เสีย ก็จะรู้เหมือนกันหมด 2. คนทุกคนเมื่อสัมผัสอันนี้แล้ว เขาก็ต่างคนต่างรู้ของตนเอง เขาจะยึดของเขาเองว่า ของฉันนี่แหละถูก แต่แม้เขาจะยึดว่าเขาถูก แต่ทว่าการอยู่รวมกัน คุณก็ไม่ขัดแย้งกันไม่แย่งกัน เอามติของคนส่วนใหญ่ มีเสียงส่วนมากกับส่วนน้อย ก็เอาคะแนนเสียงส่วนมาก เยภุยยสิกา เอาจำนวนมากถูก จะมากกว่าหนึ่งคะแนนหรือล้านคะแนนก็ตาม การยอมตามหมู่มาก เราก็ถือว่าหนึ่งเดียว แม้จิตเขาจะแย้ง แต่เขาก็ยอมเอาตามหมู่มากที่ชนะ นั่นคือความสงบความไม่ทะเลาะวิวาท อย่างอนุโลมปฏิโลม อย่างนี้ก็ถือว่าหนึ่งเดียว อย่างอนุโลมปฏิโลม เป็นสมมุติสัจจะ แม้จะไม่เป็นหนึ่งเดียวกันแต่ทุกคนก็ยอม ไม่ขัดแย้งวุ่นวาย อย่างนี้คือสังคมจะต้องอาศัยต้องใช้
อาจารย์กุ้งว่า... มีอีกคำถามที่ว่า...เวลาดิฉันขึ้นเสียงเพื่อสื่อว่าสิ่งนี้ไม่ดีมีอาการโกรธ นอกใจไวมากและหยุดเข้าสู่ปกติได้ทันที อาการแบบนี้จะแตกต่างจากที่สาวก ท่าน ส. ศิวลักษณ์ บอกว่าท่าน ส. ศิวลักษณ์ยังโกรธอยู่มั้ย อาการแบบนี้ควรเรียกว่าโกรธหรือไม่ เพราะเร็วมากเป็นบางครั้ง ที่ ส. ศิวรักษ์ยังโกรธอยู่นี้แสดงว่ายังไม่ถึงอนาคามี ใช่หรือไม่หรืออย่างไรคะ
พ่อครูว่า…จะโกรธหรือไม่โกรธนั้น เอาตัวเองเป็นที่ตัดสิน ไม่เอาคนอื่นเป็นตัวตัดสิน เราอ่านใจเราให้ได้ ถ้าจิตใจเราไม่สงบนิ่ง มันไม่มีอาการ ไม่มีอาการชอบ อาการชัง อาการดิ้น เป็นสภาวะสูงสุดของความสงบ ไม่มีพลังงาน ผลักหรือดูด เป็นอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน รู้ความจริงตามความเป็นจริง จะมี ร้อยก็รู้ร้อย จะมี พันก็รู้พัน จะมี หนึ่งล้านก็รู้หนึ่งล้าน ไม่มีอัตตา ไม่มีปลาย ไม่มีเข้า ไม่มีออก ไม่มีผลักมีดูด ยากมากที่จะอ่าน แต่ก็ต้องฝึกไป ให้รู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทส อาการกลางนี้ต่างจากอาการที่มีการกระดิก ใครที่ทำได้ก็จะเหมือนกัน คุณก็ต้องอ่านอาการนี้ให้ชัด ปัญญาหรือความเป็นจริงที่มีธาตุรู้อย่างรู้ได้ด้วยปัญญา ก็จะฝึกฝนอบรมให้เก่งขึ้นรู้ความจริงมากขึ้น
อาจารย์กุ้งว่า...ที่ว่าเอาตัวเองเป็นตัวตั้ง เวลาขึ้นเสียงดัง รอสักครู่ก็รู้ว่าหัวใจเต้นเร็วแรงขึ้น เริ่มรู้สึกว่าเราใช้พลังแล้วแล้วเหนื่อย แล้วก็บอกว่ามันไม่ใช่อารมณ์ที่เราจะเป็นมันไม่มีความสุข มันเป็นอารมณ์ความร้อนความรุนแรง สภาวะที่เราฝึกฝนตามที่ พ่อครูสอน ให้รู้เท่าทันในสิ่งนี้ให้รวดเร็วแล้วกำจัดมันอย่างรวดเร็ว คือสภาวะที่มีสติสัมปชัญญะ ใช่หรือไม่
พ่อครูว่า..ใช่ ถ้าเราทำได้ทำได้ว่ามี มุทุภูตธาตุ มีไหวพริบรู้ได้เร็วๆแล้ว 2 ทำการระงับได้ด้วย มีเจโต และปัญญา ระงับได้ จิตจะให้รู้เร็วระงับเร็วมี มุทุภูตธาตุ ลหุ มุทุ กัมมัญญตา กัมมัญญตาคือเรารู้แล้วกำหนด กัมมะ อัญญะ อัตตะ คำว่าอัญญาคือความรู้เราควรจะทำก็ทำงาน กัมมัน ด้วยจิตที่ พยายามปรับจิตตัวเอง ปรับให้ได้เท่าที่ต้องการ บางทีเราต้องการจะให้เสียงดัง ถ้าไม่ดัง มันไม่ได้ไม่หยุด เรารู้ว่าถ้าบอกไม่หยุด ต้องดังถึงจะหยุด ที่ว่าเล่นกับหมาหมาเลียปาก ต้องขู่มัน ต้องเอาจริงมันถึงจะไม่เล่น ต้องทำงานอย่างที่ควร เรามีเจตนาจะใช้อย่างนี้ เราก็ใช้ ต้องการให้ได้ผล มันเป็นอัตโนมัติอย่างหนึ่ง ก็มันมีลักษณะจริงใจเมตตาที่จะต้องใช้ความแรง เช่น พ่อแม่ใช้กับลูก เรารู้ว่าลูกคนนี้ถ้าพูดเบาๆอย่างนี้มันไม่หยุดหรอก เราก็ต้องแรงแล้วมันก็จะหยุด หรือบางทีลูก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive