590628_เทศน์ก่อนฉันอาวาสถานแก่นอโศก เรื่อง กามในกาย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข24 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590628_รายการเทศน์ก่อนฉัน ที่อาวาสถานแก่นอโศก เรื่องกามในกาย โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

_วันอังคารที่ 28 มิ.ย. 2559 เวลา 04:30 น.พ่อครูและปัจฉาฯเดินทางจากปฐมอโศกไปสนามบินดอนเมืองก่อนขึ้นเครื่องบินมาถึงสนามบินขอนแก่น ในเวลา 08:08 น. มีท่านสมณะและญาติธรรมมารับพ่อครูถึงสนามบิน ก่อนเดินทางเข้าถึงอาวาสถานแก่นอโศกแล้วนำหมู่นักบวชออกบิณฑบาตในเวลาประมาณ 08:40 น. เมื่อเสร็จจากบิณฑบาต พ่อครูได้ได้มาที่ศาลาส่วนกลางของอาวาสถานแก่นอโศก แล้วเทศนาก่อนฉัน

พ่อครูว่า… วันนี้ฤกษ์ดียามดี ได้สัญจรมาสู่ขอนแก่น แก่นอโศกแห่งนี้ ท่านมนาโปเคยมาเป็นเจ้าอาวาสอยู่นานแล้วไปรักษาตัวจนหายแล้ว ขอนแก่นก็ร่วงโรยไป มาถึงวันนี้โรยไปเกือบหมดหรือยัง...ยังเหลือเชื้ออยู่ ใส่ปุ๋ยงอกงามก็คงจะงอกงามขึ้นบ้างนะ มองไปเห็นฉากประดับตกแต่งก็เห็นแต่สิ่งที่จะบริโภคได้ของมนุษย์ ทำให้เห็นถึงความสำคัญในความสำคัญ คนเขาสำคัญเพชรพลอยประดับตกแต่งดอกไม้เขาก็ชอบแบบนั้นแต่ของเราส่วนมากเป็นของกิน ไม่มีอะไรมากก็ต้นพืชต่างๆ ใบกิ่งต้น ผล แสดงถึงจิตวิญญาณถึงสาระของจิตต่างจากเขา จิตคนเป็นตัวตั้งภูมิธรรม ถ้าภูมิธรรมเห็นอะไรเป็นสาระแก่นสาร อย่างพวกเรามีพืชพรรณธัญญาหารใกล้ชิดเสมอ อาตมาดูก็งดงาม แตงโมลูกโต มะเขือ ทานตะวันงอก อันนี้เด่นชูช่อแดงทั้งนั้นเลย พริก ยืนหยัดยืนยันว่า ชาวอีสานชอบเผ็ด คือพริก อาตมาย้ำว่า ชีวิตคนเกิดมาถ้าไม่มีปฏิภาณที่จะรู้ว่าชีวิตต้องหาธรรมะใส่ชีวิตก็เป็นคนโมฆะ เกิดมาทั้งทีควรได้สิ่งที่สำคัญที่สุดใส่ชีวิต คือธรรมะนี่แหละ คนเราเกิดมามีชีวิตหากไม่ใส่ใจขวนขวาย แต่เอาเวลาไปทุ่มเทแย่งลาภยศสรรเสริญสุขแก่ชีวิต ชีวิตก็เสียเวลาแก่ตายไปชาติๆหนึ่ง แย่งโลกธรรม คนบางคนแย่งลาภได้เยอะนะ ก่อนตายได้เป็นพันล้าน หมื่นล้าน แสนล้าน ได้

อ่านต่อ

มากเป็นกอบเป็นกองจริง แต่การไปแย่งลาภ เอาเงินทรัพย์สมบัติให้แก่ตนเองได้จริงมากมายก่ายกอง การจะได้มามากๆมันต้องแย่งเขา มีเชิงชั้นเอาเปรียบเขาถึงจะได้มา จะเรียกอย่างไรก็คือเอาเปรียบ คือต้องได้มามากกว่าต้นทุนให้มากทวี มันจะมีมากได้ไหม? ก็ได้จากผลผลิตสร้างสรรจากเราทำเอง เช่นจะสร้างผลิตอะไรให้งอกงาม มันก็มีได้ แต่ทีนี้มันไม่ได้มีเท่านั้นสำหรับแนวคิดของคนที่ถูกระบบทุนนิยมครอบงำ จะต้องเอาสิ่งที่ได้ผลผลิตนี้ไปแลกเปลี่ยนกลับมาให้ได้มากที่สุด แม้จะปล้นจี้ หรือเขาจะจำนนต้องแลกของเพราะจำเป็น ก็ได้มามากๆ ตลอดชีวิต การโกง การเอาเปรียบ ทุจริตคือกรรมชั่ว กรรมบาป อกุศล แต่เขาไปหลงว่าต้องได้วัตถุมามากๆ แม้จะโกงหลบเลี่ยงทุจริต ก็กล้าทำ กล้าคิดหาวิธีซับซ้อนทุจริต อาตมาก็เคยหลงมาเหมือนปุถุชนทั่วไป ชีวิตแต่ละเวลามีแต่จะคิดแย่งโลกธรรม จะต้องได้กามคุณ 5 อย่างที่เราตั้งใจไว้ ได้มาเสพก็สุข ชื่นใจ มันเป็นกิเลสแท้ๆ กามก็หนา อัตตาก็หนา คนไม่ได้นึกถึงธรรมะจะต้องมาลดละหรอก แต่คิดแต่จะโลภให้ได้มา ถ้าไม่ได้ก็โกรธ ไม่สมใจ แม้ที่สุดต้องฆ่าเขาแย่งเขาให้ได้อย่างเสือแย่งเนื้อสัตว์อื่นกิน ฆ่าสัตว์อื่นกินก็ทำเช่นนั้นตลอดมา เป็นกรรมที่แท้จริง ชีวิตคนกรรมเป็นเรื่องใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสรู้กรรม ถ้าไปทำอกุศลก็เป็นกรรมที่สั่งสมเป็นของตนๆ กัมมัสกะ สิ่งที่เราทำแล้วสะสม เราจะทำดีหรือชั่วก็สะสมของเราทั้งนั้น จะทำดีหรือชั่วก็สะสมไม่หายไปไหน แล้วมาออกฤทธิ์กับเรา ในชาตินี้ก็ได้ ถ้าชั่วบาปก็ออกฤทธิ์ให้เราเดือดร้อนทุกข์เจียนตาย ทุกข์ถึงตาย ทุกข์หนักหนา ยืดเยื้อ ชาตินี้ก็มีให้เห็น มีคนเป็นคนได้รับ หรือแม้จะไม่ใช่วิบากในชาตินี้แต่เป็นวิบากชาติก่อนมาออกผล มาทุกข์ทรมาน เจียนตาย ปางตาย ยืดเยื้อยาวนาก็มาออกผลชาตินี้ได้ ไม่ใช่อยู่ๆจะเป็นนะ แล้วไม่มีใครอยากได้หรอก ต้องปัดเป่าหลีกเลี่ยงด้วย แต่เมื่อคนนั้นถึงคราว ทุกข์ร้อนนั้นเราจะต้องได้รับ ขอยกตัวอย่าง อย่างคนที่ชื่อ ธัมมชโย ตอนนี้พบหน้าคนไม่ได้ หลบหนีเข้ารูแล้วเอาโล่ห์มนุษย์มาป้องกัน เอาโวหารภาษามาป้องกัน เป็นอสูรขี้กลัว ไม่กล้าสู้หน้ามนุษย์ ไม่กล้าสู้หน้าความจริงเพราะตนทุจริตแต่ก็แก้ตัวว่าตนบริสุทธ์ไม่ผิด แล้วไม่ผิดก็หลบทำไม ทำหน้าด้านไป พฤติกรรมต่างๆที่บกพร่องนี้ ที่เอามาพูดนี้เพราะเกี่ยวโยงกับความเป็นธรรมะที่คนแหกคอกพาผิดแนวทางที่พระพุทธเจ้าพาทำ นี่คืออธรรมที่ใหญ่เกิดในวงการศาสนาพุทธ เป็นอธรรมที่ใหญ่ เขาก็พยายามชำระให้สะอาดแต่ก็ดื้อด้านไม่ยอมให้ตรวจสอบ พยายามอำพรางดึงดัน ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่เลย แล้วจะเป็นคนไทยอยู่หรือไม่ ไม่ได้ใส่ความนะ เขาอ้างว่าเขาเป็นยอดแห่งธรรมะ ทำดีมาทั้งชีวิต อาตมาก็ว่าทำดีหรือทำไม่ดีกันแน่ เป็นธรรมหรืออธรรมกันแน่ตลอด 40 ปีที่ผ่านมา มันเป็นคำตอบองค์รวม ถ้าคุณทำมา 40 ปีดี คุณก็ให้เขาตรวจสอบเลย เขาจะได้สรรเสริญ ว่าทำดีมา 40 ปีไม่มีอะไรด่างพร้อยเลย แต่นี่ไม่กล้าให้ตรวจสอบเลย แล้วอ้างว่าทำดีมาตลอดชีวิต นั้นมันเป็นภาษาคำพูดเอา แต่ในสาระของมันจริงๆมันเป็นเช่นไร เขาอยากจะตรวจสอบ ก็ถ้าบริสุทธิ์ท่านทำดีมาตลอด มาแกล้งท่านทำไม เขายังไม่ได้ทำอะไรพลิกแพลงพิสดารจากครรลองเลย แต่คุณเลี่ยงหลบต้านกั้น อาตมาเลยถามว่า คุณเป็นคนไทยหรือไม่? จะอยู่เหนือกฏหมายไทย แล้วมาบอกว่าบริสุทธิ์ๆ โจรมันก็พูดได้ทุกคนว่ามันบริสุทธิ์ ภาษาที่เขาพูดนี้คือมหาโจรพูด คุณยิ่งดึงดันเขาก็ชัดเจนว่าคุณคือโจรจริงๆ ไม่กล้าให้ตรวจสอบความจริง ยิ่งยืดเยื้อต้านกันแก้ตัวไป อย่างกับคนอื่นไม่รู้ทัน เขาก็พยายามยืนยัน แต่ไม่ฟัง ทำให้ความนับถือความยอมรับลดลง คุณทำตัวคุณเอง พฤติกรรมที่ทำทุกวันนี้อย่านึกว่าได้แต้ม แต่ความยอมรับนับถือลดลงๆ นอกจากคนที่ถูกสะกดจิตไว้ เขาเป็นสำนักสะกดจิต วิธีการที่เขาทำนี้สะกดจิต ผู้ที่ถูกครอบงำสะกดจิตไว้ก็จะมองไม่เห็นความจริง จะมืดหน้ามัวตา ไม่เปลี่ยนความคิดที่ตนยึดถือนี้ตลอดไปเป็นวิธีให้คนไปยึดมั่นถือมั่นอันนี้ เช่นช่องนี้ช่องเดียว คุณไม่ให้เขามีปรโตโฆษะเลย ตรงกันข้ามกับศาสนาพุทธเลย ศาสนาพุทธเป็นผู้ตื่นผู้รู้ไม่ใช่ให้ถูกครอบงำความคิด ศาสนาธรรมกายที่ทำนี้เป็นสำนักสะกดจิตที่เก่งที่สุดที่มีผล มีบริวารที่สำเร็จวิชาสะกดจิต อาตมาไม่ได้หาเรื่องใส่ความนะ เป็นวิชาการ ที่เขาทำนี้ทำให้สังคมศาสนาพุทธเสียหาย เขาไม่ได้สะกดจิตแค่ประชาชนฆราวาสนะ แม้แต่นักบวชภิกษุก็ถูกสะกดจิต สะกดจิตคนอื่นได้ แล้วก็ยังสะกดจิตให้ตนเองบาดเจ็บแล้วให้เห็นว่า ความบาดเจ็บนี้เป็นสุขได้อีก อาตมาเคยเรียนมาวิชาสะกดจิต ไม่ได้โมเม เพราะเข้าใจผิดคำว่า กาย คำว่า “กาย” นี้ทั้งศาสนาพุทธทั้งหมดมั้งหรือศาสนาพุทธทั้งหมด เข้าใจคำว่า “กาย”คืออุตุนิยาม เมื่อปฏิบัติธรรมก็แยกกายไม่ออก แยกธรรมะ 2 ทำให้เป็นธรรมะ 1 ทำไม่ได้ เกิดเอกสโมสรณาภวันติไม่ได้ พระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมะ 2 รวมลงเป็น 1 เมื่อทำไม่เป็นก็ไม่มีวันบรรลุธรรม เพราะศาสนาพุทธทั้งหมดเข้าใจคำว่า “กาย”แค่อุตุนิยาม คำว่า “กาย”ไม่มีในอุตุนิยาม แม้ในพีชนิยาม ที่มีชีวะหรือชีวิตแล้วก็มีทั้งลักษณะที่เป็นกายส่วนหนึ่ง ส่วนหนึ่งไม่เป็นกาย เช่นเล็บ ผม ขน ฟัน หนัง เป็นต้น ส่วนหนึ่งไม่เป็นกาย ส่วนหนึ่งเป็นกายอยู่ อย่างมันติดกับชีวะ ยังไม่ตัดออกไปก็เป็นกาย แต่ถ้าตัดออกไปจากร่างแล้วก็ไม่ใช่กาย สิ่งที่อยู่ในองคาพยพของเราอันนี้คือการศึกษาของพระพุทธเจ้าที่จะต้องเรียนรู้อาการปรุงแต่งเป็นชีวะ เป็นจิต เป็นจิตที่บำเรอกามในกายนี้ เมื่อแยกไม่ออก กายคืออะไร กามคืออะไร บำเรอกามคืออะไร แล้วจะไปชำระกามออกจากกายได้อย่างไร แล้วถ้าเข้าใจว่ากายหมายถึงแค่อุตุนิยามอย่างเดียว ดินน้ำไฟลมคือสิ่งที่ขาดจากกาย หรือแม้จะอยู่ในกาย มีสัมผัสได้ ตากระทบรูป หูกระทบเสียงเป็นต้น มันมีกามและก็มีกาย ผู้ที่เรียนผิด ไม่คิดว่าตากระทบรูปนี้มีกาย เขาถือว่ามีแต่ใจ หูกระทบเสียงก็เป็นกาย มีใจร่วมด้วยเป็นธรรมะ 2 ปรุงแต่งสังขารอยู่ ตาหูจมูกลิ้นกาย สัมผัสแล้วมีกาย เขาไม่รู้แล้ว เขารู้แค่กายคือภายนอก แล้วรู้สึกก็คือใจไปเลย ไม่เกี่ยวกัน การปฏิบัติสติปัฏฐาน ในกาย เขาก็เอาแค่อิริยาบถภายนอกแล้วไม่เกี่ยวกับอารมณ์ใจเลย แม้อารมณ์ใจก็ให้หยุดไม่รู้สึกเหมือนวัตถุ ไปพิจารณาเช่นนั้นหมด กายคือจิต มโน วิญญาณ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 16 ข้อ 230 คนศึกษาศาสนาเขาอ่านแล้วคงงง ไปไม่ออก เพราะเขาปักใจเชื่อว่ากายไม่ใช่จิต เมื่อเข้าใจไม่ได้ก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะสังโยชน์ข้อ 1 คือ สักกายะ ต้องรู้กายของตน คุณก็รู้สังโยชน์ข้อ 1 ผิด เพราะรู้ว่ากายคือภายนอกไม่เกี่ยวกับจิต ทั้งที่พระพุทธเจ้าว่า กายคือจิตคือมโนคือวิญญาณ เมื่อจะปฏิบัติกายคตาสติ ก็ทำผิด ไปทำกายปัสสัทธิก็ทำผิด อย่างในร่างเรามีดินน้ำไฟลม รู้ไม่ง่ายก็เลยเอาแค่อิริยาบถภายนอกให้สงบรำงับ ให้กายอยู่นิ่งไม่กระดิก ไม่พูด เพราะพูดแล้วไม่สงบ เขาก็หุบปากไม่พูด กายไม่กระดิก ลมหายใจให้เบาอ่อน ถ้าจะให้ลมหายใจหยุดก็ตาย เขาทำไม่ได้ก็จำนน ให้ไปนั่งสมาธิ ทำความสงบให้กายสังขาร กายสังขารังปัสสัมภยังก็เข้าใจผิดไประงับความเคลื่อนไหว แต่ที่จริงไม่ใช่ กายสงบคืออ่านให้รู้ จิต มโน วิญญาณที่มีอกุศลทำให้ไม่สงบนี้ออกไป กายมีองค์ประกอบดินน้ำไฟลม มีจิตร่วมด้วย แยกสิ่งที่ทำให้ไม่สงบออก ซึ่งความสงบของพุทธไม่ใช่ไม่มีการเคลื่อนไหว ไม่ใช่ไม่พูด แต่พูด แต่ทำอย่างดี แต่ในจิตไม่มีเหตุที่ทำให้ไม่เจริญ ก็ต้องรู้ตัวนี้ ทำตัวนี้ให้ระงับไม่ออกบทบาท ไม่ให้มันมีชีวิต ดับชีวิตินทรีย์สัตว์นรกกิเลสนี้ให้ได้ ฆ่าสัตว์โอปปาติกะตัวนี้ให้ได้ เพราะมันเป็นตัวรวนทำให้ยุ่งยาก ทำให้เสียหาย เฉพาะตัวนี้ทำให้สงบ ไม่ใช่ทำให้ร่างกายเขาแข็งทื่อ อันนั้นมันตื้นไป ไม่ใช่วิชาปรมัตถธรรม ใครก็เรียนได้ง่ายแต่พุทธนั้นลึกซึ้งกว่านั้นมากมาย การไปนั่งสะกดจิตหลับตา พอนั่งหลับตาแล้วมันไม่มีภายนอก ไม่มี ทวารนอก แต่ไปอยู่กับรูปภพอรูปภพ ไม่มีกามภพ จึงไม่สามารถรู้โครงสร้างกิเลส เหตุปัจจัยที่ประกอบ มีแตงโม มะเขือ เงินทองข้าวของ มนุษย์ที่เราเห็นเราสัมผัส ทำให้เราปรุงแต่งเกิดกิเลส เป็นกายสังขาร แต่คุณไม่เริ่มที่กายสังขาร แต่เอาเบื้องปลายมาทำเลย คำสอนพระพุทธเจ้าให้ทำตามลำดับขั้นตอน การสอนไม่เป็นลำดับอันน่ามหัศจรรย์อย่างที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ มันจะเก็บละเอียดตั้งแต่ต้นหยาบถึงละเอียด ต้องทำออกก่อนในเรื่องหยาบตั้งแต่ความทุจริต เสพสุขหยาบๆแม้กฏหมายก็ห้าม สังคมก็ไม่ให้เกิด เช่นสิ่งเสพติด การปล้นขโมย การพนันเขาก็ห้าม คนไปติดยึดเหล่านั้น ถ้าเราติดยึดเราก็ต้องล้างให้ได้ สมมุติว่า คุณไปติดยาเสพติด เหล้าบุหรี่แม้กฏหมายไม่ห้ามแต่ก็เสพติด แต่เอาสิ่งที่กฏหมายห้ามก่อน คุณต้องเลิก เมื่อสัมผัสแล้วเกิดกิเลส มีองค์ประกอบครบ มียาเสพติดแล้วเราเสพเกิดสุขทุกข์พร้อม ก็เรียนตามของจริง โดยตั้งศีลว่าเลิกไม่เสพ ถ้าสัมผัสก็อยาก แม้ไ่ม่สัมผัสก็วิ่งไปอยากเสพ ก็อ่านว่ามันเป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่มีตัวจริงหรอกสู้มันเลย คนไม่เสพติดนี้มีมากกว่าคนติดสิ่งเสพติด เขาก็อยู่ได้เลย แล้วคุณไปบ้าทำไมกับคนโง่ถูกหลอก คนไม่ติดก็ไม่ไปสุขทุกข์กับของเหล่านั้น แต่อุปาทานคุณไปติดเองว่าเป็นสวรรค์วิมาน คนไม่ติดก็ไม่มีสวรรค์วิมานอันนั้น แล้วเขาไม่เสียเวลาทุนรอนแรงงานกับสิ่งเหล่านั้นแล้ว เขาเซฟได้มากแล้วเป็นนักเศรษฐกิจชั้นเยี่ยมแล้ว แต่คุณยังไปเสียจิตคุณไปติดอยู่ต่างหาก ก็ต้องลองไม่เสพก็ไม่ตาย ตอนเสพก็ไม่ได้เสพตลอด แต่เสพตอนมันอยากเท่านั้น เสพแล้วก็พอใจอร่อยเพลินก็ถูกครอบงำทางจิต คนที่ไปเสพติดแล้วเลิกมาก็เลิกได้ก็มี เขาก็ไม่ติดยึด เอาเวลาทุนรอนแรงกายแรงใจกลับคืนมาได้ จิตคุณว่างแล้วจากเสพติด แม้มันมีอยู่ แต่ก่อนเราเคยเสพติด มันมายั่วให้เราไปเสพ แต่จิตเราหลุดแล้ว มันก็เฉย อุเบกขา เนกขัมสิตอุเบกขาเหมือนคนสามัญ มีวิมุติหลุดพ้นมาแล้ว ก็จะชัดเจน อันนี้จะเป็นตัวอย่างขั้นต้น ส่วนคนไม่เคยไปเสพติดอันนี้ก็ไม่มีตัวอย่างอันนี้ คนที่หลุดพ้นมานานแล้วก็อาจจำความรู้สึกนั้นไม่ได้ อย่างอาตมาเคยติดพริกมาก่อน อร่อยปากลำบากตูด เวลาขี้มาแสบนะ เพราะกินพริกมาก แต่ก่อนกินทีไรอร่อยทุกที น้องสาวอาตมากินส้มตำเผ็ดๆก็ชอบ กินแล้วเป็นลม แต่พอเขาตำอีกก็กิน ก็สลบอีก เพราะอร่อย ของพระพุทธเจ้าเมื่อหลุดพ้นแล้วไม่หนีแต่อยู่เหนือ จิตโลกุตระ คนที่ไม่เคยปฏิบัติแบบนี้แต่ไปนั่งสะกดจิตหลับตาไม่เคยทำกับของจริง พวกสายหลับตาก็พอรู้แบบตื้นๆ สะกดจิตเอาไว้ ก็ไม่ไปเสพหยาบๆแต่สะกดจิตไว้ไม่มีจิตวิเคราะห์เลยไม่ได้ต่อสู้เลย ไม่มีปัญญาเห็นแจ้งเลย สะกดจิตไว้อยู่ได้ชั่วคราว สายหลับตาสะกดจิตนั้นไม่รู้แม้หมากพลูบุหรี่เขาก็ติด ติดของกินของเคี้ยว ติดน้ำส้มน้ำหวาน เขาก็แปลงไปว่าเป็นปานะ (ออเดิร์ฟ) ของกินเล่น เขาว่าไม่เป็นไร ก็ทำมากินกัน สายหลับตามีเช่นนั้นจริงๆ ถึงขั้นเอาผักหลายชนิด มาจิ้มกิน ถือว่าเป็นอาหารปานะ ในตอนเย็นๆ ไม่ใช่ข้าวไม่ได้กินข้าว กินผักหนอก(บัวบก)มาจิ้มกิน ถือว่าเป็นยา เอาสมอมาจิ้มกินถือว่าเป็นยา ต่างๆนานาสารพัด เพราะไม่ได้เรียนรู้ว่าสิ่งที่ติดยึดคืออะไร ผู้เรียนรู้ความติดยึดโดยมีผัสสะแล้วค่อยล้างได้ สิ่งที่ติดหยาบก็อดได้ทนได้ไม่ละเมิดแต่จิตยังมีรูปราคะ สัมผัสข้างนอกไม่หยาบอะไรมีหิริโอตตัปปะ กินเข้าไปได้อย่างไรเรานักปฏิบัติธรรม ก็เลิกข้างนอกได้โดยปัญญา แต่สายหลับตาไม่ได้ปฏิบัติแบบนั้น เอาแต่สะกดจิตไว้ ไม่ได้เกิดปัญญาล้างได้ แต่เป็นการกดข่ม ถึงวาระที่หมดความอดทนก็ระเบิด เพราะฉะนั้นเป็นพระกรรมฐานมาอายุ 70 ก็ยังเสียท่าละเมิดในกามได้ มีตัวอย่างเยอะไป เพราะไม่ได้เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบั้นปลายชัดเจน ผู้ที่ล้างได้อย่างชัดเจนมันก็อยู่เหนือไปตลอด ยิ่งเป็นตัวสุดท้ายถึงถอนอาสวะอนุสัยเลยจะเป็น นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ทั้งที่มันมียั่วยวนอยู่ก็ไม่กำเริบ เราเคยอยู่เป็นทาสโลกอบายเลย แต่ตอนนี้แม้จะปรุงแต่งยั่วยวนมากกว่าเก่าก็ทำให้เราเวียนกลับไม่ได้ ไม่ได้หนีนะ แต่อยู่เหนือ แต่พวกนั่งหลับตาหนีไป สะกดจิต ถ้ามีแรงสะกดก็ไม่ทำได้แต่ไม่ได้เกิดปัญญาในการลดละจางคลายนะ เพราะไม่ได้ทำตามทฤษฎีพระพุทธเจ้า แยกกายแยกกามแยกจิตไม่ออก ไม่ได้รู้กามในกาย เพราะไปเข้าใจว่ากายเป็นแค่อุตุ ไม่มีจิต แต่แท้จริง กายนี้คือหนักไปทางจิตด้วยซ้ำ แต่ขาดภายนอกไม่ได้ แต่แท้จริงคือจิตภายในที่เป็นตัวจริง กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณแล้วเรียนรู้กิเลสในจิตมโนวิญญาณ จนกามหมดไปจากกาย เหลือแต่กาย เราปฏิบัติธรรมจนกามไม่เกิดในจิต จิตมโนวิญญาณเราก็สะอาดจากกาม กายก็สะอาด กิเลสกามมีกามคุณ 5 คือเบญจกามคุณ ในบาลีไม่มีคำว่า สฬกามคุณ คือกามคุณ 6 ไม่มี แต่การนั่งหลับตาไม่ได้เรียนรู้ลดละการติดยึดกามคุณ 5 เพราะปิดทวารเสียแล้ว เขาไม่เรียนแล้วกาย ก็ไม่รู้กามด้วย ไปนั่งหลับตาสะกดจิตเลย แล้วเข้าใจผิดว่ากายไม่เกี่ยวกับจิต แล้วก็ทำผิดขั้นตอนไปทำที่จิตเลยมันก็เลยไม่มีผล เพราะไม่ได้ทำตามลำดับ ในกามภพขั้นต้น แม้อบายก็คือกามขั้นหยาบ ท่านให้ล้างกิเลสอบายก่อนที่เป็นองค์ประกอบภายนอก แล้วเราจะเหนือสิ่งเหล่านี้ได้ ล้างกามได้ค่อยล้างกิเลสรูปภพอรูปภพ ได้หมดก็เป็นอรหันต์ คำสอนพระพุทธเจ้าต้องมีกายสักขี แต่ถ้าไปนั่งหลับตาไม่รู้กายแล้วแต่ภายในก็มีกายแต่มีเงื่อนไขว่าต้องมีภายนอกถึงเป็นกายอย่างสมบูรณ์แบบ เพราะต้องมีการกระทบสัมผัสทวาร 5 ภายนอกด้วย

_มีคำถามว่า ผู้ติดยาเสพติด กับผู้ที่เสพภพ โดยมีผู้กำหนดภพชาติให้เสพติดอย่างไหนให้โทษภัยมากกว่ากัน พ่อครูว่า… ผู้ที่มาสะกดจิตผู้อื่นให้ตกในภพภายในแล้วเสพติดภพใน โดยไม่ได้เรียนภพภายนอก เขาก็ไม่ไ้ด้เรียนรู้ที่จะล้างภพภายนอก เขาก็พอกเพิ่มติดยึดภพภายใน เขากิเลสเพิ่มไหม อย่างธรรมกายสอนกัน เขาสอนให้ติดภพสวรรค์วิมาน แต่ธัมมชโยซับซ้อนที่เอาความดีตื้นๆง่ายๆ สะกดจิตคน เช่น คุณอย่าไปฆ่าเขา ทุจริตเขามานะ แต่ในระบบทุนนิยมนี่คุณเอาเปรียบเขานี่ทุจริตแล้ว แต่ถ้าไม่เอาเปรียบก็ทำแบบเท่าทุน ขายของเท่าทุน ทำงานเท่าทุน โลกสังคมก็จะอยู่ได้ดี แต่โลกสังคมทุกวันนี้มีแต่คนเอาเปรียบกัน พระพุทธเจ้าสอนนอกจากไม่เอาเปรียบแล้วยังสอนให้มาเสียเปรียบหรือขาดทุนให้คนอื่นอีก ความเสียเปรียบหรือความขาดทุนให้คนอื่นคือความเจริญของชีวิต ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา คือผู้ทำผลผลิตได้เกินแล้วเอาไปขาดทุนเสียเปรียบให้แก่คนอื่นคือคนมีประโยชน์ต่อสังคม คนเอาเปรียบคนอื่นคือคนไม่มีประโยชน์ต่อสังคมเป็นระบบที่เลว ให้ไปแย่งมามากๆ สะกดจิตคนให้อยากรวยๆมาก แล้วเอามาทำทานกับเขา ปลุกเร้าให้ทำทานอย่างไม่คิดชีวิตโถมหมดตัวเลย คนก็ติดแล้วหลง คนก็กล้าได้กล้าเสีย ให้หลงวิมานใหญ่ เขาไม่ได้หรอกมีแต่เสีย แต่คนได้คือธัมมชโย พ่อครูว่า… วิโมกข์ 8 เขาก็เอาแต่ไปนั่งหลับตาเข้านิโรธ อาตมาพูดมา 45 ปีแล้วก็ไม่ค่อยฟังกันเลย วันนี้ตั้งใจอธิบาย กามในกาย เอาเล็บ เล็บของคุณประกอบไปด้วยอุตุธาตุ ดินน้ำไฟลม ไม่มีความรู้สึก ยิ่งถ้าตัดขาดออกมาแล้วยิ่งชัดเป็นดินน้ำไฟลม แม้มันจะเคยเป็นชีวะ เคยมีจิตวิญญาณร่วมแต่ตอนนี้ขาดจากกายแล้ว อาจเหลือความสดอยู่บ้างก็เป็นดินน้ำไฟลม ตัวนี้ไม่ใช่กายแล้ว ไม่ใช่องค์รวมของรูปนาม ตัดขาดแล้ว ส่วนเล็บที่ยังติดกับร่างเรา ไม่ได้ตัดออก มาพิจารณาตัวนี้ ว่ามีกามกับมันไหม แต่พวกที่ตัดออกไปแล้วบางคนยังบ้ามีกามกับมันอีก เช่นคนเลี้ยงเล็บยาว แต่เล็บมันอุบัติเหตุขาดไป ก็ยังบอกว่าเล็บของฉันๆอีก ทั้งที่มันตัดจากร่างกายแล้วนะ ชัดเจนนะ เล็บที่ติดกับกายเรา มันยังมีชีวะ เป็นพีชนิยาม ส่วนเล็บที่ยืดออกมา มีอาหารเลี้ยงไว้เป็นส่วนของร่างกาย มีจิตวิญญาณรับรู้อยู่ แต่ส่วนที่งอกออกมานี่ตัวนี้แหละไม่ใช่กาย แต่เป็นชีวะ เพราะไร้ความรู้สึกแล้ว ตัดทิ้งไม่เจ็บ เป็นพีชนิยาม มันปรุงแต่งสัญญาทำหน้าที่ของเล็บยาวมาเรื่อยๆ แต่เล็บส่วนที่รู้สึกเจ็บได้นี่คือส่วนที่เป็นกาย แต่เล็บส่วนที่ยื่นยาวออกไปคือชีวะเป็นพีชะ ไม่ใช่กาย แต่คนที่รักเล็บที่ตัดออกไปแล้วก็คือโง่ บ้า อวิชชายึดเป็นตัวกูของกู ใครไปยึดดินน้ำไฟลม แผ่นดิน เพชรนิลจินดา เงินทองมันไม่ใช่ของคุณเลย ไม่ใช่กายเลยไปยึดทำไม แม้แต่ลูกของกู ก็ไปยึดอีกทั้งที่ไม่ใช่กายของคุณแล้ว นี่คืออุปาทานยึดเป็นตัวกูของกู แม้แต่มันอยู่ในนี้ไม่มีเวทนาก็ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราแล้ว คุณทำใจไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา อย่างมะเขือนี้ ยึดว่าของเรา คือความโง่ ใครเอาไปไม่ได้เป็นต้น มันไม่ใช่กายเราก็ไม่ต้องยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา ต้องแยกกายแยกจิตออก มันไม่ใช่กาย มันก็ไม่ใช่เรา ถ้าเรายังยึดอยู่ จิตมันก็เป็นเรา พระพุทธเจ้าตรัสว่า กายคือจิต คือมโน คือวิญญาณ ถ้าเราไม่รู้สึกแล้วก็ไม่ใช่กาย มันห่างความเป็นเราแล้ว ถ้าเข้าใจก็ไม่ไปยึดเป็นเรา ถ้าเราไปยึดเป็นเราก็ทุกข์ มันพรากจากเราก็ทุกข์ ใครจะไปตัดผมตัดเล็บเรา ก็ตัดไปสิ มันไม่ใช่เราแล้ว แต่ถ้ายึดอยู่ก็ว่า ผมนี่ของข้าใครอย่าแตะ ก็ยึดไม่รู้จบ แม้เล็บ ส่วนที่มีเวทนา เจ็บ ปวด ด้าน ถ้าจิตเรายังยึดอยู่ว่าอันนั้นก็เป็นเรา คุณก็จะต้องไม่มีเล็บไม่ได้ ขาดเล็บไม่ได้ ถ้าชีวิตคุณไม่ต้องใช้เล็บ จะอยู่ได้ไหม? ...ก็อยู่ได้ บางอวัยวะมันมีความจำเป็นก็ยึดมากหน่อย สัตว์บางชนิดขาดเล็บมันหากินไม่ได้นะ จนพัฒนามาเป็นคนก็ไม่ค่อยได้ใช้เล็บแล้ว บางสัตว์ไม่มีเล็บก็อยู่ได้ ความยึดว่าเป็นเราเป็นของเรามันมีทั้งที่มันไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ต้องอาศัยสิ่งที่จำเป็นอวัยวะเราตามเหมาะควรก็พอแล้วแต่คนไม่พอต้องเอาเล็บมาเป็นเครื่องประดับ ผิวหนังก็ต้องประดับตกแต่งทั้งที่เป็นอวัยวะห่อหุ้ม เพื่อป้องกันภัย ผิวหนังก็มีหน้าที่อย่างนี้ ผมขนเล็บฟันหนังที่ไม่มีเส้นประสาทไปถึงเป็นพีชนิยาม แต่อวัยวะภายในก็มีเส้นประสาทนะ มันมีระบบประสาทอัตโนมัติทำงานอยู่ มันละเอียดยิ่งกว่าระบบเทคโนโลยีใดๆเลย อาการทุกอาการของมันไม่ว่าเลือดน้ำเหลืองน้ำหนอง อาหารเก่า อาหารใหม่ ก็เริ่มต้นที่จะไม่ไปเป็นอาการปรุงแต่ง เหมือนเล็บที่ยาวออกมา อาหารใหม่กับอาหารเก่าก็เหมือนเล็บ แต่ไม่ออกมาจากร่างกาย เสลดน้ำเหลืองก็ถ้าเป็นน้ำหนองก็ต้องถ่ายทิ้งขับออก พระพุทธเจ้าให้พิจารณากาย ถึงจิต แล้วพิจารณาจิตที่มีกาม ก็ล้างกาม หน้าที่ของผม ขน เล็บ ฟันหนัง เราก็ต้องรู้วางปล่อยในส่วนที่ไม่เป็นเราเป็นของเรา มันอยู่ในนี้แล้วก็อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเรา นี่คือการเรียนรู้ล้างความติดยึดในส่วนที่เป็นเราเป็นของเราอย่างอุจจาระปัสสวะออกไปไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา มันก็ไม่ยากแต่บางอย่างตระหนี่ไว้หวงไว้ ของข้าใครอย่าแตะก็ทุกข์ตายเลย ฟังโดยปัญญาอธิบายว่า อย่าไปยึดเป็นเราเป็นของเราเลย ธรรมะของพระพุทธเจ้าสรุปจบเลยคือหมดความเป็นเราเป็นของเรา แม้ร่างกายที่เราอาศัย ตับไตไส้พุงนี้ก็ตาม เช่น ไตเรามีสองข้าง คนนี้ขาดไต เราก็บริจาคให้ข้างหนึ่งก็ได้ คุณอาจบกพร่องไปบ้าง คนไม่ยึดก็บริจาคให้กันได้ แม้ส่วนนั้นส่วนนี้ถ้าไม่มีมันร่างกายก็ไม่ตาย ถ้าส่วนใดเป็นอวัยวะสำคัญเช่น หัวใจให้ไม่ได้เพราะให้แล้วก็ตาย หรือส่วนใดให้แล้วร่างกายขาดไม่สมดุลไปไม่รอดก็ตาย แต่บางอย่างให้ได้ก็ไม่ตาย ถ้าให้ไปแล้วก็ลดหวงแหน การยึดว่าอะไรเป็นเราเป็นของเราจึงสำคัญ อะไรให้ไม่ได้ก็ไม่ให้ พ่อครูว่า…อาตมาเคยไปบอกหมอเหนอ ว่า ถ้าผู้ใดจำเป็นที่จะต้องได้ดวงตา ผมเอาไว้ข้างเดียวก็พอ ผมสละให้ได้ข้างหนึ่ง อาตมาพูดอย่างนี้กับหมอเหนอ หมอก็บอกว่า คุณไม่ต้องพูดอย่างนี้หรอกในธนาคารตาเขามีเหลือเฟือ มีพอไม่ต้องสละหรอก อย่างนี้เป็นต้น อาตมาใจมันจริงอย่างนั้นเลย อีกครั้งหนึ่ง พ่อครูว่า… ชีวิตเราไม่ต้องใช้แล้ว เคยบอกว่า ถ้ามีใครต้องการอวัยวะเพศ ก็สละให้ได้นะ ชีวิตนี้ไม่ต้องใช้เลย เพื่อนก็หัวเราะหาว่าบ้า พระพุทธเจ้าสอนเราว่าไม่ต้องมีกาม อวัยวะใช้สำหรับเยี่ยวได้ เราไม่ต้องการสืบพันธุ์แล้ว แต่เรื่องต้องการรสสัมผัส มันเป็นเรื่องของกาม….จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน