590721_เทศน์ก่อนฉันอาวาสสถาน เมฆาอโศก จิตว่าง ๕ ประเภท.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590721 เทศน์ก่อนฉันอาวาสสถาน เมฆาอโศก จิตว่าง 5 ประเภท พ่อครูว่า....วันนี้วันพฤหัสบดีที่21 กรกฎาคม 2559 ที่ อาวาสสถาน เมฆาอโศก มาถึงเมฆาฯมาถึงแดนเมฆ อาตมานั่งมา นอนมาจนเหนื่อย ก็ดีนะ อาตมาเองก็คิดว่ามันต้องทำ เพราะเป็นโ อกาส ได้ประโยชน์โปรดผู้โปรดคนให้เกิดคุณค่าประโยชน์ วันนี้ตั้งใจแสดงธรรมเรื่อง จิตว่าง 5 ประเภท ท่านพุทธทาสได้บัญญัติจิตว่างนี้มา อาตมาก็จะอธิบายคนละอย่างกับท่าน ท่านไม่ค่อยได้ฟังอาตมามากหรอก ท่านก็เข้าใจอย่างท่านจนท่านจากไป อาตมาก็บวชไม่นานตอนท่านเสีย ก็เคยได้ยินท่านพูด อาตมาก็เอาจุฬสุญตสูตรมาอธิบายว่า ว่างต้องมีเหตุปัจจัย ไม่ใช่ว่างอย่างลอยๆ แท้จริงต้องมีรูปนาม มีคู่มีธรรมะสอง จะว่างก็ว่างจากอะไร ในจุฬสุญญตสูตร ว่า ศาลานี้ว่างจากช้าง จากม้า จากคน ศาลานี้ว่างจากเสาก็ไม่เป็นศาลาแล้วก็ว่างจากสิ่งที่ว่างได้ ต้องมีคู่ มีเหตุปัจจัย การว่างก็ต้องมีเหตุปัจจัยว่าว่างจากอะไร จิตต้องว่างจากกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด หมดกิเลสหยาบเป็นโสดาบันหมดจากอาการจิตที่ชั่วหยาบ จิตว่าง 5 ประการมี 1. ว่างตามธรรมชาติ คนเราก็ต้องมีจิตว่างไม่เกาะกับอะไรนิรันดร ถ้าไม่เข้าใจก็ต้องสุขทุกข์กับสิ่งที่ติดยึดไม่ว่าจะวัตถุหรือบุคคล เคยเห็นแม่ครัวทุกข์สุขกับตะหลิวไหม ก็บ้าอยู่คนเดียว ตะหลิวตนเองไม่ได้ดังใจตีมันมันก็หัก มันไม่ทุกข์สุขหรอก หนึ่งว่างจากธรรมชาติต้องว่างต้องขาดไปเป็นคราว แล้วไม่จบไม่สิ้นเพราะไม่มีปัญญาไม่หลุดเด็ดขาด 2. ว่างอย่างมืด เช่น คุณหลับไปก็ดับไปว่างไปจากสิ่งที่รับรู้แล้ว คนนั่งสมาธิหลับตาดับไปก็ว่างมืด อันนี้ถือว่าตั้งมั่นเป็นสมาธิได้

3. ว่างอย่างสว่าง อย่างสายท่านพุทธทาน พิจารณาให้จิตไม่เกาะไม่ติด ทำจิตให้ว่าง ยังต้องทำอยู่ อย่างท่านพุทธทาสไม่มีสมาธิเด็ดขาด จะสมา

อ่านต่อ

ธิที่ต้องไปนั่งแบบ meditation สะกดจิตหลับเข้าไป ลืมตาอย่างที่ท่านลืมตาไม่มีทางว่าง ไม่ว่าท่านพุทธทาสหรือท่านติชนัทอันห์สอน มีคาถา สะอาดสว่างสงบ ให้ว่างแบบสว่าง อันนี้ว่างชั่วคราวได้ พอสติตกก็ไม่ว่างแล้วก็ว่างไม่ถาวร 4. ว่างอย่างเสขบุคคล ก็คือจิตว่างที่เรียนรู้ถูกธรรมะพระพุทธเจ้าสัมมาทิฏฐิ โสดาบันก็ว่างไม่เวียนกลับ อยู่กับมันสัมผัสมันก็ไม่สุขไม่ทุกข์ถาวร ได้ขั้นหนึ่งๆ สกิทาคามีก็ดีขั้นได้เพิ่มขึ้นๆ อนาคามีก็เสขบุคคลก็ว่างหมดแล้วในอบาย ในกาม มีแต่รูปภพอรูปภพที่ไม่ว่าง 5. ว่างอย่างอรหันต์ จบหมดทุกภพชาติ ท่านว่างได้ตลอดเวลา มีเหตุปัจจัยทุกอัน ตามธรรมชาติก็มีจิตว่างได้บางคราว หรือจะดับหลับตาแล้วดับจิตไป ก็ว่างได้ ฝึกมากก็ทนได้นานก็ธรรมดา เป็นว่างมืด ส่วนว่างสะอาดสว่างสงบก็ใช้สติปัญญาทำให้ว่างได้ชั่วคราว ไม่เหมือนว่างแบบมืด แบบสว่างนี้รู้ว่าว่าง ก็ทำได้ชั่วคราว หรือว่าแบบว่างแบบตรรกะ ตีหัวมนุษย์ด้วยจิตว่าง หรือจิบเบียร์ด้วยจิตว่าง วางแบบเสขบุคคลมีสัมมาทิฏฐิ แบบพระพุทธเจ้าแต่ยังไม่ใช่อรหันต์ แต่จะว่างไปตามลำดับไป สมาธิมี 4 แบบ 1. สมาธิธรรมชาติ คนเราก็มีจิตตั้งมั่นจดจ่อกับสิ่งสนใจก็เป็นสมาธิ พอไม่จดจ่อก็ไม่ตั้งมั่นกับอันนั้นแล้ว มันมีกิเลสก็ทำให้เกิดสมาธิตั้งมั่นได้ ติดอยู่นานเลย ใครจะว่าอย่างไรก็ไม่หวั่น 2. สมาธิแบบมืด สะกดจิตหลับตาดับมืดดับจิต ส่วนพวกสะอาดสว่างสงบ ได้แค่ชั่วคราว ได้ถาวรเท่าที่ตนเองสนใจติดยึด พอวางก็ไม่อยู่สมาธิแล้ว เป็นปัญญาฉลาดสมาธิไม่ถาวร แบบนี้ใช้อาศัยได้ไม่เสียหาย แต่ไม่เที่ยงแท้ถาวร 3. สมาธิแบบพุทธ เป็นแบบเสขบุคคล 4. สมาธิแบบอเสขบุคคล อรหันต์ ผู้ไม่เข้าใจลักษณะละเอียดแบบนี้ก็ไม่เข้าใจว่าควรทำให้เป็นแบบใด ต้องไม่ทำแบบธรรมชาติ หรือแบบมืด หรือแบบสะอาดสว่างสงบ ต้องเอาแบบเสขบุคคลกับแบบอรหันต์ เป็นไปตามลำดับ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าจึงต้องเข้าใจคำว่าบุญ บุญคืออะไร? ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเสื่อมเพี้ยนผิดไป ไม่สามารถประพฤติให้เกิดบุญ ทำไม่ตรงไม่ถูกต้องจึงไม่มีประสิทธิภาพสมบูรณ์ ทาน เป็นสิ่งที่ขึ้นต้นและลงท้ายของมนุษยชาติ เป็นความดีเบื้องต้น จนถึงสูงสุดเป็นพระพุทธเจ้า ก็อยู่กับทาน คือการให้ ไม่เอา จะเอาก็เพียงอาศัยเท่าที่จำเป็น ให้ร่างกายแข็งแรง ให้อยู่ได้ในปัจจัย 4 และบริขารเท่านั้นเอง นอกนั้นมีแต่ให้ ไม่สะสมไม่เป็นภาระวุ่นวาย สุดยอดมีแต่ให้ ให้คุณภาพเริ่มต้นดีตั้งแต่ต้นจนปลายมีแต่ให้ ในบารมี 10 ทัศ มีทาน ศีล เนกขัมมมะ ปัญญา วิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐาน เมตตา อุเบกขา ในบารมี 10 นี้ ปฏิบัติแล้วสุดท้ายจะเป็นคนทาน จบถ้วนรอบปรมัตถบารมีก็เป็นคนทาน โดยอาศัยเมตตากับอุเบกขาอาศัย เมตตาคือทำงานให้คนอื่นกลับมาเป็นตัวเราที่อุเบกขา สามเส้าของอรหันต์คือ ทาน เมตตา อุเบกขา เป็นบารมีสามทัศของอรหันต์ทุกพระองค์ เท่านั้นแล้ว ส่วนเนกขัมมะปัญญา เป็นสิ่งประกอบในการให้ทานได้บริสุทธิ์ ไม่มีอะไรต้องการตอบแทนเลย ธรรมดาคนเราไม่รู้ให้ทานแล้วต้องหวังจะได้อะไรมา มาสู่ทานสูตร ล. 23 ข.49....ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคน ในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมีหรือหนอแลและทานเช่นนั้นแล ที่บุคคล บางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มากพึงมีหรือพระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรสารีบุตร ทานเช่นนั้นนั่นแลที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก พึงมี และทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก พึงมี ฯ สา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มากอะไรหนอเป็นเหตุเป็นปัจจัย เครื่องให้ทานเช่นนั้นนั่นแล ที่บุคคลบางคนในโลกนี้ ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผล ให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่อง การทำทานที่จะมีอานิสงส์มากทำอย่างไร ถ้าเราทำทานไปแล้วใจเรายังมีความหวัง ตั้งความหวังไว้กับทาน (สาเปกฺโข ทาน) ทานไม่อุเบกขา แต่เป็น สาเปกขา ยังไม่หมดเยื่อใย คนมิจฉาทิฏฐิ จะไม่คิดตัดเยื่อใยในทานนั้น สูงสุดต้องไม่มีเยื่อใยในทานนั้นจึงสูงสุด ถ้าปัญญาไม่รู้อาการเยื่อใยของใจก็มีผลที่มิจฉาทิฏฐิ นั่นคือมีจิตผูกพันในผลให้ทาน(ปฏิพทฺธจิตฺโต) แล้วสะสมไว้(สนฺนิธิเปกฺโข) มุ่งการสั่งสมเลย แล้วก็อยากให้ติดไปข้ามชาติ(ปริภฺุชิสฺสามีติ) คนที่มีลักษณะจิต สี่แบบนี้ ตายไปจะเป็นสหายแห่ง จาตุมมหาราชิก เป็นยักษ์เขี้ยวใหญ่ โจรอำมหิตสุดยอดเลย เหมือนสายธัมมชโยทำทั้งนั้นเลย เป็นยักษ์เขี้ยวใหญ่ ชื่อว่าเทวดา แต่ ที่จริงเป็นยักษ์มารชั้นต่ำสุด จิตตะกละไม่ถ่ายถอนเลย เอาถ่ายเดียว นี่คือจอมโง่ที่สุดเลย เป็นจอมจาตุมมหาราชิกา เทวดา 6 ชั้นนี้ก็ยังเป็นภพชาติ ไม่มีทางจบ ลูกศิษย์ลูกหาธัมมชโยไม่มีทางไปนิพพานเลยมีแต่มืดกับบอด ไม่ได้ใส่ความนะนี่เตือนด้วยหวังดีนะ ให้เลิกเถอะ อย่าไปยึดถือเป็นสาวกอยู่เป็นอันขาด บุคคล หวังให้ท่าน จิตผูกพัน สั่งสม ข้ามชาติ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ความหมายคือแย่งเขาเก่งแย่งไม่หยุด ไม่มีจิตให้อะไรใครเลย นี่คือจิตเลวที่สุดแห่งที่สุด ผู้นี้จะทำทานด้วยอะไรก็ตาม ยังมีจิตแบบนี้ ต่อมา คนที่เข้าใจแต่ว่า ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคล บางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี(สาหุ) เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและ เครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคล บางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สา. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผล ให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความ เป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ แต่ถ้ายังแย่งมากอยู่แล้วก็เอามาเสพสุขมากอยู่คนนี้ก็มีทั้งจาตุมมหาราช และพวกดาวดึงส์ รวมเรียกว่าอติวินิปาต คือพวกไม่มีนรกให้ตกอีกแล้ว ต่ำกว่าที่จะต่ำสุดแล้วนั่นเอง ชั้นที่สาม เรียกว่า ยามา คือกาลเวลา คนที่หลง จาตุมฯกับดาวดึงส์ก็เหมือนคู่ที่โง่มาก เป็นสัตว์ต่ำสุดแล้วนะ แล้วเขาจะเป็นให้ยาวนาน ยามา คือกาละ เพราะหลงว่าเป็นสุขเป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็น ก็เลยจะเอาให้ยาวนาน สามเส้านี้คือสุดอวิชชายอดโง่ คือจาตุมมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา มาสู่อันนี้ 4 คือดุสิตา พระพุทธเจ้าบอกว่าเราหยุดแล้วแต่เธอยังไม่หยุด เท่านี้องคุลิมาลก็มีปัญญาก็เลยหยุด แต่ธัมมชโยก็ไม่หยุด อาตมามองไม่เห็นทางว่าเขาจะดันไปได้ ถ้าเขายอมก็จะได้ใจคน แต่นี่เขาก็ดันต่อจะไม่ได้อะไรเลย ไม่มีใครเห็นใจ จะโง่ดักดานไปอีกนานแค่ไหนไม่รู้ คนรู้จักพักรู้จักพอ ดุสิตาก็ดีขึ้น แต่ถ้าเอาแต่ดาวดึงส์ยามาก็จะดันดำไปถึง นิมมานรดี ปรินิมมิตวสวัตตี ก็จะเก่งขึ้นแต่เก่งชั่วมากขึ้น นิมมานรดีก็เก่งคนเดียวทำได้อย่างมีอำนาจบาทใหญ่ ส่วนปรนิมมิตวสวัตตีก็เก่งทั้งตนและเก่งอย่างมีบริวารด้วย มีกองทัพกองหนุนด้วย ยิ่งใหญ่ที่สุด ถ้าเป็นจอมนรกจอมมารก็จอมมารใหญ่ที่สุดเลย มีลักษณะชั่ว แต่ถ้าเป็นลักษณะดี ปรนิมมิตวสวัตตีที่เป็นตัวดีที่สุดก็ทำได้ด้วย...กลับมาเป็นผู้ที่รู้จักว่าสิ่งชั่วหยาบสุดลดลงก็ค่อยๆ ลดลงได้ตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ไม่กลับไปกลับมาไม่ถอยหน้าถอยหลัง แต่ยิ่งแน่นไม่เสียกาละเวลาไม่สะดุด เป็นผู้สั่งสมความเจริญได้อย่างเป็นลำดับๆ ตั้งแต่รู้ว่าจะต้องเป็นมหาราชแห่งการให้แห่งการไม่มี เป็นไปตามลำดับ เป็นดาวดึงส์ที่แท้ เป็นยามาที่แท้ เป็นดุสิตที่แท้เป็นนิมมานรดีที่แท้เป็น ปรนิมมิตวสวัตตีที่แท้ เน้นเนื้อให้เหนือกว่ามาก เน้นลากแม้ยากกว่าแล่น เน้นจริงให้ยิ่งกว่าแค่น เน้นแก่นให้แน่นกว่ากว้าง อย่างแท้จริง นี่คือผู้รู้ลักษณะอาการจิตแล้วรู้ความหมายดี อย่างไม่สับสนไม่ผิดพลาด อย่างถูกตรงตามลำดับ นี่คือผู้ที่รู้จักเทวดา 6 แล้วก็สอนผู้อื่นได้ คนอื่นทำได้ก็จะเข้ามาผนึกสานกันเป็น เครือแห pyramidal web ผนึกกันดี นี่คือเทวดา 6 ชั้น ทีนี้ อย่างธัมมชโยเป็นตัวอย่างชัดของการไม่รู้เทวดา 6 แล้วทำชั่วได้ ทั้ง 6 ระดับ แล้วทำชั่วได้ในชั้น 7 อีก เป็นความโง่ด้วยตนเอง โง่อย่างพิเศษ คือเมื่อเป็นผู้ที่ให้ทานโดยไม่มีหวัง ผูกพัน สั่งสม ตายไปจะได้อะไรต่อ ก็ไม่มีจิตแบบนี้แล้ว แต่ก็จะต้องทานแบบมีหมดทุกอย่างเลย คนพวกนี้มีแล้วไปทำใจในใจให้ปลื้ม คือไม่มี สาเปกฺโข ทาน เทติ ปฏิพทฺธจิตฺโต ทาน เทติ สนฺนิธิเปกฺโข ทาน เทติ อิม เปจฺจ ปริภุญชิสฺสามีติ ทาน แต่มีใจให้ปลื้ม อตฺตมนตาโสมนสฺ คือไปยินดี แบบที่ธัมมชโยทำนี่แหละ ผู้ใดไม่ทำทานอย่างมีจิตที่แล้วแต่ทำจิตให้เป็น จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขาร ทาน คือปรุงแต่งจิตให้ลดความเป็นเทวดา 6 นี้แล้ว จะได้เป็นสหายแห่งพรหม พระพุทธเจ้าจึงสอนอันที่ 7 นี้ อาตมาว่าพระพุทธเจ้าบรรยายสุดแล้ว ท่านก็จบด้วยอันสุดท้ายนี้ พ. ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพัน ในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย เคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทาน ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใส จะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อ ตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความ เป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัย เป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็น เครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ จบสูตรที่ 9 คือทำทานด้วยปัญญาของตนเอง เข้าถึงการปรุงแต่งจิต จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขาร ไม่ต้องมีเหตุอะไรนำนอกจากปัญญาเราล้วนๆ เลย (อสังขาริกัง) ผู้นี้ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งพรหม คือจบหมดภพชาติของพระพุทธเจ้าทานที่ไม่มีภพชาติ แม้แค่ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา นี่ก็บารมี 4 ใน 10 ทัศ ต่อมาวิริยะ ขันติ สัจจะ อธิษฐานอีก 4 สุดท้าย เมตตา อุเบกขา สูงสุดอรหันต์อยู่กับเมตตาอุเบกขา แล้วทำอีก 8 ขั้นต้นให้สำเร็จ ทาน ศีล เนกขัมมะ ปัญญา สุดยอดคือปัญญา คือไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่าทาน คุณจะทำทานได้อย่างดี จนเกิดสละออก ใช้ภาษาไทยว่าสละออก ทานก็เพื่อสละออก ศีลก็เพื่อสละออก(เนกขัมมะ) ผู้ใดสามารถรู้ตัวแท้ของเวทนาในเวทนา เวทนาในเวทนา 18 เป็นเนกขัมมะ 18 ลักษณะอาการ ทั้ง 18 นี้ โดยธรรมชาติสามัญปุถุชนคือเคหสิต 18 เกิดสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ สาม แล้วก็ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็รวมเป็น 18 มาเรียนรู้อย่างไรคือเคหสิตเวทนาเพราะมีกิเลสก็มาทำออก เรียกว่าเนกขัมมสิตเวทนา ได้เรื่อยๆ ก็เข้าใจว่า อย่างไรคือเนกขัมมะ ทานหรือถือศีล หรือพิธีการต่างๆ ก็เพื่อเนกขัมมะเอากิเลสออก ทานศีล ภาวนาเพื่อรู้กิเลส แล้วเอากิเลสออก เมื่อเอาออกได้ก็รู้ชัดคือปัญญา ในแต่ละศีล จบที่เอาออก คุณรู้จักเนกขัมมะหรือเอาออกได้ทั้ง 18 รู้สภาวะจริงเข้าใจทำได้จริง อาการจิตออกเป็นอย่างไรก็ทำการเอาออกเรียกว่าเนกขัมมะและมีปัญญารู้จริง ไม่ผิดเพี้ยน พ้นสงสัย สมบูรณ์แบบรู้จัก รู้แจ้งรู้จริง เมื่อคุณชัดเจนอย่างนี้ เมื่อทำได้ก็ต้องเพียรทำแล้วทำอีก ถ้าเหลืออีกก็ทำอีก ต้องเพียรทำ วิริยะ ต้องเอาจริงขันติ สัจจะ ต้องจริงไม่มีอะไรไม่จริงแม้เศษธุลีละออง ล้มก็ตั้งใหม่ อธิษฐานตั้งใหม่อีก ถ้าคุณรู้จักการปรุงแต่งจิต จิตฺตาลงฺการ รู้จักเหตุปัจจัยองค์ประกอบ composition เป็น จิตฺตปริกฺขาร พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้จะปฏิบัติมรรคองค์ 8 ต้องเห็นแสงอรุณ 7 ก่อน ถ้าไม่เห็นแสงอรุณก็ปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ไม่บริบูรณ์ มิตรดี ศีล ฉันทะ อัตตะ ทิฏฐิ อัปปมาทะ โยนิโสมนสิการ ศาสนาพุทธต้องรู้มาจากคนที่ทำได้มาก่อน ไม่มีรู้เองได้ พระพุทธเจ้าก็รับความรู้มาจากพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ แต่ไม่รู้ว่าพระพุทธเจ้าองค์แรกคือใคร แต่รู้ที่จบได้ เรามีมิตรดีแล้วก็จะรู้ว่าศีลที่ท่านมิตรดีปฏิบัติคืออย่างไร ... เราก็จะได้เป็นลูกศิษย์กับอาจารย์ที่ดี เราก็จะมีฉันทะในการปฏิบัติ แล้วก็รู้จักอัตตา เรียนรู้อัตตา 3 อ่านอาการจิตอัตตาออก ละไปตั้งแต่โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา เอาให้หมดสิ้นเกลี้ยงตรวจสอบอรูปฌาน 4 อีก หมดจากอัตตาก็มีเชิงปัญญา เป็นทิฏฐิ มีปัญญาแท้ แล้วจะไม่ประมาท เป็นตัวปลายมากเลย จะถึงชั้นไหนๆ ก็อย่าประมาท ประมาทแล้วมีสิทธิ์พลาดได้ ผู้ชัดเจนไม่ประมาท ก็สบาย ทำได้สมบูรณ์ แล้วตัวสุดท้ายคือโยนิโสมนสิการ คือทำใจในใจเป็นถูกต้องถ่องแท้แยบคาย มนสิการคือการทำใจในใจ คำว่า สร้างสรร ของอาตมาไม่มี ค. การันต์ คือสร้างเป็นเจโต แล้ว สรรคือเลือกสรร เป็นปัญญา ใครสร้างสรรค์คือพวกทำตะพึดไม่มีปัญญาก็ทำ ผิดก็ทำ ไม่คัดสรรเลย ผู้สามารถเข้าใจโยสิโสมนสิการอย่างถ่องแท้ ทำใจในใจให้ถึงที่เกิดเลย คนใดไม่เข้าใจยังไม่มีความรู้ในแสงอรุณ 7 ก็ปฏิบัติมรรคองค์ 8 ได้ไม่บริบูรณ์ จึงต้องมีสุริยเปยยาล นี้ มาก่อนที่พระอาทิตย์จะมาต้องเห็นแสงมาก่อน ถ้าไม่ได้อย่างนี้ครบไปคว้าพระอาทิตย์ก็ไหม้มือคุณเลย ก็พร่องไม่บริบูรณ์ ต้องมีเค้าให้เกิดได้ ในมูลสูตร 10 มีฉันทะ เป็นมูล-รากเหง้า (มูลกา) มีมนสิการ เป็นแดนเกิด (สัมภวะ) 3. มีผัสสะ เป็นเหตุเกิด (สมุทัย)เป็นสมุทัยของมรรค แล้วจึงอ่าน ตัณหาคือสมุทัยในจิตได้ แต่ผัสสะคือสมุทัยของมรรค 4. มีเวทนา เป็นที่ประชุมลง (สโมสรณา) ต้องทำเวทนาให้เป็นหนึ่ง สโมสรณา 5. มีสมาธิ เป็นประมุข (ปมุขะ) 6. มีสติ เป็นใหญ่ (อธิปไตย = พลังอำนาจ) 7. มีปัญญา เป็นยิ่ง (อุตระ = เหนือ) กัปตันรู้ยิ่งยอด 8. มีวิมุติ เป็นแก่น (สาระ) หลุดพ้นสุดยอดที่จะรู้ยิ่ง 9. มีอมตะ เป็นที่หยั่งลง (โอคธา) = สอุปาทิเสสนิพพาน คำว่าโอคธาแปลว่าข้ามฝั่ง อมตะแปลว่าไม่ตายไม่เกิด 10. มีนิพพาน เป็นที่สุด (ปริโยสาน) = อนุปาทิเสสนิพพาน (พตปฎ. เล่ม 24 ข้อ 58) เราสามารถตรวจสอบได้ว่าเรามีฉันทะไหม ถ้ามาแล้วต้องรู้ว่ามาเอาอะไร รู้ว่าไม่มีอะไรดีกว่านี้อีกแล้วเกิดมาเป็นคน ได้เวลาสำคัญต้องมาเอา หาเวลาไม่ได้ง่ายๆ นะ จะรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุดในความเป็นมนุษยชาติ มีฉันทะเป็นมูล ในมูลสูตร 10 นี้จึงชัดเจน มาเข้าสู่มรรค 8 คุณต้องปฏิบัติมรรค 7 องค์แล้วจะเกิดสัมมาสมาธิ ใครปฏิบัตินั่งหลับตาสมาธิไม่เกี่ยวกับมรรค 7 องค์ก็ออกนอกพุทธ มีสมาธิธรรมชาติ สมาธิมืด คนนั่งหลับตานั้นไม่ได้แม้แต่สมาธิเสขบุคคล ซึ่งสมาธิเสขบุคคลกับสมาธิอรหันต์เป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า มีส่วนแห่งบุญ คือเครื่องมือชำระกิเลสไม่ใช่เอาบุญไปล่อว่าจะได้โลกธรรม โลกียธรรม หรือกุศลไม่ใช่เลย บุญมีหน้าที่ตัดกิเลสอย่างเดียว เสร็จแล้วไม่มีบุญ อรหันต์เป็นคนสิ้นบุญสิ้นบาป ตลอดกาล จนปรินิพพานเป็นปริโยสาน สัพพปาปัสสอกรณัง กุสลสูปสัมปทา สจิตตปริโยทปนัง ท่านจะหายใจเข้าหายใจออกก็ทำกุศล จะถ่มน้ำลายรดใครก็เป็นกุศล ถ้าเข้าใจเนื้อหาแล้ว เสขบุคคลไม่มีกุศลในการใช้บุญ กุศลก็มีต่างหาก เป็นสิ่งที่ต้องทำแล้วได้อาศัยคือกุศล เป็นความดีงามซ้อนในตัว แล้วก็ทำต่อไปจนกว่าจะหมดหน้าที่ของบุญ เศษส่วนสุดท้ายของเสขบุคคลที่จะทำก็ทำต่อ พอหมดเศษสุดท้ายก็หมดบุญด้วย ไม่มีบุญก็เป็นพระอรหันต์เลย ใครบังอาจเอาบุญไปขายไปล่อก็บาปมหาศาล ตีลังกากลับเลย บุญมาก บาปมาก คุณก็ไปหลงบุญว่ามีมากก็เลยได้บาปมากๆ หลอกว่าโป้งรวยหายใจเข้ารวยหายใจออกรวยก็ซวยๆๆๆ ไปตลอด … สรุปเลยว่า ความละเอียดละออมีอีกมาก ตั้งใจฟังให้ดี ธรรมะนี้ คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34)

จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน