240419-3-049 ทางเอกภาค3-ตอน049(หน้า285)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายนพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์ได้นำหมู่ทำวัตรเช้าที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาต่อหน้าที่เราได้อธิบายแยกแยะทั้งเรื่องภาวะภพเงินให้ละเอียดละอออีกข้อควรในภาวะภพนั้นมันเป็นสภาพที่เราจะเข้าไปรับรู้ในส่วน ที่อยู่ในจิตถ้าเผื่อว่าเราเป็นฌานฤาษีหรือว่านับถ้าเผื่อว่าพวกที่เขานับเอาฌานเขานับการตัดสภาพรับรู้ภายนอกตาหูจมูกลิ้นกายไปรับรู้อยู่ในภวังค์อยู่ในภพอยู่ในจิตของจิตโดยข้างนอกไม่รับรู้อะไรเลยเมื่อไปอยู่ในภวังค์อยู่ในภพจิตของจิตนั้นรับรู้กันจนกันอยู่แต่ในจิตของจิตเราก็จะเป็นได้ทั้งสภาพของฌานหรือไม่เป็นทานเป็นสภาพมีตัณหาเป็น หาโดยตรงก็ได้และจะเป็นเพราะว่าตัณหาโดยตรงนั่นแหละเอามากๆสภาพที่เขาเรียกว่าอรูปฌานตามความหมายของชาญฤๅษีนั้นน่ะสภาพอย่างนั้นที่อธิบายให้ฟังคือสภาพของที่มันเป็นอาการสาปตามเขาเห็นเขารู้นั่นน่ะมันไปอยู่ที่สภาพแสงสว่างในสภาพตื่นเป็นอย่างหนึ่งแล้วก็ไปอยู่ในสภาพที่ไม่มีสว่างอะไรไปในทางดับแล้วก็ไม่มีความรู้สึกไม่มีความรับรู้ดับลงไปดับลงไปนั้นก็อีก ทางที่ได้แยกแบ่งให้ฟังแล้วเป็น 2 ลักษณะเป็นรูปเป็นนามถ้าเป็นลักษณะของอรูปฌานที่เขาเรียกว่าอาสากับวิญญาณนันจามันก็จะอยู่ในรูปลักษณะนั้นถ้าตรงในสภาพที่มันว่างปล่อยว่างเฉยๆไม่ปล่อยตัวปล่อยตนเหมือนไม่มีตัวไม่มีตนไม่รู้สึกตัวเลยตัวเราเองนั่นแหละตัวจิตของเราวิญญาณของเราน่ะมันก็จะเป็นภาพของอากาสานัญจายตนะมันว่างโล่งโปร่งไม่เหลือแม้ตัวแม่ตนแต่มันก็รู้ก็รู้ว่ามันซ่อนแฝงจะรู้นะมันก็อยู่ในนั้นถ้าเราไม่รู้ตัวไม่รู้ตนก็เรียกว่าเราเองเราเสวยเต็มรูปเราไม่มีตัวเราไม่มีตนแต่มันก็ไปตามรูปเหมือนกันเพราะว่ามันเสวย อย่างนี้แท้จริงแล้วไม่เรียกทานถ้าในความหมายของพุทธฟังดีๆนะเข้าไปอยู่ในสภาพที่ไม่มีจะเรียกว่าไม่มีกิเ
อ่านต่อ
ลสเขาเรียกว่าไม่มีกรรมไม่มีพยาบาทไม่มีทีนะมิทธะไม่มีศีลธรรมแต่แท้จริงมันเป็นอุทธัจจะอุทธัจจะพุทธเจ้าแปลว่าสว่างเธอจะแปลว่าสภาพที่ทรงอยู่เกิดอยู่พวกอาจจะอาจจะแปลว่าแสงสว่างแล้วมันก็อยู่กับแสงสว่างอย่างนั้นโดยแท้จริงโดยหลักลึกๆโดยพยัญชนะโดยอรรถความหมายที่สูงสุดบอกแล้วว่าเขาปั้น มาแสงสว่างแท้จริงมันไม่มีแสงสว่างมันไม่มีความมืดอะไรแท้จริงหรือกลางๆจริงๆแล้วมันไม่มีแต่เขาปั้นแสงสว่างขึ้นมาเพื่อสร้างแสงสว่างขึ้นมาเพื่อสร้างความสว่างโล่งๆโปร่งโปร่งแทนที่จะไปอยู่อีกมืดๆหนึ่งหรือที่จริงก็ดับความรู้การรับความรู้ที่ได้รับความรู้เขาก็ไม่สร้างอะไรให้มันมากนักไม่ได้สร้างแสงสีเขียวแดงม่วงอะไรไม่ได้สร้างเป็นแต่เพียงอยู่ว่างๆโปร่งๆมันพร้าวขาวสว่างโพรงไปหมดเท่านั้นเองอาศัยอย่างนั้นอยู่ก็เป็นลักษณะอย่างนั้นจะบอกว่าเป็นฌานนั้นไม่ใช่ถ้าเข้าใจฌานของพุทธที่เคยอธิบายให้ฟังและใช้ของพุทธ เอานิวรณ์เป็นเครื่องตัดสินเอานิวรณ์เป็นเครื่องตัดสินจะเรียกว่าเป็นความใคร่ก็เป็นความใคร่อยากได้อย่างนี้ติดใจอย่างนี้แล้วก็ทำเอามันไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ปกติท่าทางของพระพุทธเจ้าแล้วก็อยู่ในสภาวะปกติธรรมดาอยู่ในภาวะธรรมดาจะหลับตาก็หลับตาจะหลับเข้าไปตัดอยู่ในภวังค์ก็อยู่ในภวังค์ไม่อยู่ในภวังค์จะลืมตาออกมาเจริญทำงานทำการก็มีชาญคือเอาเรื่องของนิวรณ์เป็นเรื่องตัดสินอย่างเดียวเอาเรื่องนี้ก่อนเป็นเรื่องตัดสินอย่างเดียวไม่สร้างอะไรขึ้นมาส่วนอากาสานัญจายตนะหรืออาโรคที่เป็นรูปของแสงสว่างนั้น สร้างแสงสว่างขึ้นมาแล้วก็พยายามที่จะตัดลืมตัวลืมตนออกไปนั่นเป็นภาพเป็นภาพแสงสว่างหรือเป็นภาคอาโลกสัญญาซึ่งที่จริงอาโล่เขาก็ไม่ได้แปลว่าแสงสว่างแต่เขาเรียกเอาของเขาเขาเอาอัดเขาเอาความหมายว่าโลกมันอยู่อีกโลกหนึ่งไม่ใช่โรคธรรมดาปกติที่เราอยู่เป็นมนุษย์ธรรมดามีรูปนามขันธ์ 5 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจมีอินทรีย์ทั้ง 6 เขาไม่ได้เอาอย่างนี้ซึ่งมันประกอบไปด้วยการอยู่รวมกันนี่เราก็มีความรู้สึกอยู่เป็นปกติเวลาตื่นแล้วก็รู้รู้ดินน้ำไฟลมรู้อากาศสภาพรู้วิญญาณธาตุซึ่งเป็นทาส 6 เป็นอินทรีย์ 6 เป็น ขอวิจารณ์ 16 เอ้ย 18 เรารู้อยู่นี่แล้วเราก็พยายามปรับปรุงตนอยู่ในอธิษฐาน 4 แต่เขาไม่ไม่รู้เงี้ยอันนี้ของพระพุทธเจ้ารู้ธาตุ 6 อยู่พร้อมกับอินทรีย์ 6 มีมโนโปรวิจารณ์ 18 เข้าใจมโนไปจา 18 แล้วเราก็สร้างฐานของมนุษย์ผู้วิจารณ์ให้เป็นฐานสูงเป็นอธิษฐานจนไปถึงอุปสมบทฐานให้ได้เร็วพระพุทธเจ้าท่านให้แยกแยะธาตุต่างๆเป็นอย่างนี้เรียกว่าอยู่ในฐานะที่พังโคนซึ่งก็ได้อธิบายอธิษฐาน 4 ให้ฟังแล้วอธิษฐานสิ่งนั้นส่วนที่จะสัมพันธ์กับธาตุ 6 อินทรีย์ มโนปวีณ์ 18 ก็เดี๋ยววันหลังๆจะอธิบายให้ฟังซึ่งที่จริงก็เคยพูดถึงอยู่แล้วไม่มีอะไรไม่มีอะไรยากถ้าเผื่อว่าเรามีปัญญาเข้าใจความสัมพันธ์ความอยู่ร่วมของมันแล้วมันก็มีดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณธาตุ 6 2 อย่างแต่เราเองเป็นตัวเรานี่เราก็มีอินทรีย์ 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจซึ่งเราก็สำคัญอยู่ร่วมกับดินน้ำไฟลมอากาศวิญญาณเป็นธรรมดาที่มันควรจะหลักควรจะตื่นควรจะพักควรจะเพี้ยนมันก็เป็นปกติไม่ใช่ไปนั่งเพลงตัดรูปนั้นแบ่งรูปนี้เอาไม่ใช่เป็นไปตามธรรมชาติที่หมุนเวียนมีความหมุนเวียนเป็นวัฏสงสารและอยู่ใน ตาสงสารนี้เราอยู่เหนือวัฏสงสารคือเราไม่อยู่อย่างเป็นทาสและเราก็ไม่ไปทีละแบ่งเสี้ยวนั้นแบ่งเสี้ยวนี้ด้วยเป็นไปตามเหมาะตามควรเอาก็ต่ออีกนิดนึงว่าเมื่อผู้ใดนั่งตัดภพเข้าไปอยู่ในภวังค์แล้วก็ไปทำอาสามันก็จะต้องรู้ตัวมันจะต้องมีวิญญาณมันบอกตนบอกอัตราว่าเป็นเราเราเสวยและเราก็จะติดใจเราก็อยากจะอยู่อย่างนั้นแหละมันสบายๆเมื่อเราชอบใจก็จะอยู่กับแสงสว่างอยู่ก็พบนั้นทำเอาไม่ทำก็เหลือด้วยนะไม่ทำไม่ได้ไม่ทำไม่เก่งไม่ทำก็ทำไม่ไปไม่เป็นไม่ฝึกไม่ทำอยู่เรื่อยๆไปทำเอาอยู่เรื่อยๆไม่ได้ส่วนทานของพระพุทธเจ้านั้น ไม่ต้องทำเอายิ่งเก่งยิ่งไม่ต้องไปทำเอาเลยฟังดีๆนะมันคลานแย้งกันของพระพุทธเจ้าชาญของพระพุทธเจ้านั้นยิ่งไม่ต้องทำยิ่งเก่งไปยิ่งชำนาญยิ่งเป็นอัตโนมัติยิ่งครองอยู่ยิ่งมั่นคงแล้วมันก็เป็นก็มันไปเองไม่ต้องไปนั่งฝึกมันยิ่งจะเป็นโดยธรรมดาเมื่อใดเมื่อใดก็ยิ่งเป็นไม่ต้องการนั่งหลับตาแล้วก็ตัดเข้าไปเอาไม่ต้องเมื่อไหร่เมื่อไหร่ก็เป็นยิ่งลืมตาทำงานทำการยิงวัยยิ่งเร็วยิ่งอะไรก็ยิ่งจะเข้าไปเป็นไปเป็นไปเป็นแทรกซ้อนเข้าไปใหญ่เป็นเองเป็นทุกเมื่อเราไปนั่งหลับตายิ่งง่ายยิ่งเป็นชานของพุทธด้วยนะไม่ใช่บอกแล้วว่าไปนั่ง บ้านพักอาสานั่งสร้างแสงสว่างนี้ไม่ใช่ชาญหรือไฟดับจิตเป็นอตินจรรยาจะนะอากิญจัญญายตนะของพุทธก็แปลให้ฟังแล้วอธิบายมาจนหมดเล่มแล้วหนังสือต่างกันกับของพุทธนี้เป็นของฤาษีเอากินจรรยาชัยชนะเขาก็เข้าใจไปในรูปของอสัญญีในรูปของการดับไม่รับรู้อะไรนิดหน่อยไม่มีดับความรับรู้สึกเขาก็ดับลงไปดับลงไปอาการนั้นก็ขอบอกให้ฟังว่าไม่ใช่ชาญไม่ใช่ชาญแบบพูดไม่ใช่ชาญอย่างพุทธไม่เรียกว่าฌานไม่เรียกว่าชาญเพราะเป็นดับจิตรับไม่รับรู้เอา เข้าไปติดสภาพอย่างนั้นปิดเป็นที่ไม่ทักแสงสว่างเป็นอุจจาระกับสัญญาแสงสว่างไปอุจจาระดับนั้นเป็นผีนั้นมิทธะทำแล้วก็ดับไปก็หลับกะหรี่อันไหนอร่อยซึมเสื่อมเฉื่อยชาโง่ลงขี้เกียจเข้าขี้เกียจเข้าแม้แต่อากาสานัญจายตนะหรือมาในสภาพอารมณ์กับสัญญาแสงสว่างมันก็เหมือนกันนั่นแหละมันก็ขี้เกียจมันจะเอาแต่เศษลูกนั้นเพราะสายนั่งหลับตาก็กลายเป็นฤาษีตาไฟกลายเป็นคนที่จะออกปากเขาถ้าออกหนีโลกไปเสมอๆเป็นสภาพเช่นนี้ออกนี้ออกไปไม่ๆๆ ไม่ๆๆไม่มารู้โลกไม่มาวุ่นวายไม่มาช่วยโลกไม่เป็นเพราะผู้ชนะให้ตายะผู้ชนะสุขายะพระอุจจาระคือไม่เป็นพหูชนะไม่เป็นไปเพื่อหมู่ชนไม่เป็นไปประโยชน์เพื่อประโยชน์ของมหาชนทั้งหลายไม่ใช่ศาสนาที่จะมากอบกู้สังคมไม่ใช่ศาสนาที่จะมาเป็นประโยชน์ต่อมวลมหาชนแต่ศาสนาของพระพุทธเจ้านั้นยืนยันเลยบุรุษใดที่เรียกว่าผู้ใดที่จะทำตนให้เข้าเขตความเป็นมาหาความเป็นผู้ที่ประเสริฐยิ่งใหญ่จะต้องเป็นประโยชน์ข้อที่ 1 จะต้องเป็นประโยชน์แก่มวลชนจะต้องเพื่อความสุขของหมู่ชนมันเพื่อแก่นสารแท้ๆ พระอภัยแก่นสารแท้ๆของหมู่ชนพ่ออุตส่าห์ชนะตานี้ยิ่งหมู่ชนทั้งหลายทั้งแหล่เลยจะมาประดิษฐานจะมาสถาปนาให้หมู่ชนเป็นอารยธรรมมียาเยอะทำอย่างนั้นจริงๆผมรู้ว่าผมเป็นคนอย่างนั้นนะผมรู้ว่าผมเป็นคนอย่างนั้นผมจะแกล้งมาก็แกล้งมาหลายปีแล้วมันก็ยังไม่เบื่อนะแกล้งอย่างนี้แล้วมันรู้สึกว่ายิ่งแกล้งยิ่งสนิทคุณว่าสนิทขึ้นไหมยิ่งแกล้งยิ่งสนิทจริงๆผมใช้ภาษาตอนนั้นนะที่จริงผมไม่ได้แกล้งผมไม่ได้แกล้งทำผมทำจริงๆเอาจริงๆนะเอาตายเอาไม่ใช่แกล้งนะมันเป็นสัจจะมันเป็นเรื่อง ที่ทำนี่ทำไปก็ยิ่งเนียนยิ่งสนิทยิ่งแท้ยิ่งลงตัวยิ่งเป็นไปได้ไม่ใช่ของง่ายแต่เป็นไปได้เพราะในศาสนาพระพุทธเจ้าจึงไม่ใช่ศาสนาที่ทิ้งมนุษย์ไม่ใช่ศาสนาหนีโลกเป็นศาสนาเหนือโลกดังที่ท่านยืนยันว่าโลกุตระมันอยู่ได้มันรู้จักสัมผัสอินทรีย์ทั้ง 6 มีผัสสะเป็นปัจจัยมันอยู่เหนือสัมผัสมันรู้เท่าทันสัมผัสมันรู้เท่าทันพบรู้เท่าทันพบด้วยไม่ว่าจะเป็นการมาพบหรือภพลึกไปหาวิภปแล้วคำว่าวิเคราะห์ว่าพบก็ไม่เหมือนกับที่เขาหมายแปลตื้นๆแต่ว่าปฏิเสธย้อนกลับเท่านั้นเองแต่ว่าไม่ ท่าขี้เหล็กอยากแล้วก็เป็นการตัณหาทวิภวตัณหาแปลว่าปฏิเสธว่าไม่มันทวนย้อนเขาแปลกลับไปเป็นตื้นเขินอีกเท่านั้นเองซึ่งมันก็ไม่มีปัญหาอะไรจะเอาแค่ความหมายแค่นั้นเราก็เข้าใจยังปฏิเสธดูดดึงหรือว่าผลักไสมันก็ปฏิเสธหรือไม่มันก็แค่ว่าเป็นปัญหาแค่นั้นก็ไม่มีปัญหาอะไรถ้ามีความรู้สึกแค่นั้นเราก็เข้าใจแต่แท้จริงแล้วเพราะว่าพบคือภพที่ยิ่งขึ้นไปยิ่งกว่าภพอยู่ในจิตในใจถึงขั้นอนุสัยอาสวะถึงขั้นที่ลึกซึ้งขึ้นไปอีกเดี๋ยวจะพูดต่อตอนนี้ก็ขอให้ฟังรายละเอียดที่วิเคราะห์วิจัยแยกแยะให้ชัดเจนยิ่งขึ้นดังนี้ให้ฟังซะก่อนเพราะ อยู่ในสภาพพบแบ่งไปเป็นสภาพดับอย่างหนึ่งกับสว่างอย่างหนึ่งแล้วก็ไปทำเอาขึ้นมามืดเวลามันดับแล้วดังกล่าวถ้าไปหาสภาพของอสัญญีดับแล้วมันก็จะหมดความกดหมดความสามารถที่จะมีอำนาจกฎข่มไว้พักนึงมันก็จะดำเนินออกมาถ้าเรามุ่งมั่นอยู่ในทิศนั้นเราก็จะลดความมันเข้าไปอีกทำไม่ได้แม้มันเป็นออกมาก่อนเข้าไปอีกฝึกเอาฝึกเอาก็เก่งขึ้นทำได้แต่นานขึ้นได้มากขึ้นแต่ก็ต้องทำอยู่ตลอดเวลาไม่ฝึกไม่ทำให้มันเสมอๆวันนึง 2 ชั่วโมงวันนึง 3 ชั่วโมง เท่าไหร่ชั่วโมงก็ตามใจไม่ทำอย่างนั้นเรือคือรถถอยไม่แจงมาทำไม่ได้ต่อไปจะทำไม่ได้เรื่องต้องมานั่งเข้าห้องอบรมอยู่อย่างนั้นน่ะต้องมานั่งเข้ารูปแบบอย่างนั้นต้องมานั่งทำอย่างนั้นอยู่ตลอดตายจนตายก็ต้องทำถ้าไม่ทำเรื่องถ้าไม่ทำแล้วประเดี๋ยวก็ทำไม่ได้ไม่ใช่ได้แล้วได้เลยเหมือนกับศาสนาพุทธฌานของศาสนาพุทธได้แล้วยิ่งเก่งก็ยิ่งได้เลยก็ยิ่งเป็นไปตามเนื้อตามตัวเป็นไปได้ตามจริงเลยมันจะเข้าไปหาวิมุตฌานของพุทธเข้าไปหาพี่มดยิ่งเป็นวิมุตก็ยิ่งเป็นฌานเป็นชาญก็เป็นวิมุตสบายเป็นสันตะวิหารเป็นทิฏฐธรรมสุดของวิหาร เราก็จะเข้าใจไปทุกทีฉันตอบวิหารก็เป็นสภาพของอรูปฌานแล้วเอารูปอาจารย์ของพุทธนั้นคือมันมีอาการว่างเมื่อเราจะว่างจากภพมันจะว่างจากตาหูจมูกลิ้นกายใจนี้เราจะว่างอยู่นี่แม้เราจะเหลือทวารเดียวมองตรงไปเฉยๆรู้อะไรว่างๆโดยการเห็นไม่เอาใจใส่เรื่องหูเรื่องกลิ่นเรื่องลูกเรื่องสัมผัสแล้วก็ว่าอยู่กับอันนั้นอยู่เป็นเอกก็ตาม 1 กับ 1 ความรู้สึกของเรา 1 กับข้างหน้าที่เรามองว่าเขาว่างๆเฉยๆมันก็ว่าคุณจะเข้าใจว่าว่างสภาพอากาศเกาะอะไรก็เกาะจะบอกว่าเอาเสาเป็นกสิณเอาอะไรข้างหน้าเราเป็นกฐินก็ ดูสักแต่ว่ารู้กัน 111 อยู่เอกัคคตาจริงๆหลับตาตัดเข้าไม่ได้มีพบอะไรหลับตาเขาอีกเดี๋ยวนี้เราก็เห็นผนังตาดำๆก็ดำใช้อยู่ข้างในตานั้นผดนั่งหลับตาเข้ามันก็ดำเฉยเราจะตัดความรู้สึกเข้าไปอยู่ข้างในอยู่เฉยๆก็ได้แต่เราก็จะมีความรู้สึกอยู่ข้างในอีกอยู่ในภพเป็นภวังค์เป็นเพราะว่าพบฟังดีๆนะอันนี้ของคุณกำลังจะเข้าหาตัวภวังจะเป็นปัญหาหรือจะเป็นชาญตอนนี้พูดถึงสภาพว่าเอาตัดภวังค์ตัดเข้าไปในภพไม่รับ ตาหูจมูกลิ้นกายจะเป็นชานแล้วจะเป็นชาญของพุทธด้วยต่อไปนี้ช่างก็พูดไปอยู่ในหลับตาตัดภพเข้าไปก็ได้จะเป็นอย่างไรฌานของพระพุทธเจ้าก็ยืนยันแล้วว่าณัฐธิชานางอัญญะนัตถิปัญญาอายิโนะไม่รู้ไม่มีปัญญาเพราะฉะนั้นยิ่งไปดับจิตเป็นอสัญญีแล้วยิ่งเลวเลยค้านแย้งกับสูตรการนำณัฐธิชานางอัญชันคือมันไม่มีปัญญาอะไรเลยไปเป็นไอ้นั่นน่ะไปเป็นตัวไอ้ดับมืดนั่นน่ะไม่มีปัญญาอะไรเลยยิ่งนักลงไปอย่างนั้นแล้วไม่มีปัญญาอะไรเลยเพราะฉะนั้นอันนั้นเรียกฌานไม่ได้ท่านยืนยันว่าณัฐธิชานางอัปยศ ไม่มีฌานในความไม่มีปัญญาหรือไม่มีไม่ใช่ฌานถ้าไม่มีปัญญาอยู่ร่วมณัฐธิชานางอัปยศศักดิ์นัตถิปัญญาไม่มีปัญญาอชายโนมันไม่ใช่ฌานเพราะฉะนั้นในความเป็นฌานนั้นจะต้องมีความรู้ตัวอยู่เสมอจึงเรียกว่าฌานฟังดีๆชาญนั้นเป็นตัวของจิตวิญญาณที่เป็นแล้วมันเป็นแล้วมันจะต้องมีความระลึกรู้ตัวรู้สึกอยู่เสมอดับความรู้สึกไม่เรียกว่าฌานเพราะฉะนั้นบอกว่านั่งเข้าใจดับเป็นฌานอสัญญีไม่เรียกฌานอาศัยดีไม่เรียกชาญ ไร้ปัญญาการแย่งกับทฤษฎีข้อนี้ของพระพุทธเจ้าแล้วขอพระพุทธเจ้านั้นจะต้องมีปัญญาประกอบอยู่ร่วมจึงจะเรียกว่าชาญมันจะพาให้เกิดเรื่องปัญญาเสมอของพระพุทธเจ้ามันจะทำให้เปลืองปัญญาเกิดปัญญามันจะเป็นผู้ใฝ่รู้และผู้จะเป็นผู้ตื่นอยู่ฌานเป็นผู้ตื่นเช้านี่เป็นบาปก็ฐานของความเป็นพุทธะเบิกบานสดชื่นชาญไม่เหี่ยวห่อฉันไม่หดหู่ในหดหู่ฉันไม่มีสภาพห่อเหี่ยวหดหู่ชาเตือนโรงพยาบาลโปร่งโล่งใสสว่าง ขวางอันนี้ไม่ใช่สว่างอย่าไปสร้างแสงสว่างด้วยแต่มันเป็นสว่างรู้คำว่าสว่างนี่เป็นคำแทนรู้ไม่ใช่สว่างเป็นแสงเป็นสภาพเสวยภพหลับตาเข้ากับไปปั้นแสงสว่างจ้าขึ้นมาโพรงไม่ใช่แม้จะดำมืดตามันรู้สึกตาก็มืดๆอยู่อย่างนี้ในขณะที่เป็นอานาปานสติฝั่งตรงนี้อีกในขณะที่เป็นอานาปานสตินั้นจะต้องมีอาณาอานะมีลมหายใจเข้าลมหายใจออกร่วมอยู่ด้วยอีกมีสติที่รับรู้ลมหายใจออกลมหายใจเข้าเพราะฉะนั้นโดยสัจจะของอานาปานสติแล้วไม่ใช่สภาพตัดทวารทั้ง 6 เข้าไป ข้างในด้วยกลับกันเลยกับที่เขาอธิบายกันด้วยว่าเขาเรียนรู้กันโดยประเภทพวกปนเปชานฤาษีอานาปานสตินั้นรู้ทั่วพร้อมมีอยู่ในหลักได้แก่กฎในข้อนั้นเลยว่ารูปกลายเป็นภายนอกรู้กลายเป็นภายในรู้เป็นภายนอกก็รู้อยู่รู้เป็นภายในก็รู้อยู่เพราะฉะนั้นจะรู้เป็นภายนอกลืมตาออกมารู้เลยนั่งตั้งกายตรงลืมตามารู้เลยก็ยังได้เลยอานาปานสติแล้วแท้ๆด้วยเรารู้ว่าเราตรงอยู่เรารู้ว่าเราไม่มีนิวรณ์และเราก็รู้อารมณ์ของภพแม้จะเป็นเพราะว่าพบแล้วนั่งลืมตาเราก็สามารถที่จะใช้ธาตุรู้เข้าไปส่องรู้สามารถที่จะใช้สติสัมปชัญญะปัญญาเข้าไปตรวจรู้อ่านรู้ในจิตใช้ญาณ ตรวจรู้อยู่ได้ด้วยเลยรู้ว่าตอนนี้อารมณ์เป็นอย่างไรอาการเป็นอย่างไรจิตเจตสิกเป็นอย่างไรรู้แท้ๆเลยจิตสังขารเป็นอย่างไรเป็นปิติเป็นสุขเป็นสภาพอภิปประมาททะยังเป็นสภาพสมาธิโมจิยังรู้เลยเห็นสภาพอนิจจังเห็นสภาพวิราคะเห็นสภาพนิโรธเห็นแม้กระทั่งปฏิเสธสังขะเห็นอยู่ลืมตาแม้ข้างหน้าเราไม่ต้องเห็นเห็นในเลยปัดสีอนุศักดิ์ศรีเห็นตามรู้ตามเห็นได้อานาปานสติปฏิบัติได้อย่างนั้นพระเยื่อไปตัดภพเข้าไปเลยไม่รับรู้ต่างหูลิ้นกายภายนอกไม่รู้เรื่องแล้วทั้งๆที่ตัวเรานี่ กายนอกกายในไม่รู้เรื่องแล้วผัสสะต้องทวารอินทรีย์นอกไม่รู้แล้วไปเหลือแต่พบภายในเป็นพวกที่แบ่งพบกับภพเข้าไปเท่านั้นเพราะฉะนั้นยิ่งอย่างนั้นยิ่งไม่ใช่อานาปานสติที่ถูกต้องเพราะเข้าไปอยู่อย่างนั้นลมหายใจก็ตัดแล้วด้วยไม่มีอานาไม่มีอาการนะเข้าไปอยู่ในภพแม้คุณจะมีสติฟังดีๆแม้คุณจะมีสติเข้าไปอยู่ในภพที่ไม่มีอารมณ์หายใจออกลมหายใจเข้าคุณจะเอาสติคุณจะเหลือสติและคุณก็จะตั้งเรียนรู้อยู่ในภพซึ่งจะยอมรับว่าเป็นฌานได้ด้วยก็ได้และทำได้ อาตมาทำเสมอผมทำเสมอนั่งทำไปมันทำมันเป็นเองอ่ะพอเวลาเราไม่มีอะไรแล้วข้างนอกเราไม่สงสัยใจเราเองเราจะพิจารณาธรรมจะวิปัสสนาหรือจะทำอะไรต่ออะไรแล้วก็นั่งหลับตาหลับตาแล้วมันก็ตัดเข้าไปสู่ภพแล้วมันก็พิจารณาสร้างนู่นคิดนี่วิจัยนู้นวิเคราะห์แล้วจะให้มันหยุดมันก็หยุดเราจะให้มันทำงานมันก็ทำงานมันก็ทำงานตามเรื่องตามราวที่เราตั้งเรื่องให้มันข้อสำคัญเราต้องมีสติสติของเราไม่แข็งแรงมันไม่ไปตามที่เราต้องการและเราก็ไม่มีจิตที่จะไปสั่งต้องการมันไปใหญ่หนักเข้าหนักเข้ามันก็จะออกเป็นสภาพ วัฏจักรฟุ้งซ่านไปตามอำนาจกิเลสมันอย่าคิดอยากนึกมันอยากได้ตัวกิเลสเข้ามาแซมแล้วก็จูบเราไปไปเป็นเรื่องอะไรบ้าๆบอๆไม่ใช่เรื่องที่เป็นสารัตถะเพราะฉะนั้นเมื่อเวลาตัดพบเข้าไปอยู่ข้างในแล้วให้อ่านว่าเมื่อใดจะเป็นตัณหาเมื่อใดเป็นฌานอันนี้คุณจะต้องแบ่งให้สำคัญคุณจะต้องรู้ความจริงอย่างจริงที่แท้เลยว่าในขณะที่คุณเองคุณอยู่ในภพนั้นจิตมันไม่อยู่ในอำนาจและจิตมันไม่มีสติสัมปชัญญะที่เราจะรู้อย่างชัดแจ้งแล้วมันเป็นไปเองตามอำนาจที่เลสหรืออะไรก็แล้วแต่เสร็จแล้วมันก็ไปฟุ้งซ่านเรื่องไม่ค่อยเป็นเรื่องเข้ามาผสมเรื่องไม่เป็นตามอำนาจกิเลสแล้วมันเป็นล้อไม่เป็นพายเราจะรู้เลยว่ามันปนๆไป มันมีอะไรบ้าๆบอๆผสมผเสอารมณ์อย่างนั้นไม่ใช่ฌานตกอยู่ในสภาพห้วงตัณหาและเป็นภาวะปัญหาฟังสภาพดีๆฟังดีๆมีขนาดนี้เรากำลังอธิบายเข้าไปสู่สภาพอันนี้แล้วจะแบ่งได้ว่าเป็นปัญหาเป็นภาวะในภวังค์จะเป็นเพราะว่าตัณหาหรือจะเป็นฌานฌานนี้ไม่มีปัญหาไม่มีอุปสรรคไม่มีอุปสรรคไม่มีโดยเฉพาะตอนนี้กำลังพูดถึงอุทยานก่อนกำลังพูดถึงสภาพมีสติมีทาสรู้แล้วมันก็รู้มันก็ฟุ้งถ้าเราอยู่ในสภาพที่ปรุงสร้างมีเรื่องมีราวจะมีสภาพอย่างอย่างหนึ่งลองฟังดูแล้ว อยากดูสภาวะของเราในใจให้ดีๆนะในสภาพนั้นน่ะใจของเรามันจะมีสิ่งที่มันแทนสิ่งรู้เราเรียกว่านิมิตรมันไม่ใช่รูปเจ้าภาพเฉยๆหรอกคุณแต่เหมือนมันมีอะไรรองรับมันเหมือนมีอะไรเป็นตัวตนเป็นนิมิตแทนเรื่องนั้นเรื่องนี้แล้วก็วิเคราะห์วิจัยไปแล้วเราก็ยิ่งอยู่ในสภาพนั้นน่ะเรายิ่งเข้าใจอยู่ในสภาพตอนนั้นเข้าใจนะเดี๋ยวพยายามซะก่อนไม่ต้องทดสอบตามหรอกถ้าทดสอบคุณไม่รู้เพราะว่าตัดเพราะฟังไปขาดๆวิ่งๆขณะนี้ไม่ใช่ฟังธรรมแล้วก็ไปนั่งทำเป็นเข้าไปในภพตัดผมก็ตัดหูแล้วจะไม่รู้เรื่องอะไรตั้งใจฟังฟังให้เต็มเหนี่ยวซะก่อนแล้วค่อยเอาไปทดสอบเอาเวลาอื่น เรียนเป็น Root ตอนอื่นตอนนี้ไม่ใช่มานั่งทดสอบเอาทำเดี๋ยวนี้ทำเดี๋ยวนี้ขาดวิ่นเพราะในขณะที่พูดนี่พูดไปมากความตกเป็นประโยค 2 ประโยค 3 ประโยคมันก็ไม่รู้เรื่องบางทีตั้งใจฟังเต็มๆเมื่อเราดูสภาพสังเกตที่มีอยู่ในภพเนี่ยอยู่ในภวังค์เนี่ยถ้ามันเป็นเรื่องอยู่มันจะมีตัวแทนมันจะมีอะไรต่ออะไรแทนแล้วก็เกิดเรียกว่านิมิตมันไม่ใช่รูปไม่ใช่โฉมนะไม่ใช่ไปเห็นเทวดาไม่ใช่ไปเห็นดอกปาริชาติไม่ใช่ไปเห็นสระอโนดาตไม่ใช่ไปเห็นไอ้โน่นไอ้นี่นะไม่ใช่นะมันเป็นอะไรแทนอยู่ระลึกออกมาเป็นยังไงระลึกไม่ออกระลึกไม่ออก ที่พูดเนี่ยรู้เรื่องไหมระลึกออกไหมเนี่ยเวลาตัดพบกันมันไม่มีตัวตนมันไม่มีรูปร่างหรอกแต่มันเหมือนมันมีนิมิตอะไรที่แทนอยู่เป็นเนื้อเป็นตัวเหมือนจับต้องเนื้อตัวอย่างนั่นแหละเราเรียกว่ารูปแบบสัญญาธรรมดารูปแบบสัญญามันมีอะไรที่เป็นนิมิตแทนมันก็จะรื้อก็ไปจนกระทั่งอ่อนบางอย่างเหมือนไม่มีอะไรเลยแต่ก็เป็นแต่ธาตุรู้ธาตุรู้เข้าไปเฉยๆเพราะในจำพวกคนอยากจะพวกคนที่จะต้องอาศัยสิ่งแทนเพราะเราเองเราต้องอาศัยอยู่กับรูปหยาบมาตาหูจมูกลิ้นกายมีแท่งมีท่อนมีก้อนมีอะไรเพราะเวลาเราไม่มี อะไรอาศัยเลยว่างๆเบิ่งๆจะอยู่กับจิตเฉยๆมันก็ยากจนกว่าเราจะจิตละเอียดจิตเราจะสุขุมประณีตลงไปจนสุดท้ายเราจะไม่ใช้นิมิตไม่ใช้รูปไม่ใช้อะไรเป็นสภาพเหมือนกับมันแทนรู้เป็นนิมิตรู้จนกระทั่งมันมีแต่ธาตุรู้ละเอียดสุขุมประณีตขึ้นเพราะเราจะรู้มันก็รู้มันก็มีสภาพลมมันไม่ต้องมีอะไรเหมือนกับเป็นนิมิตผสมไม่ต้องมันจะละเอียดขึ้นสุดคุ้มกว่านี้ขึ้นพูดได้อธิบายสู่ฟังได้แค่นี้ไปสังเกตอ้าวเรียนรู้เอาใช้เวลาไปแล้วเราก็จะเข้าใจเพราะเวลามันจิตละเอียดขึ้นเวลาเก่งขึ้นแล้วนี่ไม่ต้องใช้รูปไม่ต้องใช้นิมิตมันจะ มันจะมีแต่สภาพรู้ถ้ารู้สว่างโพลงว่างโปร่งแล้วมันก็จะปรุงกันอยู่อย่างนั้นเรียกว่าอรูปสัญญาหรืออรูปสัญญาเป็นภายในในเข้าไปเลยในขณะที่เราปรุงเราสร้างเราวิเคราะห์วิจัยอยู่ในสภาพอย่างนั้นแหละเป็นวิปัสสนาไม่ได้ต้องไปปั้นรูปโฉมไม่ต้องไปปั้นเรื่องราวอะไรไม่ต้องไปปั้นรูปโฉมไม่ต้องไปปั้นเรื่องราวไม่ต้องไปใช้ลูกนิมิตทีนี้ส่วนพวกที่เล่นนิมิตเนี่ยถ้าเผื่อว่าจิตใจมันไม่มีไอ้กิเลสนิวรณ์อะไรจริงๆพวกถนัดสร้างนิมิตรสาย 7 โตที่สร้างนิมิตมามากๆเขาอาศัยนิมิตเหมือนกันบาง ออกมาเป็นรูปเป็นโฉมแทนเลยเพราะฉะนั้นพวกนี้บางทีนี่รูปร่างต่างๆที่เขาเห็นเป็นรูปจริงเพราะรูปร่างที่ก็เห็นนี่เป็นรูปไม่ใช่ของจริงนะเป็นรูปเป็นภาพปั้นขึ้นมันไม่ใช่หมายความว่าตัวตนอันนั้นมันมีจริงในโลกเช่นว่านั่งหลับตาเข้าไปแล้วนี่ตอนนี้กำลังเห็นน่ะตอนนี้กำลังเห็นคนคนหนึ่งที่เรารู้จักแล้วคนคนนั้นเราก็เห็นเลยว่าเป็นคนคนนั้นเดินทางมาหาเราแท้จริงยังไม่ถึงเวลานะยังไม่ถึงเวลาที่เขาจะเดินทางมาหาเราด้วยซ้ำแต่เราเห็นคนคนนั้นไม่เห็นจริงเลยเหมือนรูปจริงเดินทางมาหาเราหิ้วของพะรุงพลังของนั้นของมีอะไรที่เขาจะมีมา เป็นภาพอนาคตว่างั้นนะจริงเหมือนจริงเป็นจริงเลยแต่แท้จริงตัวคนนั้นจริงๆเขายังไม่ได้เดินทางมาเขายังไม่ได้เกิดสภาพนั้นนะแต่ผู้ที่มีนิมิตนี้เห็นได้เห็นได้จริงตามพลังงานที่มันกำลังก่อหวอดต่อไปแล้วเขาก็ปั้นมาก่อนเลยมันกำลังมีมีลางๆที่จะพลังงาน 2 กับ 3 กำลังบวก 2 กับ 3 กำลังบวกกันนี้มีสภาพลางๆ 5 ยังไม่เกิดนะครับกำลังเอา 2 กับ 3 บวกกันแต่ 5 ยังไม่เกิดนะเค้ากำลังเอา 2 กับ 3 บวกกันแน่นอนมันจะต้องเป็น 5 แต่เขารู้แล้วว่ามันจะเป็น 5 แล้ว 5 นั้นเขาก็มาสร้างนิมิตขึ้นเขาสร้างนิมิต 5 ขึ้นมา 5 ก็ปรากฏเป็นภาพรู้ได้ก่อนถ้าเรื่องนี้ดำเนินต่อไป 2 กับ 3 วันทำการบวกกันไปจริงๆปั๊บมัน ไปเกิดเป็นทาสแน่นอนไม่ผิดแต่คนนี้เห็นแล้วทิศทางแล้วมันเกิดก่อนมาปรากฏแก่เขาได้ไอ้นิมิตรนั้นไม่ใช่ของจริงฟังออกชัดๆนิมิตนั่นไม่ใช่ของจริงเหมือนจริงเขาปั้นขึ้นเขาสร้างขึ้นและมันถูกจริงได้ด้วยถูกจริงได้ด้วยฟังดีๆแล้วคุณเองงงๆพวกนี้ผมก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงมันถึงจะหวาดไหวนะมันไม่ค่อยหวานไม่ค่อยไหวฟังออกนะว่าใครคนใดคนหนึ่งกำลังบวกเลขกำลังไปเอาหิน 3 ก้อนมาบวกกับหิน 2 ก้อนแล้วมันก็จะเป็นหิน 5 ก้อนกำลังไปเก็บจะก้อนนู้นมา 3 แล้วก็เก็บจากนี้มา 2 ที่จริงยังไม่เอามารวมกันแต่ต่อไปเขาจะเอามารวมกันรวมกันแล้วมันจะเป็นกองกองหินกองนี้จะเป็นกองหิน 5 ก้อน กองขี้หน้าก้อนนี้ยังไม่เกิดหรอกแต่ใครก็รู้แล้วว่าเอ้ยคนนี้ทำไมดำเนินบทบาทนี้ต่อไปอยู่พลังงานนี้มันยังเดินเรื่องอยู่นะมันจะต้องไปเอาหินมารวมกันแล้วก็เป็นกองหิน 5 ก้อนรูปหิน 5 ก้อนจะเกิดขึ้นในอนาคตแต่คนนี้มันรู้ล่วงหน้าแล้วมันดำเนินตามทิศทางของพลังงานนี้มันก็ปั่นกองรูปเห็นหน้าก่อนขึ้นมาเลยมันก็ได้ถูกต้องแต่ยังไม่เกิดนะยังไม่เป็นมันดูได้ก่อนด้วยนี่เรียกว่าเรื่องรู้อนาคตและไม่ใช่ของจริงไม่ใช่หินสหกรณ์นั้นสร้างนิมิตน่ะตัวของจริงมันจะมาปรากฏในรูปของคนเราไม่ได้อยู่ในใจของคนเราเอาคนเข้ามาไว้ในคนได้ไงเอาคนเข้ามาไว้อีกคนได้ไงก็วิญญาณก็คือวิญญาณรูปร่างก็รูปร่าง ตัวเนื้อตัวสีก็ตัวเนื้อตัวสีคนนั้นนอนอยู่ที่ไหนนั่งอยู่ที่ไหนก็เขาก็ใส่เสื้อผ้ายังไงก็เสื้อผ้าก็คือเสื้อผ้าแต่เราปรากฏภาพในภาพในนิมิตนิมิตแล้วเราจะบอกว่าในตัวตนของเขามันไม่ใช่มันคนละชิ้นคนละส่วนด้วยมันไม่ใช่ของจริงนะฟังดีๆแยกแยะให้ออกมันไม่ใช่ของง่ายที่เราจะเข้าใจเรื่องวิญญาณก็คือวิญญาณวิญญาณไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนวิญญาณไม่ใช่รูปที่ศรีสะเกษวิญญาณไม่ใช่เรื่องของดินน้ำไฟลมวิญญาณก็ไม่ใช่สภาพแต่ว่าอากาศสภาพมันก็ไม่ใช่อากาศสภาพพอเริ่มต้นเป็นวิญญาณมันก็ไม่ใช่อาการขาดแต่มันเป็นธาตุรู้สึกกว่าคนจะรู้ได้ว่าวิญญาณไม่มีตัวไม่มีตนแต่วิญญาณก็มี มีสภาวะไม่ใช่เรื่องเล่นแล้วก็ไปเข้าใจไปปั้นนู่นปั้นนี่ปนกันว่ามันมีรูปมีสีมีตัวลอยละล่องเป็นนู่นเป็นนี่อยากนู่นอยากนี่ไอ้อยากมันมีอาการอยากของมันจริงแต่ในความอยากนั้นมันไม่ใช่มาเป็นตัวตนเมื่อไหร่มันละเอียดมันยากที่จะไปรู้ถึงที่สุดเพราะฉะนั้นถ้าเรายังไม่รู้ถึงที่สุดเราก็พูดไปตามประสาควายๆบางคนจะรู้เองเข้าใจเองถึงสภาพที่สุดเองเพราะเป็นใจนะเห็นใจคนที่เขาจะมันยังไม่รู้เห็นใจแล้วผมก็พยายามที่จะให้พวกคุณรู้ได้เท่าที่จะรู้ได้เพราะผมเชื่อแน่ว่าพระพุทธเจ้าท่านก็เห็นใจคนท่านเองถ้าท่านบอกได้บรรยายเป็นภาษาคนรู้ได้คนมาถามเรื่องพวกนี้นะแน่นอนถ้าจะบอกเพราะ อยากเห็นใจคนที่อยากให้เขารู้เหมือนกันนะแต่ถ้าตัวเองท่านก็จนใจเหมือนกันหรอกมันพูดมันไม่ได้ไม่พยากรณ์เราไม่พยากรณ์เราไม่พูดทำไมพระพุทธเจ้าจะต้องเป็นหวงการที่จะให้คนรู้ท่านพยากรณ์ให้เขาฟังซิเขาจะได้หมดความสงสัยแต่ถ้าพยากรณ์ไม่ไหวขนาดพระพุทธเจ้ายังพยากรณ์ไม่ไหวพูดไม่ไหวยิ่งใหม่ๆยังไม่มีฐานรับรอง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive