240329-3-040 ทางเอกภาค3-ตอน040(หน้า285)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคมพุทธศักราช 2524 ต่อจากนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัตรเช้าบรรยายทางเอกภาค 3 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเราก็มาเรียนกันอีกตามเคยในขณะนี้เรากำลังเรียนอยู่ในหนังสือทางเอกเล่ม 3 ถึงหน้า 285 สำหรับที่นี่ไม่ได้ฟังอธิบาย มาหลายหน้าก็จะขอทบทวนย่อๆให้ฟังว่าเรากำลังพูดกันมาถึงเรื่องของกรรมมาเป็นจุดสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่มีกรรมมันนิยมกรรมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ที่สุดเพราะศาสนาพุทธนั้นเห็นกรรมเป็นพระเจ้าผู้ที่เห็นเห็นทุกอย่างเห็นด้วยปัญญาเห็นด้วยความจริงสัจจะไม่มีอะไรยิ่งใหญ่กว่ากรรมกรรมกรรมกรรมยิ่งใหญ่ที่สุดเหมือนกับศาสนาทุกศาสนาที่เขาเห็นว่าพระเจ้ายิ่งใหญ่ที่สุด จะศาสนาพุทธนั้นเห็นกรรมกรรมนั้นคือพระเจ้าศาสนาพุทธเห็นพระเจ้ารู้จักพระเจ้าและพระเจ้าอยู่ที่เราเราอยู่ที่พระเจ้าเราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระเจ้าเราจะเป็นซาตานก็อยู่ที่เราเมื่อเราเองเราไม่รู้จักกรรมกายกรรมก็ดีวจีกรรมก็ดีมโนกรรมก็ดีเราไม่รู้ว่ากรรมนี้เป็นกุศลกรรมหรือกรรมนี้เป็นอกุศลกรรมเราก็ทำไม่ถูกแต่เมื่อเรารู้ว่านี่เป็นกุศลกรรมนี่เป็นอกุศลกรรมเมื่อเรารู้แยกได้ชัดเจนอกุศลกรรมคือทางไปสู่ความเป็นซาตานกุศลกรรมคือความไป พระเจ้าหรือความเป็นสิ่งที่เป็นพระเจ้าเองแม้เรารู้แม้เราเข้าใจแล้ววันนี้เป็นกุศลนี้เป็นอกุศลเราไม่มีจิตไม่มีเจโตว่า 10 กว่าโตเราไม่มีกำลังของจิตเราไม่มีอำนาจของจิตเพียงพอทั้งๆที่รู้ว่านี่เป็นกุศลควรจะทำอย่างนี้ควรจะให้เป็นไปอย่างนี้ไม่ว่ากายก็ดีไม่ว่าวจีก็ดีหรือแม้แต่มโนเป็นที่สุดรู้อยู่แต่เราก็ยังห้ามให้มันเป็นไม่ได้ให้มันไม่ทำเป็นอกุศลนั้นไม่ได้หรือให้เป็นกุศลดังที่เราเข้าใจอยู่ยังไม่ได้ก็เพราะว่าเรายังไม่มีอำนาจ ใจเพียงพอเรายังแพ้ซาตานเรายังแพ้อำนาจของผีหรือเรายังเป็นทวารเป็
อ่านต่อ
นบริวารผีเป็นทาสของผีเป็นทาสของซาตานอยู่นั่นเองเพราะก่อนอื่นเราต้องรู้เราต้องมีสติสัมปชัญญะเรามีการรู้ด้วยธรรมะวิจัยเมื่อเราเองเรายังไม่ได้หัดได้ฝึกตนเราก็จะไม่รู้ว่าสติคืออะไรเราก็จะไม่รู้ว่าทำเอาวิจัยคืออะไรเราก็จะไม่เห็นดีเห็นคุณก็ไม่มีวิริยะอุตสาหะเมื่อเราไม่วิริยะอุตสาหะเราก็ไม่ฉ่ำทองเราก็ไม่เคยเราก็ไม่เป็นสติปัฏฐานเราก็ไม่มีปัญญาเป็นวิปัสสนาญาณ เพราะเราไม่มีธรรมเอาวิจัยถ้าเราได้ฝึกโพชฌงค์ 3 มีสติธรรมวิจัยวิริยะกระทำโดยจริงเราก็จะเกิดการรู้ดีเรียกว่าปิติเมื่อเรารู้ดีแล้วเราก็พากเพียรที่จะลดละจางคลายหรืองดอดสิ่งที่เป็นอกุศลฆ่าซาตานหรือฆ่าผีแล้วเราก็จะทำให้มันเป็นกุศลหรือเป็นพระเจ้าเป็นส่วนที่ควรเป็นกับปิยะเป็นส่วนที่ควรเป็นสัมมาเป็นส่วนที่ควรเรียกว่าเป็นสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นกุศลที่สุดเท่าที่เราจะมีปัญญารู้และเท่าที่เราจะให้มันสู่จุดที่ดีที่สุดงาม เป็นเบื้องสูงที่สุดเท่าที่กำลังความสามารถของเราจะทำได้เราจะได้เห็นสภาพดีที่เราทำได้นั้นๆบางอย่างก็ดีขึ้นมานิดหน่อยดีกว่านี้ยังมีอีกโดยเฉพาะไปเห็นถึงจิตเป็นเจโตปริยญาณเห็นว่านี่เป็นสัตว์อุตรกิจดีแต่ดีกว่านี้ยังมีอีกหากินดีกว่านี้ยังมีอีกเราเรียกว่าอนุโลมอนุตตรเป็นจิตที่ดีกว่านี้เราจะรู้จะเห็นสภาพความเป็นจริงเหล่านี้เกิดรู้เกิดเห็นเกิดเป็นเกิดจริงไม่ใช่ดาวไม่ใช่เรียนพยัญชนะไม่ใช่เรียนปริยัติแต่มีปฏิบัติธรรมจริงๆเพราะช่อง 7 จึงเป็นเรื่องสำคัญของศาสนา พูดเพราะโพชฌงค์ 7 คือการก้าวไปสู่ความเป็นดินแดนแห่งพุทธะการจะเกิดเป็นพุทธะเกิดด้วยการก้าว 7 ก้าวคือก้าวได้โปรดส่งนั่นคือพระพุทธเจ้าเกิดต้องเดิน 7 ก้าวถ้าไม่เดิน 7 ก้าวนี้ไม่ได้ไปหาเมืองพุทธหรือไม่ได้ไปเป็นพุทธไม่ได้ไปเป็นพระเจ้าที่เป็นพระพุทธเจ้าแม้เราจะไม่ถึงเจ้าไม่ได้ถึงความเป็นเจ้าเราจะถึงแค่อนุพุทธเราก็จะต้องเดินด้วยโพชฌงค์ 7 ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เกิดทรงเจ็บไม่เกิดเพราะพระพุทธเจ้าเกิดโทษช่อง 7 จึงปรากฏโพชฌงค์ 7 จึงเกิดอันนี้เป็นคำตรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ยืนยันไว้ชัดเมื่อเราปฏิบัติอยู่เป็นโพชฌงค์ได้ถึงขั้นโปรดจง 4 โพชฌงค์ 5 เราทำได้พากเพียรสั่งสมให้เกิดปิติให้เกิดปัสสัทธิก็เกิดสิ่งที่เห็นดียินดีรู้ดีได้ดีขึ้นอาการได้ดีนั้นไม่ใช่ไปได้เงินทองข้าวของลาภยศไม่ใช่ไปได้สมใจในรูปสมใจในรถสมใจในกลิ่นสมใจในเสียงสมใจในสัมผัสโลกียสุขไม่ใช่ที่เราได้ดีนั้นคือเราได้สงบระงับลงเป็นปัสสัทธิเราได้ดีเพราะจิตที่มันยังเก่งเป็นผีเก่งเป็นซาตานนั้นอ่อนแรงหรือเบาบาง สงบเชื่อมลดละได้จางคลายได้ยิ่งถึงขั้นดับก็ยิ่งเป็นนิโรธยิ่งถึงขั้นสงบสนิทหมดกำลังหมดเรี่ยวหมดแรงก็ยิ่งเป็นสงบสนิทเราต้องรู้ต้องเห็นในรูปในนามของอาการเหล่านี้ซึ่งเป็นเรื่องของจิตวิญญาณจิตวิญญาณเป็นอนัตตาไม่มีตัวตนจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องมีรูปมีรากจิตวิญญาณเป็นอริยะจิตวิญญาณเป็นอนัตตาแต่จิตวิญญาณสามารถรู้ได้ด้วยอาการโดยลิ้นขาดโดยนิมิตโดยอุเทศอาการของมันเป็นอย่างนั้นจับอาการของจิตได้มีกำลังโกรธมีกำลังโลก นี่กำลังเป็นผีมีกำลังเป็นพระจับอาการด้วยว่ามีการแตกต่างกันหิมะหมายความว่าแตกต่างกันนิมิตมีสภาพหมายมีเครื่องหมายมีอาการหมายมีอารมณ์หมายมีพฤติกรรมหมายให้เรารู้ได้เป็นนิมิตผู้ที่เก่งก็สามารถเอามาพูดมาชี้ขึ้นได้เป็นอุเทศชี้กล่าวถึงได้พูดถึงได้เราฟังจากอุเทนทั้งหลายของผู้รู้ท่านจะชี้จะบอกจะอธิบายเป็นความหมายในภาษาในนิติในปฏิภาณเมื่อเราฟังไปเราก็ต้องไปทำตามดูอ่านดูสภาพจริงเป็นสภาวะธรรมจริงเป็นอาการจริงมันมีความแตกต่างกันจริงเช่นว่าโลภะต่างจากโมหะจาก โทรศัพท์อย่างนี้อย่างนี้เรารู้เองเป็นเองหรือปัจจัตตังเดี๋ยวผมตนเองรู้เราจะฉลาดเราจะรู้เองเมื่อผู้ใดรู้ว่าเราปฏิบัติธรรมก็จับกรรมจับกริยาได้ถึงจิตเจตสิกรูปซึ่งเป็นรูปเป็นรูปเป็นจิตไม่ใช่รูปอินดินปูนหรือว่ารูปวัตถุธรรมอะไรไม่ใช่เมื่อเราเรียนธรรมะถึงขั้นปรมัตถธรรมเราจะจับจิตเป็นรูปเห็นจิตนั้นด้วยจิตของเราเองรูปประจุเป็นอย่างนี้อ่ะรูปเป็นอย่างนี้หารูปคือสิ่งที่ยิ่งบางเบายิ่งลึกซึ้งยิ่งสุขุมเป็นสุขุมเอารูปยิ่งขึ้นเราจะรู้ได้คำกิริยาของจิตเป็นมโนกรรมอย่างไรอย่างไรเราจะรู้ นี่เป็นกุศลกรรมนี่เป็นอกุศลกรรมเราสามารถที่จะอ่านออกและมีอินทรีย์พละที่จะทำให้มันเป็นไปในทิศทางที่จะไปเป็นพระเจ้าหรือเป็นกุศลกรรมที่แท้ตามที่เรามีภูมิปัญญามีวิปัสสนาญาณมีหรือมีญาณทัศนะวิเศษเรามีญาณทัศนะเกิดญาณทัศนะรู้ว่าควรอย่างนี้เรียกว่าควรอย่างนี้เรียกว่าไม่ควรอย่างนี้ดีอย่างนี้กุศลอย่างนี้เลยว่าอกุศลทุกคนผู้ปฏิบัติต้องรู้เองของตนเองชัดเจนคนไหนโกหกตัวเองอำพรางตัวเองซูเอียตัวเองก็คนนั้นแหละอำพรางตัวเองสุริยะตัวเองถ้าผู้ใดไม่สูญเสียตัวเองเอาจริงเอาจังมีวิริยะมีขันติปรมังตะโปตีติกขา มีความอดทนมีความเอาจริงเอาจังอดฝืนกลั้นเป็นตบะพันเอกกระทำอยู่เสมอมีตบะทำเสมอคือสู้การต่อสู้ในทางจิตอย่างที่กล่าวนี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเราจะมีสติสัมปชัญญะเสมอเสมอรู้ตัวเสมอแล้วก็รู้ในผัสสะในทวารทั้ง 6 ไม่ไว้ตากระทบรูปหูกระทบเสียงจมูกกระทบกลิ่นลิ้นกระทบรสกายสัมผัสหรือแม้แต่เกิดแต่จ่ายเองก็ตามเราก็จะรู้มีสติสัมปชัญญะรู้แล้วก็เอามาประพฤติปฏิบัติอยู่ให้ได้มากที่สุดเรียกว่าสติปัฏฐานซึ่งเป็นเอกลักษณ์โทเป็นทางเอกทางเดียว ของศาสนาพุทธปฏิบัติให้ได้ทุกเมื่อตลอดเวลา 24 ชั่วโมงหรือทุกขณะทำขณะให้ได้ทุกขณะเราจะต้องมีสังวรสำรวมจึงเรียกว่าพระสังวรแปลว่าพระการสร้างพระสังวรแปลว่าการสร้างพระสังข์นี่แปลว่าการประกอบขึ้นการมีขึ้นทำให้เกิดขึ้นหรือเรียกมันโดยภาษาคำว่ากัมมะโยนิผู้ใดรู้การเกิดรู้การกระทำให้เกิดดีก็จะไปดีผู้ใดรู้การกระทำให้เกิดชั่วไปชั่วเราจะเลือกการเกิดได้เพราะเราเป็นพระเจ้าภาพเผื่อว่าเราเองเราไม่รู้จัก ว่าเราจะเกิดได้อย่างไรทำกรรมมาโยนิไม่ได้เราก็เกิดไม่ได้เราจะเกิดเป็นผีหรือเราจะเกิดเป็นพระเราทำเองนี่เป็นการเกิดของธรรมถึงที่สุดถึงที่ปลายถึงมโนปุพพังคมาธัมมามโนเสฏฐามโนมยาถึงจุดที่จิตวิญญาณเป็นประธานเราควบคุมจิตวิญญาณได้จิตวิญญาณจะพาเกิดเป็นอะไรทุกอย่างถ้าเราทำตนเป็นพระก็เราทำเมื่อทำได้เราก็จะเป็นจริงเพราะกรรมบังสเปรย์พิพัฒน์จิตติกรรมจำแนกสัตว์เราจะไปเป็นสัตว์นรกก็เพราะเราไม่ใช่มีเจ้ากรรมนายเวรมาจากไหนเราจะไปเป็นเทวดาก็เพราะเราไม่มีพระเจ้ากรรมนายเวรไม่มีพระเจ้าที่ไหนมาบงการเรา อัตตาหิอัตโนนาโถโกหินาโถปโรสิยาตัวเราเองเป็นที่พึ่งตนเองตัวเราเองเป็นผู้บงการตนเองตัวเราเองเป็นผู้ลิขิตตัวเองศาสนาพุทธเป็นอย่างนี้ศาสนาพุทธมีกรรมเป็นกำเนิดมีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยมีกรรมเป็นของตนเองจนทำเองดีเองตนทำเองชั่วชั่วเองไม่มีใครมาบันดาลแบ่งบุญแบ่งกรรมกันไม่ได้แบ่งบาปแบ่งกรรมกันก็ไม่ได้ถ้าแบ่งบุญแบ่งกรรมได้ก็แบ่งบาปแบ่งกรรมได้แล้วใครจะไปเอากรรมเอาบาปไปแบ่งทิ้งหมดเพราะลัทธิพุทธจึงยืนยันยืนยันเรื่องกรรมเป็นเรื่องเอกเรื่องกรรมเป็นเรื่องสำคัญ เรื่องกรรมเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ศาสนาพุทธเป็นเรื่องของกรรมมันนิยมพระเจ้าคือกรรมเทพทุกองค์คือกรรมผีทุกตัวคือกรรมกรมหิดลกรรมฐานอย่าโทษกัมมะโยนิกัมมะพันธุ เราเป็นเจ้ากรรมเราเป็นนายเวรเองด้วยความรู้และความสามารถมีฤทธิ์มีอิทธิวิธีมีมะยมมโนมยิทธิมีฤทธิ์ทางใจมีฤทธิ์ทางวิธีการต่างๆเรียกว่ามีอิทธิวิธีมีวิธีการที่จะสร้างฤทธิ์สร้างเดชปราบผีปราบมารปราบจริงๆไม่ใช่ปราบเล่นๆกระทำโดยเราเองเป็นผู้กระทำถ้าเราเองเข้าใจถึงซึ่งความเปลี่ยนแปลงได้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตนเองนั้นมันเกิดมาแต่ก่อนนี้เรามีกรรมเก่ามาไม่ดีเราก็เปลี่ยนกรรมเก่านี้ให้ดีโดยการพากเพียรกระทำและสติปัฏฐานด้วยโปรดช่อง 7 ด้วยอริยมรรคองค์ 8 มีสัมมากัมมันตะมีการกระทำเป็นที่สุดการกระทำเป็นที่ยิ่งการกระทำเป็นที่ปลายเรียกว่าสัมมากัมมันตะสัมมาทำให้ถูกให้เป็นสัมมากัมมันตะกัมมะเป็นที่สุดอันดับและว่าที่สุดแปลว่าปลายแปลว่ายอดผู้ใดรู้กรรมเป็นยอดผู้ใดรู้กรรมเป็นที่ปลายผู้ใดรู้กรรมเป็นที่ยิ่งพวกนั้นก็ควบคุมกรรมให้ได้เพราะฉะนั้นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมถ้าผู้ใดทำได้เสมอประคองสร้างให้เป็นกุศลให้เป็นสุจริตสุจริตกรรมทั้ง 3 จึงเป็นอาหารที่เราจะทำ เป็นสภาพที่ลงตัวกันเมื่อมีโพชฌงค์มีสติปัฏฐาน 4 มีโพชฌงค์ 7 กระทำร่วมพยายามปรับปรุงกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมอยู่เสมอเสมอเสมอเสมอนั่นคือการปฏิบัติเพื่อล้างนิวรณ์ 5 อยู่ตลอดเสมอเพราะว่าสุจริตกรรม 3 เป็นอาหารที่จะไปล้างนิวรณ์หรือเรียกว่าเป็นยาเป็นโอสถเราจะต้องอยู่ใกล้ยาเสมอคือเราจะต้องทำอุโบสถอยู่เสมอทุกเวลาอุโบสถแปลว่าเข้าใกล้ยาหรืออยู่ใกล้ยาโอสถมียารักษาตนหรือมีอาหารบำรุงตนเมื่อเรามีสติปัฏฐาน 4 มีโพชฌงค์ 7 ที่ถูกต้องนั่นคือเราควบคุมคำสั่งไม่ว่าจะ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรมสร้างพระอยู่เสมอเรียกว่าเรามีสังวรสังวรคือคำว่าพระนี่แหละวาระหรือพรวรหรือพระแล้วก็เป็นเพราะเป็นพระเนี่ยเราเรียกกันในภาษาไทยแล้วว่าพระเนี่ยมาจากภาษาบาลีที่ว่าวาระและก็มาเป็นพระเพราะพระแล้วก็ไม่ได้อ่านพระเท่านั้นแล้วก็มาอ่านพระไทยเราก็เรียกเป็นพระก็มาจากคำว่ารักธรรมดาหรือพระนั่นแหละธรรมดาธรรมดาแปลว่าความประเสริฐเราประกอบความประเสริฐให้แก่ชีวิตเราประกอบขึ้นเองเมื่อรับประกอบขึ้นได้ๆๆที่สุดเราก็จะกลายเป็นคนที่เป็นตัวแห่ง อันปรากฏอยู่ณเดี๋ยวนี้เป็นผู้ที่มีอิทธิบาทเป็นอายุเป็นผู้ที่มีทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์อยู่เป็นตัววิธีทำให้เกิดประโยชน์ถ้ายิ่งบริสุทธิ์บริบูรณ์แล้วไม่ต้องไปเป็นเอาชาติหน้าเป็นพระเอาชาตินี้โดยเฉพาะเป็นพระอรหันต์ก็เป็นตัวประโยชน์อยู่หมดเลยเรียกว่าประโยชน์ 3 คือเป็นทั้งทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นทั้งสัมปรายิกัตถประโยชน์อยู่เดี๋ยวนี้ภาษาสัมปรายิกัตถะแปลว่าข้างหน้าไม่ต้องทำหน้ามีอยู่เดี๋ยวนี้ปรากฏเดี๋ยวนี้จบอยู่เดี๋ยวนี้ไม่ต้องไปรอเกิดเอามื้อหน้าเดี๋ยวนี้ก็เกิดเป็นปรมัตถประโยชน์เพราะเกิดทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เกิดสัมปรายิกัตถประโยชน์อยู่ในตนเองณบัดนี้แล้วเป็นชีวิตประ ชีวิตประเสริฐก็คือสัมมาสมาธิตาเป็นทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นสมาเป็นชีวิตประเสริฐและเป็นสมาชิกตาแปลว่าชีวิตประเสริฐที่ประเสริฐเพราะเห็นสภาพขยันเรียกว่าอุฏฐานสัมปทาเห็นสภาพสร้างสรรค์เรียกว่าอาราธนาสัมปทาคือเป็นผู้สร้างสรรค์อยู่เป็นผู้รักษาบูรณะหรือเป็นผู้สร้างสรรค์ไม่ได้ทำให้เสื่อมทุกอย่างสังขารเสื่อมไปเป็นธรรมดาพระพุทธเจ้าตรัสไว้ปัจฉิมโอวาททุกอย่างสังขารใดๆเสื่อมไปเป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นพระอรหันต์ท่านรู้ดีว่าทุกอย่างเป็นสังขารเป็นสังฆธรรมมีอสัง สิ่งที่ไม่เสื่อมอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคือนิพพานหรือคือสุญญตาสุภาพที่พระอรหันต์เจ้าที่ท่านมีท่านเป็นแล้วได้แล้วมันไม่เสื่อมไปจากท่านมันไม่มีเสื่อมมันไม่มีแปรปรวนมันไม่มีมันเที่ยงมันเป็นนิยตมีนิพพานเท่านั้นเป็นนิติกรรมมีนิพพานเท่านั้นเป็นของเที่ยงเป็นของที่ได้แล้วได้เลยไม่เวียนวนนิพพานโดยเฉพาะนิพพานของพระอรหันต์ทีเด็ดขาดเป็นสมุดเขตนอกนั้นรวมแล้วแต่เสือกเป็นสังกัดเป็นสังขารสังขารทั้งหลายเสื่อมไปเป็นธรรมดาเพราะฉะนั้นเราต้องยังประโยชน์จะเป็นตนก็ตามจะเป็นผู้อื่นก็ตามยังประโยชน์ตนประโยชน์ท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท พระอรหันต์ถึงที่สุดแล้วย่อมเป็นอย่างนี้เป็นอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสปัจฉิมโอวาทนี้เป็นได้เป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะรู้ในสังขารทั้งปวงแล้วบูรณะหรืออาราธนาสัมปทาหรือสร้างสรรค์เป็นผู้ที่มีความขยันสร้างสรรค์อยู่แล้วก็สร้างมิตรเรียกว่ากัลยาณมิตตตาชีวิตประเสริฐจึงประกอบไปด้วยขยันสร้างสรรค์สร้างมิตรนั่นคือที่จะทำให้เกิดประโยชน์ขยันอุฏฐานะสร้างสรรค์อาราธนาสร้างมิตรก็คือกัลยาณมิตตตาแม่สัมปรายิกัตถประโยชน์ก็มีอยู่เดี๋ยวนี้คือท่านถึงพร้อมซึ่งศรัทธาท่านถึงพร้อมซึ่งศีล พร้อมส่งจาคะท่านถึงพร้อมซึ่งปัญญามันเป็นศรัทธามันเป็นปัญญาที่จริงไม่ใช่ศรัทธางมงายศรัทธาที่เกิดความเชื่อมั่นเชื่อเองเชื่อจริงเชื่อเพราะเห็นรู้จริงได้จริงมีจริงถ้าบอกว่าเป็นพระเจ้าก็รู้ว่าเป็นพระเจ้าจริงๆบอกว่าเป็นกรรมที่เป็นกุศลก็รู้จริงๆอย่างมีปัญญาเห็นว่ามันดีอย่างไรเห็นเลยว่าเราเป็นอยู่นี้เราได้ดีเช่นเรามากินมื้อเดียวอยู่ได้เนี่ยเราได้ดีเราไม่ได้เชื่อพระพุทธเจ้าเราไม่ได้เชื่อพระอาจารย์เราไม่ได้เชื่อเพราะตำราเราไม่ได้เชื่อพระโบราณาจารย์ว่ามาเราไม่ได้เชื่อเพราะว่าเขาลือเขาเล่ามาเราไม่ได้เชื่อเพราะความเห็นเท่านั้นแต่มันไม่ใช่ว่าตรงเพราะความเห็นของเราว่าเห็น อ้วนว่าเป็นอย่างนี้น่าจะดีไม่ใช่มันเห็นและมันรู้แล้วมันเข้าใจว่ามันได้ดีเป็นดีมันเป็นสิ่งที่ดีได้ดีแล้วเราเชื่อไม่ใช่เป็นแต่เพียงแค่นี้คำนวณไม่จำเป็นขาดคดีแต่มันเห็นดีได้ดีมีดีนี้แล้วเห็นว่ามันกินมื้อเดียวน่ะดีมันเบามันว่างมันพอมันสันโดษมันน้อยมันอับมันสันตติมันปฏิเวธกับมันสงบระงับดีมันอาศัยสัตว์พระเราไม่ต้องไปกินเพราะว่าหลงสวรรค์เพราะว่าอร่อยไปกินที่สวรรค์เขาว่าได้กินมากๆเป็นกำไรเป็นสวรรค์เป็นวิมานเป็นของที่ควรได้ควรเป็นเราก็รู้เท่าทันแล้วก็กินแต่พอเหมาะพอดีแล้วก็กินวันละมื้อนี่พอดีแล้วอย่างนี้เป็นต้นเราได้สิ่งนี้ดีเราทำสิ่งนี้เรา เชื่อมั่นเพราะเราได้ดีเราทำสิ่งนี้ไม่ใช่เพราะเราไปเชื่อใครการเชื่อมั่นเพราะความเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งอย่างนี้เป็นความเชื่ออัตราอัตตาหิอัตตโนนาโถชื่อตนพึ่งตนปัญญาตนไม่ได้ไปถูกหลอกมาจากใครแต่ได้พิสูจน์แล้วเป็นวิทยาศาสตร์พิสูจน์เพราะได้ประพฤติปฏิบัติเพราะได้ทดลองเพราะได้กระทำให้แก่ตนแล้วอยากเห็นจริงเราไม่กินเนื้อสัตว์นี่เราไม่ได้ถูกบังคับเราเห็นด้วยศรัทธาสัมปทาเราเห็นด้วยปัญญาสัมปทาเรารู้ว่ามันเป็นศีลนะพระพุทธเจ้าก็สอนศีลไว้หลายอย่างเพื่อให้เลิกละซึ่งเนื้อสัตว์เราก็มีศีลนี้เป็นศีลสัมปทาและเราก็เป็นผู้มีจาคะสัมปทาได้ แล้วแต่ก่อนที่เราโง่เราหลงไปติดรถติดลูกติดกินติดเสียงติดสัมผัสนึกว่าได้กินเนื้อสัตว์เป็นเรื่องกำไรเป็นเรื่องยอดเรื่องประเสริฐแต่เปล่าเราเสียสละแล้วเราเข้าใจแล้วว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มอมเมามาเป็นมายาเป็นเรื่องหลอกคนเคยหลงเคยผิดมาเราก็หลงก็ผิดมาแล้วเราได้แก้กลับแล้วเราได้กระทำคืนแล้วเรามาเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องที่สุดที่เขาเคยถูกต้องปราชญ์เอกคือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เห็นแล้วว่าความถูกต้องที่สุดเป็นอย่างนี้ควรทำอย่างนี้เราก็มายืนหยัดเป็นชีวิตประเสริฐที่ถูกต้องที่สุดแม้แต่กรรมแค่การกินกินวันละหนเดียวก็ง่ายดีประเสริฐแล้วไม่กินเนื้อสัตว์ก็ไปแล้วไม่ฆ่าสัตว์ประเสริฐไม่ลักทรัพย์ประเสริฐไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวมี พรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ไม่ต้องยุ่งเกี่ยวเรื่องผู้หญิงผู้ชายไม่ยุ่งเกี่ยวแม้แต่กามารมณ์ใดๆจิตเราก็เป็นได้เรารู้ได้ว่าอย่างนี้เป็นกามอย่างนี้เป็นสิ่งที่หมดกามรู้เห็นเป็นจริงเชื่อมั่นลักษณะบริจาคเป็นจาคาสัมปทาถึงพร้อมซึ่งความสลักหลุดเสียไปได้สละไปได้จ่ายคืนไปได้แล้วเห็นความจริงเดี๋ยวนี้ไม่ต้องรออนาคตข้างหน้าไม่รอวินาทีข้างหน้าไม่ต้องเป็นสัมปรายิกัตถะภูมิไม่ต้องไปเอาเมื่อวันพรุ่งนี้ถึงจะได้ชาติหน้าถึงจะได้ไม่ต้องไปกล่าวรายชาติหน้ายังอีกไกลนักเอาชาตินี้เอาเดี๋ยวนี้เอาวันนี้เอาวินาทีนี้เป็นปัจจุบันน่ะทำเป็นคิดทำ เป็นธรรมะอันเป็นปัจจุบันอย่างนี้เป็นวิปัสสนาญาณเป็นญาณที่รู้และทำให้ได้เมื่อทำได้ก็เป็นผลสำเร็จเมื่อรู้ก็เป็นมรรคเป็นปัญญาเมื่อเป็นปัญญาแล้วก็ทำให้เกิดอุปสรรควิมุตทำให้วิมุตทั้งปัญญาวิมุติทั้งเจโตวิมุตติ 2 ส่วนปัญญาก็รู้ว่าวิมุติเป็นอย่างนี้เจโตก็ทำได้ว่าวิมุติแล้วเป็นอย่างนี้มีปัญญามีญาณทัศนะมีวิมุตติญาณทัสสนะอีกเห็นว่าโอ้เราวิมุตจริงไม่ใช่รวมเห็นสภาพที่ยึดอยู่ตัดอยู่พระอยู่ละได้ถึงแล้วแลอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวเราเข้าถึงแล้วแลอยู่เป็นปัจจุบันนั่นเทียวทำของพระพุทธเจ้า จึงเห็นเป็นปัจจุบันเราเป็นอริยะเราเป็นอรหันต์เราจบอยู่จบอยู่เดี๋ยวนี้ไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะต้องทำอีกเป็นอัตโนมัติไม่ต้องฝึกต้องหัดไม่ต้องศึกษาอีกอันนั้นได้แล้วเป็นแล้วช่ำชองแล้วเป็นอัตโนมัติแล้วเพราะเราได้สั่งสมกันเพราะเราได้ฝึกเพียรเพราะอะไรอบรมตนจนเป็นปกติเป็นธรรมดาได้เป็นปกติได้เป็นธรรมดานี่เราก็ล้วนแล้วแต่ก่อกรรมเอาเรารู้แล้วเราก็ทำถ้าเรารู้เราได้ปัญญาเราคบหาสัตบุรุษเมื่อเราคบหาสัตว์ตำรวจเราได้ฟังธรรมฟังสัจธรรมเมื่อเราได้ฟังสัจธรรมแล้วเราก็โยนิโสมนสิการเราก็ตั้งอกตั้ง ที่ประพฤติใส่ใจประพฤติโยนิโสมนสิการธรรมะจึงเกิดเป็นธัมมานุธัมมปฏิปัตติเราจึงเจริญเรียกว่าวุฒิธรรม 4 เพราะเรามีบริษัทสังเสทชะ บางทีก็ยังมีปัจจะเวกให้ฟังบ้างเล็กน้อยก็ยังได้ฟังธรรมอยู่นั่นเองทุกวันวันละไม่น้อยเรามีโยนิโสมนสิการเรามีการใส่ใจตั้งใจไม่ใช่เป็นคนเหลาะแหละมีสติปัฏฐานเป็นคนมีสติมีสัมปชัญญะรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอไปปฏิบัติเวทีรู้ภายนอกภายในรู้สัมผัสทางทวารทั้ง 6 เป็นผัสสะมีผัสสะเป็นปัจจัยปฏิบัติตนเพียงรู้ตัวรู้ตนอยู่ทั่วพร้อมทุกโรงเรียนเวลาลมหายใจเข้าออกเรามีลมหายใจเข้าออกอยู่ยังไม่ตายเมื่อใดเราก็พยายามรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่ตลอดเวลารู้กายสังขารรู้จิตสังขารของเราอย่างแท้แล้วกับ [ข้อผิดพลาด: recognition connection failed: [Errno 32] Broken pipe] เกิดอุชุปฏิปฏิทินเข้าถึงอย่างถูกต้องเราจึงเป็นสุปฏิปันโนเมื่อเราได้ปกครองกรรมของเราดีเป็นสุปฏิปันโนผู้ปฏิบัติดีเองเป็นสุภาษิตปัญโญบุคคลเป็นบุคคลผู้ปฏิบัติดีไม่ว่าจะเป็นฆราวาสไม่ว่าจะเป็นพระรู้ดีปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเราได้หมดนะเราเรียนรู้กรรมและละครมั่นใจในกรรมกรรมเป็นที่สุดกรรมเรียกว่ากรรมมันโตสัมมากัมมันตะเมื่อเราเห็นอย่างนี้รู้อย่างนี้เรียกว่าสัมมาทิฏฐิเราเห็นถูกแล้ว เป็นสมาธิปฏิบัติธรรมเน้นๆเอาที่นี่หรือปฏิบัติธรรมนี่เอาที่กรรมนี่หรือเรารู้อย่างนี้เราก็ประคองกรรมจัดแจงกรรมรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอแล้วก็ปรับปรุงกรรมไม่ว่ากายกรรมวจีกรรมมโนกรรมทวารทั้ง 6 จะสัมผัสอย่างไรและมันก็จะไปสู่จิตเราก็ปรับปรุงที่จิตนั่นแหละเป็นสำคัญก็เข้าปรมัตถ์ปรับปรุงจิตของเราต้องรู้ต้องเห็นต้องมีอำนาจรู้และมีอำนาจรู้ด้วยเข้าใจด้วยเป็นปัญญาอย่างแท้จริงแยกแยะวิจัยถูกแล้วก็ทำให้ถูกให้ลงตัวตามที่เรารู้เราเห็นตามที่เรารู้เราเข้าใจไปสัมมาทิฏฐิพยายามเป็นสัมมาวายามะแล้ว จะติดจริงๆสัมมาสติก็ห่มล้อมสมาธิๆซึ่งเป็นประธานการสร้างสัมมาสมาธิของพระอริยะเรวอารียาสัมมาสมาธิอริยสัจมาและอริโยสัมมาสมาธิเป็นสมาธิอันประเสริฐหรือเป็นสัมมาสมาธิของพระอริยะประกอบไปด้วยองค์ 7 ของมรรคมีสติมีความพยายามกระทำอยู่ตามที่เราเห็นเรารู้เพราะฉะนั้นสัมมาสังกัปปะก็จะพอเหมาะได้คือเราจะควบคุมแม้แต่การนึกคิดแม้แต่การดำริเริ่มทางกรรมของมโนเราก็จะประคองแล้วก็จะพยายามกระทำโดยการอดทนข่มขืนโดยการทำให้มีเต็มที่ที่เรา มันเป็นจิตที่ดีที่สุดเป็นอนุจิตรเป็นจิตที่ดีที่สุดจิตดีกว่านี้ไม่มีอีกแล้วจะพยายามทำจริงๆเป็นอนุภาคจิตให้ได้เมื่อเราทำได้ก็เป็นโลกุตตรจิตเท่านั้นเองอนุตตรก็คือโลกอนุจรนั่นแหละอุจจาระเป็นจิตที่เหนือไม่มีอะไรเหนืออีกอนุตตรานี่หมายความว่าอาบน้ำบอกอุจจาระไม่มีจิตใจเหนือจิตนี้อีกแล้วมนุษย์แต่ละจิตเราจะทำจนกระทั่งถึงเป็นอนุภาคจิตจึงจะเรียกว่าเราเกิดโลกุตตรจิตเป็นสัมมาสังกัปปะทำเสมอทำเสมอปกครองเสมอจะเกิดตั้งมั่นเรียกว่าเรียกว่าติดหรือเรียกว่าสมาบัติเป็นสมาชิกสมาธิทำอย่างฉลาดเพราะ รูปบัตรสมาธิเป็นอย่างนี้เรียกว่าสมาธิกุศโลบายสมาธิเป็นอย่างนี้แล้วเราก็ประคองทำเสมอเรียกว่าสมาบัติมาสมาธิสมาธิทำได้ตั้งมั่นเลยว่าสมาธิสถิติได้มันได้ดีได้บ่อยๆได้เสมอเสมอเสมอบัตรได้จนกระทั่งแข็งแรงในวันที่ติดหรือสมาสแข็งแรงขาดกล้าฉลาดเก่งแข็งแรงขึ้นจนกระทั่งแน่ใจว่าทำได้อันนี้แม้จะเปลี่ยนทิศเปลี่ยนทางไปสัมผัสสัมผัสหรือว่าเอาละไม่ให้มันเป็นอย่างนี้ให้มันเป็นอย่างอื่นไปอีกบ้างเพื่อถอนเรียกว่าสมาธิสั้นก็ทำได้ทำไปในหลายๆในระยะเหล็กบางใหญ่ ป้างออนบ้างแกบ้างอย่างโน้นอย่างนี้ทำได้ตามใจเรียกว่าเจโตฝึกเจโตวะ 10 ปัตโตรู้ว่าฝึกวัดศรีมีการอธิบายพวกนี้อธิบายสมาธิหรืออธิบายชาญซึ่งเป็นอุตริมนุษยธรรมเป็นเรื่องที่ติดคุณวิเศษผู้ไม่มีอุตริมนุษยธรรมผู้ไม่มีคุณอันวิเศษนี้จริงอธิบายฌานอธิบายสมาธิและเลอะเทอะแบบผิดๆเพี้ยนๆสมาชิกถึงเละไปหมดสมาธิโดยเฉพาะสมาธิของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าอริโยสัมมาสมาธินี่เป็นสมาชิกของพระพุทธเจ้าคำว่าสมาธินี้มีมาก่อนศาสนาพุทธฤาษีชีไพรดาบสต่างๆเรียนสมาธิมาทั้งสิ้นแต่สมาธิเหล่านั้นพระพุทธเจ้าไม่เอาพระพุทธเจ้าถือว่า สมาธิของฤาษีส่วนสมาธิของท่านเรียกว่าอริโยสัมมาสมาธินั้นประกอบไปด้วยซ้ำมาอริยมรรคองค์ 7 เมื่อเราทำเป็นสัมมาสังกัปปะการนึกการเกิดการคิดการดำริก็พอดีพอเหมาะได้ลงตัววาจาก็ควบคุมลงตัวกายกรรมควบคุมลงตัวด้วยว่ากรรมทั้งหมดทั้งจิตทางสังกัปปะทั้งวาจาทั้งกายกรรมทั้งหมดเรียกว่าสัมมากัมมันตะก็ลงตัวพอเหมาะพอสมได้พอดีตามที่เรารู้ตามที่เราเข้าใจเราทำไม่ได้มากเรียกว่าอาชีวะอาชีวะแปลว่าทำอยู่อย่างมากทำอยู่เป็นชีวิต เราสร้างกรรมอย่างนี้ให้แก่ชีวิตเรียกว่าสัมมาอาชีวะชีวิตของเรามีการปฏิบัติธรรมเป็นอาชีพมีการบำเพ็ญเพียรฝึกปรือให้แก่ตนเป็นอาชีพเพราะเรารู้แล้วว่าการปฏิบัติธรรมเป็นสิ่งประเสริฐสุดการกินอยู่หลับนอนเราก็ปฏิบัติมาแล้วเรียนรู้มาแล้วซึ่งเป็นเรื่องสังขารธรรมตื้นๆทรงไว้ซึ่งปัจจัย 4 สบายๆเราหมดกังวลหมดเรื่องยุ่งแล้วซึ่งปัจจัย 4 และเราก็มาปฏิบัติธรรมอันสำคัญเป็นอาชีพเพราะฉะนั้นเราจะต้องประคองจิตประคองกรรมฝึกทำให้เข้าสู่กุศลกรรมอันสูงเป็นปุญญาภิสังขารพยายามปรุงกรรมให้ การชำระชำระชำระชำระที่สังขารแปลว่าปรุงให้มันเกิดการชำระอย่างยิ่งปุณยะบวกกับพี่บวกสังขารสังขารแปลว่าปรุงปุญญะแปลว่าชำระอภินิแปลว่ายิ่งปุญญาภิสังขารปรุงให้มันชำระชำระจริงๆจิตเราถูกชำระด้วยการรู้ด้วยการกระทำถูกทางกุศลเป็นอย่างนี้อกุศลเป็นอย่างนี้มีธรรมะวิจัยสมโภชทรงพร้อมอยู่เสมอเพียรทำให้มันถูกตรงตามที่เรารู้เราเห็นศึกษามาให้ดีแล้วก็รู้เห็นอย่างนี้ควรตั้งไว้อย่างนี้ไม่ควรตั้งไว้อย่างนี้ควรเสพอย่างนี้อันเป็นของพิจารณาแล้วเสพอย่าไปเสพอย่างนี้เราทำความเข้าใจเป็นทัศนะและก็สังวรสังวาระแล้วก็ปฏิเสธเวลา ให้มันเกิดจากหญิงแม่จะอดจะทนเป็นอันที่วาสนาก็ทำจนเกิดปฏิวัติชนาวิโนทัยจนกระทั่งบรรลุภาวนาภาวนาเป็นตัวบรรลุผลปรากฏผลการเกิดผลเรียกว่าภาวนาไม่เกิดรู้เห็นเป็นจริงมีสภาวะเรียกว่าภาวะหรือสภาวะหรือเรียกว่าภาวนาหรือเรียกว่าพาวันก็ได้เป็นสภาพที่เกิดภาวะนั้นแล้วเราทำจนเกิดภาวะที่เราเข้าใจว่าเป็นภาวะที่ดีที่สุดเกิดผลดีตามที่เรารู้เราเห็นเราเข้าใจแล้วมีปัญญาเรียนรู้ปริยัติมาก่อนนำทางแล้วเราก็มาเกิดได้ล้วนแล้วแต่เกิดเกิดเพราะเราทำเกิดเพราะเราเป็นผู้สร้างสร้างให้แก่ตนเองได้ว่ากลับมาโยนนี้ไม่ พ่อแม่ให้เกิดไม่ใช่คลอดออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ถ้าผู้ใดจับการเกิดจะคลอดออกมาสงเคราะห์จากทั้งพ่อทั้งแม่เท่านั้นนั่นเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาเป็นเรื่องของโลกีย์ถ้าเราทำปรมัต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive